previous arrow
next arrow
Slider

SEO กับ SEM ต่างกันยังไง ควรทำแบบไหนมากกว่า?

ในการทำธุรกิจออนไลน์ เว็บไซต์ ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถือเป็นช่องทางหลักในการสร้างยอดขาย การติดอันดับแรกๆ ในหน้าการค้นหาบน Search Engine อย่าง Google จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของธุรกิจควรให้ความใส่ใจโดยต้องวางแผน Keyword เพื่อนำใช้สำหรับทำ SEO และ SEM

หลายคนที่ได้ยินคงนึกสงสัยว่า SEO และ SEM นั้นคืออะไร ต่างกันยังไง แล้วเราควรเลือกทำแบบไหนเพื่อที่เว็บไซต์ของเราจะติดอันดับแรกๆ ในหน้าการค้นหา

วันนี้ DIGITORY จะมาอธิบายความหมายของ SEO และ SEM เพื่อให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์ได้ทำความเข้าใจ และพร้อมที่จะบุกตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ่น เรามาดูความหมายของแต่ละตัวกันเลยดีกว่า

SEO (Search Engine Optimization)  

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง การทำการตลาดออนไลน์เพื่อจะทำให้เว็บไซต์ บล็อก หรือแฟนเพจ ธุรกิจของเรา ติดอันดับหน้าแรกของ Google เมื่อมีการค้นหาด้วย Keyword ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา หรือเรียกอีกอย่างว่าการทำ Search แบบ Organic

ซึ่งขั้นตอนการทำ SEO นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบต่าง ๆ ตั้งแต่การกำหนด Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของเรา เพื่อนำมาเขียนคอนเทนต์หรือบล็อก รวมถึงลิงก์ภายในเว็บไซต์ และการทำ Backlink หรือการฝากลิงก์เว็บไซต์ของเราไว้บนเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรกได้แบบ Organic

  • ข้อดีของการทำ SEO คือ สร้างความน่าเชื่อถือได้ดี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณา ยกเว้นแต่ว่าเราจะไปจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือ Influencer ในการทำคอนเทนต์ผลิตเนื้อหาให้กับเว็บไซต์ของเรา สามารถหาลูกค้าใหม่ได้ตรงกับเป้าหมายมากขึ้น
  • ข้อด้อยของ SEO คือ เป็นการสร้างผลการค้นหาที่ต้องอาศัยทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจในระยะยาว ซึ่งไม่สามารถกำหนดได้ว่าเว็บไซต์จะติดอันแรกบนหน้าค้นหาภายในระยะเวลาเท่าไร และหากเราทำ backlink กับเว็บไซต์ที่คุณภาพไม่ดี ก็มีโอกาสที่อันดับของเว็บไซต์เราจะตกได้

SEM (Search Engine Marketing)

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing หมายถึง การทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเตอร์เน็ต โดยการซื้อโฆษณาเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกบนหน้าการค้นหาเมื่อมีการค้นหา Keyword ตามที่ได้กำหนดไว้ สามารถสังเกตได้จากคำว่า AD ที่ปรากฏอยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ของเรา โดยเราจะเสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกเข้ามาที่โฆษณาของเรา

ซึ่งขั้นตอนการทำ SEM ถือเป็นการทำการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ และสามารถวัดผลได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ทำ รวมถึงสามารถนำไปวิเคราะห์การทำการตลาดต่อได้

  • ข้อดีของการทำ SEM คือ ใช้ระยะเวลาที่สั้นในการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับแรกในหน้าแสดงการค้นหา เห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจน ลูกค้าสามารถเห็นเว็บไซต์ของเราได้ในสามอันดับแรก
  • ข้อด้อยของการทำ SEM คือ มีค่าใช้จ่ายในการทำโฆษณาค่อนข้างสูง รวมถึงมีการแข่งขันสูงใน Keyword ที่เป็นที่นิยม ทำให้ราคาไม่แน่นอน

อย่างไรก็ตาม แม้ SEO และ SEM จะมีความแตกต่างในเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลาในการสร้างแคมเปญ แต่เป้าหมายที่เหมือนกันของทั้งสองสิ่งก็คือ การพยายามทำให้เว็บไซต์ของเรามาปรากฏในหน้าแรกของผลลัพธ์การค้นหา โดยต้องอาศัยการวางแผนการทำคอนเทนต์ที่มี Keyword ที่เรากำหนดไว้

ดังนั้น ไม่ว่าจะเลือกทำ SEO หรือ SEM จึงไม่ควรมองข้ามเรื่องของเนื้อหาบนเว็บไซต์ที่ต้องสอดคล้องกับหัวข้อและ Keyword ที่กำหนดไว้ เพราะหากเนื้อหาด้านในไม่เกี่ยวข้องเลยและไม่ตรงกับความต้องการของผู้คลิกเข้ามาชมเว็บไซต์ ก็จะส่งผลให้คุณภาพของเว็บไซต์แย่ลง และการแสดงอันดับก็อาจอยู่ต่ำลงด้วย รวมถึงปริมาณของ Keyword ที่เหมาะสม โดยควรใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไปหรือน้อยจนเกินไป เพราะการใส่ Keyword มากเกินไป อาจทำให้อัลกอริทึมของ Google มองว่าเว็บไซต์ของเราเป็นสแปม และการใส่ Keyword น้อยจนเกินไประบบอัลกอริทึมของ Google ก็ไม่สามารถหาเจอหน้าเว็บไซต์ของเราได้

การแสดงผลของการทำ SEO และ SEM

มาถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า สรุปแล้วธุรกิจของเราควรใช้วิธีไหนในการทำการตลาดออนไลน์

คำแนะนำจาก DIGITORY คือ ควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป เนื่องจากการทำ SEO ใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะไต่อันดับขึ้นมาแสดงผลในหน้าแรก ซึ่งในระหว่างนั้นก็สามารถทำ SEM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแสดงผล ทำให้ลูกค้าเห็นเว็บไซต์ของเรามากขึ้น

ดังนั้น ก่อนจะทำ SEO และ SEM มาเตรียมความพร้อมของเว็บไซต์ด้วยการ

  • ออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายและรองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟนเพื่อลด Bounce rate และคุณภาพที่ดีของเว็บไซต์
  • วางแผนกำหนด Keyword ที่กลุ่มเป้าหมายใช้และเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ
  • เขียนเนื้อหาลงบนเว็บไซต์ที่มีประโยชน์และตอบโจทย์
  • ทำ On-page ปรับแต่งเนื้อหาภายในเว็บไซต์ให้มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword
  • เสริมพลังด้วย Off-page สร้าง Backlink เข้าสู่เว็บไซต์ ด้วยการนำลิงก์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ไปฝากไว้บนเว็บไซต์คุณภาพดี หรือโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
  • ดูแล ปรับปรุงเว็บไซตือยู่ตลอดเวลา

หลังจากนี้ คุณก็สามารถทำเว็บไซต์ของตัวเองให้ติดอันดับแรกในหน้าการแสดงผลได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าหากยังไม่แน่ใจว่าควรจะวางแผนทำ SEO และ SEM อย่างไรก็สามารถมาเรียนที่ DIGITORY ได้เลยค่ะ

SEO กับ SEM ต่างกันยังไง ควรทำแบบไหนมากกว่า?

เกี่ยวกับ SEO SEO

10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Search Engine Optimization

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

เมื่อคุณต้องการใช้ SEO ในการทำธุรกิจ ก่อนอื่นเลยเรามี 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้มาบอกค่ะ เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจใน SEO และการทำ SEO มากขึ้นนั่นเอง

SEO หรือชื่อเต็มคือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการทางการตลาดดิจิทัล โดยการปรับแต่งเว็บไซต์ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเนื้อหาและการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงก์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อทำให้เว็บไซต์แบรนด์ สินค้า บริการ หรือธุรกิจของคุณขึ้นหน้าแรกใน Google เมื่อมีการค้นหาด้วยคำ Keyword ที่กำหนดเอาไว้โดยไม่ได้ซื้อโฆษณา (Google Ads) ซึ่งการทำ SEO นั้นก็มีทั้งสายดำและสายขาว โดย SEO สายดำ ก็คือการโกง ขั้นตอนก็ไม่ยาก เช่น การซื้อ link, การทำ spam keyword, การทำเขียน script ไปแปะไว้ที่เว็บอื่นให้ redirect มายังเว็บของเรา เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนผิดกฎและเป็นข้อห้ามในการทำ SEO ส่วน SEO สายขาว นั้นก็คือการทำ SEO ที่ถูกต้องตรงตามหลักของเว็บ Search Engine นั่นเองค่ะ

สิ่งที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้!

ความเข้าใจผิด, SEO, ต้องรู้, Search Engine Optimization, Backlink, Keyword, รับทำ SEO, ธุรกิจ, Search Engine

ในปัจจุบัน SEO ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อเว็บไซต์เป็นอย่างมาก เรียกได้ว่าแทบจะทุกธุรกิจล้วนหันมาใช้ SEO ในการทำการตลาดออนไลน์ด้วยกันทั้งนั้น และนี่คือ 10 ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO ที่คุณต้องรู้! เพราะมันจะช่วยให้คุณเข้าใจใน SEO และการทำ SEO มากขึ้น

1. ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlink

Backlink จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlink แบบธรรมชาติ แต่ถ้าคุณทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ Backlink มา ไม่ว่าจะเป็นสแปม หรือโพสต์ในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง จะทำให้วงการ SEO ถูกตำหนิจากผู้ใช้งานเว็บไซต์ได้

2. เว็บที่ติดอันดับบน Google คือเว็บที่มีคุณภาพดีที่สุด

เว็บที่ติดอันดับบน Google ความจริงแล้วอาจมาจากการจ้างทำ มีเงิน มีเครือข่าย ทำให้เว็บไซต์ที่ธรรมดาหรือไม่มีคุณภาพนั้นสามารถขึ้นมาอยู่หน้าแรกบน Google ได้เช่นกัน ซึ่งนี่ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย Search Engine อยู่ตลอดมาว่าจะทำอย่างไรจึงจะกรองเอาเนื้อหาที่ผู้ใช้งานต้องการจริงๆ มาอยู่บนหน้าแรก Google

