previous arrow
next arrow
Slider

บทความ

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

19 พฤศจิกายน 2558 ทาง Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

How Search Works

เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

SEO Starter Guide(คู่มือเริ่มต้น SEO)

โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

กลับหน้าหลัก

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

ข้อดีของการทำ SEO

หลายๆท่านคงจะพอรู้มาแล้วบ้างว่า SEO คืออะไร ทำหน้าที่อะไร และ มีประโยชน์อะไร วันนี้เราจะมาดูข้อดีของ SEO กันนะครับ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าเราควรจะทำหรือไม่ ?

สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั้งองค์กรได้เป็นอย่างดี : การที่เว็บไซต์ของเราติดอยู่อันดับต้นๆ มันก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ แบรนด์ ของเราทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะ สั่งซื้อ หรือ ใช้บริการของสินค้าของเราครับ

SEO FOR FREE : เข้าใจถูกแล้วครับ!! การทำ SEO นั้นมันไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดนั่นเองครับ  เว็บไซต์เราที่เพิ่งเริ่มต้น สามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่ม ทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

เข้าถึงเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าได้จากการค้นหาผ่าน Keyword : ในการที่เราจะค้นหาอะไรสักอย่างนั้น เราก็มักจะแสดงความต้องการออกมาผ่าน Keyword ค้นหาผ่านทาง Search Engine Google นั่นเอง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้ง่าย

ช่วยให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก : เว็บไซต์เป็นหนึ่งช่องทางในการที่จะ โปรโมท โฆษณา หรือ แม้กระทั่งจำหน่ายสินค้า ในธุรกิจขนาดเล็ก รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่ได้มีหน้าร้าน และงบประมาณในการโปรโมท เราก็สามารถใช้ช่องทาง เว็บไซต์ของเราในการโปรโมทแทน พอเว็บไซต์เราเป็นที่รู้จัก คนก็จะรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วย

เพิ่ม Traffic ได้จำนวนมาก : Traffic คือ จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ยิ่งเว็บไซต์ของเรา ติดอันดับ SEO ในอันดับต้นๆ(1 -10 ) เวลาคน Search Keyword ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์เรา เว็บไซต์เราก็จะแสดงผลในหน้าแรก ผู้เยี่ยมชมก็จะเห็นเว็บไซต์และ ทำการคลิกเข้ามาเยี่ยมชม ก็จะเพิ่ม Traffic ให้เว็บเราเป็นจำนวนมาก

5 ประโยชน์ของการทำ SEO

การทำ SEO ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำธุรกิจออนไลน์เลยครับ โดยวันนี้เราจะมาดูกันครับว่า SEO นั้นสำคัญอย่างไร และทำไมใครๆ ถึงให้ความสำคัญกับการทำ SEO อย่างมาก

ทำไมต้องทำ SEO

คำว่า SEO เป็นตัวย่อของคำว่า “Search Engine Optimization” ซึ่งประโยชน์ของการทำ SEO ที่ดีก็คือ เว็บไซต์ของผู้ประกอบการจะติดหน้าแรก หรืออยู่ในตำแหน่งที่ดีบน Search Engine เมื่อมีคนค้นหานั่นเอง โดย Search Engine ที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือ Google และยังมีรายอื่นๆ อีกอย่างเช่น Yahoo หรือ Bing เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขาย กระเป๋า บนเว็บไซต์ของคุณ หากคุณทำ SEO ดี เมื่อมีใครค้นหาคำว่า กระเป๋า เว็บไซต์ของคุณก็จะอยู่ในหน้าแรก เพิ่มโอกาสให้มีคนเห็นสินค้าของคุณ และมีโอกาสขายของได้มากขึ้นอีกด้วยครับ

ดังนั้น ลองดูประโยชน์ของการทำ SEO ที่คุณไม่ควรมองข้ามตาม 5 ข้อนี้เลยครับ

1. เว็บไซต์จะได้รับความนิยมมากขึ้น

การทำ SEO เป็นการทำประชาสัมพันธ์อย่างยั้งยืนให้กับเว็บของคุณ ซึ่งระบบจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และตลอด 365 วันไม่มีหยุดพัก

2. เพิ่มฐานลูกค้า

SEO จะช่วยสร้างลูกค้าให้ธุรกิจของคุณได้ เพราะการทำสื่อโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้า และบริการของคุณจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การทำ SEO จะช่วยให้สินค้า และบริการของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ต้องเสียเงินและทุนในการลงโฆษณา มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่านั่นเอง

3. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์

การทำ SEO ที่ดี จะทำให้มีคนเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นและสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อเว็บไซต์ของคุณเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว เว็บไซต์ของคุณจะเกิดความน่าเชื่อถือ และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้าใหม่อีกด้วย

4. เสริมแกร่งให้แบรนด์

เมื่อลูกค้าจดจำเว็บไซต์ของเราได้แล้ว ต่อไปลูกค้าก็จะจดจำแบรนด์ของคุณด้วย ส่งผลให้ในอนาคตเมื่อมีการเลือกซื้อสินค้า แบรนด์ของเราอาจถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกใช้บริการ

5. ราคาประหยัดกว่าโฆษณาอื่นๆ

การซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์มักใช้เงินลงทุนเยอะกว่า แต่การทำ SEO หากคุณไม่ได้ทำเอง อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ในระยะยาวการทำ SEO จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าแน่นอนครับ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากสำหรับการเริ่มต้น

การทำการตลาดผ่าน SEO เหมาะสำหรับ?

การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

ในปัจจุบัน มีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ที่มีผู้ใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสที่จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อมี Keyword ใดติดอันดับ Keyword ที่ใกล้เคียงกันก็จะติดอันดับไปด้วย จึงจะมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจาก Keyword อื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกทำ SEO ได้อีกด้วย

 การเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ

การทำ SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอด้วย Keyword ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Search Engine ย่อมมีความสนใจใน Keyword นั้นอยู่แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากเว็บไซต์ที่เข้าไปชม นอกจากนั้นแล้ว การที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 การโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

โดยส่วนใหญ่เวลาที่คนค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ก็จะเปิดดูเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกหรือหน้าถัดมาในผลการค้นหาเท่านั้น การที่เว็บไซต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอันดับต้นๆ จะทำให้ชื่อของเว็บไซต์ได้เห็นผ่านตาและเป็นที่รู้จัก แม้ว่าจะยังไม่ได้คลิกเข้ามาดูเนื้อหาในเว็บไซต์ก็ตาม

 การลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา

เนื่องจากทำ SEO ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับในหน้าแรก จึงเหมาะสมกับเป็นการทำการตลาดในระยะยาว และเนื่องจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนของ SEO นั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณากับ Search Engine โดยตรง จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้และราคาค่อนข้างถูกกว่าการลงโฆษณากับสื่ออื่นๆ ทั้งนี้หากเลือกทำ SEO ด้วย Keyword ยอดนิยมที่มีคนใช้มากๆ ค่าใช้จ่ายก็อาจสูงตามไปด้วย เพราะมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้น เวลาเลือก Keyword จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการทำการตลาดและความคุ้มค่าในการลงทุน

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ยืนยันจาก Google ว่ามีผลต่อการจัดอันดับ แต่เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ปรับปรุงเพิ่มเติม

 สัญญาณจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Signals)

ข้อมูลการใช้งานของเว็บไซต์สามารถดูได้จาก Google Analytics ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Users), อัตราตีกลับ (Bounce Rate), รายงานข้อความค้นหาของคีย์เวิร์ด (Queries) และ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Keyword นั้นๆ (CTR) เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้ ด้วยเหตุนี้เองเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO จึงควรติด Google Analytics เพื่อให้ Google เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

 สัญญาณจาก Social Media (Social Media Signals)

จำนวน Likes และ Shares ของลิงค์หน้าเว็บไซต์จาก Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Twitter และ Pinterest มีส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ การสร้างบทความที่มีประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในเว็บไซต์และใช้ Social Media เป็นช่องทางในการกระจายบทความไปยังผู้ใช้เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ทำอันดับบน Google ได้ดีและติดอันดับเร็วขึ้น

12 เรื่องพื้นฐานคน ทำ SEO ต้องรู้

ในการทำ SEO นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ในหลายๆเรื่อง หลายคนมองว่าเป็นการยากมากที่จะทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกได้ใน Google บ่อยครั้งคนส่วนใหญ่ มักคิดว่าการทำ SEO ต้องอาศัยดวง หรือ อาศัยโชคช่วย ซึ่งการทำ SEO เองนั้น ก็ไม่มีสอนกันในสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่มีใบปริญญาหรือวุฒิบัตรที่จะบ่งบอก หรือการรับประกันใดๆ หากแต่ความรู้ในด้านการทำ SEO เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากความสามารถ เกิดจากการลองผิดลองถูก ของตัวผู้ทำ SEO เอง … แต่ความรู้อะไรบ้าง ที่จำเป็นต้องรู้ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SEO สำหรับในปัจจุบัน

วันนี้ผมจะขอแนะนำเรื่องของความรู้พื้นฐาน ที่ผมคิดว่าคนต้องการ ทำ SEO หรือผู้ รับทำ SEO ควรจะต้องรู้

12 เรื่องพื้นฐานที่คน ทำ SEO จำเป็นต้องเรียนรู้

1. On-Page SEO

สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สุด ที่จำเป็นต้องรู้ สำหรับการทำ SEO

• เนื้อหาในเพจ (Page Content)
• ชื่อของเพจ (Title Tag)
• ลิงค์ URLs
• H1 H2

การปรับแต่ง On-Page SEO ถือเป็นความรู้พื้นฐานของผู้ที่ต้องการทำ SEO เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจในส่วนนี้

2. Links

ในการทำ SEO คุณจำเป็นต้องเข้าใจ เกี่ยวกับ Links ต่างๆ ในเว็บไซต์ เพราะ Link เปรียบเสมือนประตู ที่จะเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของภายในตัวเว็บเองและจากภายนอกมาสู่เว็บ คุณต้องเข้าใจอะไรคือ ลิงค์คุณภาพ อะไรคือ สแปมลิงค์

3. Keyword Research

การวิเคราะห์ Keyword เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ สำหรับวิเคราะห์ Keyword แต่คุณต้องรู้พื้นฐานในการใช้มัน คุณจำเป็นต้องรู้ว่า

• Keyword อะไรดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของคุณ
• Keyword อะไรที่คน ส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ในการค้นหาที่ตรงกับข้อมูลในเว็บของคุณ

4. Linking

การวางลิงค์ หรือ การสร้างลิงค์ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเว็บ และภายในเว็บ เป็นแทคติกสำคัญในการทำ SEO มาตั้งแต่อดีต แต่ในปัจจุบัน จากการพัฒนาของ Google ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในเรื่องของการสร้างลิงค์ ซึ่งแน่นอนว่า มันยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะการสร้างลิงค์เป็นเสมือนการสร้างประตูทางเข้า ซึ่งมันจะส่งผลดีอย่างมากต่อการทำ SEO แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะส่งผลเสีย จนเกิดโทษได้ หากคุณไม่รู้จักสร้างลิงค์และวางลิงค์ ในที่ๆควรวาง หรือ การสร้างลิงค์ที่เป็นธรรมชาติ (Natural Link Building)

5. Local SEO

สำหรับกลุ่มธุรกิจ การทำ Local SEO เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะเป็นการโฟกัสตามสถานที่ ซึ่งจะทำให้ผลของการค้นหา แตกต่างออกไป เช่นมีการแสดงแผนที่ เป็นต้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Smartphone) ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการทำ SEO สำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ คุณควรจะเรียนรู้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น Google Places for Business , Google+ Local

6. Mobile SEO

ปัจจุบันการใช้งานมือถือเพิ่มมากขึ้นจนแซงหน้า Desktop ไปแล้ว แม้ในความเป็นจริง การค้นหาในข้อมูลบน Smartphone และ Desktop จะเป็น Index เดียวกัน แต่ การทำ SEO สำหรับมือถือ ก็เป็นสิ่งที่อย่างน้อยก็ควรจะเรียนรู้ทำความเข้าใจไว้ เช่นเรื่องของ Responsive Design , Mobile URLs , Redirect Mapping เ ป็นต้น เพื่อให้มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานบนมือถือ (User Friendly)

7. PPC / Adwords

การทำ SEO (Organic Search) และการทำ Adwords (Paid Search) เป็นส่วนหนึ่งของ SEM (Search Engine Marketing) นั่นคือ การทำให้เว็บติดอันดับหน้าแรกๆใน Google แม้ว่าเราจะทำ SEO เพราะไม่ต้องการเสียเงินลงโฆษณากับ Adwords แต่อย่างน้อยคุณควรจะทำความรู้จักกับมัน อาจจะไม่ต้องไปเข้าใจว่าการปรับ Campaigns โฆษณาทำอย่างไร แต่ต้องรู้ว่าในหน้าแรกๆของ Google จะแสดงเว็บไซต์ที่ลงโฆษณาอยู่ด้วย หรืออีกอย่างคือ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ Keyword  ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Google Adwords แต่เปิดให้ใช้ได้ฟรี โดยเครื่องมือนี้คุณควรจะเรียนรู้และฝึกใช้งานมันให้ได้อย่างคล่องแคล่ว

8. Conversion Optimization

การทำ SEO จุดประสงค์เพื่อให้เกิด Traffic (จำนวนคน) เข้ามาที่เว็บ 
การทำ CRO จุดประสงค์เพื่อเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็นลูกค้าซื้อสินค้า (หรือทำธุรกรรมกับเรา)

ดังนั้น SEO และ CRO (Conversion Rate Optimization) จึงเป็นปัจจัยที่เมื่อผสมผสานกันแล้วจะทำให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริง  ในฐานะคนทำ SEO จึงควรจะศึกษาและทำความเข้าใจในพื้นฐานของการสร้าง Conversion เอาไว้ด้วย เช่น Landing Pages , A/B Testing , Call to Action เป็นต้น

9. Algorithms

อัลกอริทึม คือชุดคำสั่งที่จะบอกว่า ผลของการจัดอันดับเป็นอย่างไรใน SERPs (Search Engine Result Pages) สำหรับ Google จะมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดท  Algorithm ของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการทำความรู้จักและ ติดตามข้อมูลข่าวสารการอัพเดทของ Google Algorithms จะช่วยทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำ SEO ของเราได้ (อะไรที่เราควรทำ อะไรที่เราไม่ควรทำ ก็อาศัยการเข้าใจในส่วนนี้) เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้หรือเข้าใจมันทั้งหมด เอาเฉพาะตัวสำคัญๆก็พอ

10. Marketing

ผมเองไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักการตลาด และไม่เคยเรียนหรือศึกษาจบมาทางด้านนี้มาก่อน แต่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ผมตอบเมล์ลูกค้า โดยเสนอแนะบอกแนวทางที่จะช่วยทำ SEO ให้กับเว็บของเขา ลูกค้าได้ตอบเมล์ ถามกลับมาว่า

… คุณจบการตลาดมาหรอ ? …

คุณอาจจะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักการตลาด แต่ขอให้รู้ไว้ว่า การทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด !! เพราะการกระทำที่เกี่ยวกับการโปรโมทเพื่อขายสินค้าหรือบริการ นั่นนับว่าเป็นการตลาด และ SEO ก็คือวิธีการโปรโมทช่องทางหนึ่ง  .. หากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในการทำ SEO การทำความเข้าใจพื้นฐานของการตลาด (ไม่ว่าจะเป็นการตลาดออนไลน์ หรือ วิชาการตลาดขั้นสูง) เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยยกระดับให้กับตัวคุณได้

11. Content Marketing

เมื่อกล่าวถึงการตลาด ขอเจาะลึงลงไปอีกหน่อย นั่นคือ “การทำตลาดโดยใช้เนื้อหา” หรือ Content Marketing ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถือเป็นปัจจัยชี้วัดที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ บนโลกของ Online Marketing … ในส่วนของธุรกิจจำเป็นที่จะต้อง สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ (High Quality Content) เพื่อเป็นการทำให้ผู้คนจดจำเราได้ โดยเนื้อหา อาจจะอยู่ในรูปแบบของ วีดีโอ บทความ รูปภาพ Infographics Slideshare ต่างๆ

ในฐานะของคนทำ SEO เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักกับ Content Marketing เพราะในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของ Google ที่มุ่งเน้นไปจัดอันดับกับเว็บไซต์หรือลิงค์ ที่มีเนื้อหาคุณภาพ ลิงค์ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ลิงค์ที่มีคนเข้าดูเยอะๆ ดังนั้นการใช้กลยุทธ์ Content Marketing Strategy จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะช่วยให้การทำ SEO ในยุคนี้ ประสบกับความสำเร็จได้

12. Social Media

การใช้งาน Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Twitter , Google+ , Youtube ฯลฯ เป็นพื้นฐานสำคัญที่คนทำ SEO ควรรู้ เพราะ การใช้ Social Media เป็นช่องทางสำคัญในการโปรโมทเว็บ โปรโมทลิงค์ เพื่อเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บของเรา ในปัจจุบันนี้ Social Media มีอิทธิพลมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น

การเรียนรู้การทำ Social Media Optimization (SMO) 
ควบคู่ไปกับ การทำ Search Engine Optimization (SEO) 
เปรียบเสมือนกับการที่คุณได้ใส่รองเท้า (ข้างหนึ่ง SEO อีกข้างหนึ่ง SMO) 
ที่จะช่วยให้คุณพร้อมออกวิ่งไปบนโลกของ Online Marketing ในยุคปัจจุบัน

รู้จักกับ SEO ภายใน 5 นาที

SEO คืออะไร แล้วมันสำคัญอย่างไร ??

สวัสดีครับ เราคงจะเคยได้ยินกันมาหลายต่อหลายครั้งแล้วครับว่า ทำเว็บ ก็ต้องทำ SEO อ่านว่า S E O นะครับ ไม่ใช่ เสียวครับ เดี๋ยวเรามาลองดูกันเลยดีกว่าครับว่า SEO นั้นคืออะไร และมันมีผลอะไรกับเว็บไซต์ของเราครับ

SEO คือ ?

S ย่อมาจาก SEARCH ส่วน E ย่อมาจาก ENGINE ครับ หรือ หมายถึง **SEARCH ENGINE** อย่าง Google หรือ Bing จากค่าย Microsoft ครับ
ส่วนตัว O นั้น มาจากคำว่า Optimization แปลว่า ทำให้ดีขึ้น หรือ ปรับปรุงให้ดีขึ้น ครับ
สรุปเลย **SEO** ก็คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ ให้ SEARCH ENGINE ชื่นชอบนั่นเองครับ

ทำ SEO เพื่อ อะไร ?

แล้วเราจะทำ SEO ไปเพื่ออะไรครับ คำตอบสากลโลก เลยก็คือ ทำเพื่อ อันดับ หรือ Ranking ใน SEARCH ENGINE ครับ เรามาดูตัวอย่างกันเลยครับ

เราอยู่ที่หน้าเว็บไซต์ Google นะครับ สมมุติว่า เราต้องการค้นหาข้อมูล คำว่า “เที่ยวโอซาก้า” คำว่า เที่ยวโอซาก้า เราเรียกว่า Keyword นะครับ แล้วเราก็กดค้นหา

ส่วนบนจะเป็นโฆษณาครับ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่ต้องเสียเงิน Google จึงจะแสดงขึ้นมา และส่วนถััดมา ส่วนนี้จะเป็นการจัดลำดับโดยธรรมชาติครับ และ SEO ก็จะมีผลในอันดับในส่วนนี้นั่นเองครับ

ยิ่งอันดับดีเท่าไร คนยิ่งคลิกเข้ามามากเป็นเงาตามตัวทีเดียวครับ

แล้ว SEO ทำได้อย่างไร ?

การทำ SEO เราจะแบ่งเป็นสามส่วนหลักต่อไปนี้ครับ

  1. On Page SEO
  2. Off Page SEO
  3. ตัวช่วยอื่นๆ

On Page SEO

คือการทำการปรับปรุงที่หน้าเว็บของเรา เพื่อให้มีผลกับ SEO ครับ

เดี๋ยวผมจะให้หลักการทำ On Page SEO ไปเน้นๆกัน 7 ข้อเลยแล้วกันครับ

  1. ใส่ Keyword ใน Meta Description
  2. ใส่ Keyword ใน URL
  3. ใส่ Keyword ใน Title Tag
  4. ใส่ Keyword ใน หัวข้อหลัก
  5. ใส่ Keyword ใน เนื้อหา (ปริมาณที่พอเหมาะ)
  6. ใส่ Keyword ใน คำอธิบายรูปภาพ
  7. ใส่ Keyword ใน Link ที่เชื่อมโยง

นี่คือ หลักการทำ On Page SEO คร่าวๆครับ ลองเอาไปทำดูครับ Ranking ของเราดีขึ้นอย่างแน่นอน

Off Page SEO

คือการทำ SEO ที่แหล่งอื่น งง ใช่ไหมครับว่า แหล่งอื่นจะทำ SEO ได้อย่างไร ลองมาดูหลักการกันทีละข้อเลย

  1. Submit Web ที่ SEARCH ENGINE
  2. Link Building ทำลิงค์จากเว็บดัง มาเว็บเรา
  3. Social Share แชร์ลิงค์ใน Social Media

สิ่งเหล่านี้นะครับ จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรา มีคนสนใจมากยิ่งขึ้น และส่งผลให้อันดับเว็บไซต์ของเราดีขึ้นตามไปด้วยครับ

ตัวช่วยอื่นๆ

ตัวช่วยอื่นๆ ในที่นี้ ก็คือ ตัวช่วยทางด้านเทคนิคครับ เราลองมาดูปัจจัยคร่าวๆกันครับว่า สิ่งไหนทางเทคนิคจะช่วยให้เว็บไซต์ของเรานั้นมีอันดับดีขึ้นได้ครับ

  1. HTTPS ทำให้เว็บปลอดภัยมากขึ้น
  2. Speed เว็บยิ่งเร็ว ยิ่งอันดับดีขึ้น
  3. Mobile ต้องรองรับการดูผ่านมือถือ

จากหลักการทางเทคนิค ทั้งสามข้อ สมัยนี้ถือว่าเป็น ส่วนสำคัญเลยทีเดียว ที่จะดันเว็บไซต์ของเราให้อันดับดีขึ้นนะครับ

สรุป

สรุปนะครับ มีเว็บไซต์ก็ต้องทำ SEO ทำไปเถอะครับ มีแต่ผลดี แต่!! จำคำนี้ให้ดีนะครับว่า เราไม่สามารถ การัณตีผล ของการทำ SEO ได้ ว่าเราจะได้อยู่อันดับใดนะครับ นั่นก็เพราะว่าคนที่จัดอันดับไม่ใช่เรา หรือแม้แต่คนที่เราไปจ้างทำ SEO นะครับ แต่เป็น SEARCH ENGINE อย่าง Google หรือ Microsoft Bing ต่างหากครับ ที่เป็นคนจัดลำดับอย่างแท้จริง เราทำได้แค่ ทำตามหลักการ SEO ที่ Search Engine แนะนำเอาไว้เท่านั้นเองครับ

8 เหตุผลที่ควรรู้จักกับ Google Algorithm

8 เหตุผลที่ควรรู้จักกับ Google Algorithm ก่อนทำ SEO

  1. ยิ่งไม่รู้ ยิ่งเหนื่อย: ถึงแม้ว่าการมีเนื้อหาที่ดีจะมีโอกาสในการทำอันดับแต่จะไม่มีวันรู้เลยว่า “ดีแบบไหน จึงจะติดอันดับได้ดีกว่า
  2. ทำผิดวิธี เสี่ยงโดนแบน: นอกจาก Google จะมีขั้นตอนในการประมวลผลเพื่อจัดอันดับแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนการแบนเว็บขยะ หรือเว็บที่มุ่งเน้นทำ SEO แบบผิดวิธี ให้ลบหายไปจากผลการค้นหาตลอดกาลอีกด้วย
  3. แค่ทำเว็บเก่ง ยังไม่พอ: ในการทำเว็บที่มุ่งเน้นด้าน SEO จะมีรูปแบบบางอย่าง หรือเพียงแค่ข้อความสั้นที่แตกต่างบางคำ ทำให้อันดับนั้นต่างฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้
  4. ทำมาก อาจเจ็บได้มาก: SEO เป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจในขั้นตอนที่ถูกวิธี ยิ่งทำก็จะยิ่งดูเหมือนเหนื่อยและเสียเวลาเปล่า มากไปก็แย่ น้อยไปก็ไม่ดี
  5. อัลกอริทึม ไม่ได้มีเพียงเพื่อให้ติดอันดับ: หากศึกษาแบบลงลึกมากขึ้น ก็จะพบว่าความจริงแล้วมันพยายามที่จะบอกเราว่าเว็บแบบไหนที่คนน่าจะชอบมากที่สุด ให้ทำตามนั้นแหละ หากอันดับยังไม่ดี กลับไปดูเว็บใหม่อีกครั้งได้เลย
  6. กูเกิ้ลทำให้เราใส่ใจในการทำเว็บมากขึ้น: ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอรีทึม แน่นอนว่าเราจะยิ่งศึกษามันมากขึ้น และนำมาปรับปรุงเว็บเรามห้ดีกว่าก่อนอยู่เสมอ ตราบใดที่เรายังอยากมีอันดับที่ดี
  7. เข้าใจหลัก SEO ที่ถูกต้องได้มากขึ้น: หากศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบถึงขั้นตอนในการทำ SEO อย่างถูกวิธีอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังอาจมีโอกาสได้พบเทคนิคการทำ SEO ใหม่ๆ ในแบบฉบับของตัวเองอีกด้วย
  8. เห็นจุดบกพร่องของการทำ SEO: เชื่อได้ว่าหลังการศึกษาหรือติดตามข้อมูลการอัพเดทของ Algorithm แบบละเอียดก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเลยว่ามีสิ่งใดที่ควรปรับให้กับเว็บไซต์อย่างไรบ้าง

9 อัลกอริทึม

9 อัลกอริทึม GOOGLE ที่คนทำเว็บต้องรู้!

อัลกอริทึม Google ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บทุกคนต้องรู้ เพราะผู้คนแทบทุกคนบนโลกใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลเป็นหลัก เรียกว่า “ถ้าอยากรู้อะไรบนโลกนี้ Google มีคำตอบ!”

เชื่อว่าคนรุ่นใหม่แทบทุกคนมีความคุ้นเคยกับวลีข้างบนนี้อย่างแน่นอน เพราะ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่มีคำตอบให้กับทุกๆ คำถามที่ผู้ใช้พิมพ์ถามเข้ามา โดย Google จะคัดเลือกเว็บไซต์ที่มีคำตอบ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword นั้นๆ มากที่สุดมาแสดงผล ถ้าเกี่ยวข้องมาก หรือมีคำตอบตรงกับคำค้นหามาก ก็จะแสดงผลในอันดับแรกๆ

ซึ่งระบบการค้นหาของ Google ไม่ได้มีความสำคัญกับตัวผู้ใช้อย่างเดียว แต่ยังสำคัญกับการทำธุรกิจอีกด้วย เพราะเว็บไซต์ที่แสดงผลในอันดับแรกๆ ของ Google จะมีจำนวนคลิกสูงกว่าอันดับอื่นๆ หรือหมายถึงการมีผู้เข้าชมจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการแข่งขันรูปแบบหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Search Engine Optimization หรือ SEO ที่เรารู้จักกัน

และแน่นอนว่าเมื่อมีการแข่งขันเกิดขึ้น หลายคนก็ทำตามกฎกติกาเพื่อขึ้นอันดับหนึ่งด้วยฝีมือ และศักยภาพของตัวเอง เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “SEO สายขาว” แต่อีกหลายคนก็พยายามหาช่องโหว่ในระบบการจัดการผลลัพธ์ของ Google เพื่อขึ้นอันดับหนึ่งให้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะ เราเรียกคนที่หาช่องโหว่เหล่านี้ว่า “SEO สายมืด”

เมื่อ Google รู้ว่ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้เผยแพร่เนื้อหา (ที่เป็นสายขาว) Google จึงได้พัฒนาระบบ อัลกอริทึม เพื่อใช้ตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่อยู่ในระบบการค้นหาว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้บ้าง ซึ่ง อัลกอริทึม ที่ Google สร้างขึ้นมานั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี และมีระบบใหม่ๆ ใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกัน และตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดบนโลกเว็บไซต์

วันนี้เราเลยจะพามารู้จักกับ AI Algorithm ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจตราชั้นยอดของ Google ว่า เจ้าพวก Bot เหล่านี้ ชอบอะไร และไม่ชอบอะไรกันบ้าง คนทำ SEO อย่างเราจะได้รู้ว่าอะไรทำได้ และอะไรควรเลี่ยง มาดูกันเลย!

ข้อมูล อัลกอริทึม Google ทั้งหมด

Panda

เจ้าหมีตัวนี้ถูกสร้างมาเพื่อลดอันดับของเว็บไซต์คุณภาพต่ำที่ไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาอันเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชม และเว็บไซต์ที่ไปก๊อปปี้เนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ มาใส่เป็นของตัวเอง ส่วนเว็บไหนที่ทำเนื้อหาดี ไม่ซ้ำ ไม่ก๊อป มีความทันสมัยตลอดเวลา หมีตัวนี้ก็จะให้รางวัลด้วยการส่งเว็บขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2011

หน้าที่ : ตรวจสอบการก๊อปปี้เนื้อหา และสแปมคีย์เวิร์ด

ทำยังไงให้ผ่าน : พยายามเขียนคอนเทนต์ขึ้นมาด้วยสำนวนของตนเอง อย่าก๊อปปี้เนื้อความ หรือเนื้อหาใดๆ มาจากแหล่งข้อมูลอื่น เพราะถ้าเจ้า Panda ตรวจเจอเข้า (ซึ่งเจอแน่ๆ) เว็บเราจะถูกตราหน้าเป็นพวกขี้ลอกแน่นอน ที่สำคัญคอนเทนต์นั้นๆ จะต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้ชมด้วย

Penguin

หลังจากเปิดใช้งานเจ้าแพนด้ามาเพื่อตรวจสอบ On-Site Content บนหน้าเว็บแล้ว ต่อมา Google ก็ได้สร้าง “นกเพนกวิน” ขึ้นมาสำหรับการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างลิงก์ หรือ Backlink บนเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่จะมีเพนกวินตัวนี้ พวก SEO สายมืดได้ทำการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำขึ้นมาเยอะมาก เพื่อปั่นอันดับหน้าเว็บให้สูงขึ้น ทำให้ Google ต้องสร้าง อัลกอริทึม Penguin ตัวนี้มาควบคุมปัญหาดังกล่าว

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบความสัมพันธ์ และคุณภาพของ Backlink

ทำยังไงให้ผ่าน : การใส่ Backlink ลงไปในคอนเทนต์เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเช็คให้ดีว่า Backlink ที่นำมาใส่นั้นมีคุณภาพ, น่าเชื่อถือ และมีความเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ในหน้านั้นๆ ด้วย ถ้าใครใช้วิธีจ่ายเงินซื้อ Backlink หรือสแปม Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ก็เตรียมตัวโดนคัดออกได้เลย

Pirate

นอกจาก Google จะเป็นผู้ตรวจตรา และควบคุมมาตรฐานของคอนเทนต์บนโลกเว็บไซต์แล้ว Google ยังเปรียบเสมือนตำรวจไซเบอร์ที่คอยหาผู้ร้ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ร้ายที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทุกประเภท ด้วยการสร้างอัลกอริธึมชื่อว่า “Pirate” หรือ “โจรสลัด” ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าชื่อจะเป็นโจรสลัด แต่เจ้าโจรสลัดรายนี้จะทำการล่าโจรสลัดรายอื่นที่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็น เว็บดูทีวีออนไลน์ (ที่ไม่ใช่ Official), เว็บ Torrent หรือเว็บดูหนังฟรี ฯลฯ ซึ่งการจัดการของ Google คือ จะลดการแสดงผลของเว็บไซต์นั้นๆ ลงสูงถึง 98% เลยทีเดียว

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

ทำยังไงให้ผ่าน : อย่าทำเว็บแบบนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันไม่ดีเลย!

Hummingbird

อัลกอริทึม Hummingbird ตัวนี้ไม่ได้ใช้หาคนร้าย แต่สร้างมาเพื่อให้คาดเดากลุ่มคียเวิร์ดที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาล่วงหน้า เรียกง่ายๆ ก็คือ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวนี้จะเป็น “นกวิเศษ” ที่มองเห็นคำตอบล่วงหน้าได้ว่า ผู้ใช้จะพิมพ์ว่าอะไร

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2013

หน้าที่ : ค้นหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการแบบล่วงหน้า

Pigeon

พิราบน้อยตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการค้นหาเช่นเดียวกับ Hummingbird ด้านบน  โดยเจ้าพิราบตัวนี้ทำหน้าที่จัดอันดับผลการค้นหาตาม Location ของผู้ Search ซึ่งอิงตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดอันดับเว็บไซต์แบบ SEO

หากใช้คำอธิบายอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพ เราขอยกตัวอย่างมาสักหนึ่งเคส เช่น ร้านอาหารในละแวกการค้นหาที่ Google จะนำมาแสดงเป็นอันดับแรกๆ จะต้องมีการลงข้อมูลกับ Google My Business, ระบุตำแหน่งที่ตั้งของร้านให้ถูกต้อง และแม่นยำที่สุด, การตั้งชื่อ Title และประเภทธุรกิจต้องครบ และสัมพันธ์กับพื้นที่ หรือเมือง ณ จุดนั้น, ควรมีเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เสิร์ชทราบข้อมูลของร้านมากยิ่งขึ้น และเว็บไซต์นั้นควรมี Domain Name น่าเชื่อถือด้วย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ถ้าร้านนั้นมีครบ Google ก็จะนำร้านนั้นไปแสดงให้ผู้ค้นหาเห็นได้ในลำดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กรกฎาคม 2014

หน้าที่ : จัดอันดับผลการค้นดีที่สุดตาม Location

Mobile Friendly Update

หลังจากที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน การทำกิจกรรมในโลกออนไลน์กว่า 90% เกิดขึ้นบนมือถือทั้งหมด เช่นเดียวกับการค้นหาสิ่งต่างๆ ผ่าน Google บนมือถือ ทำให้ Google ต้องเพิ่มอัลกอริธึมการจัดอันดับเว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือได้ดี หรือที่เรียกว่าเป็น Mobile Responsive มาอีกหนึ่งตัว โดยอัลกอริธึมตัวนี้จะเพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บที่ไม่เป็น Responsive ลง เพราะถือว่าไม่มีความสะดวกแก่ผู้ใช้

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2015

หน้าที่ : เพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บไซต์ที่ไม่เป็น Responsive

ทำยังไงให้ผ่าน : ทำเว็บไซต์ของตนเองให้เป็นแบบ Responsive ก็จะช่วยให้อันดับ SEO ขึ้นได้

RankBrain

RankBrain เป็น AI ที่ช่วยในเรื่องการค้นหาความหมายของคำ หรือกลุ่มคำที่ใช้ค้นหา เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงตามที่ต้องการมากที่สุด โดยอิงจากความเกี่ยวข้องกันระหว่างคอนเทนต์บนหน้าเพจ และคำค้นหา ซึ่งหมายความว่า RankBrain จะวัดผลลัพธ์จากคอนเทนต์ว่าเว็บไหนดีไม่ดีอย่างไรแล้วเลือกไปแสดงผล และที่สำคัญคือ RankBrain สามารถเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพในการคัดกรองนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจาก RankBrain เป็น Machine Learning นั่นเอง

ใช้งานครั้งแรก : ตุลาคม 2015

หน้าที่ : คัดกรองผลลัพธ์ให้ตรงตามคำค้นหา

Possum

อัลกอริธึมตัวนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผู้ใช้มากนัก เพราะ Possum ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดเรียง และแสดงข้อมูลในบริเวณของผู้ค้นหาเท่านั้น เช่น ถ้าสมมติคุณเสิร์ชว่า “ร้านอาหาร” Google ก็จะดึงข้อมูลมาจาก Google My Business ว่ามีร้านใดอยู่ใกล้เคียง และน่าจะตรงความต้องการของคุณบ้าง นี่แหละคือหน้าที่ของ Possum

ใช้งานครั้งแรก : กันยายน 2016

หน้าที่ : คัดกรอง และแสดงผลการค้นหาในบริเวณของผู้ Search

Fred

Fred เป็น อัลกอริทึม Google ตัวล่าสุดที่เปิดใช้งาน โดย Fred มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานของเว็บไซต์ทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของคอนเทนต์ที่ไร้คุณภาพ, เว็บไซต์ที่แสดง Ads หรือมี Affiliate Link เยอะเกินไป ซึ่ง Fred จะมองว่าถ้าสิ่งเหล่านี้มากเกินไปก็จะไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ และจัดการลดอันดับเว็บนั้นๆ ทันที

ใช้งานครั้งแรก : มีนาคม 2017

หน้าที่ : ตรวจสอบ และลดอันดับเว็บไซต์ที่คอนเทนต์ไร้คุณภาพ หรือสแปม Ads

ทำยังไงให้ผ่าน : เขียนคอนเทนต์ที่มี Value หรือเกิดประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ และอย่ายัดเยียดการขายของมากจนเกินไป

จะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์แทบทุกอย่างที่ Google ตั้งขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่ต้องมีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ แม้ว่าคนที่ต้องการทำ SEO สายขาวแต่ทำคอนเทนต์ไม่มีประโยชน์ หรือไม่เกิด Value ต่อผู้อ่าน ก็ไม่ทำให้อันดับ SEO ขยับขึ้นอยู่ดี รวมไปถึงการตั้งค่าต่างๆ ที่เป็น Text ใน Title + Description เพื่อให้ Bot ของ Google อ่านได้ว่ามีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่ รวมไปถึงเทคนิคเชิงลึกต่างๆ อีกมากมายที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก หากใครสนใจเพิ่มเติม ติดตามจากบทความด้านล่างนี้ได้ครับ

Posted in SEO