previous arrow
next arrow
Slider

บทความ

การทำ SEO เพื่อ Mobile Website เบื้องต้น

จากสถิติล่าสุดที่ถูกเปิดเผยออกมาจาก Google นั่นคือการค้นหาในปัจจุบันกว่า 63% มาจาก Mobile (มากกว่า Desktop ด้วยซ้ำ) ด้วยความที่จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่จำนวนการค้นหาผ่าน Mobile จะสูงมากยิ่งขึ้นและนั่นทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าการทำ SEO สำหรับ Mobile Website ของเราดีพอแล้วหรือยัง

ขอบคุณภาพจากสไลด์ประกอบของ Google

พอพูดถึงการทำการทำ SEO สำหรับ Mobile หลายๆคนอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นมาในหัวว่า มันมีความแตกต่างไปจากการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์บน Desktop อย่างไร เมื่อ 2-3 ปีก่อนผมก็เคยสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะตอนนั้นยังมึนๆว่าเว็บไซต์ ไม่ว่ามันจะแสดงใน Desktop หรือ Mobile มันก็คือเว็บไซต์เดียวก็ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องมีการทำ Mobile-SEO ด้วยล่ะ?

อธิบายอย่างนี้ครับ เนื่องด้วยบริบทที่แตกต่างกันของการใช้ Device ทำให้พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ใน Mobile มันแตกต่างไปจากพฤติกรรมตอนที่เขาเหล่านั้นใช้เว็บไซต์ใน Desktop ไม่ว่าจะเป็นขนาดจอที่เล็กกว่า, ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออาจจะช้ากว่า, User Interface ที่แตกต่างออกไป, ระยะเวลากับความสะดวกที่ใช้ในการใช้เว็บไซต์ใน Mobile อาจจะไม่ได้เหมือนกันกับตอนที่ใช้ Desktop

เหตุผลเหล่านี้นำมาซึ่งความแตกต่างและแน่นอนว่าเมื่อมันมีความแตกต่างเกิดขึ้น ก็ไม่แปลกที่ Google จะสังเกตุเห็นและพยายามปรับปรุงอัลกอริทึ่มในการค้นหาของตัวเองให้เกิดประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดกับผู้ค้นหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บางครั้งเว็บไซต์หนึ่งที่ทำอันดับได้ดีใน Desktop แต่ทำอันดับได้ไม่ดีใน Mobile

ด้านล่างนี้เป็นสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้ SEO ใน Mobile ของคุณได้ผลดี

  1. ทำเว็บไซต์ Mobile Friendly: หมดเวลาของเว็บไซต์ที่ต้องมาถ่างนิ้วเพื่อขยายอ่านแล้ว คงไม่ต้องอธิบายว่า Mobile Friendly โครตมีความสำคัญกับการทำ SEO ใน Mobile มากขนาดไหน สำคัญถึงขนาดที่ว่า Google จะแปะคำว่า Mobile Friendly เอาไว้ต่อท้ายเว็บไซต์ที่ใช้ใน Mobile ได้ง่ายเลยทีเดียว ถ้าคุณใช้ WordPress Joomla หรือ CMS ตัวอื่นๆให้พยายามใช้ธีมที่รองรับ Mobile Friendly จะช่วยลดงาน SEO ได้มหาศาลเลยทีเดียวครับ สามารถทดสอบ Mobile Friendly Test ได้ด้วยตัวเองง่ายๆผ่านเครื่องมือ Google Webmaster Tools
  2. ลด Page Load Time ให้น้อยที่สุด: แต่เดิมความเร็วในการโหลดของเว็บไซต์ก็มีความสำคัญอยู่แล้ว แต่มันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีกเมื่อเป็นการทำ SEO ใน Mobile เนื่องจาก Google ค่อนข้างจริงจังกับเรื่องระยะเวลาในการเปิดใช้งานเว็บไซต์มากๆ (ถ้าดูจากสถิติต่างๆที่คนมักจะปิดเว็บไซต์เมื่อระยะเวลาในการโหลดนานเกินไป ก็จะเข้าใจว่าทำไม Google ถึงจริงจังกับเรื่องนี้มากนัก) ผมเคยเห็นการทดลองเชิงศึกษาของเมืองนอก บอกว่าเวลาในการโหลดควรจะน้อยกว่า 4-7 วินาที ส่วนตัวผมมีหลักการหนึ่งข้อและพูดอยู่เสมอในเรื่องนี้คือ เว็บไซต์จะต้องโหลดได้อย่างรวดเร็วแม้กระทั่งในวันที่ ดาต้า 3G, 4G หมด
  3. Local SEO คืออนาคตที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง: Local SEO กลายเป็น Topic ที่กำลังฮอตฮิตมากในวงการ SEO ต่างประเทศ เรียกว่าฮิตไม่แพ้ Rank Brain เลยทีเดียว ตอนแรกผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า Local SEO มันสำคัญอะไรขนาดนั้นเลยหรอ มันก็แค่เรื่อง Location ไม่ใช่หรอ จริงๆต้องบอกว่าส่วนตัวผมแอบเอียงไปสนใจทาง Rank Brain มากกว่าด้วยซ้ำ แต่พอลองศึกษาดูดีๆพบว่า Local SEO มันเป็น Concept การทำ SEO ที่โครตน่าสนใจ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ค้นหาใน Mobile หลายๆครั้งค้นหาด้วยสถานที่หรือจุดหมายที่เขาต้องการจะไปหรือค้นหาสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา เช่นค้นหาร้านอาหารรอบๆตัว ค้นหาจุดหมายที่กำลังไป หรือแม้กระทั่งค้นหาแผนที่ของสาขาร้านต่างๆ การศึกษา Local SEO จึงมีความสำคัญมากๆ (ไว้ในบทความถัดๆไปเราจะมาพูดถึงเรื่อง Local SEO กัน คันมืออยากเขียนมากๆ)
  4. Short Keyword เกิดมาเพื่อ Mobile: เนื่องจากการค้นหาผ่าน Smartphone คนไม่ค่อยใช้ Keyword คำยาวๆกันมากนัก จึงควรโฟกัสไปที่ Keyword คำสั้นๆให้มากยิ่งขึ้น แต่อย่าหลงระหว่าง Keyword คำสั้นๆกับคำกว้างๆ เพราะ 2 อย่างนี้ไม่เหมือนกัน Keyword ที่สั้นอาจจะมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงได้เช่น “ซูชิแถวสีลม” คำนี้เป็น Keyword คำสั้นๆที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เมื่อเทียบกับ “ซูชิอร่อยๆ” คำนี้เป็น Keyword สั้นๆเหมือนกันแต่ความหมายกว้างเป็นมหาสมุทร ไม่สามารถเดาเจตนาของผู้ค้นหาได้

ส่วนตัวผมพยายามทำ 4 ข้อด้านบนนี้ประกอบกับการทำ SEO On-page และ SEO Off-page แบบดั่งเดิมให้ควบคู่กันไปด้วย หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านทุกท่านนะครับ ใครมีเทคนิคอะไรดีลองเอามาคุยกันดูนะครับ สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า SEO ที่ดีก็คือการสร้าง User Experience ที่ดีให้กับผู้ใช้ที่เข้าสู่เว็บไซต์ของเรานั่นเอง

บริบทในการค้นหาสำคัญต่อ SEO มากขนาดไหน

การทำ Keyword Research นั้นเป็นกระบวนการสำคัญในการทำ SEO มันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นก่อนที่เราจะลงมือปรับแต่งเว็บไซต์และเขียน Content เข้าไปในเว็บไซต์ จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มการทำ SEO จากการเลือก Keyword ก่อน แต่กระบวนการทำ Keyword Research ก็ยังมีความสับสนและมีโอกาสสร้างความลำบากให้กับชีวิตคนทำ SEO ได้มากถ้าหากคุณเลือก Keyword ไม่ถูกต้อง

หลายๆคนที่พอมีพื้นฐานการทำ SEO มาบ้างน่าจะพอเข้าใจว่า เวลาที่เราเลือก Keyword มาทำ SEO เรามักจะมองหาคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้

  • เป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และธุรกิจของเรา
  • เป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาพอประมาณ
  • เป็น Keyword ที่มีการแข่งขันไม่สูงจนเกินไปนัก
  • เป็น Keyword แบบ Long tail ไม่ใช่ Keyword แบบกว้างๆ

ด้านบนนี้เป็นหลักการเลือก Keyword มาทำ SEO ที่ดีมากๆ แต่ยังขาดสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO หลายๆคนมักจะมองข้ามและไม่ให้ความสนใจนั่นก็คือ “บริบทในการค้นหาของ Keyword แต่ละคำ” ประโยคนี้หมายถึง ผู้ค้นหาแต่ละคนมีเจตนาที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างจาก Google และเจตนานั้นจะถูกแสดงออกมาผ่าน Keyword ที่เขาใช้ ซึ่งแน่นอนว่า Google จะใช้เจตนาของผู้ค้นหาในการกำหนดว่าผลลัพธ์ (SERP) ควรจะเป็นอย่างไรด้วย

ถ้าอ่านแล้วงง อ่านต่อไปก่อนครับเดี๋ยวจะเข้าใจคำว่า “บริบทของ Keyword ในการค้นหา” แล้วการทำ SEO มันจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย ก่อนอื่นๆคุณลองเข้าไปค้นหาผ่าน Google ไปพร้อมๆกับตัวอย่างด้านล่างนี้ของผมนะครับ แล้วเดี๋ยวตอนท้ายผมจะบอกคุณเองว่าตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงอะไรให้คุณ

เมื่อลองค้นหาผ่าน Google ด้วย Keyword คำกว้างๆว่า “Pizza” ผลลัพธ์ที่ Google คืนกลับมาจะเป็นร้านพิซซ่าที่อยู่ในระแวกนั้นๆ แสดงเป็น Rich Snippet แบบ Maps ที่จะระบุร้านพิซซ่าที่อยู่ใกล้ๆผู้ค้นหา (ในกรณีนี้คือสีลม)

เมื่อผมเติมคำว่า Cuisine ต่อท้ายเข้าไปด้านหลังเป็น “Pizza Cuisine” ผลลัพธ์การค้นหาจะเปลี่ยนกลายเป็นคนละเรื่องในทันที ผลลัพธ์เกือบทั้งหมดจะกลายเป็นเว็บที่ให้ข้อมูลการทำพิซซ่าและส่วนผสมแทน

ไปกันต่อครับ ถ้าผมลองค้นหาโดยใช้ชื่อของร้านพิซซ่าแทนนั่นคือ “Pizza Hut” ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับร้าน Pizza Hut และสถานที่ตั้งของร้าน Pizza Hut ที่อยู่ใกล้ตัวผมมากที่สุด

และสุดท้ายเมื่อผมเติมคำว่า PNG เข้าไปต่อท้ายเป็น Keyword คำว่า “Pizza PNG” ผลลัพธ์การค้นหาจะดึงเอารูปภาพของ Pizza ที่เป็นไฟล์ PNG ขึ้นมาแสดง

จากการค้นหาทั้ง 4 ครั้งแม้จะเป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Pizza ทั้งหมด แต่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง นั้นก็เพราะ Google พยายามที่จะดูเจตนาของผู้ค้นหาที่แสดงออกมาผ่าน Keyword ว่าเขากำลังสื่อถึงความต้องการอะไร

  • เขากำลังหิว?
  • เขากำลังหาเส้นทางไปร้านพิซซ่า?
  • เขากำลังหารูปพิซซ่า?
  • เขากำลังหาวิธีทำพิซซ่า?

นี่เรียกว่าเป็นบริบทในการค้นหาที่ Google พยายามจะสังเกตและนำมาพัฒนาปรับปรุงผลการค้นหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหามากที่สุด นั่นก็เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ทุกคน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำ SEO ของเรา

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บขายของ แต่ไปเลือกเอา Keyword ประเภทให้ข้อมูลให้ความรู้มาทำ SEO ต่อให้คุณทำ On-page ดีแค่ไหน ทำ Backlink ดีแค่ไหน ก็อาจจะแพ้เว็บไซต์ที่ตรงจุดประสงค์มากกว่าอยู่ดี เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่ออกตัวแล้ว

ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเว็บไซต์ประเภทนำเสนอข้อมูลก็ต้องเลือก Keyword ที่ตรงกับบริบทของเว็บไซต์ด้วย เช่น Keyword ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้, How-to Keyword ที่ช่วยสอนผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ, Keyword ที่นำเสนอเนื้อหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ

นอกจากนี้มันยังมีเรื่อง Personalization เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ทำให้การทำ SEO ลำบากชีวิตยิ่งขึ้นไปอีก เช่น

  • ถ้าคุณไม่ได้อยู่แถวสีลมแบบผม คุณอาจจะได้ผลการค้นหาที่แตกต่างออกไป
  • ถ้าคุณค้นหาคำว่า Pizza บ่อยๆแต่ไม่เคยคลิกเข้าเว็บไซต์นั้นเลย ระบบจะเรียนรู้ว่าคุณไม่ชอบเว็บไซต์นั้นและอาจจะไม่แสดงมันอีกในครั้งถัดไปที่ค้นหา
  • ถ้าคุณค้นหาใน Device อื่นๆเช่น Mobile อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป อาจจะมองไม่เห็นเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการแสดงผลในมือถือ (Mobile-friendly)

จะเห็นว่าการทำ SEO ในปัจจุบันนี้จะโฟกัสไปที่ Keyword อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่เพียงพอแล้ว แต่ต้องสนใจบริบทที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ใช้ทั้งหมดว่าตรงกับคุณค่าที่เว็บไซต์ของเรามอบให้หรือไม่ เพราะว่าบริบทเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลการค้นหาที่ Google เลือกหยิบมาแสดงกับผู้ใช้ วันนี้ลาไปเท่านี้ครับ

ต้องใช้เวลาแค่ไหน? ถึงจะเห็นผล SEO

โลกวงการธุรกิจในยุคนี้ การทำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งช่องทางออนไลน์ การแข่งขันก็จะยิ่งดุเดือดและเปิดกว้างมากขึ้น แล้วการทำ SEO ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผลล่ะ ติดตามได้จากบทความนี้กันเลย

     คำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งถ้าจะให้อธิบายคำนี้เป็นภาษาแบบง่ายๆ ก็คือการทำ SEO เป็นการที่คนเข้าไปหาข้อมูลบน Search Engine ค้นเจอและคลิ๊กเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

     SEO เหมาะกับบริษัทที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ไม่เหมาะกับบริษัทเปิดใหม่ที่ต้องการโปรโมทในระยะสั้น เพราะการซื้อโฆษณา จะเห็นผลชัดเจนในทันที

ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล SEO ปัจจัยหลัก มีดังนี้

1. On-page 

     On-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ เช่นการทำเว็บไซต์ให้เร็ว การทำเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือ การมี Content คุณภาพในจำนวนที่เหมาะสม การตั้งชื่อเว็บไซต์แต่ละหน้า และการใส่คำอธิบายในแต่ละหน้าอย่างเหมาะสม เป็นต้น

ทำไมต้องเป็นเว็บไซต์? จริงๆ แล้วการที่คุณมีแค่เพจ Facebook ( หรือ แอคเคาท์ Instagram ) คุณก็มีโอกาสติดบน Search Engine ได้ แต่ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ บนโลกของ Search Engine ยังไงคุณก็ไม่มีทางสู้ได้

Moz ได้คิดค้นตัวชี้วัดทางด้าน SEO ขึ้นมา 2 ตัวซึ่งคือ Domain Authority ( DA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของโดเมน และ Page Authority ( PA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของเพจหน้านั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว เพจ Facebook ของคุณจะมีค่า DA อยู่ที่ 100 ( ได้คะแนนเต็มเพราะ facebook.com มีอิทธิพลมากสุดๆ ) แต่ PA ของคุณนั้นจะมีค่าแค่ 1 เท่านั้นไม่ว่าเพจคุณจะมีคนติดตามหลักสิบหรือหลักล้าน หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม ( เพราะ Search Engine จะมองเพจของคุณเป็นแค่เสี้ยวนึงของ Facebook เท่านั้น )

แต่สำหรับเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าค่า DA จะน้อยกว่าค่าของ Facebook มากๆ แต่ค่า PA ในเว็บไซต์แต่ละหน้านั้นเมื่อเวลาผ่านไป จะมีค่ามากกว่า 1 อย่างแน่นอน จากเหตุผลข้างต้น ก็เลยส่งผลให้เว็บไซต์ธรรมดาๆ นั้นมีโอกาสที่จะติด Search Engine มากกว่า Social Media ต่างๆ นั่นเอง

2. Off-page 

     Off-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นนอกเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งโดยปกติแล้ว การทำ Off-page SEO จะหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณได้มาซึ่ง Backlink ( ลิงก์จากเว็บอื่น ) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณทำอยู่ โดยปกติแล้ว Backlink จะมีอยู่ 2 แบบคือ DoFollow และ NoFollow

Backlink แบบ DoFollow จะส่งผลตอบแทนจาก SEO ( SEO Juice ) มายังเว็บไซต์ของคุณด้วย กลับกัน Backlink แบบ NoFollow จะไม่ส่งผลตอบแทนจาก SEO มาให้

ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเห็นผลจากการทำ SEO?
คำถามนี้เรียกได้ว่าเป็นคำถามโลกแตก ใครก็ตามที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์น่าจะเคยสงสัยหรือเคยได้ยินคำถามนี้มาบ้าง และใครก็ตามที่ได้ลองหาคำตอบดูก็น่าจะเห็นคนมาตอบไว้มากมาย บ้างก็ว่า 2 สัปดาห์ บ้างก็ว่า 6 เดือน บ้างก็ว่า 1 ปี ถ้าจะให้ตอบตามจริง คงต้องตอบว่า “ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป” ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ( ว่าคำว่า “เห็นผล” คืออะไร ), อุตสาหกรรมที่คุณอยู่มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน, สถานการณ์ปัจจุบันของคุณเป็นยังไง เช่นเว็บไซต์ดีแค่ไหน, เคยสร้าง Content ดีๆ บ้างรึเปล่า หรือเคยโดน Search Engine ลงโทษบ้างไหม และความรู้ และงบประมาณที่คุณพร้อมจะลงให้กับการทำ SEO แต่ถ้าอยากได้เป็นกรอบตัวเลขกว้างๆ คิดว่าระยะเวลาที่ใช้ในการทำ SEO ให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจจะอยู่ในช่วง 4-12 เดือนครับ

ซึ่งคำตอบนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บใหม่ ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อน และยังไม่เคยโดน Search Engine ลงโทษจากการทำ SEO สายดำ ( การทำ SEO แบบผิดกฏ เช่นการซื้อ Link หรือการฝัง Keyword ไว้ในหน้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น ) ถ้าเป็นเว็บที่อยู่มานานพอสมควรแล้ว อาจจะเห็นผลเร็วกว่านี้ ( จากการเข้าไปปรับ On-page SEO ของเว็บไซต์ ) หรืออาจจะเห็นผลช้ากว่านี้ ( ถ้าเว็บของคุณเคยทำ SEO สายดำ และถูก Search Engine ลงโทษ )

     หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยของคุณ เพื่อนำไปปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

SEO Trends ใหม่ ประจำปี 2020

เผลอแป๊บเดียว เราก็เข้าสู่ปี 2020 แล้ว เวลาไม่เคยรอใครจริงๆ โลก Digital Marketing เช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัยทุกวัน Trends SEO ใหม่ๆ ก็กำลังมา เราไปดูกันหน่อยซิว่า Trends SEO ปีนี้จะมีอะไรบ้าง

     การทำธุรกิจในยุคนี้ถือว่ามีการแข่งขันที่สูงมาก และสิ่งสำคัญที่ไม่ต่างจากการทำ Digital Marketing คือ การทำ SEO ( Search Engine Optimization ) ซึ่งมีหลากหลายวิธีไม่ตายตัวและไม่มีสูตรสำเร็จ ขึ้นอยู่กับทาง Google และสายงานการตลาดของเราโดยเฉพาะ การทำ SEM ( Search Engine Marketing ) ต้องหมั่นอัพเดตสม่ำเสมอ ติดตามเรียนรู้เทรนด์ใหม่ๆ เพื่อวางแผน ปรับกลยุทธ์การตลาดให้เหมาะกับเทคโนโลยี โดยปี 2020 จะมีเทรนด์ ( Trends ) อะไรใหม่ๆ มาแรงบ้าง แล้วเราสามารถนำมาปรับใช้อะไรกับเราได้บ้าง ติดตามได้จากบทความนี้กันเลย

1. เพิ่ม SEO ให้ดีด้วย Featured Snippets

     เวลาเราค้นด้วยคำถามลงไปในกล่องค้นหาคำตอบที่มีกรอบสี่เหลี่ยมแสดงขึ้นมา นั้นก็คือ Featured Snippet ซึ่งคำตอบนั้นคือสิ่งที่ทาง Google คัดเลือกโดยเอามาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือ และมีคนเข้าอ่านเยอะ โดยตัว Featured Snippet จะแสดงผลเฉพาะกับการค้นหาข้อมูลแบบ What is / คืออะไร หรือ How to / ทำอย่างไร 

     จริงๆ แล้ว Featured Snippet ไม่ใช่สิ่งใหม่มาแรงเท่าไหร่ แต่เว็บไซต์ต่างประเทศยังหยิบ Featured Snippet ขึ้นมาเป็น SEO Trends ในปี 2020 เพราะการแสดงผลแบบนี้ทำให้เว็บไซต์ต่างๆ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ เพราะผลการค้นหามีตัวเลขที่น่าสนใจกว่าการค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ เรียกได้ว่าสูงถึง 20 % เลยทีเดียว

Featured Snippets จะมาแย่ง Traffic จากเว็บไซต์รึเปล่า?

     การที่ Google ไม่แสดงผล Featured Snippet ของเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกจะได้รับการเข้าเว็บไซต์ประมาณ 26 % แต่ผลการค้นหาที่แสดงผล Featured Snippet  เว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกจะได้รับการเข้าเว็บไซต์ลดลงเหลือเพียงแค่ 19 % นี่จึงทำให้นักการตลาดหลายคนที่ทำ SEO ให้ความสำคัญกับ Featured Snippet กันมากๆ ถ้าหากเว็บไซต์ของเราไม่ได้อยู่ในอันดับสูงๆ แต่มีการแสดงผล Featured Snippet  ก็จะช่วยสร้าง Traffic ให้คนหลั่งไหลเข้ามาชมเว็บไซต์ได้อย่างดี

2. WebP ไฟล์ฟอร์แมทใหม่จาก Google ที่มาแรงสุดๆ

 Trends ต่อมาที่สายการตลาดต่างรู้จักกันดี ก็คือเรื่องของ  Website Speed ( ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ ) ซึ่งทาง Google ก็เคยอธิบายว่า เว็บไซต์ไหนที่โหลดช้า จะมีผลต่อการจัดอันดับของเว็บไซต์นั้นๆ ไม่แปลกใจเลย ถ้าเรื่อง Website Speed  จะยังคงถูกพูดถึงในปี 2020 เพราะนักการตลาดต่างก็ให้ความสำคัญกันอยู่เสมอ และสิ่งที่ส่งผลให้เว็บไซต์มีความเร็วที่ดี ก็คือ รูปภาพ วีดีโอ Gif ที่ใช้ประกอบ Content บนเว็บไซต์นั่นเอง

ข้อดีของไฟล์สกุล WebP

– WebP จะมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าภาพไฟล์อื่นๆ ค่อนข้างมาก บางเว็บระบุว่าสูงถึง 50%

– WebP ช่วยรักษาคุณภาพของรูปได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพ JPEG ซึ่งมีการบีบอัดแบบ Lossy Compression

– WebP มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG และสามารถทำ Transparent ได้

– WebP สามารถทำเป็นภาพ Animation แบบ GIF ได้ และดีกว่า GIF ตรงที่จำนวนสีมีมากถึง 24 bit ส่วน GIF จะแค่ 8 bit เท่านั้น เรียกได้ว่า WebP จะมีสีสันเหมือนจริงและมีขนาดไฟล์ที่เล็ก

3. Voice Search มาแน่

     ในสองปีที่ผ่านมา การใช้ Voice Search ถือเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก โดยต้องยกความดีความชอบให้กับการพัฒนาระบบ AI ของทาง Google ที่ช่วยให้สามารถเข้าใจภาษาต่างๆ ได้ดีขึ้น แม้แต่ภาษาไทยของเราเองก็ตาม และที่มาแรงไม่แพ้ Google เองก็คงจะเป็น Siri จากทางฝั่ง IOS ของ Apple

Voice Search แตกต่างจาก Text Search อย่างไร

     การค้นหาด้วยเสียงมักจะใช้กับการค้นหาอะไรที่ยาวๆ มากกว่า เรียกง่ายๆ ว่าถ้าผู้ใช้ค้นหาอะไรสั้นๆ ก็คงเลือกใช้พิมพ์มากกว่า เช่น เที่ยวเกาหลี เป็นต้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องการใช้เสียง คำถามก็จะเปลี่ยนไป มีความเจาะจงละเอียดมากขึ้น เช่น เที่ยวคาเฟ่ เกาหลีใหม่ ย่านฮงแด เป็นต้น ส่วนหนึ่งก็คงเพราะว่าการพูดยาวๆ มักจะง่ายกว่าการที่ต้องพิมพ์ยาวๆ จริงไหมครับ

การเริ่มต้นการสร้าง Voice Search

     เขียน Content ในรูปแบบของ Conversation  ยกตัวอย่างด้วยวิธีการง่ายๆ อย่างการใช้ หัวข้อ H3, H4 อย่างประโยคที่ว่า “Voice Search มีความแตกต่างจาก Text Search อย่างไร” หรือ “ไฟล์แบบ WebP ดีอย่างไร” ซึ่งเป็นเหมือนกับการสร้างบทสนทนา ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือ เมื่อเป็น Voice Search แล้ว มันจะไม่ใช่เรื่องของ Keywords อีกต่อไป แต่มันจะเป็นเรื่องของ Semantic Search

     ตลอดปี 2020 อาจจะมีเทรนด์ ( Trends ) ใหม่ๆ ผุดเข้ามาเรื่อยๆให้เราได้นำมาปรับใช้กับเว็บไซต์ของเราได้อยู่เสมอ เพราะเทรนด์ ( Trends ) ใหม่ๆ มีได้ไม่มีวันหมด

ขอขอบคุณข้อมูลจาก nbdigital

3 เทคนิค การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO On-page แบบง่ายๆ

ถ้าพูดถึงการทำการตลาดออนไลน์ในยุคนี้ ไม่ว่าใครก็คงเคยได้ยินคำว่า SEO ด้วยกันทั้งนั้น เพราะการทำ SEO ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เว็บไซต์หรือหน้าแฟนเพจของคุณ ติดอันดับ Google ได้ไม่ยาก และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมากมาย และให้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แพ้วิธีการไหนๆ อย่างแน่นอน

ส่วนวิธีการการทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO นั้น ก็สามารถศึกษาและเริ่มต้นด้วยตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยเทคนิคพื้นฐานที่ไม่ว่าใครก็ทำได้แน่นอน เช่น เทคนิคการทำ SEO On page ทั้ง 3 ข้อดังต่อไปนี้

3 เทคนิค การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO On-page แบบง่ายๆ

  1. ให้ความสำคัญกับ Visitor หรือผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บของเรา

เพราะการทำ SEO แบบมีคุณภาพ เห็นผล และไม่เสี่ยงกับการโดนแบบ ต้องคำนึงถึงคนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเราเป็นหลัก ว่าเขาชอบไหม รู้สึกน่าติดตามหรือน่าเข้ามาเยี่ยมชมบ่อยๆ หรือเปล่า เพราะถ้าคุณสามารถทำอย่างนั้นได้ ก็ยิ่งดึงดูดคนเข้ามาได้มากอย่างแน่นอน ส่วนวิธีการก็ทำได้ไม่ยาก

อันดับแรก สร้างหน้าตาของเว็บไซต์ของคุณให้ดูดีและเหมาะสมกับเนื้อหาธุรกิจของเรา ออกแบบฟังกันการทำงานต่างๆ ในเว็บฯ ให้ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย และอย่างสุดท้าย ก็คือคุณภาพของ Content ที่เราส่งออกไป ควรจะมีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้กลยุทธ์ทางการตลาดที่เราวางไว้ ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ตั้งใจ

  1. Title Tags ต้องไม่ใช่แค่ชื่ออะไรก็ได้

เพราะแม้จะไม่ได้รับรับคำยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google แต่นักการตลาดออนไลน์หลายๆ ท่านก็มีความเห็นตรงกันว่า Title Tags มีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณในหน้าแรกเป็นอย่างมากในการติดอันดับ Google การตั้งชื่อ Title Tags ให้ถูกทาง จึงมีส่วนช่วยในแผนการตลาดของคุณได้มากอย่างแน่นอน และสามารถนำมาใช้เป็นข้อความในการโฆษณาสินค้าให้กับเราได้อีกด้วย ส่วนวิธีการก็สามารถทำได้ไม่ยาก เช่น

แทรก keyword ที่คุณต้องการลงไปในตำแหน่งต้นๆ ของ Title และสร้างเป็นข้อความที่สั้นกระชับตำแหน่งต้นๆ ของ กับเราได้อีกด้วย รก็ทำได้ไม่ยาก ดังนี้ที่ต้องการได้อย่างสะดวกสบาย และอย่างสุดท้าย กไม่ยาวจนเกินไป อ่านแล้วชวนให้รู้สึกน่าติดตาม ท้าทาย หรือน่าสงสัยก็จะช่วยดึงดูดให้คนที่สนใจคลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น

  1. ไม่ใช่แค่อัด Content ลงไปมากๆ แล้วมันจะดีเสมอไป

เพราะเว็บไซต์ที่ Google จะประเมินว่าดี มีคุณภาพและเลื่อนอันดับให้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนของบทความเพียงอย่างเดียวเสมอไป แต่มันขึ้นอยู่กับคุณภาพของบทความนั้นๆ ด้วย ว่ามันสร้างสรรค์และมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน คนอ่านรู้สึกชอบหรือรู้สึกอยากติดตามต่อหรือไม่

เพราะถ้าคุณทำให้คนอ่านรู้สึกชอบ และใช้เวลาอยู่ในเว็บฯของคุณนานๆ ได้ ก็จะยิ่งเป็นการเพิ่มค่า Time on site ให้กับเว็บของคุณได้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เว็บฯของคุณ จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มเว็บไซต์ ที่มีคุณภาพ ควรค่าแก่การถูกดันอันดับขึ้นไปนั่นเอง

ดังนั้น ในการทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะการติดอันดับ Google Kinnovation ขอบอกว่าไม่ว่าจะผ่านการทำ SEO หรือแผนการตลาดวิธีไหนๆ คุณภาพก็เป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะขาดกันไปไม่ได้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ติดต่อเราได้ทุกเมื่อ หากต้องการข้อมูลเฉพาะที่เหมาะกับประเภทธุรกิจของคุณ

สรุปเข้าใจง่าย ครบถ้วน กับกลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผล

ทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน (อ้างอิงสถิติจาก internetlivestats.com)

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของการทำ SEO ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดอย่างเดียว (อ้างอิงจาก  singlegrain.com)

กลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

กลยุทธ์ SEO ที่ว่าก็ประยุกต์มาจาก Digital marketing Strategy ในหนังสือ Marketing 4.0  (ภาพจาก Bangkok Insight)

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

Keyword Planner ถึงจะอยู่ใน Google Ads แต่ก็เป็นเครื่องมือสำรวจคีย์เวิร์ดได้ เมื่อล็อกอินเข้า Keyword Planner โดยใช้บัญชีของ Gmail ก็จะเห็นหน้าเพจแบบนี้

ถ้าจะหาคีย์เวิร์ดใหม่ ก็คลิกที่ Find new keywords แล้วลองพิมพ์คีย์เวิร์ดดู (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ SEO ของเรา) 

พิมพ์คีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปแล้ว เราจะเห็น Dashboard แบบนี้ ให้เราโฟกัสไปที่ Avg. monthly searches และ Competition อย่าลืมเปลี่นสถานที่ เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนช่วงเวลาด้วย แล้วลอง Download Kwyword Idea เก็บข้อมูลไว้

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

รวบรวมคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ข้อมูลใส่ใน Keyword Spreadsheet (จาก How to get to the top of Google search: A practical SEO guide)

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

ตัวอย่าง Content Calendar(จาก Hootsuite) เราสามารถปรับรายละเอียดและองค์ประกอบได้ตามที่ได้อธิบาย 

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับเว็บฯบน Google (สำรวจโดย MOZ)

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

ส่วนวิธีการติดตั้งสามารถดูได้ที่นี่ 

Search Analytics ใน Google Search Console เราสามารถดูจำนวน Click Impression, CTR และ position ได้

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ

ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ

ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง

ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”

จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด


สรุป

          การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO  เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

          ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

          ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน 

          หากทำได้ตามนี้เว็บฯของเราก็มีลุ้นติดหน้าแรกของ Google แล้วครับ

8 เหตุผลที่นักทำ SEO ควรต้องรู้จักว่า Google Algorithm คืออะไร?

Google Algorithm (กูเกิ้ลอัลกอริทึม) เปรียบเสมือนกับระบบที่มีกรอบ ถูกสร้างขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ เงื่อนไข มากมายในการคำนวนเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของ เว็บไซต์ที่ (น่าจะ) ดีที่สุด เพื่อนำมาแสดงในผลลัพธ์การค้นหาบน Google เมื่อมีการค้นหาข้อมูลใดก็ตามภายใต้คอนเซปต์ “กูเกิ้ล ค้นหาอะไรก็เจอ” ซึ่งเจ้า Algorithm ต่างๆ นั้นถูกพัฒนามาตั้งแต่ กูเกิ้ลเองเริ่มก่อตั้งและเปิดให้บริการตอนเริ่มต้นเลยก็ว่าได้ แต่ทว่า มันไม่เพียงพอ และมันไม่สอดคล้องกับจำนวนเว็บที่เพิ่มมากขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง กูเกิ้ลเองจึงจำเป็นต้องพัฒนาอัลกอริทึมขึ้นมาเพื่อเลือกว่า “เว็บใด ที่ควรปรากฎในอันดับต้นๆ เมื่อถูกค้นหาในคีย์เวิร์ดหรือข้อความนั้นๆ”

จนกระทั่งเข้าสู่ยุคที่มีการใช้เทคนิคที่เรียกว่า SEO เกิดขึ้น เป็นยุคที่นักพัฒนา และนักทำเว็บไซต์จำนวนมาก เริ่มคิดค้นหาวิธีการที่จะชนะ Algorithm ของ Google ให้ได้เพื่อให้เว็บของตัวเองนั้นมีอันดับที่ดีเหนือกว่าคู่แข่ง ซึ่งในขณะเดียวกันกูเกิ้ลเองก็พยายามที่จะปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของอัลกอริทึมอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์การค้นหาที่ดีที่สุด และป้องกันการโกงอันดับจากเว็บที่ไม่มีคุณภาพ ทั้งหมดนี้จึงเป็นเหตุผลที่นักทำ SEO หรือผู้ที่กำลังศึกษาวิธีทำ SEO ควรรู้จักว่า Google Algorithm นั้นคืออะไร?

8 เหตุผลที่ควรรู้จักกับ Google Algorithm ก่อนทำ SEO

  1. ยิ่งไม่รู้ ยิ่งเหนื่อย: ถึงแม้ว่าการมีเนื้อหาที่ดีจะมีโอกาสในการทำอันดับแต่จะไม่มีวันรู้เลยว่า “ดีแบบไหน จึงจะติดอันดับได้ดีกว่า
  2. ทำผิดวิธี เสี่ยงโดนแบน: นอกจาก Google จะมีขั้นตอนในการประมวลผลเพื่อจัดอันดับแล้ว ก็ยังมีขั้นตอนการแบนเว็บขยะ หรือเว็บที่มุ่งเน้นทำ SEO แบบผิดวิธี ให้ลบหายไปจากผลการค้นหาตลอดกาลอีกด้วย
  3. แค่ทำเว็บเก่ง ยังไม่พอ: ในการทำเว็บที่มุ่งเน้นด้าน SEO จะมีรูปแบบบางอย่าง หรือเพียงแค่ข้อความสั้นที่แตกต่างบางคำ ทำให้อันดับนั้นต่างฟ้ากับดินเลยก็ว่าได้
  4. ทำมาก อาจเจ็บได้มาก: SEO เป็นอะไรที่คาดเดาได้ยากมาก โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยพยายามทำความเข้าใจในขั้นตอนที่ถูกวิธี ยิ่งทำก็จะยิ่งดูเหมือนเหนื่อยและเสียเวลาเปล่า มากไปก็แย่ น้อยไปก็ไม่ดี
  5. อัลกอริทึม ไม่ได้มีเพียงเพื่อให้ติดอันดับ: หากศึกษาแบบลงลึกมากขึ้น ก็จะพบว่าความจริงแล้วมันพยายามที่จะบอกเราว่าเว็บแบบไหนที่คนน่าจะชอบมากที่สุด ให้ทำตามนั้นแหละ หากอันดับยังไม่ดี กลับไปดูเว็บใหม่อีกครั้งได้เลย
  6. กูเกิ้ลทำให้เราใส่ใจในการทำเว็บมากขึ้น: ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงอัลกอรีทึม แน่นอนว่าเราจะยิ่งศึกษามันมากขึ้น และนำมาปรับปรุงเว็บเรามห้ดีกว่าก่อนอยู่เสมอ ตราบใดที่เรายังอยากมีอันดับที่ดี
  7. เข้าใจหลัก SEO ที่ถูกต้องได้มากขึ้น: หากศึกษาอย่างละเอียดก็จะพบถึงขั้นตอนในการทำ SEO อย่างถูกวิธีอยู่เต็มไปหมด นอกจากนี้ยังอาจมีโอกาสได้พบเทคนิคการทำ SEO ใหม่ๆ ในแบบฉบับของตัวเองอีกด้วย
  8. เห็นจุดบกพร่องของการทำ SEO: เชื่อได้ว่าหลังการศึกษาหรือติดตามข้อมูลการอัพเดทของ Algorithm แบบละเอียดก็จะเห็นได้ชัดมากขึ้นเลยว่ามีสิ่งใดที่ควรปรับให้กับเว็บไซต์อย่างไรบ้าง

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเหตุผลส่วนหนึ่ง ที่ควรรู้เกี่ยวกับ Google Algorithm ก่อนที่จะเริ่มทำ SEO ที่ทำให้เราเข้าใจในการทำงานของมันได้มากยิ่งขึ้น ที่สำคัญในการอัพเดทแต่ละครั้งนั้นกูเกิ้ลจะประกาศให้เราได้อ่านผ่านบล็อกแบบฟรี

Google Algorithm อัปเดตล่าสุด มีอะไรที่คนทำเว็บและ SEO ควรรู้บ้าง

การทำ SEO ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยตกยุคสมัยในการทำ Digital Marketing เลย จากประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานด้าน Ecommerce เมื่อสิบกว่าปีก่อน ชีวิตการทำงานก็เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้มาตลอดจนถึงขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ ส่วนตัวแล้วพูดได้เต็มปากว่าการทำ SEO มีความจำเป็นต่อทุกธุรกิจ และจะไม่มีทางหายไปจากการทำ Digital Marketing ได้เลย เพียงแต่มันอาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการ หรือจะเปลี่ยนชื่อไปเท่านั้นเอง เพราะตราบใดที่คนเรายังมี ปัญหา มีความต้องการ อยากรู้ อยากเห็น อยากไป อยากซื้อ อยากอะไรก็แล้วแต่ ที่พึ่งเดียวในตอนนี้และอาจจะตลอดไปก็คือ Google ดังนั้นสิ่งที่คนทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะการทำ Search Engine Marketing จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอก็คือ การเรียนรู้ ติดตามอัพเดท ข่าวสารเรื่อง SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้วางแผน และปรับกลยุทธ์ให้ทันกับเทคโนโลโยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับแสดงผล บทความนี้มาอัพเดทกันว่าในปี 2020 ที่จะถึงนี้มีเรื่องอะไรบ้างที่เราจะต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO

เทรนด์การทำ SEO ปี 2020

1) เพิ่มความน่าสนใจด้วย Featured Snippets

Featured Snippets ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก คนที่ทำ SEO อาจจะรู้จักกันในชื่ออื่นเช่น  Answer Box หรือ Position Zero ที่เรียกว่า Position Zero เพราะ Featured Snippets จะแสดงผลอยู่ก่อนอันดับแรกนั่นแหละครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Featured Snippets มักจะแสดงผลลัพธ์ในลักษณะของการให้ข้อมูลและตอบคำถามแบบสั้นๆ และมีรูปแบบที่พิเศษแตกต่างจากผลลัพธ์ทั่วไป โดยเฉพาะกับการค้นหาข้อมูลแบบ What is / คืออะไร หรือ How to / ทำอย่างไร ตามตัวอย่างนี้

what-is-google-analytics

ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่หลายๆ เว็บต่างประเทศก็ยังยกให้เป็นเทรนด์ในปี 2020 นั่นเป็นเพราะ การแสดงผลของ Featured Snippets มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องบนหน้าผลการค้นหา โดยในปีนี้มีตัวเลขที่น่าสนใจว่า การค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ (non-branded query) นั้นมีการแสดงผล Featured Snippets เป็นสัดส่วน 20% ของผลการค้นหาจาก Study(2019) ของทาง authorityhacker ซึ่งเป็นการเติบขึ้นถึงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับผลการศึกษาของเว็บไซต์ Ahrefs เมื่อปี 2017

rich-snippets-on-first-page
search-queries-with-featured-snippets

Featured Snippets แย่ง Traffic จากเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกจริงหรือไม่

จากผลการศึกษาของ Ahrefs ตามภาพด้านล่างพบว่า กรณีที่ผลการค้นหาไม่แสดง Featured Snippets เว็บไซต์ที่แสดงผลอันดับแรกจะได้รับการคลิ้กประมาณ 26% แต่ผลการค้นหาที่แสดง Featured Snippets เว็บไซต์อันดับแรกจะได้รับจำนวนการคลิ้กที่ลดลงเหลือประมาณ 19.6% และ Featured Snippets จะได้จำนวนคลิ้กประมาณ 8.6% นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ทำ SEO จึงให้ความสำคัญกับ Featured Snippets กันค่อนข้างมาก เพราะหากเว็บไซต์ยังไม่ติดอันดับ top 3 เช่นอยู่ที่อันดับ 6 หรือ 7 การที่เป็นแสดงผลใน Featured Snippets ก็ช่วยสร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้พอสมควรทีเดียว

featured-snippets-ctr

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาของ Ahrefs ก็พบว่าผลการค้นหาที่มี Featured Snippet แสดงอยู่ด้วยนั้น ทำให้จำนวนการคล้ิกโดยรวมทั้งหมดลดลง

ทำ SEO อย่างไรถึงจะแสดงผลบน Featured Snippets

นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและอยากรู้ แต่ตอบแบบตรงๆ ก็คือ Google เป็นคนเลือกเองว่า “คำตอบ” ของเว็บไซต์ไหนดีที่สุด อาจจะดูตอบแบบกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่สิ่งที่ John Mueller ซึ่งเป็นคนของ Google ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดูจะไม่มีอะไรชัดเจนเลย อ้างอิงจากบทความ how-to-rank-featured-snippets ของเว็บไซต์ Search Engine Journal ซึ่งสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า Structured Data มีผลกับ Featured Snippets หรือไม่ แต่เขาคิดว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
  2. เขากล่าวว่า เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างแบบ Clear Structure นั้นจะมีส่วนช่วยได้มาก
  3. John Mueller แนะนำให้ใช้ Table ใน HTML เพราะเป็น content ที่เข้าใจง่ายและดึงเอาไปใช้งานได้ดี และ Table ก็เป็น Clear Structure ตามที่กล่าวในข้อ 2
  4. จาก Research พบว่า ordered และ unordered list (แท็ก <ol><ul>)มีส่วนช่วยในการแสดงผลบน Featured Snippets เรื่องนี้ John Mueller กล่าวว่าไม่ได้เกี่ยวกับ Ordered หรือ Unordered List โดยตรง แต่ที่เนื้อหาใน List มักจะแสดงผลบน Featured Snippets เป็นเพราะมันเป็นเนื้อหาที่ well-structure ตามที่กล่าวในข้อ 2 อีกแล้ว…

ดูจะเป็นคำตอบที่กว้างและไม่เฉพาะเจาะจงเท่าไรนัก แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า Clear Structure นั้นมีผลต่อ Featured Snippets ดังนั้นในที่นี้จะหมายรวมถึงวิธีการคิด Content และเนื้อที่จะสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาบทความนี้ต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไรเป็นหลัก และจะเล่าแยกเป็นหัวข้อ และหัวข้อย่อยอย่างไร ซึ่งก็จะไปมีผลกับ Tag H2 H3 H4 อีกที แบบนี้ก็ถือว่าเป็น Clear Structure เช่นเดียวกัน:)

2) WebP ไฟล์ฟอร์แมทใหม่สำหรับ image และ animation บนหน้าเว็บ

หนึ่งในปัจจัยที่คนทำ SEO ต่างรู้กันดีก็คือ เรื่องของ Website Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ ซึ่ง Google เองก็เคยกล่าวไว้ว่า เว็บไซต์ที่โหลดช้ามีผลต่อ Ranking ของเว็บไซต์ ดังนั้นคนที่ทำ SEO จึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และสิ่งหนึ่งที่่ส่งผลโดยตรงกับความเร็วของเว็บไซต์ก็คือรูปภาพและภาพเคลื่อนไหวที่ใช้บนหน้าเว็บ

ปกติแล้วฟอร์แมทรูปภาพบนหน้าเว็บที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ JPEG, PNG และ GIF ซึ่งเป็นฟอร์แมทไฟล์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนานแล้ว ดังนั้น Google จีงได้พัฒนาไฟล์ภาพแบบใหม่ที่เรียกว่า WebP ซึ่งมีข้อดีหลายๆ อย่างเมื่อเทียบกับไฟล์ฟอร์แมทแบบเก่า โดยเฉพาะขนาดไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่าฟอร์แมทเก่าค่อนข้างมาก ซึ่งก็ส่งผลให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น Users Experience ก็ดีขึ้นตาม User Signals ซึ่งเป็นค่าสำคัญของการทำ SEO ก็ย่อมดีขึ้นแน่นอน แล้วยิ่งพัฒนาโดย Google เอง ทำไม Google จะไม่ชอบล่ะ ถูกไหมครับ 🙂

ไฟล์แบบ WebP ดีอย่างไร

  • WebP ฟอร์แมท จะมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าภาพฟอร์แมทอื่นค่อนข้างมาก บางเว็บระบุว่าสูงถึง 50%
  • WebP รักษาคุณภาพของรูปได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพ JPEG ซึ่งมีการบีบอัดแบบ Lossy Compression
  • WebP มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG และสามารถทำภาพแบบ Transparent ได้เหมือนกัน
  • WebP สามารถทำเป็นภาพ Animation แบบ GIF ได้ แต่ดีกว่า GIF ตรงที่จำนวนสีของ WebP จะเป็น 24 bit ส่วน GIF จะแค่ 8 bit เท่านั้น หมายความว่าภาพฟอร์แมท WebP จะมีสีสันเหมือนจริงกว่ามาก และมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า GIF ถึง 90% ตามที่เว็บไซต์ www.whostalkinseo.com ระบุไว้
webp-benefits-seo

ตอนนี้ Browser ส่วนใหญ่ก็รองรับไฟล์ WebP กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Firefox ยิ่ง Chrome Browser ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันก็ไม่ต้องห่วง เพราะเป็นของ Google โดยตรง ส่วน Browser ที่ยังไม่รองรับไฟล์นี้ก็จะมี Safari ที่เป็น Browser หลักที่ยังไม่รองรับ ก็หวังว่าทาง Apple จะทำให้ Safari รองรับได้เหมือนกัน (จากข้อมูล Safari มี Browser Market Share ที่ประมาณ 15%) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม Browser ที่รองรับ WebP ได้จากลิงค์นี้ Support browsers for WebP

ส่วนเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ในการจัดการไฟล์ฟอร์แมท WebP นั้นตอนนี้อาจจะยังไม่สะดวกเท่าไร แม้แต่ Photoshop เองก็ยังไม่รองรับไฟล์นี้ แต่ก็คาดว่าในเวอร์ชั่นถัดไปก็น่าที่จะรองรับไฟล์ WebP ได้เช่นกัน ส่วนใครที่อยากจะทดลองเล่น WebP สามารถทดลองใช้เครื่องมือฟรีในการ convert ไฟล์ได้จากเว็บที่ให้บริการนี้ ลองค้นหาด้วยคำว่า WebP Convertor ครับ ส่วนลิงค์นี้เป็นตัวอย่างภาพเปรียบเทียบไฟล์ประเภทต่างๆ ก่อนและหลังการ Convert เป็น WebP WebP Gallery

คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจ WebP

ถ้าจะเริ่มต้นทำทันที สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการแสดงผลบน Safari เนื่องจากในเวลานี้ Safari ยังไม่รองรับ WebP สิ่งที่ต้องทำคือการ detect browser ของคนที่เข้าเว็บก่อนว่ารองรับ WebP หรือไม่ ถ้าเป็น Safari ก็จะต้องทำการส่งฟอร์แมทไฟล์ภาพแบบเดิมไปก่อน แต่ถ้าใครใช้ CDN provider อยู่ลองตรวจสอบกับ Provider ดูก่อน เพราะว่าบาง CDN ซับพอร์ทเรื่องการ Detect Browser ให้ด้วยและสามารถเลือกส่งไฟล์ภาพแบบ WebP ให้กับเฉพาะ Browser ที่รองรับ

3) Voice Search ไม่เร็วก็ช้า มาแน่ๆ

แม้จะพูดถึงเรื่องนี้กันมาสักหลายปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่เห็นตัวเลขอะไรที่น่าสนใจมากนัก Voice Search ก็เลยกลายเป็นแค่ buzz word คำหนึ่ง แต่ต้องยอมรับกันว่าในปีสองปีที่ผ่านมานี้ มีความน่าสนใจอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับ Voice Search โดยเฉพาะความฉลาดขึ้นจากระบบ AI ของ Google ที่ทำให้เข้าใจภาษาต่างๆ ได้ดีขี้นมาก ตอนนี้แม้แต่ภาษาไทยเองถือว่าดึขึ้นอย่างมาก ใครที่ใช้ Google Assistant ลองไปเซ็ตติ้งให้เป็นภาษาไทยดูครับ ลองถามคำถามง่ายๆ เช่น “กี่โมงแล้ว” มันก็จะตอบเวลาปัจจุบันออกมา ที่น่าสนใจก็คือคำว่า กี่โมงแล้ว นี่ออกจะเป็นภาษาพูดแต่ Google Assistant ก็สามารถเข้าใจและตอบออกมาได้อย่างถูกต้อง

ตัวเลขเมื่อปี 2016 ที่ Google ระบุไว้บอกว่า 20% ของการค้นหาเป็นการค้นหาด้วยเสียง ซึ่งก็มีการเติบโตมาเรื่อยๆ และคาดการณ์ตัวเลขจาก Comscore ระบุว่า Voice Search จะคิดเป็นสัดส่วน 50% ของการค้นหาทั้งหมดในปี 2020 แม้จะดูเป็นตัวเลขอาจจะสูงไปสักหน่อยสำหรับพฤติกรรมของ Users ไทย แต่สุดท้ายแล้วเทรนด์นี้ก็ต้องมาในไม่ช้าแหละครับ เพราะอย่างที่บอกว่า Google เข้าใจภาษาไทยได้ดีขึ้นมากจริงๆ

Voice Search มีความแตกต่างจาก Text Search อย่างไร

วิธีการค้นหาแบบ Voice นั้นมักจะเป็นรูปแบบของประโยคที่ยาวกว่า Text Search ที่เรามักจะทำกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะพิมพ์ “ที่เที่ยวเชียงใหม่” เวลาที่เราต้องการหาข้อมูลที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่ แต่ะถ้าเป็น Voice Search ธรรมชาติของเรามักจะพูดเป็นประโยคคำถามที่ยาว เช่น “ที่เที่ยวในเชียงใหม่มีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง” จริงไหมครับ ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะการพูดยาวๆ ม้นง่ายกว่าการพิมพ์ยาวๆ ด้วยแหละครับ ข้อมูลจากต่างประเทศพบกว่า Voice Seach จะมีจำนวนคำเฉลี่ยที่ 6-10 คำ ขณะที่ Text Search จะเฉลี่ยที่ 1-3 คำ

Voice-search-word-length

คำแนะนำในการเริ่มต้นสำหรับ Voice Search

  • ควรเขียน Content ในรูปแบบของ Conversation ที่ตอบคำถามที่ลูกค้าหรือยูสเซอร์ของเราให้ความสนใจ  ยกตัวอย่างด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ผมเขียนบทความนี้ก็เช่น พวกหัวข้อ H3, H4 อย่างประโยคที่ว่า “Voice Search มีความแตกต่างจาก Text Search อย่างไร” หรือ “ไฟล์แบบ WebP ดีอย่างไร” ซึ่งเป็นเหมือนบทสนทนาที่เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามของผู้อ่าน เป็นต้น ดั้งนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เมื่อเป็น Voice Search แล้ว มันจะไม่ใช่เรื่องของ Keywords อีกต่อไป แต่มันจะเป็นเรื่องของ Semantic Search นั่นเอง ไว้จะเขียนเรื่องนี้อีกที
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ Structured data หรือ Schema Mark-up ซึ่งเป็นวิธีการของการกำหนดโครงสร้างของเนื้อหาบนหน้าเว็บ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของ Voice ทาง Google ได้มีการกำหนด Schema Strutured Data ออกมาในชื่อที่เรียกว่า Speakable Structured Data โดยเฉพาะสำหรับเว็บไซต์ Content และเว็บข่าว ใครสนใจอ่านเพิ่มเติมได้จาก speakable structured data

4) AI Artificial Intelligence จากนี้และตลอดไป

เมื่อ Google ประกาศตัวว่าเป็น AI first company แล้ว ก็คงไม่ต้องสงสัยอะไรว่า AI (artificial intellingence) และ ML (machine learning) จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกโปรดักส์และเซอร์วิสของ Google นั่นรวมไปถึงเรื่องของ SEO อย่างแน่นอน เอาจริงๆ ในเรื่อง SEO นั้น AI ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างแล้ว บางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า RankBrain มาบ้่าง RankBrain ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ AI ที่ Google นำมาใช้ในการช่วยจัดอันดับและวิเคราะห์ผลลัพธ์ว่าตรงกับความต้องการของการค้นหามากน้อยแค่ไหน และก็ทำการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไร เมื่อ Google ใช้ AI ที่ฉลาดมากขึ้นทุกทีมาช่วยจัดการเรื่องของ SEO จะตอบคำถามแบบนี้ เราก็คงต้องมองไปที่วัตถุประสงค์ของการมี AI นั่นแหละครับ จะไปพูดถึงกระบวนการทำงานของ AI ก็คงจะลำบากและ Google ก็ไม่เคยให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก สุดท้ายแล้วส่ิงที่ Google ต้องการให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะใช้ คน หรือใช้ AI ก็ตามที ก็เพื่อให้ผลลัพธ์การค้นหาออกมาตรงกับความต้องการ (User Intent) และถูกต้องมากที่สุด คำถามคือ Google จะรู้ได้อย่างไรว่าผลลัพธ์ที่ไหนที่ดี เว็บไซต์ไหนที่ควรถูกนำมาแสดงผล คำตอบคำแบบง่ายๆ ก็คือ เนื้อหาที่ user ชอบนั่นแหละครับ และสิ่งที่จะบอกได้ว่า User ชอบหรือไม่ชอบ ก็คือส่ิงที่เราเรียกว่า User Signals เช่นค่า CTR, Dwell time หรือ Bounce Rate เป็นต้น ซึ่ง Google ก็จะนำข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์ประมวลผลอีกที

ทำ SEO อย่างไร เมื่อ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน

ตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ ทำเนื้อหาให้เกิดประโยชน์กับ User จริงๆ ทำเว็บไซต์ให้สวยและใช้งานง่าย พูดแบบรวบรัดก็คือ ทำทุกอย่างนั้นนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น On-page SEO, Mobile-Friendly หรือ Backlink ก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว Google ก็ใช้ทุก Signals ในการประมวลผลอยู่ดี ยิ่ง Signals เยอะ ความถูกต้องแม่นยำก็ยิ่งสูงขึ้น สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือ แม้ AI จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ SEO มากเท่าไร แต่การทำ SEO นั้น เราไม่ได้ทำเพื่อให้ AI รักเรานะครับ แท้จริงแล้วการทำ SEO เป็นการทำให้ User รักเรามากกว่า เพราะถ้า User รักเรา AI ก็รักเรานั่นแหละครับ User signals มันฟ้องครับ 🙂

Happy Opitmization 🙂

10 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ SEO

กระบวนการทำ SEO หรือ search engine optimization มีผู้เข้าใจผิดอยู่มากมาย ถึงขั้นมองเห็นแบบตรงข้ามกับที่เหล่านักทำ seo ทำกันเลยทีเดียว เราลองมาดูกันบ้างว่าความเข้าใจผิดต่อการทำ seo ที่ผู้ที่ไม่รู้หรือแม้แต่ผู้ที่รู้ ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ตลอด

ผิดที่ 1 : เชื่อว่า SEO สำคัญที่ Backlink

SEO ไม่ใช่แค่การสร้าง Backlinks

ความเชื่อที่ผิดคือ seo คือการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlink แม้ว่า แบคลิงค์จะมีคุณค่า แต่การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แบคลิงค์ ไม่ว่าจะเป็นการสแปม หรือโพสในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ทำให้วงการ seo เป็นที่ติเตียนของนักท่องเว็บ หรือนักทำเว็บ ก็คือการสแปมไปทั่ว

ยกตัวอย่างเช่นการโพสในเว็บบอร์ดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ปั๊มกระทู้ สแปมคอมเมนท์ หรือแม้กระทั่วเว็บ social network ก็ตกเป็นเป้าของนักสแปม จนกระทั่งมีคำกล่าวที่น่าตกใจจากนักทำเว็บโฮสติ้งว่า ‘seo คือการสแปม’ ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว แบคลิงค์ที่เราควรจะได้คือแบคลิงค์แบบธรรมชาติ ในเว็บที่เกี่ยวข้องต่างหาก

นอกจากการสแปมแล้ว สิ่งที่เป็น controversy หรือข้อโต้แย้งที่ใหญ่ที่สุดของกระบวนการการได้มาของลิงค์คือ การซื้อขายลิงค์ ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งถ้ามองในแง่ความจริง การซื้อขายลิงค์ก็ถือเป็นกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในระบบทุนนิยม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มากไปจนผิดธรรมชาติ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบิดเบือนธรรมชาติของการค้นหาโดย search engine เช่นกัน

อย่าลืมว่า search engine ถือว่าหน้าเว็บค้นหาของเขาคือหน้าบ้าน ถ้าหากมีการเบี่ยงเบนจากเว็บที่มีเงิน แต่ไม่มีคุณภาพ มาหน้าแรกมากๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความนิยมของ search engine อย่างไม่ต้องสงสัย ดังที่ Matts Cutts วิศวกรของ google เคยเปรยเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องควบคุมการซื้อขายลิงค์ และเปิดรับแจ้งเรื่องไปยัง google อย่างเป็นระบบ

ผิดที่ 2 : เชื่อว่าเว็บที่ติดอันดับ TOP คือเว็บที่มีคุณภาพดีที่สุด

เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google ไม่ได้ความว่า มันดีที่สุดต่อผู้ค้นหา (เสมอไป)

ความเชื่อที่ว่าเว็บที่ติดอันดับดี จาก seo ย่อมจะดีมีคุณค่ากว่า อันนี้เห็นๆกันจากข้อแรกว่า เมื่อมีการปรับแต่งอย่างเต็มที่ เว็บที่ธรรมดา หรือคุณภาพด้อย ก็อาจเข้ามาอยู่ในหน้าแรกๆได้เช่นกัน ถ้ามีเงิน มีเครือข่าย อันนี้ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย search engine อยู่ตลอดมาว่าจะทำอย่างไรจึงจะกรองเอาเนื้อหาที่คนใช้ต้องการ อย่างแท้จริง มาอยู่หน้าแรก จะเห็นได้ว่าทรัพยากรจำนวนมากของ search engine มากองอยู่ที่การปรับเปลี่ยน algorithm เพื่อกรองเอาเว็บคุณภาพด้อยเหล่านั้นออกไป

ผิดที่ 3 : เชื่อว่าแค่สร้างเว็บให้ดี เด้วอันดับดีๆก็มาเอง

การสร้างเว็บที่ดี ต้องทำควบคู่ไปกับการทำ SEO
การทำ SEO ให้ได้ผลที่ดี ต้องการเว็บที่มีพื้นฐานดี

การทำเว็บให้ดี สำคัญกว่าการปรับแต่ง seo แต่หากทำแต่เว็บโดยไม่คำนึงถึงเรื่องการปรับแต่ง SEO เลย ก็เปรียบเสมือนเพชรที่อยู่ในทะเลลึกยากจะมีคนเข้าหา การทำเว็บแบบสมัยใหม่ อาศัยปากต่อปาก การจะเกิดมาในโลกออนไลน์ค่อนข้างยาก ยกเว้นว่าจับกลุ่มได้ถูกต้อง นักทำเว็บไซต์รุ่นใหม่จึงหันมาสร้างความโดดเด่นทางด้าน seo  ซึ่งอาจใช้เงินจำนวนมาก

แต่ถึงกระนั่น ก็อย่าละเลยพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี นั่นคือ เนื้อหา หน้าตาของเว็บ ความถูกต้อง ระบบนำทางที่ดี การดีไซน์ที่ดีหรือมีเอกลักษณ์ และเนื้อหาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือการสร้าง seo ไม่สามารถสร้าง brand ได้ จะเห็นว่า brand ดังๆ ไม่ได้เกิดมาจาก seo หรือไม่ได้สนใจเรื่องของ seo เลยด้วยซ้ำ แต่ผู้คนจะกล่าวถึงความประทับใจในจุดอื่นๆของเว็บไซต์

ผิดที่ 4 : เชื่อว่าทำ SEO ห้ามพัก ห้ามหยุด (ถ้าหยุดอันดับร่วง)

ทำแค่ SEO (Search Engine Optimization) ก็พอ …
อย่าทำ SEOO (Search Engine Over-Optimization)

การปรับแต่ง seo ต้องทำอยู่ตลอดเวลาห้ามหยุด อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน นักทำ seo ที่ดีจะรู้จุดและเวลา จะต้องประมาณตน และคิดเสมอว่า การใส่ปุ๋ยที่มากไป ก็จะมีโทษได้เหมือนกัน เช่น การเพิ่มแบคลิงค์อย่างรวดเร็ว , การทำ onpage อย่างขมักเขม้นทุกจุด , การปรับแต่งทุกวันสำหรับ keyword density หรืออื่นๆ

การทำ SEO ที่มากเกินไป (Over Optimizing) มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่รู้จักการประมาณเวลา หรือ timing ว่า search engine มี time cycle ในการ เข้าถึงเว็บเราถี่เพียงใด มีการปรับปรุงอัพเดทผลการค้นหาถี่บ่อยแค่ไหน มันจะยิ่งยุ่งยากถ้าเราคำนวนถึงจุดที่ว่า search engine มาเก็บหน้าแบคลิงค์ที่มีเว็บเราด้วยในอัตราเท่าไร

การทำ seo ที่ดี ต้องรู้เวลารู้จังหวะ เปรียบเหมือนการขับรถที่ต้องมีการเหยียบคันเร่ง ปล่อยคันเร่ง แตะเบรค ชลอ … SEO ก็เช่นกัน เราต้องสังเกตคอยดู สิ่งที่เราปรับที่เราเพิ่มนั้น ผลลัพธ์มันถึงจุดที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือยัง หรือว่าทำมากเกินไป

ผิดที่ 5 : เชื่อว่าการทำ SEO ต้องทำตามสูตร

การทำ SEO ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะ Google เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ปรับแต่งเต็มที่แล้วมักจะได้ผลเสมอ อันนี้เป็นสิ่งที่นักทำ seo คิดผิด !! คนที่ผ่านการทำ SEO มามากๆ จะทราบดีว่า การปรับแต่งแม้แต่เหมือนกัน 100% ก็ไม่เสมอไปที่จะทำให้อันดับใกล้เคียงกัน 100% อันนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันเล่นๆว่า แล้วแต่คนกด

ในบางขณะ search engine ก็มีการเข้ามา manipulate โดยคน (อันนี้อาจไม่ใช่จากคนกดปุ่ม แต่อาจหมายถึงปุ่มบุคมาร์คหรือปุ่มโหวตบนโปรแกรมฝังตัวที่ google เก็บข้อมูลจาก users ทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์) สิ่งเหล่านี้สะท้อนกลับมาถึงข้อจำกัดในหลายๆอย่าง

การทำ SEO มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว … สูตรสำเร็จที่ว่าใช้ได้ผลวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ผล เพราะ Google พัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด เพื่อให้ระบบค้นหาแสดงผลที่ดีที่สุด

ผิดที่ 6 : เชื่อว่าถ้าทำตามตำรา SEO (หรือ Blog ที่อ่าน) อันดับจะดี

เรื่องของ SEO เมื่อคุณได้ลงมือทำ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
คุณจะพบคำถามมากมาย ที่บางที คัมภีร์ SEO ไม่ได้บอกไว้

อย่าเชื่อผู้อื่นมากเกินไป … การทำ seo นั้น ทักษะ เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง การเชื่อคำกล่าวอ้าง หรือแม้ตำราโดยไม่ลองทำเอง อาจไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง บางครั้ง ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบการทำ link wheel ที่อ้างกันว่าเป็นระบบที่ดี ในบางครั้งกลับกลายเป็นฆ่าตัวเองเพราะ link wheel เหล่านั้นมาจากโฮสต์ IP และผู้ทำเว็บชุดเดียวกัน กลับกลายเป็น wheel ซ้อน และเป็นลิงค์ย้อนกลับหรือ ลิงค์แบบสามเหลี่ยม ไร้ประโยชน์เลยก็ได้ หรือแม้กระทั่งข่าวที่ีการเปลี่ยน algo ทั้งหลายทั้งปวง อาจไม่มีผลต่อสิ่งที่เราทำมาเลยก็ได้

คู่มือ หรือ คัมภีร์ หรือ อาจารย์สอน SEO ที่ดีที่สุด ก็คือ “Google”

ผิดที่ 7 : เชื่อว่า SEO ยากเกิน ต้องจ้างคนที่รู้ SEO มาทำให้

SEO สามารถศึกษาเรียนรู้และทำด้วยตัวเองได้ (ถ้าเปิดใจ)

seo เป็นเรื่องที่ยาก ต้องจ้างคนทำ อันนี้ผิด ที่จริงแล้ว แค่เพียงเข้ามาอ่านหาความรู้ ไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถเข้าใจได้เกือบ 80% เนื่องจากตำราอ้างอิงเป็นจำนวนมาก (และล้วนเอามาจากที่เดียวกันด้วย) สิ่งที่เรารู้คือ know how เท่าๆกัน แตกต่างกันที่การลงมือทำเท่านั้นเอง

ผมเชื่อว่า ถ้าลงมือทำ เราทำกันได้ทุกคน จะมากหรือน้อยก็ว่ากันไป และสิ่งที่เราลงมือทำเรื่อยๆนั้น จะช่วยเพิ่มพูนทักษะให้เราเองอยู่ตลอด แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราจะเริ่มคิดเองว่า การทำ SEO นั้น แท้จริงคือ การตกแต่งกล่องขนมให้น่ากินเท่านั้นเอง แต่รสชาติของขนมนั้นเป็นอีกเรื่อง ! (จะหวานหรือจะขม ต้องชิมเอง)

การเรียนรู้ SEO ที่ดีที่สุด ไม่ใช่อ่านจากตำรา แต่ต้องลองทำเอง

ผิดที่ 8 : เชื่อว่าอยากติดอันดับ TOP ต้องใช้เงินเยอะๆ !!

ตั้งแต่ผมทำ SEO มา ผมไม่เคยเสียเงินแม้แต่บาทเดียว (เราเป็นสายฟรี อ่ะ 555+)

ทำ seoให้ดี ต้องมีเงินเท่านั้น อันนี้ผิดมหันต์ ทั้งผู้ทำและผู้จ้าง ขอเพียงเวลา จิตใจที่มุ่งมั่น หลักการที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ถ้าปรับแต่งถูกจุด ตอบสนองคำถามที่ว่า – ทำอย่างไรเว็บจะเหมาะกับการเข้ามาอยู่ในหน้าแรกได้ – การปรับแต่งแบบที่ไม่ต้องใช้เงิน เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีผู้ศึกษาและปฏิบัติ ขอเพียงค้นหา และเข้าถึง เราก็สามารถทำได้

ผิดที่ 9 : เชื่อว่า SEO เป็นเรื่องง่ายๆ ใครก็ทำได้

SEO มันไม่ยาก แต่มันก็ไม่ง่ายนะ มันเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งปนลึกลับ (ผมถึงชอบ SEO)

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเช่นกัน โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรง แต่โหมไฟแรงเกินไปย่อมได้รับประสบการณ์เจ็บปวดไปตามๆกัน มันจะมี timing อันหนึ่งที่ทดสอบมือใหม่ ซึ่งถ้าผ่านไปได้ก็จะสามารถทำ seo ให้ดีได้เฉกเช่นเดียวกับมือเก่า seo นั้นง่ายพอๆกับการเปิด windows และยากพอๆกับการหาจุดบกพร่องใน windows

การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หาจุดบกพร่อง และลงมือแก้ไข คือสิ่งที่คนทำ SEO (ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่า) พึงควรจะกระทำ

ผิดที่ 10 : เชื่อว่า อาชีพทำ SEO รวย!!

T_T คนทำ SEO น่าจะเข้าใจดีนะครับ T_T

คนทั่วไปมักคิดว่า นักทำ seo มักจะร่ำรวยและมีความเต็มใจในการทำ seo ไม่ว่าโจทย์จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณมีเงินจ่ายถึง … อยากให้ลองหาคำตอบจากตัวคุณเองและผู้อยู่รอบข้างดูครับว่ามันจริงกันทุกคนไหม

วลีอมตะอยู่อันหนึ่งคือ ถ้า big daddy ไม่รักจริงทำให้ตายก็ไม่ติด กับอีกอันหนึ่งคือ ถ้าคุณร่ำรวยจากการทำ seo ได้ จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะปรับแต่ง seo เพื่อหาความร่ำรวยจากเว็บของตัวเอง

ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดออนไลน์ ที่ผลลัพธ์จากการทำ SEO อาจจะช่วยทำให้คุณรวยได้ (ถ้ารู้จักเอาไปต่อยอด)

ที่มี : http://cymiz.com/forum/index.php?topic=2121.0

เคล็ดลับการวางโครงสร้าง SEO Keyword ให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

การทำ SEO ให้ได้ผลอยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” ล้วนๆ ซึ่งการที่เว็บไซต์จะติด SEO จำเป็นต้องใช้เวลา ขึ้นอยู่กับการแข่งขันสำหรับ Keyword นั้นๆ เช่น Keyword คำว่า “คอนโด” เป็นคำที่กว้าง มีหลายเว็บไซต์ของบริษัท Property Developer ที่ต้องการจะติด SEO ใน Keyword นี้ แต่ละเว็บไซต์ก็จะพยามยามทำ SEO โดยเน้นไปที่ Keyword นี้ การแข่งขันก็จะสูง ความยากของ SEO หรือ SEO Difficulty ก็จะสูงตาม ยิ่งหากเว็บไซต์ของคุณเพิ่งเปิดใหม่ ก็จะตามหลังเว็บไซต์ที่เริ่มทำ SEO มาก่อนหลายปีแล้ว ดังนั้นคุณอาจต้องจ้าง บริษัท รับทำ SEO ให้เข้ามาช่วย Boost ด้วยเทคนิคต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น On Page หรือ Off Page Optimization

ในขณะเดียวกัน หากเป็น Keyword ที่เฉพาะเจาะจง เช่น “คอนโด low rise สุขุมวิท” จำนวน Property Developer ที่เป็นคู่แข่งก็จะเริ่มลดลงมา สโคปอยู่ในกลุ่มที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบ Low Rise ในย่านจตุจักรเท่านั้น ซึ่งหากธุรกิจของคุณเน้น Low Rise เป็นหลัก การโฟกัส Keyword ที่เฉพาะเจาะจงก็จะทำให้ตรงกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น เพิ่ม Conversion Rate และอาจช่วยให้ใช้เวลาในการติดอันดับสั้นลง แต่ก็ยังคงต้อง Optimize อย่างสม่ำเสมอ

จากตัวอย่างที่กล่าวไป จะเห็นได้ว่า Keyword แบ่งเป็น 2 รูปแบบ

1. Short Tail Keyword

คือ Keyword สั้นๆ ความหมายกว้าง เช่น “คอนโด” “รองเท้ากีฬา” “รถยนต์มือสอง” ซึ่งคำเหล่านี้จะมีจำนวน Search Volume ต่อเดือนค่อนข้างสูง แต่การที่จะติดหน้าแรกได้นั้นไม่ง่ายเลย ซึ่งการที่คนค้นหาว่า “คอนโด” เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใช้คนนั้นต้องการซื้อ หรือเช่า ต้องการคอนโดย่านไหน หากลงทุนทำ SEO โดยใช้ Keyword นี้ไป สุดท้ายจำนวน Conversion อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากก็เป็นได้ อีกทั้งยังใช้เวลานานมาในการติดหน้า Google

บริษัทรับทำ SEO เอเจนซี่ รับทำ SEO คอนโด
ตัวอย่าง Search Volume ของ Keyword คำว่า “คอนโด”

2. Long Tail Keyword

คือ Keyword ที่มีความยาวขึ้นมา เช่น “คอนโด low rise สุขุมวิท” “รองเท้า Nike Air Max” “BMW 320d มือสอง” คำแหล่านี้อาจไม่ได้มี Search Volume สูงมาก แต่ตรงกับสินค้า หรือบริการของคุณแน่ๆ ซึ่งมีโอกาสที่จะได้รับ Conversion สูงขึ้น ติดหน้า Google ได้เร็วขึ้น

บริษัทรับทำ SEO เอเจนซี่ รับทำ SEO คอนโด กรุงเทพ สุขุมวิท
ตัวอย่าง Search Volume ของ Keyword คำว่า “คอนโด Low Rise สุขุมวิท”

การเลือกประเภท Keyword จึงนิยมเป็นการใช้แบบ Long Tail Keyword หลายๆ คำ ไม่เน้นว่าแต่ละคำจะต้องมี Search Volume สูง แต่เน้นเก็บจำนวนน้อยๆ จากหลายๆ Keyword มากกว่า 

ลองนึกภาพดูว่า หากคุณเลือก Keyword กว้างๆ แต่ไม่ตรงกับสินค้า หรือบริการ คนคลิกเข้ามา 200 คนต่อวัน ติดต่อ 1 คน แต่หากคุณเลือก Keyword แบบ Long Tail จำนวนคลิก หรือ Traffic ที่เข้ามาอาจเป็น 30 คนต่อวัน แต่ติดต่อเข้ามา 2 คน เป็นต้น จะเห็นได้ว่า Conversion Rate และคุณภาพของลูกค้าที่เข้ามามีโอกาสสูงกว่าแบบ Short Tail

ซึ่งหากต้องการใช้เครื่องมือในการค้นหา Keyword ที่เหมาะสม ลองใช้เครื่องมือเหล่านี้ดูได้เลย

  • Keyword Planner
  • Uber Suggest ของ Neil Patel

การวางโครงสร้าง Keyword

หากคุณไม่รู้จะเริ่มจากหา Keyword คำไหนดี เราแนะนำให้ลองแพลนตามภาพประกอบด้านล่าง โดยเริ่มจากคำกว้างๆ แต่ไม่กว้างเกินไป เช่น ตัวอย่างด้านล่าง บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภท Low Rise เราลองเริ่มจาก “คอนโด Low Rise กรุงเทพ” หากเริ่มด้วย “คอนโด กรุงเทพ” อาจจะกว้างเกินไป จากนั้น แตก Keyword ออกมาตามย่าน และเจาะลงไปถึง Keyword ที่เป็นชื่อแบรนด์คอนโดในแต่ละย่าน

วางแผน Keyword บริษัทรับทำ SEO บริการ SEO
ตัวอย่างการวางโครงสร้าง Keyword สำหรับทำ SEO

การคิด Keyword ยิ่งเยอะยิ่งดี เพราะจะมีประโยชน์ในการนำมาใช้เขียนบทความ ประกอบกับการทำ SEO ให้แต่ละบทความ

หลายเว็บไซต์ที่มีสินค้า หรือบริการที่หลากหลาย ชอบโฟกัสทุก Keyword ไปบนหน้า Home หน้าเดียว โดยหวังว่า ไม่ว่าจะค้นหาสินค้าไหน ก็จะให้หน้า Home ขึ้น.. หากถามว่าทำได้ไหม? ก็ทำได้ แต่ไม่แนะนำ สิ่งที่ควรจะเป็นคือ 1 หน้า โฟกัสเพียง 1 Keyword หลักเท่านั้น

ในการวางแผน Keyword สามารถทำประกอบไปกับการวางแผนโครงสร้างหน้าเว็บไซต์ด้วย ยกตัวอย่างตาม Chart ด้านบน หน้าแรกของเว็บไซต์อาจโฟกัสที่คำว่า “คอนโด Low Rise กรุงเทพ” เป็น Primary Keyword ส่วนหน้าต่อไปก็แตกออกมาจากหน้า Home โดยแบ่งตามสถานที่ เช่น แตกออกมาเป็น 3 หน้า แต่ละหน้าโฟกัสที่คำว่า”คอนโด Low Rose จตุจักร” “คอนโด Low Rise ลาดพร้าว” “คอนโด Low Rise ติด BTS” เป็นต้น จากนั้นก็แยกหน้าออกมาจากแต่ละสถานที่ไปอีก เป็นชื่อคอนโด หรือชื่อโครงการที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ

ยังมีอีกหลายปัจจัยในการทำ SEO ให้สำเร็จ แต่เรื่องการวางแผน Keyword ถือว่าเป็นหัวใจ และเป็น Foundation ของการทำ Search Engine Marketing ในรูปแบบ SEO ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน