previous arrow
next arrow
Slider

ทำ SEO แล้วจะติดหน้า 1 ไหม? จะชนะคู่แข่งไหม? บทความนี้มีคำตอบ

ในบทความนี้เรามาดูกันว่าการวิเคราะห์ความสามารถการแข่งขันในโปรเจ็ค SEO ที่คุณกำลังจะทำนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยช่วงแรกจะลงทฤษฏีกันสักเล็กน้อย จากนั้นจะเป็นการยกตัวอย่างการวิเคราะห์หน้าผลลัพธ์การค้นหาจริงสัก 2-3 ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ และทำตามได้

4 องค์ประกอบการวัดความสามารถในการแข่งขันคีย์เวิร์ดที่คุณต้องรู้จัก

ก่อนที่จะไปเลือกและเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือวัดความแข็งแรงเชิง SEO ของเว็บไซต์ มี 4 องค์ประกอบของการวัดความสามารถการแข่งขันที่คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนครับได้แก่

  1. ลิงก์
  2. Domain Strength
  3. Page Strength
  4. On-Page SEO

เรามาลงรายละเอียดกันดังนี้…

1. ลิงก์

ลิงก์หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Hyperlink คืออ็อบเจกต์ในหน้าเว็บเพจในรูปของตัวหนังสือหรือรูปภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงเว็บเพจเข้าด้วยกัน

2. ความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์ (Domain Strength)

ในทาง SEO เมื่อมีเว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ เปรียบเสมือนเหมือนกับการแนะนำหรือการรับรองจากบุคคลที่สาม ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือในสายตา Google มากขึ้น และลิงก์จากภายนอกเหล่านี้ยังทำให้ความแข็งแรงเชิง SEO โดยรวมของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นด้วย

3. ความแข็งแร็งเชิง SEO ในระดับเว็บเพจ (Page Strength)

ความแข็งแรงในเชิง SEO โดยรวมทั้งเว็บ (Domain Strength) สามารถถูกส่งผ่านไปยังหน้าเว็บเพจต่างๆ ในเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันเองภายใน หรือ Internal Links หน้าไหนได้รับลิงก์จากหน้าอื่นมาก ความแข็งแรงเชิง SEO ของหน้านั้นๆ ก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

4. On-Page SEO

หรือบางคนจะเรียกว่า On-Site SEO ก็ไม่ผิด คือการปรับแต่งหน้าเว็บเพจให้ถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยทั่วไปกิจกรรม On-Page SEO ที่เราทำกันก็มีอย่างเช่น การปรับแต่งชื่อเว็บเพจ (Page Title), ปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์, การทำลิงก์เชื่อมโยงภายใน (Internal Linking) เป็นต้น
การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดว่าสมควรหยิบมาทำ SEO หรือไม่นั้น คุณต้องใช้องค์ประกอบทั้งสี่นี้มาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เครื่องมือวัดความสามารถในการแข่งขันที่ผมจะได้พูดถึงในบทความนี้

คู่แข่งแบบไหน หนีให้ไกล อย่าไปยุ่ง

มีบางคีย์เวิร์ดที่ผมเห็นว่าเป็นคำต้องห้ามไม่ควรนำมาทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มเพราะทำไปโอกาสที่คุณจะติดอันดับต้นๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นหานั้นริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยเสียอีก คำพวกนี้จะเกี่ยวกับบริการหรือผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ขอยกตัวอย่างให้เป็นภาพด้วยคำว่า “จาวา” (จาวา หรือ JAVA คือ ภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems Inc.) เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่ง) ดังนี้… 1. ผมเริ่มด้วยการเปิดรายงาน Keywords explorer ขึ้นมาด้วยการไปที่ https://ahrefs.com/ แล้วคลิกที่เมนู Keywords explorer

2.  เลือก Google และ 3. เลือก Thailand ในกรณีที่ต้องการหาข้อมูลจาก Google ประเทศไทยป้อนคำว่า
4.  ป้อนคีย์เวิร์ด “จาวา” ลงไปในช่อง แล้วกดปุ่มแว่นขยาย เพื่อทำการดึงข้อมูลคีย์เวิร์ดออกมา

ahrefs จะทำการดึงข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดออกมาแสดง เช่น ปริมาณการค้นหารายเดือน (Search Volume), ความยากของคีย์เวิร์ดในการติดอันดับในหน้าแรก Google (Keyword difficulty) เป็นต้น

5. ถ้าคุณเป็นบริษัทที่รับสอนเขียนโปรแกรมภาษาจาวา การหยิบคำว่า “จาวา” มาทำ SEO นั้นดูเหมือนจะเข้าท่าและเป็นไอเดียที่ดีเพราะว่านอกจากจะสอดคล้องกับธุรกิจของคุณแล้วยังมีการค้นหารายเดือนดีอีกด้วย แต่ทำไมผมบอกไว้ก่อนหน้าว่าคำนี้เป็นคำต้องห้าม? มาดูหน้าผลลัพธ์การค้นหาในรายละเอียดกันก่อนครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม…

เลื่อนเมาส์ลงมาด้านล่าน ใน Section ชื่อ SERP overview for “จาวา” จะแสดงหน้าผลลัพธ์การค้นหาใน Google ของคีย์เวิร์ด “จาวา”

Google เลือกเว็บไซต์ทางการของภาษา “จาวา” มาติดอันดับต้นๆ คือทั้งอันดับที่ 1 และ 2 ในหน้าผลลัพธ์การค้นหาถือว่าสมเหตุสมผลเพราะตรงกับคำค้นหามาก ถ้าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ โอกาสที่คุณจะไปแย่งอันดับที่ 1 หรือ 2 มาจาก www.java.com แทบไม่มี

คอลัมน์ Backlinks บอกว่าแต่ละเว็บเพจในหน้าผลลัพธ์การค้นหามีลิงก์จากเว็บอื่นชี้ไปหากี่ลิงก์ ในกรณีนี้เว็บเพจอันดับ 1 หรือ 2 มี 18,309, และ 115,293 ลิงก์ ตามลำดับ ปริมาณลิงก์ภายนอกขนาดนี้รวมพลังกับลิงก์ภายในส่งผลให้ความแข็งแรงเชิง SEO หรือ UR ของทั้งสองเว็บเพจถีบตัวขึ้นไปที่ 47 และ 81 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูง ถ้าคุณต้องการทำคำนี้ ลองคำนวณทรัพยากรที่คุณมีอยู่ครับว่าคุณต้องใช้เวลาและเงินเท่าไรในการหาลิงก์เพื่อแย่งอันดับของคู่แข่งรายนี้มา

นอกจากนี้ 7 จาก 9 เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกเป็นเว็บไซต์ที่มีความแข็งแรงเชิง SEO (DR) สูงมากเช่น…

  • https://www.java.com/ มี DR = 91 (เต็ม 100)
  • https://java-runtime-environment.th.softonic.com/ มี DR = 87 (เต็ม 100)
  • https://th.wikipedia.org/ มี DR = 87 (เต็ม 100)
  • https://www.oracle.com/ มี DR = 92 (เต็ม 100)

DR ระดับนี้ใช้เวลาแรมปีกว่าจะได้มาผ่านทางการสร้างลิงก์ ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี DR ห่างกับเว็บเหล่านี้มาก โอกาสในการติดอันดับดีๆในหน้าแรกก็จะมีน้อยลงไป เมื่อนำเหตุผลดังกล่าวมาวิเคราะห์ร่วมกันสรุปได้ว่าคีย์เวิร์ด “จาวา” เป็นคำต้องห้าม ถ้าคุณพบคีย์เวิร์ดลักษณะนี้ผมแนะนำว่าไม่ต้องวิเคราะห์อะไรต่อ หาคำอื่นมาวิเคราะห์ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

คู่แข่งมี DR สูง ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้

จากตัวอย่างที่ผ่านมาถ้าสังเกตดีๆ คุณจะเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมเว็บเพจอันดับที่ 5 (marcuscode.com/lang/java) ซีงมีแค่ลิงก์เดียว มี DR=8 ถึงได้อันดับดีกว่าเว็บอันดับที่ 6 และ 7 ที่มี DR, UR, และจำนวนลิงก์สูงลิบลิ่ว

เรามาหาคำตอบไล่กันโดยไล่ไปแต่ละกรณีครับ เริ่มจากเว็บอันดับที่ 7 (www.oracle.com/java/technologies/) ผมได้พูดไปแล้วว่าองค์ประกอบหลักๆ ที่เราจะใช้วัดความสามารถในการแข่งขันมีอยู่ 4 องค์ประกอบ ตารางด้านล่างชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเว็บเพจในอันดับที่ 7 ชนะแบบขาดลอยทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ DR, UR, และลิงก์

อันดับURLDRURBacklinks
5http://marcuscode.com/lang/java10 
7https://www.oracle.com/java/technologies/92 89 2,787,251 

ทว่ายังมีองค์ประกอบที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันเลยคือ On-Page SEO (การปรับแต่งเว็บเพจคอนเทนต์ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนตัวเป็นๆ ที่เข้าเว็บเพจ) เป็นองค์ประกอบที่เว็บอันดับที่ 7 ขาดอย่างแรง
เราไปดูรูปร่างหน้าตา www.oracle.com/java/technologies/ แล้วจะรู้ว่าหน้านี้ควรปรับปรุงอะไร…

สิ่งที่ขาดไปและต้องการเติมเต็มของหน้านี้คือ …

  • เนื้อหาของหน้านี้เป็นภาษาอังกฤษ จำได้ไหมครับว่าคำค้นหาที่ผมป้อนเข้าไปเป็นภาษาไทย (“จาวา”) และผมใช้ Google ประเทศไทย (Google.co.th) อยู่ที่ประเทศไทย ดังนั้นเนื้อหาที่หน้าเพจแสดงควรเป็นภาษาไทย
  • เนื้อหาน้อยไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเว็บเพจอันดับที่ 5 ให้คุณเปิด www.marcuscode.com/lang/java แล้วแล้วลองเปรียบเทียบกันดู…

จะเห็นว่าเนื้อหาของเว็บเพจอันดับที่ 6 แน่นกว่ามาก เรียกได้ว่าผู้ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมภาษาจาวา เข้ามาแล้วสามารถตักตวงความรู้ไปได้มากโข สามารถนำไปใช้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมกันได้เลย
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือเว็บ marcuscode.com เป็นเว็บไซต์เฉพาะทางด้านการเขียนโปรแกรม (ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับภาษาจาวาอย่างเดียว Google ก็ยังคงมองว่าอยู่ในหัวข้อเดียวกันคือการเขียนโปรแกรม) ที่มีเนื้อหากว่า 200 หน้าในฐานข้อมูล

คุณสามารถหาจำนวนเว็บเพจคร่าวๆ ในฐานข้อมูล Google

ได้ด้วยการป้อนคำสั่ง site:ชื่อเว็บไซต์ เช่นในกรณีนี้ให้คุณป้อน site:marcuscode.com ลงไปใน Chrome

ถึงตรงนี้ถ้าคุณมีคำถามก็ไม่แปลกว่าแล้วทำไมเว็บอันดับที่ 6 เป็นภาษาไทย องค์ประกอบอื่นๆ อาทิ DR, UR เป็นต้น ก็ดีกว่า marcuscode.com/lang/java ทำไมไม่ได้อันดับดีกว่า? ผมมีคำตอบให้คุณแน่นอน อ่านต่อไปครับ

On-Page SEO ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เราได้เรียนกันไปแล้วว่า DR หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์สามารถถูกส่งผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันภายใน หรือ Internal Links ส่งผลให้เว็บเพจในเว็บไซต์นั้นๆ สามารถติดอันดับดีๆ ได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก เช่นคอนเทนต์ไม่ดีก็ติดอันดับดีๆ หรือไม่ต้องสร้างลิงก์เลยอย่างเว็บอันดับที่ 6 ก็ยังติดหน้าแรก Google ได้

อันดับURLDRURBacklinks
5http://marcuscode.com/lang/java10 
6https://sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java93 14 

เว็บเพจ sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ได้เพราะสองสิ่ง คือ DR และ On-Page SEO ที่มีคอนเทนต์ในหัวข้อ “จาวา” ค่อนข้างดี และลึกพอสมควร แต่ยังไม่ดีเท่า marcuscode.com/lang/java และยังพบปัญหา On-Page SEO ที่ต้องแก้ไข เช่น ไฟล์รูปภาพที่หายไป …

ปัญหาที่มีหน้าเปล่าๆ หรือในภาษา SEO เราเรียกว่า Thin Content ดังนี้…

ถึงลิงก์จะเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ในการทำอันดับให้คีย์เวิร์ด การทำ On-Page SEO ก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้และจำต้องทำให้ถูกหลัก

ถ้าเว็บไซต์คุณมีปัญหาคอนเทนต์สะสมมากๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไข Google อาจมองว่าทั้งเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำไปเลย ส่งผลให้อับดับคีย์เวิร์ดโดยรวมทั้งเว็บไซต์ตกลงได้ …

โดยปกติ Google จะให้ความสำคัญและเชื่อถือเว็บไซต์ที่มีค่า DR สูงอยู่แล้ว ถ้าเว็บเพจอันดับที่ 6 ได้รับการปรับแต่งให้ถูกหลัก On-Page SEO มากขึ้น หรือมีลิงก์ชี้มาจากเว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมเข้ามา โอกาสที่จะแซงหน้าเว็บเพจอันดับที่ 5 ขึ้นไปมีไม่น้อยเลยทีเดียว เทคนิกการทำ On-Page SEO ยังมีอีกมาก ในบทต่อๆไปผมจะพูดถึงแนวทางการทำเชิงลึกมากขึ้น เพื่อคุณจะได้เห็นแนวทางและสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รู้ใจว่าที่ลูกค้า รู้ใจ Google (Search Intent)

นักทำ SEO หลายท่านโดยเฉพาะมือใหม่หัดทำมักจะมองข้ามสิ่งๆหนึ่งไป นั่นคือความต้องการของผู้ใช้เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent) ที่หยิบมาทำ SEO ขอขยายความแบบนี้ว่า

สมมุติว่าคุณทำเว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัว เตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น โดยมีความหวังจะติดหน้าแรกคีย์เวิร์ด “หางานราชการ”ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกเนื้อหาเว็บไซต์จะถูกจัดอยู่ในประเภท Job Portal ที่เน้นงานราชการทั้งนั้น เช่น ที่เว็บ ประกาศผลสอบ เป็นต้น

ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูลหรือความรู้อย่างที่คุณกำลังทำ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ SEO แบบเต็มสูบ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม Match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ

ลองกลับมาดูตัวอย่างที่เราใช้มาตลอดในบทความนี้กับคีย์เวิร์ด “จาวา” ถ้าลองคุณเปิดเว็บเพจที่ติดอันดับในหน้าแรกขึ้นมาดู คุณจะเห็นว่าเว็บเพจเหล่านี้สามารถถูกจัดอยู่ใน 2 ประเภทได้แก่ประเภทที่ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นภาษาจาวา เช่น www.java.com/en/download/

อีกประเภทหนึ่งจะเน้นให้ข้อมูล หรือสอนเขียนภาษาจาวาในรูปแบบบทความภาษาจาวา

เอาละสิแล้วถ้าคุณต้องการทำคีย์เวิร์ดนี้ต้องนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบไหนระหว่างหน้าที่ให้ดาวน์โหลดกับบทความให้ความรู้?

ไม่ยากครับ ถ้า Search Intent มีมากกว่าหนึ่งอย่าง ให้คุณลองสังเกตุว่าเว็บเพจที่ติดอันดับต้นๆ นั้นมีเขาทำเนื้อหาประเภทไหน ก็ให้คุณทำเว็บเพจให้สอดคล้อง เช่นในกรณีนี้อันดับที่ 1-3 เป็นเว็บเพจที่ให้ดาวน์โหลดทั้งหมด ก็ให้คุณทำตามนั้น

สรุปก่อนจาก

ก่อนจะจบบทนี้ขอสรุปสั้นๆ ว่าการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันนั้น…

  •  ให้เลือกคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเว็บไซต์ของคุณ เช่น มี DR, และ UR พอๆ กัน หรือสูงกว่าคุณไม่มากนัก เช่น ไม่เกิน 10-20 แต้ม
  • อย่างไรก็ตามคู่แข่งมี DR สูงมาก ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้ ถ้าหน้าเพจของคู่แข่งมีลิงก์ไม่มากหรือไม่มีเลยแสดงว่าหน้านี้ติดอันดับเพราะ DR ของเว็บไซต์ แบบนี้คุณมีโอกาสครับ
  • สิ่งต่อไปที่ต้องทำให้แน่ใจว่าแข่งได้คือคู่แข่งมีการทำ On-Page SEO ดีหรือไม่อย่างไร คุณพอที่จะสร้างคอนเทนต์คุณภาพดีกว่าได้ไหม
  • สุดท้ายอย่าลืมตรวจสอบความต้องการของผู้ใช้งานที่อยู่เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *