previous arrow
next arrow
Slider

บทความ

มือใหม่กับการทำ SEO เพื่อส่งเสริมร้านของคุณ

เมื่อคุณต้องการส่งเสริมการขายของให้ร้านค้าของคุณนั้นขายดิบขายดีนั้น การทำการขายผ่านช่องทางออลไลน์นั้นถือว่าสำคัญมาก และการทำทำ SEO ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่า SEO ทำไมถึงช่วยได้เยอะขนาดนั้น และมีประโยนช์มากน้ยแค่ไหนถึงต้องทำ

ก่อนจะเริ่มทำ SEO บนเว็บไซต์ คุณควรจะวางแผนก่อนว่าจะให้เว็บไซต์แสดงที่ผลการค้นหา Keyword โดยเริ่มจากการที่คิดว่าถ้าผู้ใช้จะเข้ามาที่เว็บของคุณ เขาจะค้นหา Google ด้วย Keyword อะไรบ้าง เมื่อได้ชุดของ Keyword แล้ว คุณสามารถตรวจสอบด้วยเครื่องมือ Google Keyword Planner ได้ว่า Keyword แต่ละคำมีปริมาณการค้นหาประมาณเท่าไหร่ และมีสภาพการแข่งขันกับเว็บอื่นๆ สูงหรือไม่ (สภาพการแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันซื้อโฆษณา Google Ads แต่เราก็สามารถนำมาประเมินสภาพการแข่งขันตลาดคร่าวๆ ได้) จากนั้นเลือก Keyword ที่มีปริมาณการค้นหาที่คุ้มค่าเป็น Keyword ชุดหลักที่เราที่จะทำใช้ SEO

SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ของคุณนั้นถูกค้นเจอโดย Google และถูกคลิ๊กโดยคนจริงๆ ซึ่งถ้าหากคุณทำ SEO ได้ดีแล้ว เว็บไซต์ที่คุณทุ่มเททำขึ้นมาจะสามารถ ‘Attract’ ผู้เข้าชมในทุกๆ วันอย่างแน่นอน แต่ผมขอบอกไว้เลยว่าการดึงคนเข้ามายังเว็บไซต์ยังเป็นเพียงก้าวแรกของความสำเร็จเท่านั้น เพื่อให้เว็บไซต์ของคุณทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป้าหมายต่อไปคือ จะเปลี่ยนผู้เข้าชมเหล่านี้ให้เป็นลูกค้าของคุณได้อย่างไร? ซึ่งวิธีการต่างๆ

อยากรู้ไหมเมื่อปีที่ผ่านมา คนไทยค้าหาข้อมูลอะไรบ้างใน google

วันนี้เรามาดูกันถึงความนิยมหรือกระแสในการค้นหาใน google ว่ามีอะไรบ้างในปีที่แล้วหรือปี2020 นี่ก็อาจจะเป็นอีกแนวทางหรือแนวคิดที่จะทำให้คุณคิด content หรือหากจะมีไอเดียวเจ๋งๆจากตรงนี้ก็ได้ งันเรามาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละประเภาแต่ละหมวดหมู่คนไทยนิยมอย่างไร

กลยุทธ์ กับการใช้ SEO

อับดับแรกเราต้องรู้กระบวนการทำงานของการทำ SEO เพื่อการวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยกระบวนการทำงานของ SEO นั้นคือการปรับแต่งเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหาการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงค์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน หน้าแสดงผลการค้นหาและกลยุทธ์คือ การวางแผนธุรกิจและวางรายละเอียดการปฏิบัติเพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้ ผ่านการคัดสรรคุณค่าให้กับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะ การออกแบบแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมกับทรัพยากรในองค์กร และการวางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้กลยุทธ์ล้มเหลวในระยะสั้นและระยะยาว

ตามความหมายของ wikipedia กลยุทธ์ก็คือแผนการที่เราต้องปฏิบัติ เพื่อทำให้เราสามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้

นั่นก็หมายความว่า กลยุทธ์นั้นประกอบไปด้วย 2 อย่าง ก็คือ ‘แผนการปฏิบัติ’ และ ‘เป้าหมาย’ เช่น ธุรกิจอาจจะอยากเพิ่มยอดขาย (เป้าหมาย) ผ่านการตีตลาดใหม่ที่มีการแข่งขันน้อย (แผนการ)

ในส่วนนี้ สองคำถามที่เราอาจจะยังสงสัยกันอยู่ก็คือ แผนการปฏิบัติต้องละเอียดแค่ไหน และเป้าหมายของธุรกิจต้องละเอียดแค่ไหน

หากคุณมีกลยุทธ์ว่าอยากจะเปิดตลาดใหม่ และคุณจ้างพนักงานมาทำเดินการ 1 คน ข้อมูลแค่นี้เพียงพอหรือเปล่าสำหรับการที่พนักงานคนนี้จะนำไปใช้งาน…คำตอบสั้นๆก็คือ ‘ไม่’

การทำ SEO เว็บไซต์คือหน้าร้าน

เมื่อเราเปิดร้านขายของหรือร้านช้อปปิ้งและมาในยุคสมัยนี้การขายของผ่านโลกออนไลน์นั้นสำคัญเป็นอย่างมากเพราะการมีหน้าร้านลูกค้าที่อยู่ไกล้ก็สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้แต่อาจคุณสามารถดันหรือโปรโมทให้ร้านของคุณนั้นได้รับความนิยมจากทุกที่ทั่วประเทศหรือมีการดิวกับต่างประเทศอีกละ เพราะร้านค้าของคุณขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในหน้าที่เขาต้องการค้นหาและนี่และคือข้อดีของการทำ SEO

  • เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google จะมี Traffic คนเข้าเว็บ มากกว่าเว็บที่อยู่อันดับ 10 มากถึง 10 เท่าเลยนะ
  • จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้เว็บเราติดอันดับต้นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากเว็บของคุณ ไม่ติดอันดับหน้าแรก จำนวนคนเข้าเว็บของคุณ แทบจะเป็น 0 เลยกว่าได้
  • ผมขอบรวบรวมตัวอย่าง volume การค้นหาของ Keyword ต่างๆ มาเปรียบเทียบให้พวกเราเห็นระหว่างเว็บอันดับ 1 กับอันดับ 10 ว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน
  • โปรแกรมที่ใช้ดูสถิติพวกนี้คือ kwfinder ครับผม (สำหรับเนื้อหาการใช้เครื่องมือตัวนี้ จะมีพูดถึงในหัวข้อถัดไปครับ

ความสำคัญ เหตุผลอะไรที่เราต้องใช้ SEO

ต้องยอมรับเลยว่ายุคสมัยนี้นั้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และในการหาข้อมูลก็เป็นไปอย่างรวดเร็วเช่นกันเพียงแค่คุณพิมท์คำที่ต้องการค้นหา ทุกอย่างก็ขึ้นมาให้คณแล้ว การเข้าชมเว็บไซต์มักจะเริ่มมาจากการค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม Search Engine ต่างๆ (ไม่ค่อยมีใครเข้าเว็บไซต์โดยตรง) แม้ว่าปัจจุบัน Social Media สามารถดึงคนเข้าสู่เว็บไซต์ได้เช่นกัน แต่ Search Engine ก็ยังเป็นช่องทางหลักสำหรับเว็บไซต์

ที่การเสิร์ชสำคัญอย่างมากก็เพราะ เครื่องมือค้นหาเหล่านี้สามารถมอบการเข้าถึงที่เฉพาะกลุ่ม เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนที่เข้าเว็บไซต์คุณจากการค้นหานั้น เขาจะต้องมีความสนใจที่จะค้นหาข้อมูลหรือซื้อสินค้าหรือบริการอยู่ก่อนแล้ว ถึงค้นหาคำต่างๆ แล้วคลิกสู่เว็บไซต์ของคุณได้  ต่างจากการทำโฆษณาที่คนอาจจะเข้ามาเพียงเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้

แน่นอนว่าถ้าเครื่องมือค้นหาเหล่านี้ ไม่สามารถค้นหาเว็บไซต์ หรือแม้แต่เก็บข้อมูลหน้าเว็บของคุณเข้า ฐานข้อมูลได้ รับรองว่าคุณจะต้องพลาดโอกาสดีๆ ในการที่คนทั่วโลกจะเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณและคงไม่ต้องถามถึงการทำธุรกิจเลยว่าจะเป็นอย่างไร

การเขียน Keyword Research

คีย์เวิร์ดคำนี้ถือว่าเราได้ใช้ในชีวิตประจำวันกันเยอะพอสมควรและ  คีย์เวิร์ดเป็นการใช้เครื่องมือในการเข้าถึงข้อมูลการเสริชจริงของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบน Google แน่นอนว่าข้อมูล Keywords เลือกสรรให้ดีว่าจะใช้ Keywords แบบไหนและอย่างไรบ้าง ที่จะตรงกับเป้าหมายการทำ SEO ของธุรกิจเรา 

เราจะนำผลการคัดเลือกคีย์เวิร์ดที่ได้จากการทำ Keyword Research ไปประกอบการสร้างหรือปรับปรุงเนื้อหาคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเรา จุดประสงค์ก็คือจะทำให้ง่ายที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลด้วย Keywords กลุ่มนั้นๆ มาเจอกับคอนเทนต์จากผลการค้นหา แต่ในขณะเดียวกันเราเองก็ต้องสร้างคอนเทนต์ที่มีความสอดคล้องกับสิ่งที่ผู้ที่เสริชหาข้อมูลที่พวกเขากำลังมองหาด้วย 

จะเห็นว่าการทำ Keyword Research นั้นเปรียบได้กับการช่วยพากลุ่มเป้าหมายที่อาจสนใจสินค้าหรือบริการของเราให้เข้ามาดูคอนเทนต์ แต่คุณภาพของคอนเทนต์เราจะเป็นตัวชี้วัดอีกทีว่ากลุ่มเป้าหมายอยากจะศึกษาเว็บไซต์และบริการของเราต่อ หรือกด X ออกไป

การพยายามสร้างเพจหรือคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับให้ด้วยกลุ่ม keywords กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น เราจะต้องเริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามกับตัวเองก่อนว่า เนื้อหาที่เราจะนำเสนอนั้นจะสามารถตอบคำถามหรือตอบสนองความต้องการของผู้ที่เสริชหาด้วย keyword คำนั้นได้มากน้อยแค่ไหน กล่าวคือ สิ่งที่สำคัญที่เราต้องคำนึงถึงอย่างแรกเลยก็คือ มุมมองของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต 

SEO สิ่งที่ต้องควบคู่กับธุรกิจ

สำหรับเจ้าของธุรกิจรุ่นใหม่หรือเก่าก็ต้องใช้ SEO เป็นตัวช่วยในการส่งเสริมการตลาดและการขายเป็นอย่างยิ่งและถ้าคุณภาพสินค้าเราดีแล้วแล้วควบคู่กับการโปรโมทที่ดีก็จะส่งเสริมให้บริษั?ขอเรานั้นไปรอด SEO คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณติดหน้าแรก Google นั้น กลายเป็นความรู้พื้นฐานที่แทบไม่ต่างจากการที่เรารู้ว่า Cat แปลว่า แมวไปซะแล้ว หรือถ้าไม่รู้จักเลยว่า SEO คืออะไร คุณยิ่งต้องไม่พลาดบทความนี้

ลองคิดตามง่ายๆ ว่าถ้าคุณเปิดธุรกิจทำหน้าร้านสวยหรูดูดี แต่ไม่มีลูกค้าแวะเข้ามาเลยแม้แต่คนเดียว ธุรกิจของคุณจะไปรอดได้อย่างไร? เช่นเดียวกันกับการทำหน้าเว็บไซต์ที่ต่อให้คุณทำเว็บได้สวย ใช้ง่ายเพียงใด ข้อมูลสินค้า บริการ ครบครัน ระบบชั้นดีแค่ไหนถ้าไม่มีคนเข้ามาก็ไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นกับธุรกิจ

การทำ SEO จะเป็นเสมือนการประชาสัมพันธ์ให้กับหน้าเว็บไซต์ให้คนทั่วๆ ไปได้รู้จักว่ามีธุรกิจของคุณเกิดขึ้นบนโลก และแน่นอนว่ามันยังเพิ่มโอกาสในการขายได้ โดยข้อมูลจาก mr-seo.com ระบุว่า กว่า 93% ของการตัดสินใจซื้อทั้งหมดเกิดขึ้นจากการค้นหาบนโลกออนไลน์ดังนั้นการเตรียมหน้าร้านออนไลน์หรือเว็บไซต์ของคุณให้พร้อมจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าจริงๆ แล้วขั้นตอนการทำ SEO ดูจะไม่มีอะไรซับซ้อน เพราะทุกอย่างถูกวางไว้เป็นแพทเทิร์น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่ Google ได้วางเอาไว้ แต่อย่าลืมว่า “แค่ทำ” นั้นยังไม่พอ เพราะคุณต้องคอยตรวจสอบ ปรับปรุง ควบคุมคุณภาพของการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ หากคุณปล่อยปละละเลยไปเพียงช่วงสั้นๆ เว็บไซต์คู่แข่งก็อาจจะนำหน้าแซงลำดับคุณไปเป็นที่เรียบร้อย ให้นึกไว้เสอว่า “ไม่ใช่ธุรกิจของเราคนเดียวที่ทำ SEO” ถึงตรงนี้แล้วเราคงไม่ต้องสาธยายต่อแล้วล่ะว่า SEO นั้นสำคัญกับการทำธุรกิจในโลกปัจจุบันมากแค่ไหน

SEO กับ SEM ต่างกันยังไง ควรทำแบบไหนมากกว่า?

ในการทำธุรกิจออนไลน์ เว็บไซต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นช่องทางหลักในการสร้างยอดขาย การติดอันดับแรกๆ ในหน้าการค้นหาบน Search Engine อย่าง Google จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรให้ความใส่ใจโดยต้องวางแผน Keyword เพื่อนำใช้สำหรับทำ SEO และ SEM

หลายคนที่ได้ยินคงนึกสงสัยว่า SEO และ SEM นั้นคืออะไร ต่างกันยังไง แล้วเราควรเลือกทำแบบไหนเพื่อที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรกๆ ในหน้าการค้นหา

วันนี้ DIGITORY จะมาอธิบายความหมายของ SEO และ SEM เพื่อให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ได้ทำความเข้าใจ และพร้อมที่จะบุกตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ่น เรามาดูความหมายของแต่ละตัวกันเลยดีกว่า

SEO (Search Engine Optimization)  

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การทำการตลาดออนไลน์เพื่อจะทำให้เว็บไซต์ บล็อก หรือแฟนเพจ ธุรกิจของเรา ติดอันดับหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วย Keyword ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา หรือเรียกอีกอย่างว่าการทำ Search แบบ Organic

ซึ่งขั้นตอนการทำ SEO นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ตั้งแต่การกำหนด Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์หรือบล็อก รวมถึงลิงก์ภายในเว็บไซต์ และการทำ Backlink หรือการฝากลิงก์เว็บไซต์ของเราไว้บนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้แบบ Organic

  • ข้อดีของการทำ SEO คือ สร้างความน่าเชื่อถือได้ดี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา ยกเว้นแต่ว่าเราจะไปจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือ Influencer ในการทำคอนเทนต์ผลิตเนื้อหาให้กับเว็บไซต์ของเรา สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น
  • ข้อด้อยของ SEO คือ เป็นการสร้างผลการค้นหาที่ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ว่าเว็บไซต์จะติดอันแรกบนหน้าค้นหาภายในระยะเวลาเท่าไร และหากเราทำ backlink กับเว็บไซต์ที่คุณภาพไม่ดี ก็มีโอกาสที่อันดับของเว็บไซต์เราจะตกได้

SEM (Search Engine Marketing)

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing หมายถึง การทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต โดยการซื้อโฆษณาเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกบนหน้าการค้นหาเมื่อมีการค้นหา Keyword ตามที่ได้กำหนดไว้ สามารถสังเกตได้จากคำว่า AD ที่ปรากฏอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ของเรา โดยเราจะเสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกเข้ามาที่โฆษณาของเรา

ซึ่งขั้นตอนการทำ SEM ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำ รวมถึงสามารถนำไปวิเคราะห์การทำการตลาดต่อได้

  • ข้อดีของการทำ SEM คือ ใช้ระยะเวลาที่สั้นในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกในหน้าแสดงการค้นหา เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน ลูกค้าสามารถเห็นเว็บไซต์ของเราได้ในสามอันดับแรก
  • ข้อด้อยของการทำ SEM คือ มีค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาค่อนข้างสูง รวมถึงมีการแข่งขันสูงใน Keyword ที่เป็นที่นิยม ทำให้ราคาไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ SEO และ SEM จะมีความแตกต่างในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการสร้างแคมเปญ แต่เป้าหมายที่เหมือนกันของทั้งสองสิ่งก็คือ การพยายามทำให้เว็บไซต์ของเรามาปรากฏในหน้าแรกของผลลัพธ์การค้นหา โดยต้องอาศัยการวางแผนการทำคอนเทนต์ที่มี Keyword ที่เรากำหนดไว้

ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกทำ SEO หรือ SEM จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องของเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ต้องสอดคล้องกับหัวข้อและ Keyword ที่กำหนดไว้ เพราะหากเนื้อหาด้านในไม่เกี่ยวข้องเลยและไม่ตรงกับความต้องการของผู้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ ก็จะส่งผลให้คุณภาพของเว็บไซต์แย่ลง และการแสดงอันดับก็อาจอยู่ต่ำลงด้วย รวมถึงปริมาณของ Keyword ที่เหมาะสม โดยควรใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป เพราะการใส่ Keyword มากเกินไป อาจทำให้อัลกอริทึมของ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นสแปม และการใส่ Keyword น้อยจนเกินไประบบอัลกอริทึมของ Google ก็ไม่สามารถหาเจอหน้าเว็บไซต์ของเราได้

การแสดงผลของการทำ SEO และ SEM

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า สรุปแล้วธุรกิจของเราควรใช้วิธีไหนในการทำการตลาดออนไลน์

คำแนะนำจาก DIGITORY คือ ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เนื่องจากการทำ SEO ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะไต่อันดับขึ้นมาแสดงผลในหน้าแรก ซึ่งในระหว่างนั้นก็สามารถทำ SEM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผล ทำให้ลูกค้าเห็นเว็บไซต์ของเรามากขึ้น

ดังนั้น ก่อนจะทำ SEO และ SEM มาเตรียมความพร้อมของเว็บไซต์ด้วยการ

  • ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและรองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนเพื่อลด Bounce rate และคุณภาพที่ดีของเว็บไซต์
  • วางแผนกำหนด Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายใช้และเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ
  • เขียนเนื้อหาลงบนเว็บไซต์ที่มีประโยชน์และตอบโจทย์
  • ทำ On-page ปรับแต่งเนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword
  • เสริมพลังด้วย Off-page สร้าง Backlink เข้าสู่เว็บไซต์ ด้วยการนำลิงก์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ไปฝากไว้บนเว็บไซต์คุณภาพดี หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
  • ดูแล ปรับปรุงเว็บไซตือยู่ตลอดเวลา

หลังจากนี้ คุณก็สามารถทำเว็บไซต์ของตัวเองให้ติดอันดับแรกในหน้าการแสดงผลได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าควรจะวางแผนทำ SEO และ SEM อย่างไรก็สามารถมาเรียนที่ DIGITORY ได้เลยค่ะ

SEO กับ SEM ต่างกันยังไง ควรทำแบบไหนมากกว่า?

เกี่ยวกับ SEO SEO

10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Search Engine Optimization

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

เมื่อคุณต้องการใช้ SEO ในการทำธุรกิจ ก่อนอื่นเลยเรามี 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้มาบอกค่ะ เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจใน SEO และการทำ SEO มากขึ้นนั่นเอง

SEO หรือชื่อเต็มคือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทางการตลาดดิจิทัล โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงก์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อทำให้เว็บไซต์แบรนด์ สินค้า บริการ หรือธุรกิจของคุณขึ้นหน้าแรกใน Google เมื่อมีการค้นหาด้วยคำ Keyword ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา (Google Ads) ซึ่งการทำ SEO นั้นก็มีทั้งสายดำและสายขาว โดย SEO สายดำ ก็คือการโกง ขั้นตอนก็ไม่ยาก เช่น การซื้อ link, การทำ spam keyword, การทำเขียน script ไปแปะไว้ที่เว็บอื่นให้ redirect มายังเว็บของเรา เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนผิดกฎและเป็นข้อห้ามในการทำ SEO ส่วน SEO สายขาว นั้นก็คือการทำ SEO ที่ถูกต้องตรงตามหลักของเว็บ Search Engine นั่นเองค่ะ

สิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้!

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

ในปัจจุบัน SEO ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าแทบจะทุกธุรกิจล้วนหันมาใช้ SEO ในการทำการตลาดออนไลน์ด้วยกันทั้งนั้น และนี่คือ 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้! เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจใน SEO และการทำ SEO มากขึ้น

1. ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlink

Backlink จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlink แบบธรรมชาติ แต่ถ้าคุณทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ Backlink มา ไม่ว่าจะเป็นสแปม หรือโพสต์ในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง จะทำให้วงการ SEO ถูกตำหนิจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้

2. เว็บที่ติดอันดับบน Google คือเว็บที่มีคุณภาพดีที่สุด

เว็บที่ติดอันดับบน Google ความจริงแล้วอาจมาจากการจ้างทำ มีเงิน มีเครือข่าย ทำให้เว็บไซต์ที่ธรรมดาหรือไม่มีคุณภาพนั้นสามารถขึ้นมาอยู่หน้าแรกบน Google ได้เช่นกัน ซึ่งนี่ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย Search Engine อยู่ตลอดมาว่าจะทำอย่างไรจึงจะกรองเอาเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ มาอยู่บนหน้าแรก Google

3. เว็บไซต์ที่ดีจะทำให้ติดอันดับเอง

ในความเป็นจริงแล้ว คุณจำเป็นจะต้องปรับเว็บไซต์ควบคู่ไปกับการทำ SEO ซึ่งการทำ SEO ให้ได้ผลดีก็ต้องเป็นเว็บที่มีพื้นฐานที่ดีเช่นกัน อีกทั้งการบอกกล่าวกันแบบปากต่อปากอาจประสบความสำเร็จได้ยากในยุคปัจจุบันนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัย SEO ดังนั้น SEO จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอโดยผู้ใช้งานต่างๆ

4. การทำ SEO ต้องห้ามหยุด เพราะอาจทำให้อันดับร่วงได้

แต่การทำ SEO ที่เยอะและบ่อยจนเกินไป จะทำให้ SEO นั้นกลายเป็น Over Optimizing และเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ถ้าหากคุณไม่รู้จักการประมาณเวลา Timing ว่า Search Engine มี Time Cycle ในการเข้าถึงเว็บถี่เพียงใด การปรับปรุงอัปเดตบ่อยแค่ไหน ดังนั้น การทำ SEO ที่ดีควรรู้จังหวะและเวลาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

5. การทำ SEO นั้นมีสูตรที่ตายตัว

เหล่านัก SEO จะรู้ดีว่าแม้ปรับ SEO ให้เหมือนกัน 100% ก็ไม่ได้แปลว่าเว็บไซต์นั้นๆ จะติดอันดับใกล้เคียงกัน เพราะการติดอันดับได้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานกดเข้าไปดูด้วย เพราะ Google นั้นจะเก็บการเข้าใช้งานจาก Users ทุกคนนั่นเอง

6. เชื่อและทำตามระบบคนอื่นที่บอกว่าดี

อย่าเชื่อผู้อื่นมากจนเกินไปในการทำ SEO เพราะการทำ SEO นั้นต้องอาศัยเทคนิค ความถนัดเฉพาะ และในทุกครั้งการทำ SEO อาจไม่ได้ผลหากทำซ้ำแบบเดิม แต่อาจต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

7. SEO ยากและต้องจ้างทำ

จริงๆ แล้วเพียงแค่คุณหาบทความ ศึกษาข้อมูล หาความรู้ ก็สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO ได้เกือบ 80% เพราะตำราอ้างอิงนั้นล้วนมาจากที่เดียวกันทั้งนั้น แต่ความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับเทคนิค การลงมือทำ และประสบการณ์

8. การทำ SEO ที่ดีต้องมีเงินเท่านั้น

หลักการที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย แค่ทำให้ถูกจุด ปรับแต่งให้ถูกต้อง ก็สามารถทำ SEO ให้เห็นผลได้

9. SEO ง่ายๆ ใครก็ทำได้

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยเทคนิคและประสบการณ์ โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรงที่หักโหมมากเกินจนไป มักจะได้รับผลตอบรับที่เจ็บปวด ซึ่งสิ่งที่มือใหม่ต้องทำก็คือ เรียนรู้เพื่อหาจุดบกพร่องและลงมือแก้ไขเพื่อเป็นการฝึกให้ตนเองมีความเชี่ยวชาญทางด้าน SEO เพิ่มขึ้น

10. นัก SEO มักจะเป็นผู้ร่ำรวย

ถ้าคุณร่ำรวยจากการทำ SEO ได้ จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะปรับแต่ง SEO เพื่อหาความร่ำรวยจากเว็บไซต์ของตัวเอง ความรู้ในการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งผลลัพธ์อาจช่วยให้รวยได้ แต่ก็มีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่การทำ SEO อย่างเดียวเท่านั้น

แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาในการศึกษาข้อมูล หาความรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO แล้วล่ะก็ มาใช้บริการกับเราสิคะ เนื่องจาก Advanced iService เราเป็นบริษัทที่ให้บริการรับทำ SEO มืออาชีพ ซึ่งได้รวบรวมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการจัดลำดับในอันดับที่ดีขึ้น ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีช่องทางในการทำให้คนทั่วไปรู้จัก และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น รวมถึงสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณ โดยการคลิกที่ลิงก์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของคุณ

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing ให้ทรงพลัง! ระดับมืออาชีพ

Content Marketing คืออะไร ?

Content Marketing (คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง) เป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งที่อยู่กับเรามานานตั้งแต่อดีต ผ่านการเสพข้อมูลต่าง ๆ ที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว เช่น บทความบนนิตยาสาร โฆษณาทางทีวี หรือแม้กระทั่งใบปลิวตามท้องถนน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Content Marketing ทั้งสิ้น ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า Content Marketing คือกระบวนการทำการตลาดด้วยการสร้างเนื้อหาและเผยแพร่ และในยุคสมัยดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับผู้คน ทำให้ Content Marketing ปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนของโลก ทำให้เรารู้จัก Content Marketing ในบทบาทของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

เมื่อเราอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง Content Marketing ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อสื่อโฆษณาราคาแพงเหมือนสมัยก่อน เพียงแค่คุณเผยแพร่คอนเทนต์บนช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง ผู้เสพคอนเทนต์ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมบนพื้นที่สื่อของคุณได้เลย โดยที่ผู้เสพคอนเทนต์สามารถเลือกคอนเทนต์ที่ต้องการรับชมได้ด้วยตัวเอง และสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ทุกเวลา ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

จากการสำรวจโดย Content Marketing Institute พบว่าแบรนด์ต่าง ๆ มีแนวโน้มการใช้ Content Marketing ในแผนการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้นกว่า 90% ทำให้ปัจจุบัน Content Marketing ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดในยุคดิจิทัล หลายแบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด และสร้างคอนเทต์ให้มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

หากคุณเป็นคนที่กำลังเริ่มทำ Content Marketing และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร? ต้องทำอะไรบ้าง? วันนี้เรามี 5 ขั้นตอนสำหรับการทำ Content Marketing มาฝาก รับรองได้ว่าคุณจะเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างแน่นอน

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing

1. กำหนด Objective ให้กับคอนเทนต์

ขั้นตอนแรกคือการกำหนด Objective หรือจุดประสงค์ของคอนเทนต์ว่าจะทำไปเพื่ออะไร? คาดหวังผลลัพธ์อะไร? เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำงานและเป็นแนวทางที่จะพาคอนเทนต์ให้บรรลุจุดประสงค์ สำหรับ Objective ในด้านการทำ Content Marketing จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก ได้แก่

1.1 Awareness เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนต่าง ๆ
1.2 Evaluation เพื่อสร้างความต้องการให้กับสินค้า หรือตระหนักเกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น
1.3 Conversion เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า หรือต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

2. เลือกกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์

ขั้นตอนก็ต่อคือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้รับสารจากคอนเทนต์ของคุณ การระบุกลุ่มเป้าหมายนั้นควรระบุให้ละเอียดชัดเจน เช่น เพศ, อายุ, การศึกษา, รายได้, ครอบคลุมไปจนถึงไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะการทำ Content Marketing ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารในสิ่งที่คุณต้องการ แต่เป็นการสื่อสารสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายมองหาและต้องการด้วยเช่นกัน

3. สร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย

การทำ Content Marketing ให้สำเร็จ คอนเทนต์ของคุณจะต้องสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เสพคอนเทนต์ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหากคอนเทนต์ของคุณมีประโยชน์และสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้ ก็จะช่วยทำให้คอนเทนต์บรรลุ Objective ได้มากยิ่งขึ้น วิธีทำคอนเทนต์สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ได้ดังนี้

1.1 หาไอเดียร่วมกับทีม เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจ
1.2 กำหนด Key Message ที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย
1.3 สร้าง Call-to-action เพื่อกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้กระทำบางอย่าง เพื่อบรรลุ Objective

4. เลือกใช้ช่องทางโปรโมทให้เหมาะสมกับคอนเทนต์

หากคุณมีคอนเทนต์แต่ขาดการแนะนำหรือโปรโมทให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ก็อาจจะบรรลุจุดประสงค์ได้ยากสักหน่อย คุณจึงต้องเลือกช่องทางการเผยแพร่ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมาย โดยช่องทางการเผยแพร่จะแบ่งเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่

1.1 Owned Media ช่องทางของคุณเอง เช่น Facebook, Instagram, YouTube หรือ Website
1.2 Earned Media ช่องทางที่บุคคลอื่นกล่าวถึงคุณ เช่น การรีวิว หรือการใช้ Influencer
1.3 Paid Media ช่องทางการโปรโมทแบบเสียเงิน เช่น Facebook Ads หรือ Google Ads

5. วัดผลคอนเทนต์เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

หลังจากเผยแพร่คอนเทนต์ออกไปแล้ว สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำก็คือการติดตามวัดผลคอนเทนต์ เพื่อที่จะสามารถประเมินได้ว่าคอนเทนต์ที่คุณทำไปนั้นบรรลุ Objective ที่กำหนดไว้หรือไม่? ตัวอย่างการวัดผลคอนเทนต์ เช่น Like, Comment, Share, Website Traffic จากนั้นให้นำผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดผลคอนเทนต์มาวิเคราะห์และพัฒนาการทำคอนเทนต์ต่อไปได้ เช่น หากกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์คุณเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และมีฟีดแบคในทางที่ดีก็อาจจะใช้คอนเทนต์ลักษณะนี้เป็นแนวทางต่อไป หรือหากมีฟีดแบคไม่ดีเราก็อาจจะต้องคิดหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้