3. เว็บไซต์ที่ดีจะทำให้ติดอันดับเอง

ในความเป็นจริงแล้ว คุณจำเป็นจะต้องปรับเว็บไซต์ควบคู่ไปกับการทำ SEO ซึ่งการทำ SEO ให้ได้ผลดีก็ต้องเป็นเว็บที่มีพื้นฐานที่ดีเช่นกัน อีกทั้งการบอกกล่าวกันแบบปากต่อปากอาจประสบความสำเร็จได้ยากในยุคปัจจุบันนี้ จึงจำเป็นต้องอาศัย SEO ดังนั้น SEO จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกค้นเจอโดยผู้ใช้งานต่างๆ

4. การทำ SEO ต้องห้ามหยุด เพราะอาจทำให้อันดับร่วงได้

แต่การทำ SEO ที่เยอะและบ่อยจนเกินไป จะทำให้ SEO นั้นกลายเป็น Over Optimizing และเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง ถ้าหากคุณไม่รู้จักการประมาณเวลา Timing ว่า Search Engine มี Time Cycle ในการเข้าถึงเว็บถี่เพียงใด การปรับปรุงอัปเดตบ่อยแค่ไหน ดังนั้น การทำ SEO ที่ดีควรรู้จังหวะและเวลาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

5. การทำ SEO นั้นมีสูตรที่ตายตัว

เหล่านัก SEO จะรู้ดีว่าแม้ปรับ SEO ให้เหมือนกัน 100% ก็ไม่ได้แปลว่าเว็บไซต์นั้นๆ จะติดอันดับใกล้เคียงกัน เพราะการติดอันดับได้ต้องขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานกดเข้าไปดูด้วย เพราะ Google นั้นจะเก็บการเข้าใช้งานจาก Users ทุกคนนั่นเอง

6. เชื่อและทำตามระบบคนอื่นที่บอกว่าดี

อย่าเชื่อผู้อื่นมากจนเกินไปในการทำ SEO เพราะการทำ SEO นั้นต้องอาศัยเทคนิค ความถนัดเฉพาะ และในทุกครั้งการทำ SEO อาจไม่ได้ผลหากทำซ้ำแบบเดิม แต่อาจต้องอาศัยปัจจัยต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไป

7. SEO ยากและต้องจ้างทำ

จริงๆ แล้วเพียงแค่คุณหาบทความ ศึกษาข้อมูล หาความรู้ ก็สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO ได้เกือบ 80% เพราะตำราอ้างอิงนั้นล้วนมาจากที่เดียวกันทั้งนั้น แต่ความแตกต่างจะขึ้นอยู่กับเทคนิค การลงมือทำ และประสบการณ์

8. การทำ SEO ที่ดีต้องมีเงินเท่านั้น

หลักการที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย แค่ทำให้ถูกจุด ปรับแต่งให้ถูกต้อง ก็สามารถทำ SEO ให้เห็นผลได้

9. SEO ง่ายๆ ใครก็ทำได้

แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ทั้งนี้ต้องอาศัยเทคนิคและประสบการณ์ โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรงที่หักโหมมากเกินจนไป มักจะได้รับผลตอบรับที่เจ็บปวด ซึ่งสิ่งที่มือใหม่ต้องทำก็คือ เรียนรู้เพื่อหาจุดบกพร่องและลงมือแก้ไขเพื่อเป็นการฝึกให้ตนเองมีความเชี่ยวชาญทางด้าน SEO เพิ่มขึ้น

10. นัก SEO มักจะเป็นผู้ร่ำรวย

ถ้าคุณร่ำรวยจากการทำ SEO ได้ จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะปรับแต่ง SEO เพื่อหาความร่ำรวยจากเว็บไซต์ของตัวเอง ความรู้ในการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์ ซึ่งผลลัพธ์อาจช่วยให้รวยได้ แต่ก็มีหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่การทำ SEO อย่างเดียวเท่านั้น

แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาในการศึกษาข้อมูล หาความรู้ และทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO แล้วล่ะก็ มาใช้บริการกับเราสิคะ เนื่องจาก Advanced iService เราเป็นบริษัทที่ให้บริการรับทำ SEO มืออาชีพ ซึ่งได้รวบรวมทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณได้รับการจัดลำดับในอันดับที่ดีขึ้น ช่วยให้ธุรกิจของคุณมีช่องทางในการทำให้คนทั่วไปรู้จัก และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการได้มากขึ้น รวมถึงสร้างผลกำไรให้กับธุรกิจของคุณ โดยการคลิกที่ลิงก์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของคุณ

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing ให้ทรงพลัง! ระดับมืออาชีพ

Content Marketing คืออะไร ?

Content Marketing (คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง) เป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งที่อยู่กับเรามานานตั้งแต่อดีต ผ่านการเสพข้อมูลต่าง ๆ ที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว เช่น บทความบนนิตยาสาร โฆษณาทางทีวี หรือแม้กระทั่งใบปลิวตามท้องถนน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Content Marketing ทั้งสิ้น ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า Content Marketing คือกระบวนการทำการตลาดด้วยการสร้างเนื้อหาและเผยแพร่ และในยุคสมัยดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับผู้คน ทำให้ Content Marketing ปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนของโลก ทำให้เรารู้จัก Content Marketing ในบทบาทของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

เมื่อเราอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง Content Marketing ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อสื่อโฆษณาราคาแพงเหมือนสมัยก่อน เพียงแค่คุณเผยแพร่คอนเทนต์บนช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง ผู้เสพคอนเทนต์ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมบนพื้นที่สื่อของคุณได้เลย โดยที่ผู้เสพคอนเทนต์สามารถเลือกคอนเทนต์ที่ต้องการรับชมได้ด้วยตัวเอง และสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ทุกเวลา ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

จากการสำรวจโดย Content Marketing Institute พบว่าแบรนด์ต่าง ๆ มีแนวโน้มการใช้ Content Marketing ในแผนการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้นกว่า 90% ทำให้ปัจจุบัน Content Marketing ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดในยุคดิจิทัล หลายแบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด และสร้างคอนเทต์ให้มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

หากคุณเป็นคนที่กำลังเริ่มทำ Content Marketing และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร? ต้องทำอะไรบ้าง? วันนี้เรามี 5 ขั้นตอนสำหรับการทำ Content Marketing มาฝาก รับรองได้ว่าคุณจะเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างแน่นอน

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing

1. กำหนด Objective ให้กับคอนเทนต์

ขั้นตอนแรกคือการกำหนด Objective หรือจุดประสงค์ของคอนเทนต์ว่าจะทำไปเพื่ออะไร? คาดหวังผลลัพธ์อะไร? เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำงานและเป็นแนวทางที่จะพาคอนเทนต์ให้บรรลุจุดประสงค์ สำหรับ Objective ในด้านการทำ Content Marketing จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก ได้แก่

1.1 Awareness เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนต่าง ๆ
1.2 Evaluation เพื่อสร้างความต้องการให้กับสินค้า หรือตระหนักเกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น
1.3 Conversion เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า หรือต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

2. เลือกกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์

ขั้นตอนก็ต่อคือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้รับสารจากคอนเทนต์ของคุณ การระบุกลุ่มเป้าหมายนั้นควรระบุให้ละเอียดชัดเจน เช่น เพศ, อายุ, การศึกษา, รายได้, ครอบคลุมไปจนถึงไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะการทำ Content Marketing ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารในสิ่งที่คุณต้องการ แต่เป็นการสื่อสารสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายมองหาและต้องการด้วยเช่นกัน

3. สร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย

การทำ Content Marketing ให้สำเร็จ คอนเทนต์ของคุณจะต้องสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เสพคอนเทนต์ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหากคอนเทนต์ของคุณมีประโยชน์และสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้ ก็จะช่วยทำให้คอนเทนต์บรรลุ Objective ได้มากยิ่งขึ้น วิธีทำคอนเทนต์สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ได้ดังนี้

1.1 หาไอเดียร่วมกับทีม เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจ
1.2 กำหนด Key Message ที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย
1.3 สร้าง Call-to-action เพื่อกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้กระทำบางอย่าง เพื่อบรรลุ Objective

4. เลือกใช้ช่องทางโปรโมทให้เหมาะสมกับคอนเทนต์

หากคุณมีคอนเทนต์แต่ขาดการแนะนำหรือโปรโมทให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ก็อาจจะบรรลุจุดประสงค์ได้ยากสักหน่อย คุณจึงต้องเลือกช่องทางการเผยแพร่ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมาย โดยช่องทางการเผยแพร่จะแบ่งเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่

1.1 Owned Media ช่องทางของคุณเอง เช่น Facebook, Instagram, YouTube หรือ Website
1.2 Earned Media ช่องทางที่บุคคลอื่นกล่าวถึงคุณ เช่น การรีวิว หรือการใช้ Influencer
1.3 Paid Media ช่องทางการโปรโมทแบบเสียเงิน เช่น Facebook Ads หรือ Google Ads

5. วัดผลคอนเทนต์เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

หลังจากเผยแพร่คอนเทนต์ออกไปแล้ว สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำก็คือการติดตามวัดผลคอนเทนต์ เพื่อที่จะสามารถประเมินได้ว่าคอนเทนต์ที่คุณทำไปนั้นบรรลุ Objective ที่กำหนดไว้หรือไม่? ตัวอย่างการวัดผลคอนเทนต์ เช่น Like, Comment, Share, Website Traffic จากนั้นให้นำผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดผลคอนเทนต์มาวิเคราะห์และพัฒนาการทำคอนเทนต์ต่อไปได้ เช่น หากกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์คุณเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และมีฟีดแบคในทางที่ดีก็อาจจะใช้คอนเทนต์ลักษณะนี้เป็นแนวทางต่อไป หรือหากมีฟีดแบคไม่ดีเราก็อาจจะต้องคิดหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

4 ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

Content Marketing Framework

การทำ Content Marketing ในยุคนี้ที่ใคร ๆ ก็สามารถผลิต Content กันได้ เพียงคุณมีมือถือสมาร์ทโฟน เอาไว้ถ่ายรูปและโพสต์ หรือมีสกิลแต่งภาพเบื้องต้น คุณก็สามารถทำ Content เจ๋งๆได้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงคือ การแข่งขันของ การทำ Content Marketing นั้นสูงมาก ยังไม่รวมกับ Facebook ที่ปรับฟีดให้คนเห็นโพสต์ของเพจน้อยลง หรือทำ Content เจ๋งๆมาแล้ว ได้แต่ยอดไลค์ยอดแชร์ แต่ยอดขายไม่พุ่งเลยจะทำยังไงดี ? วันนี้ SocialEnable จะพาไปดูขั้นตอนการทำ Content พร้อมยกตัวอย่างการทำ Content Marketing แบบเข้าใจง่าย ๆ กันนะครับ 🙂

Content Marketing คืออะไร? 

Content Marketing คือ การทำการตลาด ผ่านการสร้าง Content ที่มี ” คุณค่า (Value) ” หรือที่เราเรียกว่าเป็น Quality Content สามารถให้คุณค่ากับผู้อ่าน หรือสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตของผู้อ่านได้

ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

Understand Content Marketing Framework
  1. Set Objective

อีกแล้วหรอ!! แน่นอนครับ อย่างแรกคือ การวางเป้าหมาย(Objective) ลองถามตัวเองดูนะครับว่าการที่เราจะทำ Content สักชิ้นหนึ่ง ทำไปเพื่ออะไรและลูกค้าได้อะไร การมีเป้าหมายนั้นเหมือนมีกรอบไว้ไม่ให้เราออกนอกลู่นอกทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ราบรื่นที่สุดลองดูตัวอย่างนี้นะครับ

Set Objective for Content marketing

Brand Awareness – ทำให้ Brand หรือ Product เป็นที่รู้จัก หรือให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับ Product เรา ตัวอย่างเช่น
Thought leadership – สร้างความแตกต่างและความเป็นผู้นำเทรนด์ด้านที่ถนัดและเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นว่าเราไม่ได้ตามใคร หรือเป็นข้อมความรู้ชุดใหม่ที่ผู้บริโภคไม่เคยเจอ
Lead Generation – เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จากคนที่สนใจให้กลายมาเป็นลูกค้าเรา เช่น เปรียบเทียบแบรนด์ AและB, Review จากผู้ใช้งานจริง
Sales – เพิ่มยอดขายจากการทำ Content เช่น รวมราคาโปรโมชั่นในเดือนมีนา ที่คุณจับต้องได้, 5 เหตุผลที่คุณต้องซื้อ

2.Understand Customer Needs

กำหนดเป้าหมายเพียงข้อมูลทั่วไป ตัวอย่างเช่น ข้อมูลทั่วไปคือ ข้อมูลพื้นฐานอย่าง อายุ,เพศ,ที่อยู่,การศึกษา,ความสนใจ แล้ว อย่าลืมแต่มองให้ลึกถึงภายใน ข้อมูล Insight คือ สิ่งที่ผู้บริโภครู้สึกภายในเช่น ชอบดูละครบุพเพสันนิวาส แต่ชอบดูแบบย้อนหลัง เพราะในช่วงเวลาที่ออกอากาศยังไม่ถึงบ้าน

How to crate Persona Profile

Customer Persona : คือการสร้างลูกค้าในอุดมคติ เพื่อทำให้เห็นชัดเจนว่าลูกค้าว่าเป็นใคร ทำงานอะไร อยู่ที่ไหน ชอบไม่ชอบอะไร พฤติกรรมเป็นอย่างไร สิ่งที่เขากังวลคืออะไร รวมถึงเราสามารถเข้าถึงเขาได้ทางไหนบ้าง การสร้างลูกค้าในอุดมคติ ช่วยให้เราสามารถวางแผนกลุยทธ์ได้ง่ายขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น

Understand Customer Journey

Customer Journey คือ การเดินทางของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง โดยตัวอย่างด้านบน บอกถึงแต่ละขั้นตอนที่ผู้บริโภคจะมาซื้อสินค้านั้นเราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร(Touch Point) โดยสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนตามภาพ

Awareness – ใช้ Content ที่ลูกค้าไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบว่าก่อนเกี่ยวกับ Brand หรือ Product ของเรา
Consideration – ใช้ Content เชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่ง, ข้อดีข้อเสียของสินค้า, รีวิวจากผู้ใช้งานจริง หรือทดลองใช้งาน
Purchase – ใช้ Content เกี่ยวกับ วิธีจ่ายเงินที่ง่ายที่สุด, ร้านค้าที่ใกล้ลูกค้า หรือโปรโมชั่น
Retention –  ใช้ Content ที่มอบข้อมูลหรือโปรโมชั่นให้กับคนที่เป็นลูกค้าเท่านั้น
Advocacy – ใช้ Content กระตุ้นการแชร์ ชวนให้คนมารีวิว Product เรา แล้วได้แต้ม เป็นต้น

เราควรจะทำ Content เพื่อตอบสนองในทุกขั้นตอนของ Customer Journey

3.Content Strategy

เมื่อเรารู้ว่าเป้าหมายคือใครแล้ว ถึงเวลาวางแผนทำ Content เพื่อให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค แบรนด์ส่วนใหญ่อยากขายสินค้า หรืออยากพูด (Brand Talk) จนลืมนึกถึงผู้บริโภคว่าอยากฟังรึเปล่า ช่วยอะไรเขาได้(Audience Interests) หากผู้บริโภคไม่สนใจก็จบตั้งแต่สไลด์มาเจอโพสต์ของเรา ดังนั้นมาดูรูปตัวอย่างกันว่าเราจะหา Value Content ที่มีคุณค่าแก่ผู้บริโภคได้อย่างไร

Creating Content Strategy

Brand Talk คือ สิ่งที่แบรนด์อยากจะพูด อยากจะเล่า ว่าแบรนด์เราทำอะไรบ้าง สินค้าเรามันดียังไง มันใช้งานยังไง (หัวใจสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้คนมาสนใจเรื่องที่เราเล่า)
Audience Interests คือ สิ่งที่ลูกค้าอยากฟังหรือสนใจ เพื่อนำไปแก้ปัญหาในชีวิตเขาได้ แต่ส่วนนี้แบรนด์จะรู้ข้อมูลได้อย่างไร ว่าเป้าหมายของเราสนใจเรื่องอะไร แบรนด์อาจต้องติดตามเทรนด์ของกลุ่มหมายเหล่านั้น หรืออาจใช้เครื่องมืออย่าง Social Listening Tools ในการหาข้อมูลว่ามีคนพูดถึงแบรนด์เราอย่างไรบนโลก Social เครื่องมืออย่าง Social Listening สามารถใช้ได้หลายแง่มุม
Value Content : ตรงกลางระหว่างสิ่งที่แบรนด์ต้องการต้องบอก และผู้บริโภคสนใจอยากฟังด้วย ถือว่าเป็น Content ที่มีคุณค่า เราต้องหาให้เจอ และ ทำมันอย่างต่อเนื่อง

Content Formats : จากตัวอย่างด้านบน เราสามารถเลือกรูปแบบ Content ที่เราจะนำเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแบบรูปภาพ บทความ [short-long form] หรือวีดีโอ ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ อย่างผู้บริโภคบางคนชอบอ่านบทความ ในการทำความเข้าใจมากขึ้น แต่บางคนไม่ชอบอ่านตัวหนังสือเยอะๆ เราจึงต้องเลือกรูปแบบในการจะสื่อออกไปให้เหมาะสม

Creating Content Distribution Channels

Content Distribution Channels : เลือกสื่อหรือแพลตฟอร์มที่จะสามารถกระจาย Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้าผู้หญิง อาจเลือก Content ลงใน Instragram หรือธุรกิจอย่าง B2B อาจจะเน้นไปที่การทำเว็บไซต์ของตัวเอง ผสมกับการทำ SEOและSEM เพื่อถูกค้นหาเจอได้ง่ายบน Google เป็นต้น

4.Measurement

Measurement&KPIs

เมื่อทำ Content ไปแล้วสิ่งสำคัญคือดูกระแสตอบรับ หาวิธีการวัดผล Content ที่เราทำว่าสามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่เราวางไว้แต่แรกได้หรือไม่ หากเป้าหมายคือ Brand Awareness  เราสามารถยึดเกณฑ์ในการวัดผลคือ เข้าถึงคนได้กี่คน(Reach) แล้วมีคนดูกี่คน(Views) Engagement รวมเท่าไหร่(ในวิชา Facebook คือ Reaction ,Comments, Shares) คนดูวิดีโอดูจบกี่เปอร์เซ็นต์ บางครั้งต้องเจาะลึกดูถึง Sentiment ว่าแต่ละ Comment หรือคนที่ Share มีคนพูดถึงแบรนด์เราในด้านดีไม่ดีอย่างไร  จะเห็นว่าเกณฑ์การวัดผลอาจไม่ตายตัวนัก แต่จะต้องสะท้อนหรือวัดผลเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ เพื่อนำผลที่ไปปรับปรุงหรือแก้ไขให้ Content ดีขึ้น โดยใช้เครื่องมือวัดผล Fanpage อย่าง SocialEnable : Social Media Management Tools

สรุป                                                                         

คีย์เวิร์ดหลักๆ ในการทำ Content Marketing คือคำว่า ” คุณค่า (Value) ” ต้องเป็น Quality Content ที่สามารถให้คุณค่ากับผู้อ่านได้ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของเหล่า Marketer ที่จะทำอย่างไร ที่จะเปลี่ยนจากผู้อ่าน >> ผู้ติดตาม >> เป็นลูกค้าผู้น่ารัก

โดยทั้ง 4 ขั้นตอนนี้คือการทำ Content Marketing พร้อมมีตัวอย่างประกอบ ใครที่อยากจะลองทำ Content ลองนำ ขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ เพื่อทำให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– Contact Us –

หากสนใจหรืออยากได้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือ Social Listening/Monitoring สามารถติดต่อได้ที่ 080-808-9080 แล้ว Customer Service จะติดต่อกลับไปทันที

4 ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

การสร้าง content

Top 5 Content Marketing Trends for 2020

“Tools are great, but content marketing success is about the wizard, not the wand.” – Jay Baer

Do you consider yourself the Dumbledore of content marketing or a muggle applying to Hogwarts? Whatever the decree, the right wizard will find their way because content marketing speaks with customers and not at them. And that’s just what we want, don’t we?

With the next decade on the horizon, underestimating the power of content would be a rookie mistake. And we’ve come way too far ahead for that. So, here’s our quick take on the top 5 trends that we think would rule the content marketing realm in 2020. Read on!

blog-image

1. Video Content: From being the ‘next big thing’ in content marketing, video is a norm now. The Social Media trinity (Facebook/Instagram, Twitter, and LinkedIn) is constantly emphasizing and investing in improving its video capabilities, primarily, because it’s directly proportional to higher engagement and customer retention. It leaves little to the imagination and diminishes the grey areas that prospects/customers despise. 81% of businesses use video as a marketing tool. Video is, now, a viral marketing method. Marketing videos can be in several forms, like:

  • Product Demos
  • Video Blogs (vlogs)
  • Interviews
  • Webinars
  • Tutorials
  • Live Event Videos
  • Ads
  • Presentations

A video marketing strategy is a sure-fire way of maximizing your content outreach, not just in 2020 but beyond.

2. Interactive Content: People love to interact. If you give them the opportunity to connect with your brand via 360-degree videos, AR/VR, shoppable posts, quizzes, and polls; there’s nothing like it. This kind of content breaks monotony, it’s new, fresh, and original. 93% of marketers agree that interactive content is effective in educating its buyers versus just 70% for static content. Every piece of interactive content is a form of a call-to-action (CTA) with or without another CTA. It gives your site visitor a reason to stay on the page other than just being informative or sales-y. Interactive content is shareable and shareability increases brand awareness. Therefore, interactive content is going to be big all through 2020.

3. Hyper-dynamic Content: Personalization isn’t special anymore. Everyone’s done it and is done with it. What customers expect and deserve now is insanely personalized information. This personalized content cannot happen in a day, it’s a pattern that you’d need to observe. The customer information that you need for this is:

  • Name
  • Title
  • Organization
  • Specific Interest
  • Demographics
  • Location
  • Weather Triggers

Utilize this information to create an insanely dynamic marketing message, send it at the right time, and you’d surely notice the difference in the impact of these campaigns and your regular ones. Hyper-dynamic content is here to stay for good and we might as well induce it with our marketing steroids.

4. SEO-centric Content: Google search algorithms constantly change. Keeping them in mind while creating content is the smartest thing for you to do if you want traction on your content. What’s the point of creating and publishing content if your audience can’t find it? SEO-centric writing does not mean just placing keywords on a page. If you’re creating content only to satisfy specific keyword queries, it would not add any value to the people searching for relevant information. The best way to approach SEO-centric writing is in steps:

  • Find your keywords, qualify them
  • Determine your search intent
  • Build your content around it, optimize it
  • Publish

Focus on what your readers would want to read and you’ll know that SEO-centric content is no rocket science.

5. Voice Search Tailored Content: According to Google, 20% of all searches are voice. Creating content tailored to voice search is tricky because how we speak is not always the same as we write. Take your time with it because voice search is going nowhere and will only continue to rise. Try using longtail keywords in headers and titles and create content with natural language search in mind. For your meta descriptions, incorporate full questions with a conversational tone. Furnish your content with traditional SEO value by structuring and writing it in a way that a search engine would understand its meaning and context. It’s imperative for content marketers to start figuring out the semantics of content tailored to voice search as we would see better voice technology unravel in 2020 and it only makes sense to get used to it.

2020 is going to be an exciting time for content marketers with endless possibilities. So, pick up that wand and cast these top 5 spells to become the next Dumbledore of the content marketing realm!

Want to ace content marketing like the pros? Talk to us, won’t you?!

Top 5 Content Marketing Trends for 2020

content marketing

5 ways to maintain your SEO ranking

seo-wheel-ss-1920

Generating a consistent source of website traffic is the foundation of every online business. If you don’t have visitors coming to your website, it’s impossible to convert them into prospects and loyal, long-term customers. When you establish yourself as an authority through the lens of Google, it will increase your visibility in search engine queries.

But what happens after you’ve earned yourself a top spot in Google search results pages?

Contrary to popular belief, ranking for particular keywords is only half the battle. The core tenets of SEO are constantly evolving, and marketers need to stay up to date with the latest trends.

Today, I am going to talk about how you can sustain the keywords for which you’ve worked so hard to achieve rankings. These strategies will also help safeguard you from any potential algorithm updates.

1. Update your site

This sounds intuitive, but it’s one of the most common mistakes in the internet marketing niche. Google takes into account both content quality and content freshness as part of its ranking algorithm, so keeping your site current is a great way to maintain your position.

Antiquated strategies such as “text only” articles can potentially hinder your search engine rankings. If you want to maintain your keywords, you should update your content by adding an assortment of videos and images to your articles. This will enhance the experience of your readers and entice other people to link to your site.

Take the time to improve the visual appeal of your brand. Optimizing the layout of your site will reduce bounce rates and increase the likelihood of your visitors engaging with your content.

2. Speed up your site

Site speed has long been a ranking factor in Google search, yet many websites still don’t load very fast — especially on mobile, where a majority of searches now take place. Keep in mind that there are over two million blogs posted each day, so if your website isn’t loading fast enough, your visitors will most likely resort to an alternative solution.

Google urges webmasters to get their page load time down to less than one second for mobile devices, which is very fast. However, even if you can’t get it that low, consider that every second you shave off of your page load time reduces page abandonment.

Fortunately, making your pages load faster shouldn’t require you to hire a tech expert in your niche. Below are three easy to implement steps that will improve the speed of your website:

  • Switch to a faster, more reliable hosting service.
  • Enable compression on all images on your website.
  • Use a content delivery network (CDN) to increase download speeds.

If you’re still having issues with your loading speed, then you can also try out a tool called Google PageSpeed Insights, which will help identify the specific issues slowing down your website load time and suggest ways to fix them. You can read more about Google’s page speed suggestions here.

3. Expand your link building

One of the most common mistakes that marketers make is focusing on the quantity rather than the quality of their backlinks.

If you’ve ranked for a particular keyword, there’s no need to build excessive backlinks to that page. Google can detect if a site is gaining links at an unreasonable pace. Building links too quickly can be perceived as a red flag that can potentially get your website banned.

Your rankings can also drop if you build the majority of your links to point to one particular article. Google wants their users to be able to access relevant, useful content on your site.

If you want to maintain your keyword rank, then you should expand your inbound links to all the various pages on your site. This strategy will diversify your backlink profile and increase your overall website authority from Google’s perspective.

4. Outbound and internal links

As counterintuitive as it may sound, links within your site can be just as important as backlinks to your site. Sending outbound links to authority brands in your niche helps Google determine the relevancy of your website.

Always make sure that the external pages you’re linking to provide relevant, valuable content to your readers. For example, if you’re in the outdoor survival skills niche, then you probably shouldn’t link to a Harvard University home page. Although .edu links are often considered by SEOs to be valuable, the content wouldn’t be congruent to a brand centered around survival and protection.

Internal linking, whenever you link to related articles on your own website, is another useful strategy that will help maintain your keyword rankings. When done properly, internal linking will help search engines to better understand the importance and topical focus of each page. As a bonus, smart internal linking can also keep users on the site longer by giving them easier access to additional site content.

Similar to outbound links, you want to use internal linking in moderation. Don’t overdo it by adding a plethora of links to your existing article content.

5. Build your social media presence

There’s some ambiguity as to whether social media engagement is a ranking factor in search, directly or indirectly. However, it’s abundantly clear that search engines view each major social media platform as an authority brand. Websites like Facebook, Twitter and LinkedIn all possess a high PageRank in Google.

Getting links from these networks will help Google determine the relevancy of your website. The more people like and share your content, the more visibility you’ll receive from these social media channels. As you continue to garner quality backlinks, it may help to boost and sustain your rankings over the long term.

Here are a few quick tips that you can use to increase your blog’s visibility on social media:

  • Add social media share buttons to the sidebar of your articles.
  • Use explicit calls to action in your content (e.g., “If you liked this content, be sure to share it by clicking this button here.”).
  • Offer a free piece of content to your users in exchange for a social media share.

Closing thoughts

Search engine optimization is a long-term process that doesn’t generate results overnight. Typically, you need a few months before you start noticing the fruits of your SEO labor. Implementing the above five strategies will help you maintain your authority long after you’ve ranked for a particular keyword.

5 ways to maintain your SEO ranking

seo

การทำ SEO (Search Engine Optimization) กระบวนการปรับปรุงเนื้อหา ให้ติดหน้าหนึ่ง

การทำ SEO (Search Engine Optimization) กระบวนการปรับปรุงเนื้อหา ให้ติดหน้าหนึ่ง

Search Engine Optimization หรือ เรียกย่อๆ ว่า SEO เป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าหนึ่ง Google ด้วยการปรับปรุงเนื้อหาและปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงทำการเพิ่มลิ้งค์ (Backlink) ที่มีคุณภาพมายังเว็บ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาพอสมควร จึงจะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าหนึ่งการค้าหาของ Google ได้ เพราะบนเว็บไซต์นั้นล้วนมีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหมือนการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นๆ ที่ใช้คำค้นหรือ Keyword เดียวกัน เพื่อให้เว็บไซต์ของตนเป็นฝ่ายชนะและติดอันดับการค้นหาได้ในที่สุด

เนื่องจากในระบบการจัดอันดับการแสดงผลของ Search Results จะมีการอัพเดตให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องสร้างเว็บไซต์ของตนเองให้มีคุณภาพและหมั่นอัพเดตอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เว็บไซต์ของตนยังคงทำอันดับได้ดีถึงแม้ว่า Algorithm จะมีการอัพเดตอยู่บ่อยๆ ก็ตาม Algorithm ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ มี 2 ปัจจัยดังนี้

ปัจจัยภายใน (On-page)

การออกแบบและจัดการภายในเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ โดดเด่นและน่าสนใจ รวมถึงต้องได้มาตรฐานเว็บไซต์ โดยปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ โครงสร้างของเว็บไซต์ จำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ต้องไม่น้อยหรือมากเกินไป ความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บ ปริมาณของเนื้อหา คุณภาพและการเลือกใช้คำที่มีความเหมาะสมและเข้ากับเนื้อหาโดยรวมของเว็บไซต์ที่สุด นอกจากนี้ยังรวมถึงการวางประโยคในส่วนต่างๆ ดังนี้

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ โดยจะต้องมีการปรับปรุงให้มีความเป็นมิตรกับ Search Engine และผู้ใช้งานมากที่สุด คือสามารถใช้งานได้ง่าย เข้าใจง่าย และทำการโหลดหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วไม่ติดขัด
  • การใส่ keyword เป้าหมายลงไปอย่างพอเหมาะ และมีการกระจายคีย์เวิร์ดอย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่คีย์เวิร์ดก็จะนิยมใส่ลงไปใน Title Tag, Meta Desciption, H1 tag, H2 tag, และเนื้อหาในส่วนที่เป็น Plain Text แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่ใช้ Keyword ที่ซ้ำกันในจำนวนที่มากเกินไปเช่นกัน
  • การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ โดยเนื้อหาที่จะใส่ลงไปในหน้าที่จะทำ SEO นั้น จะต้องเป็นเนื้อหาที่เขียนขึ้นเองแบบสดใหม่ ไม่ได้ก็อปปี้มาจากแหล่งอื่น และต้องเป็นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ในเชิงให้ความรู้และมีข้อมูลที่เจาะลึกมากพอที่ทาง Search Engine จะมองว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพได้
  • การอัพเดตเนื้อหาบนเว็บไซต์อยู่เสมอ เพื่อให้เนื้อหามีความสดใหม่ และมีความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยสามารถทำได้ด้วยการอัพเดตสินค้าใหม่ๆ อัพเดตข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ หรือเพิ่มบทความที่มีคุณภาพลงในเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยภายนอก (Off-page)

ข้อมูลหรือเนื้อหาจากลิ้งค์อื่นๆ ที่มีการเชื่อมโยงมาจากภายนอก ไม่ใช่เนื้อหาจากบนเว็บไซต์โดยตรง ซึ่งหากมีลิ้งค์ที่มีเนื้อหาคุณภาพจากภายนอกเชื่อมโยงมายังเว็บไซต์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสติดอันดับ SEO มากเท่านั้น เช่น

  • การเพิ่ม Backlinks โดยเป็นการเพิ่มจากเว็บไซต์อื่นๆที่มีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือมี keyword เดียวกัน แต่ต้องเป็นการเพิ่ม Backlinks แบบค่อยเป็นค่อยไปให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่การเพิ่มในทีเดียวมากๆ เพราะจะทำให้ถูกแบนจาก Search Engine หรือจาก Google ได้

ประโยชน์ของการทำ SEO

ประโยชน์ในการทำ SEO สามารถสรุปได้เป็น 4 ข้อดังต่อไปนี้

1. เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาผ่าน Search Engine ก็จะทำให้มีผู้คนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น เพราะเมื่อทำการค้นหา Keyword เว็บไซต์ก็จะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ของการค้นหา โดยธรรมชาติของคนเราจะให้ความสนใจกับเว็บที่อยู่อันดับแรกๆ ก่อน จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ผู้เข้าชมจาก keyword อื่นๆ ที่เป็นคีย์ใกล้เคียง

2. เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ

เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Google ก็จะเพิ่มโอกาสขายสินค้า และบริการให้มากขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสินค้าจากเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ที่มีการค้นพบเป็นอันดับต้นๆ

3. โปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก

การโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้ เมื่อการค้นหาเว็บไซต์พบอยู่ในหน้าหนึ่งของ Google ก็จะทำให้ผู้คนได้เห็นชื่อเว็บและมีการคลิกเข้าชมเว็บมากขึ้น และหากเว็บไซต์มีการออกแบบที่น่าสนใจและมีสินค้าที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เกิดการบอกต่อและมีการกลับมาใช้บริการเว็บไซต์ซ้ำๆ

4. ลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา

การทำ SEO แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาได้ดี เพราะจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนของ SEO จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณาที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ก็ขึ้นอยู่กับ Keyword ที่ใช้ด้วย ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ดีก่อนเลือก Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO

การทำ SEO 2021 เตรียมความพร้อมให้เว็บคุณขึ้นอันดับ 1 Google

seo 2019

ความรู้เรื่อง SEO นั้นมีอยู่มากมาย เรียนรู้เท่าไหร่ ก็ไม่มีวันจบสิ้น เพราะการทำ SEO ไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ละธุรกิจใช้กลยุทธ์ทำ SEO ที่ไม่เหมือนกัน สำหรับบทความชุดนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้แสวงหาแนวทางทำ SEO ที่ถูกต้อง

เรียน SEO ออนไลน์ฟรี 4 บทเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการทำ SEO

1. SEO คือ อะไร?

การทำ seo คือ การผลักดันเว็บไซต์ตัวเองให้ติดหน้าแรกเวลาค้นหาบน google ด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ โดยไม่ใช้การลงโฆษณา และต้องทำด้วยกระบวนการต่างๆ ในรูปแบบที่ Google ต้องการด้วย ซึ่งคำนี้ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Search engine optimization 

SEO คือ

2. แก่นของ Google SEO คืออะไร

เราใช้งาน google เพื่อหาคำตอบ แต่เราเล่น facebook เพื่อความสนุก และเพื่ออวดบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นๆ รับรู้จริงมั้ยครับ ?

google seo

Google คือ Search engine แก่นของเขาคือการแสดงข้อมูล (information) ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา นั่นหมายความว่า หากเราต้องการให้เว็บของเราติดอันดับหน้าแรก เราก็ต้องสร้างเนื้อหาแบบที่ google ชอบ คือ เป็นข้อมูล (information) ที่เป็นคำตอบต่อคนที่กำลังอยากรู้ และข้อมูลเหล่านั้น ต้องเป็นข้อมูลที่เรียบเรียงมาอย่างดี อ่านแล้วต้องเข้าใจง่ายๆ (accessible) และสุดท้ายข้อมูลของเราต้องเป็นประโยชน์ (useful) คือ ช่วยแก้ปัญหาหรือให้คำตอบกับคนที่กำลังต้องการมันได้

google-mission

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใดๆ เลย

3. ทำไมต้องทำ SEO?

ทำไมต้องทำ SEO
  • เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google จะมี Traffic คนเข้าเว็บ มากกว่าเว็บที่อยู่อันดับ 10 มากถึง 10 เท่าเลยนะ
  • จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้เว็บเราติดอันดับต้นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากเว็บของคุณ ไม่ติดอันดับหน้าแรก จำนวนคนเข้าเว็บของคุณ แทบจะเป็น 0 เลยกว่าได้
  • ผมขอบรวบรวมตัวอย่าง volume การค้นหาของ Keyword ต่างๆ มาเปรียบเทียบให้พวกเราเห็นระหว่างเว็บอันดับ 1 กับอันดับ 10 ว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน
  • โปรแกรมที่ใช้ดูสถิติพวกนี้คือ kwfinder ครับผม (สำหรับเนื้อหาการใช้เครื่องมือตัวนี้ จะมีพูดถึงในหัวข้อถัดไปครับ
ทัวร์ญี่ปุ่น
ที่พักเชียงใหม่
กล้องติดรถยนต์
นาฬิกาวิ่ง

CUSTOMER JOURNEY

Aware       > รู้จัก (seo ช่วยได้มากที่ด่านแรก)

Appeal     > ชอบ

Ask          > หาข้อมูล เปรียบเทียบ

Act           > inbox ซื้อสินค้า

Advocate > สนับสนุน บอกต่อ ซื้อซ้ำ

การเดินทางของลูกค้า
digital Touchpoints

เพิ่ม Traffic = เพิ่มยอดขาย

  • ทำให้เว็บเราติดอันดับหน้าแรก หลายๆ keyword
  • กับทำ Keyword ที่ติดอยู่แล้ว มีอันดับสูงขึ้น
เพิ่มคนเข้าเว็บ

“สินค้าดีที่สุด ราคาดีที่สุด บริการดีที่สุด
แทบจะไร้ความหมาย
หากลูกค้า ค้นหาคุณไม่เจอ

การทำ SEO คือ เครื่องมือทรงพลัง
ที่จะช่วยให้ลูกค้าเจอคุณ
และช่วยเพิ่มยอดขาย บนโลกออนไลน์”

4. การทำ SEO ยากหรือง่าย?

  • จะทำ SEO ได้ผลดี ต้องมาจากเว็บที่ดีก่อนนะ
  • สมมุติถ้าคู่แข่งคุณคือ Lazada เขาทำเว็บไว้ดีแค่ไหน หากคุณอยากจะชนะเขา การทำ SEO คือ การทำเว็บให้ดีกว่า Lazada แค่นั้น จึงไม่ต้องถามว่าการทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งมันยากแค่ไหน
  • ถ้า​คู่​แข่ง​เว็บ​เขา​สวย​อยู่​แล้ว เว็บของคุณ​ต้อง​สวย​กว่า​ ถ้า​เขา​เขียน​บทความ​ดี​อยู่​แล้วคุณ​ต้อง​เขียน​ให้​ดี​กว่า​เขา​ ถ้า​เว็บ​เขา​มี​ 100 บท​ความ​ คุณก็​ต้อง​มี​ 200 บทความ​ ถ้า​คู่แข่ง​เว็บ​เปิด​เร็ว​แค่​ไหน​ เว็บคุณ​ก็​ต้อง​เปิด​เร็ว​กว่า​
  • ดังนั้น​ความ​ยาก​หรือ​ง่าย​ แต่​ละ​ธุรกิจ​จึง​ไม่​เหมือน​กัน​ ขึ้น​อยู่กับ​ว่าเว็บ​ที่​ติด​อันดับ​คือ​ใคร​ และ​เขา​ทำ​ไว้​ดี​แค่​ไหน​ หน้าที่​คุณคือ​ต้อง​ทำ​ให้​เว็บ​ของตัวคุณเองให้ดี​กว่า​เขา​ แค่​นั้น
user behavior factor

สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าเว็บไหนจะทำอันดับได้ดีกว่า

  • หากคุณเคยดูรายการประกวดร้องเพลง เมื่อถึงรอบชิงชนะเลิศ ผู้แข่งขันทุกคนต่างร้องเพลงเพราะทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นแชมป์ คือ คะแนนโหวตจากทางบ้านนั้นเอง
  • คนที่จะได้คะแนนโหวตเยอะๆ อาจไม่ใช่คนที่ร้องเพลงเพราะที่สุด แต่เป็นคนที่ร้องเพลง แล้วทำให้คนฟัง มีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง ไม่ว่าจะเป็น ความสนุก ความเศร้า ความสงสาร หรือความสะเทือนใจ นักร้องคนนั้นจึงได้คะแนนโหวตมากไปด้วย
  • การทำ SEO ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกคนรู้หลักการทำ SEO ซึ่งไม่ได้ต่างกัน เพราะการทำ SEO มันเป็นหลักการสากล
  • แต่สิ่งที่ทำให้บางเว็บแพ้หรือชนะ คือ การทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามีส่วนร่วม เช่น ใช้เวลาอ่านนานกี่นาที อ่านจนจบบทความมั้ย? อ่านจบแล้ว มีการคลิกต่อไปยังหน้าอื่น ๆ อีกกี่หน้า
  • ซึ่งจุดนี้แหละคือสิ่งที่ยากที่สุดของการทำ SEO เพราะการจะทำให้คนมีส่วนร่วมบนเว็บของเรามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และยังต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้เข้าชมเว็บของเราด้วย
Bounce Rate

Bounce Rate คือ อัตราส่วนของคนเข้ามาเว็ปเรา
แล้วอยู่แค่หน้าเดียว แล้วปิดไป ตรงจุดนี้ยิ่งน้อย ยิ่งดี

Daily Pageviews per Visitor คือ จำนวนหน้าที่คนเข้าเว็บ
เปิดดูต่อไปเรื่อยๆ จุดนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี
แสดงว่าเว็บไซต์เรามี Content น่าสนใจ

Daily time on site

Daily Time on site คือ ค่าเฉลี่ยของเวลาที่คนอยู่บนเว็บไซต์
ของเรา ยิ่งเขาอยู่บนเว็บเรานานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ด้วยเช่นกัน

*User behavior factor
ยังมีอีกหลายปัจจัย ด้านบนเป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น

การทำ seo

“การทำ SEO ก็เปรียบเหมือนการแต่งเพลง
ยังไม่มีเพลงไหนเพราะที่สุด
มีแค่เพลงที่เพราะกว่า
อันดับบน google serp มีขึ้นมีลง
หน้าที่ของเราคือแต่งเพลง หรือเขียนบทความให้ดี
หรือทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งแค่นั้น”

5. SEO จ้างทำได้หรือไม่?

https://youtube.com/watch?v=K4H_tY3w69A%3Ffeature%3Doembed

จ้างทำ SEO แบบตรง ๆ ไม่ได้ หมายความว่า หากคุณมีเงินแล้วเอาเงินมาให้ผม แต่ผมไม่ได้เข้าไปปรับแต่ง หรือออกแบบอะไรใหม่ที่เว็บคุณเลย เช่น ผมอาจจะเพิ่มปริมาณ Backlink หรือใช้โปรแกรมสร้างเป็น Bot เข้ามาเปิดปิดเว็บของคุณ

ถ้าคุณไปจ้างใครทำ SEO แล้วเขาทำอยู่แค่นี้ แสดงว่าคุณกำลังถูกหลอก สิ่งที่เขากำลังทำให้คุณมันไม่ได้ช่วยให้เว็บคุณดูดีขึ้นเลยในสายตาของ Google

คุณต้องเข้าใจ Model ทำเงินของ Google และ Facebook ก่อน พวกเขามีรายได้จากค่าโฆษณา ดังนั้น หน้าที่ของ Google และ Facebook เขาต้องบีบให้ให้พวกเราซื้อโฆษณา โดยการปรับอัลกอลิทึม ของเว็บที่จะติดหน้าแรกได้ ต้องยากที่สุด คือจะมีแค่เว็บที่มีคุณภาพดีเท่านั้นที่ติดหน้าแรกได้

เพราะหากการทำ SEO มันจ้างกันแบบง่ายๆ ได้ คนก็จะไม่ไปซื้อโฆษณากับ Google เขาก็ต้องเสียรายได้ ดังนั้น Google จึงไม่มีทางยอมแน่ๆ

In 2018, stuffing your website
with backlinks may hurt
more than help.
คำว่า “more backlinks,
higher ranking”
จึงเป็นแนวคิวที่ใช้การไม่ได้แล้วในยุคนี้

Google’s ad revenue from 2001 to 2017 (in billion U.S. dollars)

Google's ad revenue

6. ถ้าอยากจ้างทำ SEO ต้องจ้างอย่างไร?

เพราะการทำ SEO เราไม่สามารถจ้างใครทำตรงๆ ได้ ถึงจ้างได้ ก็การันตีให้ติดหน้าแรกไม่ได้อยู่ดี คำแนะนำหากคุณต้องการใช้เงินสำหรับการจ้างทำ SEO การจะจ้างทำ SEO ให้ได้ผลเราต้องจ้างเป็นองค์รวม โดยมี 3 ส่วนหลักๆ

  1. จ้างคนทำเว็บ
  2. จ้างคนทำกราฟฟิค
  3. จ้างคนทำคอนเทนต์ (เขียนบทความให้น่าอ่าน)

คุณต้องไปสร้างทีมงานเก่งๆ มา 3 ส่วนหลักๆ ด้านบน จากนั้นค่อยนัดผมไป training ทีมงานของคุณ หรือจะให้พวกเขาเรียนรู้เรื่อง SEO ด้วยตนเองก็ได้ เพื่อให้การทำงานแต่ละส่วนถูกหลัก SEO

คนทำกราฟฟิค – ต้องรู้หลักการ SEO จะได้ออกแบบและวางตำแหน่งของรูปภาพถูกต้อง เราจะทำเว็บให้สวยอย่างเดียวยังไม่พอ

คนทำเว็บ – ต้องรู้หลักการออกแบบโครงสร้างเว็บ อะไรที่จำเป็น อะไรที่ไม่จำเป็น อะไรควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้เว็บเป็นมิตรกับ  Google Search Engine มากที่สุด

คนเขียนบทความ – ต้องรู้ก่อนว่า Google ชอบบทความประเภทไหน โครงสร้างของบทความต้องจัดเรียงเนื้อหาอย่างไรบ้าง เขียนบทความดี น่าอ่าน อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเขียนให้ดีในสายตาของ Google ด้วยนั้นเอง

ทำเว็บก็เหมือนเราสร้างบ้าน ต้องออกแบบก่อน แต่ไม่ใช้การออกแบบให้สวยตามใจ ต้องสวยในมิติที่ google ชอบด้วย

“แต่โดยมากส่วนใหญ่
จะทำเว็บกลับด้าน
คือออกแบบเว็บตามใจ ไม่มีหลักการ
พอถึงเวลาต้องทำ SEO จริงจัง
ได้เสียเวลาทำเว็บใหม่กันทุกคน”

7. ขั้นตอนการทำ SEO 

องค์ประกอบเริ่มต้นสำหรับการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพครับ

seo 2019

7.1 On site optimization

  • On page Structure (ปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคปรับ SEO On page แบบ Full option
  • Page loads FAST (ความเร็วในการเปิดเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม ทำเว็บ WordPress ให้โหลดเร็ว 100/100 speed
  • Use SEO-Friendly URLs (การเขียน URL ให้ Google เข้าใจง่ายๆ)
  • Use Responsive Design (ออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถแสดงได้บนทุกอุปกรณ์)
  • Internal Links & Outbound Links (การวางลิงค์ให้เนื้อหาแต่ละหน้ามีความเชื่อมโยงหากัน)
    อ่านเพิ่มเติม: คู่มือสร้าง Link building
  • Image Optimization (การปรับแต่งรูปภาพให้เป็นมิตรกับการค้นห้าบน Google)
    อ่านเพิ่มเติม: ทำ SEO รูปภาพ 2021
  • Social media signals (ทำให้ง่ายต่อการแชร์ไปยัง Social media ต่างๆ)
    อ่านเพิ่มเติม: แชร์เว็บไป Facebook อย่างไรให้ได้ผล
  • Long-form content (สร้างเนื้อหาเจาะลึก ลงรายละเอียด)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคทำ Long-form content

On page Structure

On page Structure

7.2 Mobile friendly

คำว่า Mobile Friendly ไม่ได้หมายถึงเว็บไซต์ที่ดูได้บนมือถือ แต่หมายถึงเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกสบายบนมือถือ การที่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ยังต้องคอยซูมเข้า ซูมออก เลื่อนซ้าย เลื่อนขวา เพื่ออ่านข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าเว็บเหล่านี้ไม่ได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีต่อผู้ชมเว็บไซต์ เพราะไม่เป็น Mobile Friendly

happy beautiful Asian young woman

7.3 User experience

User experience
  • User experience คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บของเรา โจทย์ใหญ่ของการสร้าง UX คือ จะทำยังไงให้คนที่เข้าเว็บของคุณ เกิดความพึงพอใจ เกิดความเชื่อถือในสินค้า และช่วยให้เขาเข้าถึงสิ่งที่เข้าต้องการได้ง่ายๆ
  • เพราะหากเราทำเว็บให้ ดูน่าเชื่อถือ โอกาสปิดการขายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง
  • ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ เราจึงต้องใส่ใจ ทำเล่นๆ ไม่ได้

7.4 Keyword research

Keyword research คือ การค้นหาคำที่ผู้คนอยากรู้คำตอบ หรือคำที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ หรือความต้องการของคนๆ นั้น แล้วนำไปค้นหาคำตอบบน Google

การหา Keyword แม่นๆ จึงช่วยเก็บกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บของเราเพิ่มขึ้นได้

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใด ๆ เลย

อ่านเพิ่มเติม: สูตรหา Keyword เพื่อทำ SEO

โปรแกรมแนะนำ สำหรับการทำ Keyword research

Kwfinder.com

Ubersuggest

7.5 Useful Content

content-marketing-seo-combination
  • การทำ SEO ปี 2020 ไม่มีทางลัด การเติมบทความที่เป็นประโยชน์เข้าไปเยอะๆ คือ ทางด่วน
  • ถ้าคุณสังเกตเว็บใหญ่ๆ แทบทุกเว็บจะต้องมีหมวด Blog ที่เต็มไปด้วยบทความจำนวนมาก
  • Google Bot หลงรักเว็บไซต์ ที่มีบทความเยอะๆ เสมอ
  • บทความยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งต่อ User และในสายตา Google
  • แน่นอนเมื่อคุณมีบทความมากเท่าไหร่ เว็บไซต์ของคุณก็จะถูกหาเจอผ่าน Keyword ที่หลากหลาย จำนวนคนเข้าเว็บก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

*แต่การเขียนบทความให้ดี ให้น่าอ่านอย่างเดียวคงยังไม่พอ คุณต้องรู้วิธีเขียนบทความให้ถูกหลัก SEO ด้วย

“มีนักเขียน ที่เขียนงานดีอยู่มากมาย
แต่หากต้องนำสิ่งที่เขียน
มาอยู่บนโลกออนไลน์
มันน่าเสียดาย หากคุณเขียนดี
แต่ไม่มีใครค้นหา งานเขียนของคุณเจอ”

ทำไมเราต้องเขียนบทความ (Blog)

why writing blog

ที่มาของภาพ Infographic: Why Content For SEO?

จาก Infographic ด้านแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเขียน Blog ไว้ดังนี้

  • 52% ของผู้บริโภค บอกว่าบทความ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 60% ของเจ้าของกิจการ บอกกว่าบทความ จาก Brand ต่างๆ ช่วยให้เขาพัฒนาสินค้าตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
  • 61% ของผู้บริโภคชอบซื้อสินค้าจากธุรกิจที่มีการทำคอนเทนต์ เป็นประโยชน์ เพื่อลูกค้าอยู่เสมอๆ
  • 57% ของนักการตลาด ได้ลูกค้าใหม่ๆ จากบทความของพวกเขา
  • 42% ของผู้บริโภคมักเข้าไปดูหลายๆ บทความเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 19% ของผู้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงาม บอกว่าเขาสนใจสินค้าที่พบเจอ  ผ่านบทความที่เขาอ่าน จากการค้นหา

“Try to make a site
that is so fantastic
you become an authority
in your niche.”
Matt Cutts, the former head of search quality at Google

7.6 Social Media

Social Media
  • เขียนบทความเสร็จแล้ว ใครจะมาอ่านบทความของเรา?
  • Social Media คือ ช่องทางกระจายคอนเทนต์บนเว็บของเรา ไปให้คนรู้จักเพิ่มมากขึ้น
  • นอกจากนี้ Social media ยังเป็น Signal ให้ Google
    มา Index ข้อมูลบนเว็บของเราได้เร็วขึ้น
  • ดังนั้นการแชร์บทความไปยัง Social media ต่างๆ
    จะเป็นตัวช่วยเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บของเรานั้นเอง
  • การแชร์สิ่งต่างๆ ไปยัง Social media ให้ได้ผล คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของ Social media ว่าเขาชอบคอนเทนต์ลักษณะไหนบ้าง และอะไรที่เขาไม่ชอบ

7.7 Backlinks

Backlinks

Backlink คือ ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่บอก Google ให้รู้ว่าเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้รับการยอมรับ และมีการทำเป็น reference เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหน้าเว็บของเรา ส่งผลให้เราได้คะแนน SEO จาก Google มากขึ้นไปด้วย

ประเภทของ Backlinks

  1. Natural-Editorial : เป็น Backlink ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ซึ่งเกิดจากเนื้อหาในเว็บของเราดีและมีประโยชน์ แล้วจึงมีเว็บไซต์อื่นทำการอ้างอิงเนื้อหา เขียนถึงและทำลิงค์กลับมาให้
  2. Manual Link Building : คือลิงค์ที่เราสร้างเอง เอาไปปล่อย เอาไปแปะตามที่ต่างๆ
    คำแนะนำสำหรับ manual link building คือ ถ้าหากต้องการสร้าง backlink ด้วยการ “ซื้อ” แล้ว ควรทำเป็นลักษณะซื้อบทความ editorial และมีลิงค์กลับมาที่เว็บของเรา ผ่านเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่พวก spam เว็บไซต์ หรือถ้าต้องการสร้าง Backlink เองแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุด ก็อาจจะเริ่มด้วย
    Owned asset ก่อน เช่น การทำ Video content บน Youtube ที่มีลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์
    การสร้าง Social channels ต่างๆ รวมถึงการสร้างเว็บ Blogs ขึ้นมาเอง เป็นต้น
  3. Non-Editorial : เป็นพวกลิงค์ที่กลับมาจากคอมเม้นท์ในเว็บไซต์ต่างๆ
    ที่ให้คนทั่วไปเข้าไปเขียนคอมเม้นท์ได้

Backlink ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่? ในยุคนี้

  • Google ลดความสำคัญของ Backlink เพราะจำนวนของ Backlink ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเนื้อหาบนเว็บมีคุณภาพดีเสมอไป
  • Backlink ยังมีความจำเป็น แต่ต้องเป็นลิงค์ที่เราได้รับจากเว็บ ที่มีคุณภาพ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ
    คอนเทนต์ ของเรา และต้องมีความเป็นธรรมชาติ
  • หากคุณสร้างบทความที่มีคุณภาพ หน้าเว็บนั้นก็มีโอกาสติดหน้าแรกได้เช่นเดียวกัน เพราะ Google มีหลายร้อยเกณฑ์สำหรับการจัดอันดับเว็บ และเขาจะมองหาเว็บที่มีเนื้อหาที่ดีที่สุดอยู่เสมอ
การทำ backlinks

รูปภาพนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบทความที่มีคุณภาพ สำคัญกว่า Backlink จำนวนมาก

เกี่ยวกับ SEO หลักการทำงานของ SEO

SEO

สรุปเข้าใจง่าย ครบถ้วน กับกลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผล

ทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน 

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของการทำ SEO ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดอย่างเดียว (อ้างอิงจาก  singlegrain.com)

กลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

กลยุทธ์ SEO ที่ว่าก็ประยุกต์มาจาก Digital marketing Strategy ในหนังสือ Marketing 4.0  (ภาพจาก Bangkok Insight)

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

Keyword Planner ถึงจะอยู่ใน Google Ads แต่ก็เป็นเครื่องมือสำรวจคีย์เวิร์ดได้ เมื่อล็อกอินเข้า Keyword Planner โดยใช้บัญชีของ Gmail ก็จะเห็นหน้าเพจแบบนี้

ถ้าจะหาคีย์เวิร์ดใหม่ ก็คลิกที่ Find new keywords แล้วลองพิมพ์คีย์เวิร์ดดู (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ SEO ของเรา) 

พิมพ์คีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปแล้ว เราจะเห็น Dashboard แบบนี้ ให้เราโฟกัสไปที่ Avg. monthly searches และ Competition อย่าลืมเปลี่นสถานที่ เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนช่วงเวลาด้วย แล้วลอง Download Kwyword Idea เก็บข้อมูลไว้

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

รวบรวมคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ข้อมูลใส่ใน Keyword Spreadsheet (จาก How to get to the top of Google search: A practical SEO guide)

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

ตัวอย่าง Content Calendar(จาก Hootsuite) เราสามารถปรับรายละเอียดและองค์ประกอบได้ตามที่ได้อธิบาย 

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับเว็บฯบน Google (สำรวจโดย MOZ)

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

ส่วนวิธีการติดตั้งสามารถดูได้

Search Analytics ใน Google Search Console เราสามารถดูจำนวน Click Impression, CTR และ position ได้

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ

ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ

ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง

ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”

จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด

สรุป

 การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO  เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน 

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มต้นทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา หากเราเริ่มต้นทำ SEO ด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนเสิร์ช ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม และติดอันดับบน Google

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกัน!

1. Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ

คุณอาจใช้เป็นประเภทของสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามาใช้เป็น Keyword ตัวอย่างเช่น

สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากจะใช้คำกว้างๆ คุณสามารถใช้คำร่วมเพื่อให้ Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง

การใช้ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ชมเว็บไซต์ ให้กลายเป็นลูกค้าได้

2. Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา

Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของคำ หรือประโยคที่สะกดถูกต้อง แต่มันคือคำที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหากันมากกว่า

สมมติว่าผมต้องการทำ SEO สำหรับธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก

ผมจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(คำที่สะกดถูก) เพราะว่าคนที่ใช้คำว่า เรียนกราฟฟิก ในการค้นหามีมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเองครับ

3. มีปริมาณการค้นหา

ต่อจากข้อ 2 นอกจาก Keyword จะมีคนใช้ค้นหาแล้ว ต้องมีปริมาณการค้นหาในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน

กลับมาที่คอร์สสอนกราฟิกกันอีกครั้ง ผมรู้ได้ยังไงว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”

ผมมีวิธีการเช็คปริมาณการค้นหาอยู่ 3 วิธีครับ

  1. เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
  2. เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่ผมซื้อเอาไว้ ชื่อว่า Mangools
  3. เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend

4. เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent

Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่ช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่คนเสิร์ช ใส่ความต้องการของตัวเองลงในคำค้นหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
  • พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
  • พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
  • จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา

เมื่อเราได้ Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้เรามาดูกันเลยว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ได้คะแนน SEO ดีๆ จาก Google!

วิธีการทำ SEO

การทำ SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ขึ้นไปติดอันดับบน Google ด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง เนื้อหาบนเว็บไซต์ โค้ดหลังบ้าน รวมถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่มีผลกับเว้บไซต์ และอยู่ในเกณต์การให้คะแนนจาก Google

จากภาพกราฟฟิกด้านบน (ที่ดูๆ ไปแล้วเหมือนตารางธาตุสมัยเรียนมัธยม) คุณจะเห็นได้ว่ามีคำศัพท์เยอะแยะมากมายพร้อมกับตัวเลขบวกลบ นั่นคือตัวอย่างการนับคะแนน SEO ของ Google นั้นเองครับ

ซึ่งมันจะทำให้เรารู้ได้ว่า เราควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรจึงได้จะคะแนนดีๆ เพื่อไต่อันดับบน Google

การทำ SEO นั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

SEO On-Page

หรือการปรับแต่งบนเว็บไซต์ เป็นวิธีที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง โดยการทำ SEO On-Page จะแบ่งวิธีการทำ และการคิดคะแนนออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1.1 Content หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์

• Quality คุณภาพของเนื้อหา +3 คะแนน

เนื้อหาบนเว็บไซต์อ่านง่าย มีความยาว หรือจำนวนคำมากพอสมควร ไม่เน้นแต่ Keyword

หากเป็นรูปแบบของบทความ ถ้ามี Link อ้างอิงจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเหมือนกันก็จะช่วยให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ ดีขึ้นตามไปด้วย

• Research เนื้อหาเว็บไซต์มี Keyword ที่ตรงกับคำค้นหา +3 คะแนน

Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา หาก Keyword ที่คุณเลือกมาไม่มีคนเสิร์ช การทำ SEO ของคุณก็ไร้ความหมาย

• Words เนื้อหาเว็บไซต์มีประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา +2 คะแนน

ไม่ใช่เพียงแค่ Keyword แต่ประโยค และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหาด้วย

• Fresh เนื้อหาบนเว็บไซต์มีความสดใหม่ +2 คะแนน

เนื้อหาที่ดีควรสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง อาจศึกษาจากหลายๆ เว็บไซต์ แล้วเรียบเรียงประโยคขึ้นมาใหม่ ตามแบบฉบับของเรา ไม่ควรก็อป เพราะ Google รู้!

• Vertical มีภาพประกอบ หรือวิดีโอในเว็บไซต์ +2 คะแนน

นอกจากการใช้ภาพประกอบ และวิดีโอจะได้คะแนนจาก Google แล้ว เรายังสามารถใส่คำอธิบาย พร้อมแทรก Keyword ลงในรูปภาพได้อีกด้วย เป็นเทคนิคในการทำ SEO

• Answers เนื้อหาของคุณมีคำตอบที่คนเสิร์ชต้องการ +2 คะแนน

หากบทความในเว็บไซต์ของคุณ มีคำตอบที่คนเสิร์ชต้องการ มีข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ คำอธิบายชัดเจน มีการใช้เทคนิค SEO ที่หลากหลายในบทความนั้น ยกตัวอย่างเช่น

     • จำนวนคำในบทความมีไม่ต่ำกว่า 500 คำ
     • มีการตั้งค่า Rich Snippet
     • มีการตั้งค่า Title & Description
     • มีการตั้งค่า Headline
     • มีการตั้งค่า Alt tags ที่รูปภาพ
     • มีการทำ Internal Link

ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณ ได้คะแนนนี้ไป

ข้อดี! การสร้างบทความแบบนี้มีโอกาสที่ Google จะนำไปแสดงอยู่ใน Position Zero ตำแหน่งที่สูงกว่าอันดับ 1 ด้วย ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้คนเห็นเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

1.2  Architecture หรือโครงสร้างเว็บไซต์

• Crawl โครงสร้างเว็บไซต์ออกแบบให้ง่ายต่อการค้นหา +3 คะแนน

การจัดหมวดหมู่ เมนู บนเว็บไซต์ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ภายในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น 

• Mobile ใช้งานได้ดีบนโทรศัพท์มือถือ/สมาร์ทโฟน +3 คะแนน

Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานของผู้ชมเว็บไซต์ ไม่ว่าคนจะเปิดดูเว็บไซต์ของคุณจากอุปกรณ์ไหน ต้องสะดวก และง่ายต่อการเข้าชม หากเว็บไซต์ที่คุณใช้เป็น Responsive ก็รับคะแนนข้อนี้ไปได้เลย

• Duplicate ในเว็บไซต์ไม่มีเนื้อหาที่ซ้ำกัน +2 คะแนน

การทำเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ดี ในแต่ละหน้าเพจไม่ควรมีเนื้อหาที่เหมือนกัน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันจริงๆ เราสามารถใช้วิธีการปรับแต่งคำให้ดูแตกต่างกัน ก็สามารถช่วยได้

• Speed ความเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์ +2 คะแนน

ส่วนตัวแล้วผมให้ความสำคัญกับข้อนี้ค่อนข้างมาก เพราะมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนตัดสินใจว่าจะอยู่ในเว็บไซต์ต่อ หรือออกจากเว็บไป

เว็บไซต์ที่โหลดรวดเร็ว จะทำให้ผู้ชมเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีความเร็วในการดาวน์โหลดช้ามากๆ รอนานกว่ารูปภาพจะขึ้น สร้างความหงุดหงิดเวลาเข้าชม เป็นผมก็กดออกทันทีเหมือนกัน

• URLs มี Keyword ที่ตรงกับหัวข้อ และเนื้อหาเว็บไซต์ +1 คะแนน

หากเราตั้ง URL ให้มี Keyword สำหรับทำ SEO เข้าไปด้วย ก็จะช่วยให้การทำ SEO ของเราง่ายขึ้น

แต่การตั้ง URL ที่ใส่ Keyword เป็นภาษาไทย จะทำให้ลิงก์ URL ของเรานั้นยาวมากๆ การ Copy เพื่อส่งให้คนอื่น บางครั้งอาจโดนตัด URL ช่วงท้ายๆ ออกไป การแปะลิงก์ หรือการโพสต์บนสื่ออื่นๆ ก็อาจทำให้ดูไม่สวยงาม

ในส่วนนี้ผมอยากให้พิจารณาตามความเหมาะส้มว่าเน้นการทำ SEO หรือเน้นความสวยงามมากกว่ากัน

• เว็บไซต์ใช้ HTTPS หรือ ระบบรักษาความปลอดภัย SSL +1 คะแนน

อีกสิ่งหนึ่งที่ Google ให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเจ้าของเว็บไซต์ HTTPS หรือ ระบบ SSL คือ ระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากคนที่ไม่หวังดีกับเว็บ หรือ Hacker หากเว็บไซต์ของคุณเป็น E-Commerce มีการชำระเงินบนเว็บไซต์ SSL คือสิ่งที่คุณขาดไม่ได้เลย

• Cloaking การซ่อน Keyword ในเว็บไซต์ -3 คะแนน

มีหลายครั้งที่คนทำเว็บไซต์พยายามจะใส่ Keyword เข้าไปเยอะๆ เพื่อหวังว่าจะให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google เร็วขึ้น

การซ่อน Keyword หมายถึงการพิมพ์ Keyword เข้าไปในเว็บไซต์จำนวนมากๆ แต่! ซ่อนเอาไว้ด้วยการใช้สีตัวหนังสือที่กลืนไปกับพื้นหลัง ทำให้บางครั้งเราไม่เห็นว่า เว็บนั้นได้ซ่อน Keyword เอาไว้

1.3 HTML หรือการเขียนโค้ดหลังบ้าน

• ใส่ Title Tag +3 คะแนน

เป็นการตั้งหัวข้อสำหรับหน้าเพจ ทำให้ Google รู้ว่า หัวข้อของหน้าเพจนี้คืออะไร มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร

การเขียน Title ควรใส่ Keyword ประกอบไปด้วย แต่ไม่ควรใส่มากจนเกินไป เขียนให้ดูน่าสนใจดึงดูดคนให้คลิก เพราะ Title จะถูกนำไปแสดงอยู่บนหน้า Google Search

• ใส่ Meta Description +2 คะแนน

มีไว้สำหรับใส่คำอธิบายรายละเอียดในหน้าเพจนั้นๆ เพื่อให้คนเสิร์ชรู้ว่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยข้อความที่แสดงอยู่ใน Description จะไม่แสดงในเว็บไซต์ แต่จะแสดงในหน้าเสิร์ชเช่นเดียวกับ Titile

Description ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราสามารถใส่ Keyword ลงไปได้ การใช้ควรใส่ที่ช่วงต้น หรือกลาง Description และไม่ควรใส่มากจนเกินไป เมื่อมีคนใช้ Keyword ที่ตรงกับเรา keyword ใน Description ก็จะขึ้นเป็นสีแดง

• Site Structure หรือ Site map +2 คะแนน

คือแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่บอกกับ Google ว่า หน้าไหนคือหน้าที่มีความสำคัญ อยู่ส่วนไหนในเว็บไซต์

• Header การกำหนดหัวข้อ +1 คะแนน

ปกติแล้วเมื่อเราเขียนบทความ เราก็มักจะตั้งหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และหัวข้อย่อยอื่นๆ ตามความสำคัญ สำหรับการทำ SEO หากเราใส่ Tag เพื่อบอกกับ Google ไว้ด้วยว่า อันไหนคือหัวข้อหลัก รอง หรือย่อย ก็จะช่วยให้คะแนนอันดับเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

Tag จะถูกแบ่งตามความสำคัญมีตั้งแต่ h1 = หัวข้อหลัก, h2 = หัวข้อรอง, h3 = หัวข้อย่อย ไปจนถึง h6 แล้วแต่เราจะแบ่ง แต่สำคัญที่สุด h1 ควรมีเพียง หัวข้อเดียวเท่านั้น

การตั้งชื่อหัวข้อแต่ละส่วน หากใส่ Keyword เข้าไปด้วย ก็จะช่วยให้คะแนนการทำ SEO ของคุณดีขึ้น

• Stuffing หรือการใส่ Keyword แบบไม่มีเหตุผล -2 คะแนน

Stuffing คือการนำ Keyword ไปแปะในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์แบบไม่มีความหมายอะไร ไม่มีเนื้อหา ไม่มีประโยค มีแต่ลิส Keyword ล้วนๆ แบบนี้

เรียนกราฟฟิก, สอนกราฟฟิก, รับสอนกราฟฟิก, คอร์สเรียนกราฟฟิก, เรียนกราฟฟิก ราคา, โรงเรียนสอนกราฟฟิก, โรงเรียนสอนกราฟฟิกพญาไท, เรียนกราฟฟิกที่บ้าน, รับสอนกราฟฟิกที่บ้าน, เรียน Graphic Design, รับสอน Graphic Design

เกี่ยวกับ seo Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา