previous arrow
next arrow
Slider

บทความ

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

การทำ SEO
  1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ
    ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย
  2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ
    ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย
  3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง
    ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า
  4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”
    จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด
การทำ SEO

สรุป การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน

SEO คืออะไร ?

SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ในการทำ SEO
ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป

SEO
  1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน
    กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้
  2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
    ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
  3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย
    ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา
  4. ขายของ
    ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน
  5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ
    ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

ฮไลท์ก็คือ การลอยบอลลูนในช่วงกลางคืน

เทศกาลบอลลูนนี้เป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่มากๆ ทีเดียวค่ะ จะจัดขึ้น 9 วันติดต่อกันของทุกปี คือตั้งแต่วันที่ 5-13 ตุลาคม ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุ จะมีบอลลูนหลากหลายรูปแบบ เต็มไปด้วยจินตนาการ และสีสันลอยคว้างอยู่ในอากาศเป็นพันๆ ลูก เป็นงานเทศกาลบอลลูนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ค่ะ ซึ่งดึงดูดผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนทีเดียว

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

19 พฤศจิกายน 2558 ทาง Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

How Search Works

เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

SEO Starter Guide(คู่มือเริ่มต้น SEO)

โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

กลับหน้าหลัก

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

ข้อดีของการทำ SEO

หลายๆท่านคงจะพอรู้มาแล้วบ้างว่า SEO คืออะไร ทำหน้าที่อะไร และ มีประโยชน์อะไร วันนี้เราจะมาดูข้อดีของ SEO กันนะครับ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าเราควรจะทำหรือไม่ ?

สร้างความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ หรือแม้กระทั้งองค์กรได้เป็นอย่างดี : การที่เว็บไซต์ของเราติดอยู่อันดับต้นๆ มันก็จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ แบรนด์ ของเราทำให้มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าที่จะ สั่งซื้อ หรือ ใช้บริการของสินค้าของเราครับ

SEO FOR FREE : เข้าใจถูกแล้วครับ!! การทำ SEO นั้นมันไม่มีค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดนั่นเองครับ  เว็บไซต์เราที่เพิ่งเริ่มต้น สามารถลงมือทำได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องไปเสียเงินเพิ่ม ทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายลงไปได้จำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

เข้าถึงเป้าหมาย กลุ่มลูกค้าได้จากการค้นหาผ่าน Keyword : ในการที่เราจะค้นหาอะไรสักอย่างนั้น เราก็มักจะแสดงความต้องการออกมาผ่าน Keyword ค้นหาผ่านทาง Search Engine Google นั่นเอง ทำให้ลูกค้าเข้าถึงเราได้ง่าย

ช่วยให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก : เว็บไซต์เป็นหนึ่งช่องทางในการที่จะ โปรโมท โฆษณา หรือ แม้กระทั่งจำหน่ายสินค้า ในธุรกิจขนาดเล็ก รวมไปถึงร้านค้าออนไลน์ ที่ไม่ได้มีหน้าร้าน และงบประมาณในการโปรโมท เราก็สามารถใช้ช่องทาง เว็บไซต์ของเราในการโปรโมทแทน พอเว็บไซต์เราเป็นที่รู้จัก คนก็จะรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราไปด้วย

เพิ่ม Traffic ได้จำนวนมาก : Traffic คือ จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ยิ่งเว็บไซต์ของเรา ติดอันดับ SEO ในอันดับต้นๆ(1 -10 ) เวลาคน Search Keyword ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์เรา เว็บไซต์เราก็จะแสดงผลในหน้าแรก ผู้เยี่ยมชมก็จะเห็นเว็บไซต์และ ทำการคลิกเข้ามาเยี่ยมชม ก็จะเพิ่ม Traffic ให้เว็บเราเป็นจำนวนมาก

5 ประโยชน์ของการทำ SEO

การทำ SEO ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของการทำธุรกิจออนไลน์เลยครับ โดยวันนี้เราจะมาดูกันครับว่า SEO นั้นสำคัญอย่างไร และทำไมใครๆ ถึงให้ความสำคัญกับการทำ SEO อย่างมาก

ทำไมต้องทำ SEO

คำว่า SEO เป็นตัวย่อของคำว่า “Search Engine Optimization” ซึ่งประโยชน์ของการทำ SEO ที่ดีก็คือ เว็บไซต์ของผู้ประกอบการจะติดหน้าแรก หรืออยู่ในตำแหน่งที่ดีบน Search Engine เมื่อมีคนค้นหานั่นเอง โดย Search Engine ที่ได้รับความนิยมที่สุดก็คือ Google และยังมีรายอื่นๆ อีกอย่างเช่น Yahoo หรือ Bing เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขาย กระเป๋า บนเว็บไซต์ของคุณ หากคุณทำ SEO ดี เมื่อมีใครค้นหาคำว่า กระเป๋า เว็บไซต์ของคุณก็จะอยู่ในหน้าแรก เพิ่มโอกาสให้มีคนเห็นสินค้าของคุณ และมีโอกาสขายของได้มากขึ้นอีกด้วยครับ

ดังนั้น ลองดูประโยชน์ของการทำ SEO ที่คุณไม่ควรมองข้ามตาม 5 ข้อนี้เลยครับ

1. เว็บไซต์จะได้รับความนิยมมากขึ้น

การทำ SEO เป็นการทำประชาสัมพันธ์อย่างยั้งยืนให้กับเว็บของคุณ ซึ่งระบบจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และตลอด 365 วันไม่มีหยุดพัก

2. เพิ่มฐานลูกค้า

SEO จะช่วยสร้างลูกค้าให้ธุรกิจของคุณได้ เพราะการทำสื่อโฆษณาเพื่อโปรโมทสินค้า และบริการของคุณจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่การทำ SEO จะช่วยให้สินค้า และบริการของคุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่ต้องเสียเงินและทุนในการลงโฆษณา มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่านั่นเอง

3. เพิ่มความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์

การทำ SEO ที่ดี จะทำให้มีคนเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นและสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อเว็บไซต์ของคุณเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว เว็บไซต์ของคุณจะเกิดความน่าเชื่อถือ และมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าของลูกค้าใหม่อีกด้วย

4. เสริมแกร่งให้แบรนด์

เมื่อลูกค้าจดจำเว็บไซต์ของเราได้แล้ว ต่อไปลูกค้าก็จะจดจำแบรนด์ของคุณด้วย ส่งผลให้ในอนาคตเมื่อมีการเลือกซื้อสินค้า แบรนด์ของเราอาจถูกนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกใช้บริการ

5. ราคาประหยัดกว่าโฆษณาอื่นๆ

การซื้อโฆษณาเพื่อประชาสัมพันธ์มักใช้เงินลงทุนเยอะกว่า แต่การทำ SEO หากคุณไม่ได้ทำเอง อาจจะมีค่าใช้จ่ายบ้าง แต่ในระยะยาวการทำ SEO จะมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าแน่นอนครับ

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด และยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากสำหรับการเริ่มต้น

การทำการตลาดผ่าน SEO เหมาะสำหรับ?

การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

ในปัจจุบัน มีผู้ค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หากเว็บไซต์ติดอันดับด้วย Keyword ที่มีผู้ใช้ค้นหาเป็นจำนวนมาก ก็มีโอกาสที่จะมีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากตามไปด้วย อีกทั้งเมื่อมี Keyword ใดติดอันดับ Keyword ที่ใกล้เคียงกันก็จะติดอันดับไปด้วย จึงจะมีผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นจาก Keyword อื่นๆ ที่ไม่ได้เลือกทำ SEO ได้อีกด้วย

 การเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ

การทำ SEO เป็นการทำให้เว็บไซต์ถูกค้นเจอด้วย Keyword ที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง ผู้ที่เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Search Engine ย่อมมีความสนใจใน Keyword นั้นอยู่แล้ว ก็ย่อมมีโอกาสสูงที่จะซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากเว็บไซต์ที่เข้าไปชม นอกจากนั้นแล้ว การที่มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ก็มีโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 การโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและเพิ่มความน่าเชื่อถือ

โดยส่วนใหญ่เวลาที่คนค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine ก็จะเปิดดูเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกหรือหน้าถัดมาในผลการค้นหาเท่านั้น การที่เว็บไซต์ของเราปรากฏอยู่ในหน้าแรกและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอันดับต้นๆ จะทำให้ชื่อของเว็บไซต์ได้เห็นผ่านตาและเป็นที่รู้จัก แม้ว่าจะยังไม่ได้คลิกเข้ามาดูเนื้อหาในเว็บไซต์ก็ตาม

 การลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา

เนื่องจากทำ SEO ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับในหน้าแรก จึงเหมาะสมกับเป็นการทำการตลาดในระยะยาว และเนื่องจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนของ SEO นั้นจะไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณากับ Search Engine โดยตรง จึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้และราคาค่อนข้างถูกกว่าการลงโฆษณากับสื่ออื่นๆ ทั้งนี้หากเลือกทำ SEO ด้วย Keyword ยอดนิยมที่มีคนใช้มากๆ ค่าใช้จ่ายก็อาจสูงตามไปด้วย เพราะมีการแข่งขันที่สูง ดังนั้น เวลาเลือก Keyword จึงควรพิจารณาให้เหมาะสมกับจุดประสงค์ในการทำการตลาดและความคุ้มค่าในการลงทุน

ปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ยืนยันจาก Google ว่ามีผลต่อการจัดอันดับ แต่เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ปรับปรุงเพิ่มเติม

 สัญญาณจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Signals)

ข้อมูลการใช้งานของเว็บไซต์สามารถดูได้จาก Google Analytics ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Users), อัตราตีกลับ (Bounce Rate), รายงานข้อความค้นหาของคีย์เวิร์ด (Queries) และ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Keyword นั้นๆ (CTR) เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้ ด้วยเหตุนี้เองเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO จึงควรติด Google Analytics เพื่อให้ Google เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

 สัญญาณจาก Social Media (Social Media Signals)

จำนวน Likes และ Shares ของลิงค์หน้าเว็บไซต์จาก Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Twitter และ Pinterest มีส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ การสร้างบทความที่มีประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในเว็บไซต์และใช้ Social Media เป็นช่องทางในการกระจายบทความไปยังผู้ใช้เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านบทความในเว็บไซต์ จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ทำอันดับบน Google ได้ดีและติดอันดับเร็วขึ้น

12 เรื่องพื้นฐานคน ทำ SEO ต้องรู้

ในการทำ SEO นั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ในหลายๆเรื่อง หลายคนมองว่าเป็นการยากมากที่จะทำอันดับเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกได้ใน Google บ่อยครั้งคนส่วนใหญ่ มักคิดว่าการทำ SEO ต้องอาศัยดวง หรือ อาศัยโชคช่วย ซึ่งการทำ SEO เองนั้น ก็ไม่มีสอนกันในสถาบันการศึกษาต่างๆ ไม่มีใบปริญญาหรือวุฒิบัตรที่จะบ่งบอก หรือการรับประกันใดๆ หากแต่ความรู้ในด้านการทำ SEO เกิดจากประสบการณ์ เกิดจากความสามารถ เกิดจากการลองผิดลองถูก ของตัวผู้ทำ SEO เอง … แต่ความรู้อะไรบ้าง ที่จำเป็นต้องรู้ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง SEO สำหรับในปัจจุบัน

วันนี้ผมจะขอแนะนำเรื่องของความรู้พื้นฐาน ที่ผมคิดว่าคนต้องการ ทำ SEO หรือผู้ รับทำ SEO ควรจะต้องรู้

12 เรื่องพื้นฐานที่คน ทำ SEO จำเป็นต้องเรียนรู้

1. On-Page SEO

สิ่งนี้เป็นพื้นฐานที่สุด ที่จำเป็นต้องรู้ สำหรับการทำ SEO

• เนื้อหาในเพจ (Page Content)
• ชื่อของเพจ (Title Tag)
• ลิงค์ URLs
• H1 H2

การปรับแต่ง On-Page SEO ถือเป็นความรู้พื้นฐานของผู้ที่ต้องการทำ SEO เราจำเป็นต้องมีความเข้าใจในส่วนนี้

2. Links

ในการทำ SEO คุณจำเป็นต้องเข้าใจ เกี่ยวกับ Links ต่างๆ ในเว็บไซต์ เพราะ Link เปรียบเสมือนประตู ที่จะเชื่อมต่อ ทั้งในส่วนของภายในตัวเว็บเองและจากภายนอกมาสู่เว็บ คุณต้องเข้าใจอะไรคือ ลิงค์คุณภาพ อะไรคือ สแปมลิงค์

3. Keyword Research

การวิเคราะห์ Keyword เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็น คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ สำหรับวิเคราะห์ Keyword แต่คุณต้องรู้พื้นฐานในการใช้มัน คุณจำเป็นต้องรู้ว่า

• Keyword อะไรดีที่สุดสำหรับเว็บไซต์ของคุณ
• Keyword อะไรที่คน ส่วนใหญ่มักจะนิยมใช้ในการค้นหาที่ตรงกับข้อมูลในเว็บของคุณ

4. Linking

การวางลิงค์ หรือ การสร้างลิงค์ เพื่อเชื่อมโยงระหว่างเว็บ และภายในเว็บ เป็นแทคติกสำคัญในการทำ SEO มาตั้งแต่อดีต แต่ในปัจจุบัน จากการพัฒนาของ Google ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในเรื่องของการสร้างลิงค์ ซึ่งแน่นอนว่า มันยังคงมีความสำคัญอยู่ เพราะการสร้างลิงค์เป็นเสมือนการสร้างประตูทางเข้า ซึ่งมันจะส่งผลดีอย่างมากต่อการทำ SEO แต่ในขณะเดียวกัน ก็อาจจะส่งผลเสีย จนเกิดโทษได้ หากคุณไม่รู้จักสร้างลิงค์และวางลิงค์ ในที่ๆควรวาง หรือ การสร้างลิงค์ที่เป็นธรรมชาติ (Natural Link Building)

5. Local SEO

สำหรับกลุ่มธุรกิจ การทำ Local SEO เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะเป็นการโฟกัสตามสถานที่ ซึ่งจะทำให้ผลของการค้นหา แตกต่างออกไป เช่นมีการแสดงแผนที่ เป็นต้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Smartphone) ซึ่งมีประโยชน์มากต่อการทำ SEO สำหรับธุรกิจหรือแบรนด์ต่างๆ คุณควรจะเรียนรู้เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็น Google Places for Business , Google+ Local

6. Mobile SEO

ปัจจุบันการใช้งานมือถือเพิ่มมากขึ้นจนแซงหน้า Desktop ไปแล้ว แม้ในความเป็นจริง การค้นหาในข้อมูลบน Smartphone และ Desktop จะเป็น Index เดียวกัน แต่ การทำ SEO สำหรับมือถือ ก็เป็นสิ่งที่อย่างน้อยก็ควรจะเรียนรู้ทำความเข้าใจไว้ เช่นเรื่องของ Responsive Design , Mobile URLs , Redirect Mapping เ ป็นต้น เพื่อให้มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานบนมือถือ (User Friendly)

7. PPC / Adwords

การทำ SEO (Organic Search) และการทำ Adwords (Paid Search) เป็นส่วนหนึ่งของ SEM (Search Engine Marketing) นั่นคือ การทำให้เว็บติดอันดับหน้าแรกๆใน Google แม้ว่าเราจะทำ SEO เพราะไม่ต้องการเสียเงินลงโฆษณากับ Adwords แต่อย่างน้อยคุณควรจะทำความรู้จักกับมัน อาจจะไม่ต้องไปเข้าใจว่าการปรับ Campaigns โฆษณาทำอย่างไร แต่ต้องรู้ว่าในหน้าแรกๆของ Google จะแสดงเว็บไซต์ที่ลงโฆษณาอยู่ด้วย หรืออีกอย่างคือ Google Keyword Planner ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยวิเคราะห์ Keyword  ที่เป็นส่วนหนึ่งของ Google Adwords แต่เปิดให้ใช้ได้ฟรี โดยเครื่องมือนี้คุณควรจะเรียนรู้และฝึกใช้งานมันให้ได้อย่างคล่องแคล่ว

8. Conversion Optimization

การทำ SEO จุดประสงค์เพื่อให้เกิด Traffic (จำนวนคน) เข้ามาที่เว็บ 
การทำ CRO จุดประสงค์เพื่อเปลี่ยน Traffic ให้กลายเป็นลูกค้าซื้อสินค้า (หรือทำธุรกรรมกับเรา)

ดังนั้น SEO และ CRO (Conversion Rate Optimization) จึงเป็นปัจจัยที่เมื่อผสมผสานกันแล้วจะทำให้เกิดความสำเร็จที่แท้จริง  ในฐานะคนทำ SEO จึงควรจะศึกษาและทำความเข้าใจในพื้นฐานของการสร้าง Conversion เอาไว้ด้วย เช่น Landing Pages , A/B Testing , Call to Action เป็นต้น

9. Algorithms

อัลกอริทึม คือชุดคำสั่งที่จะบอกว่า ผลของการจัดอันดับเป็นอย่างไรใน SERPs (Search Engine Result Pages) สำหรับ Google จะมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดท  Algorithm ของตัวเองอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นการทำความรู้จักและ ติดตามข้อมูลข่าวสารการอัพเดทของ Google Algorithms จะช่วยทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำ SEO ของเราได้ (อะไรที่เราควรทำ อะไรที่เราไม่ควรทำ ก็อาศัยการเข้าใจในส่วนนี้) เราไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้หรือเข้าใจมันทั้งหมด เอาเฉพาะตัวสำคัญๆก็พอ

10. Marketing

ผมเองไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักการตลาด และไม่เคยเรียนหรือศึกษาจบมาทางด้านนี้มาก่อน แต่มาวันหนึ่ง หลังจากที่ผมตอบเมล์ลูกค้า โดยเสนอแนะบอกแนวทางที่จะช่วยทำ SEO ให้กับเว็บของเขา ลูกค้าได้ตอบเมล์ ถามกลับมาว่า

… คุณจบการตลาดมาหรอ ? …

คุณอาจจะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนักการตลาด แต่ขอให้รู้ไว้ว่า การทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการตลาด !! เพราะการกระทำที่เกี่ยวกับการโปรโมทเพื่อขายสินค้าหรือบริการ นั่นนับว่าเป็นการตลาด และ SEO ก็คือวิธีการโปรโมทช่องทางหนึ่ง  .. หากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในการทำ SEO การทำความเข้าใจพื้นฐานของการตลาด (ไม่ว่าจะเป็นการตลาดออนไลน์ หรือ วิชาการตลาดขั้นสูง) เป็นสิ่งจำเป็น ที่จะช่วยยกระดับให้กับตัวคุณได้

11. Content Marketing

เมื่อกล่าวถึงการตลาด ขอเจาะลึงลงไปอีกหน่อย นั่นคือ “การทำตลาดโดยใช้เนื้อหา” หรือ Content Marketing ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถือเป็นปัจจัยชี้วัดที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ บนโลกของ Online Marketing … ในส่วนของธุรกิจจำเป็นที่จะต้อง สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ (High Quality Content) เพื่อเป็นการทำให้ผู้คนจดจำเราได้ โดยเนื้อหา อาจจะอยู่ในรูปแบบของ วีดีโอ บทความ รูปภาพ Infographics Slideshare ต่างๆ

ในฐานะของคนทำ SEO เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้จักกับ Content Marketing เพราะในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงของ Google ที่มุ่งเน้นไปจัดอันดับกับเว็บไซต์หรือลิงค์ ที่มีเนื้อหาคุณภาพ ลิงค์ที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ ลิงค์ที่มีคนเข้าดูเยอะๆ ดังนั้นการใช้กลยุทธ์ Content Marketing Strategy จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะช่วยให้การทำ SEO ในยุคนี้ ประสบกับความสำเร็จได้

12. Social Media

การใช้งาน Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Twitter , Google+ , Youtube ฯลฯ เป็นพื้นฐานสำคัญที่คนทำ SEO ควรรู้ เพราะ การใช้ Social Media เป็นช่องทางสำคัญในการโปรโมทเว็บ โปรโมทลิงค์ เพื่อเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บของเรา ในปัจจุบันนี้ Social Media มีอิทธิพลมากขึ้นทุกวัน ดังนั้น

การเรียนรู้การทำ Social Media Optimization (SMO) 
ควบคู่ไปกับ การทำ Search Engine Optimization (SEO) 
เปรียบเสมือนกับการที่คุณได้ใส่รองเท้า (ข้างหนึ่ง SEO อีกข้างหนึ่ง SMO) 
ที่จะช่วยให้คุณพร้อมออกวิ่งไปบนโลกของ Online Marketing ในยุคปัจจุบัน