previous arrow
next arrow
Slider

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ในการทำ seo

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มต้นทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา หากเราเริ่มต้นทำ SEO ด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนเสิร์ช ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม และติดอันดับบน Google

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกัน!

1. Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ

คุณอาจใช้เป็นประเภทของสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามาใช้เป็น Keyword ตัวอย่างเช่น

สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากจะใช้คำกว้างๆ คุณสามารถใช้คำร่วมเพื่อให้ Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง

การใช้ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ชมเว็บไซต์ ให้กลายเป็นลูกค้าได้

2. Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา

Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของคำ หรือประโยคที่สะกดถูกต้อง แต่มันคือคำที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหากันมากกว่า

สมมติว่าผมต้องการทำ SEO สำหรับธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก

ผมจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(คำที่สะกดถูก) เพราะว่าคนที่ใช้คำว่า เรียนกราฟฟิก ในการค้นหามีมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเองครับ

3. มีปริมาณการค้นหา

ต่อจากข้อ 2 นอกจาก Keyword จะมีคนใช้ค้นหาแล้ว ต้องมีปริมาณการค้นหาในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน

กลับมาที่คอร์สสอนกราฟิกกันอีกครั้ง ผมรู้ได้ยังไงว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”

ผมมีวิธีการเช็คปริมาณการค้นหาอยู่ 3 วิธีครับ

  1. เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
  2. เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่ผมซื้อเอาไว้ ชื่อว่า Mangools
  3. เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend

4. เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent

Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่ช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่คนเสิร์ช ใส่ความต้องการของตัวเองลงในคำค้นหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
  • พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
  • พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
  • จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา

เมื่อเราได้ Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้เรามาดูกันเลยว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ได้คะแนน SEO ดีๆ จาก Google

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ในการทำ seo

หลักการทำ seo

SEO คือ อะไร? อยากให้เว็บไซต์ติดอันดับบน Google ต้องรู้

สำหรับคนที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว คุณคิดว่าเว็บไซต์ที่คุณมีในตอนนี้ ทำหน้าที่ของมันได้เต็มที่แล้วหรือยัง? มีคนเข้ามาชมเว็บไซต์ของคุณบ้างหรือไม่?

หลายธุรกิจเลือกโปรโมทเว็บไซต์ของตัวองด้วยการลงโฆษณาบน Facebook เป็นการสร้างตัวตนทำให้คนรู้จักธุรกิจมากขึ้นบน Social media แล้วสร้าง Traffic เข้ามาชมเว็บไซต์

หรืออีกวิธีคือการทำโฆษณา Google Ads ทำให้เว็บไซต์แสดงอยู่ในหน้าแรกของ Google เมื่อลูกค้าเสิร์ชหาก็สามารถเจอเว็บไซต์ได้ทันที

เทคนิคการตลาดที่ผมได้กล่าวไปนั้น เป็นวิธีที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทำทั้งสิ้น จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถทำการตลาดออนไลน์ได้แบบฟรีๆ ถ้าทำสำเร็จยังทำให้เราได้ลูกค้าอย่างต่อเนื่องและยาวนานด้วย เทคนิคที่ผมจะพูดในที่นี้คือ การทำ SEO

SEO คือ อะไร?

Search Engine Optimize หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า SEO คือ การทำเว็บไซต์ให้มีประสิทธิภาพ และรองรับการติดอันดับบน Google ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับการออกแบบ และเนื้อหาบนเว็บไซต์ การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับบน Google จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนเข้ามาชมมากขึ้น เป็นร้านค้าอันดับต้นๆ ที่ลูกค้าเลือกซื้อ และทำให้ยอดขายของธุรกิจคุณเพิ่มขึ้น

คนส่วนใหญ่เลือกคลิกเว็บไซต์อันดับที่เท่าไหร่?

จากการสำรวจของเว็บไซต์ Highervisibility พบว่า ผู้เสิร์ชจะเลือกคลิกเว็บไซต์ที่อยู่ในหน้าแรกมากถึง 95% เลือกคลิกเว็บที่อยู่อันดับหนึ่งถึง 32% อันดับสอง 16% และอันดับสาม 10% ไล่ลงมาตามลำดับ เว็บไซต์ที่อยู่หน้า 2 มีคนคลิกเฉลี่ยอยู่ที่ 1% หากคุณคิดจะทำ SEO เป้าหมายต้องเป็นหน้าแรกของ Google นั้น! ใครไม่ทำถือว่าพลาด!

70-80% ของคนที่เสิร์ชจะเลือกคลิกเว็บไซต์ที่ติดอันดับ มากกว่าเว็บไซต์ที่เป็นโฆษณา

แต่ก่อนที่เราจะเริ่มต้นทำ SEO เราต้องรู้ก่อนว่า Keyword ไหนที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเรามากที่สุด

SEO และ Ads โฆษณาต่างกันอย่างไร

SEO และ Ads โฆษณาต่างกัน ทั้งสองอย่างนี้คือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ อย่างหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เห็นเว็บไซต์ของเราหรือเพิ่ม Traffic ใน Search engine สิ่งที่แตกต่างกันคือการคิดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน ซึ่งค่าใช้จ่ายของ SEO จะมาจากการเปลี่ยนแปลงโค้ด และเนื้อหาของเว็บไซต์ การทำ On-Page และ Off-Page ให้เหมาะสม แต่ Ads (Google Ads) โฆษณาจะคิดเงินเป็นต่อจำนวนคลิก ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันของคำค้นหา (Keyword) นั้นๆ และทั้งสองกลยุทธ์นี้จะเกื้อหนุนกันและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Google Ads คืออะไร

Google Ads คืออะไร
เดิมที Google Ads มีชื่อว่า Google Adwords ในอดีต ที่หลายคนคงเคยเห็นกันบ้าง ซึ่งเป็นโฆษณาออนไลน์ที่อยู่บนหน้า Google ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายพบคุณจากการค้นหาคุณเจอ และเพิ่มยอดขายของสินค้าและบริการของคุณ โดยที่คุณสามารถกำหนดงบประมาณที่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวคุณเอง โดยโฆษณา Google Ads สามารถทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถติดหน้าแรก Google และนอกจากนี้คุณยังสามารถติดตามผลจากการเก็บสถิติ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำและพัฒนาเว็บไซต์หรือโฆษณาของคุณได้ในอนาคต

SEO Trend 2020

SEO Trend 2020 ถ้าคุณยังไม่แก้ อันดับร่วงแน่นอน
ปัจจุบัน คงปฎิเสธ ไม่ได้ว่า Search Engine มีผลต่อการตัดสินใจของ Userสำหรับผู้ทำงานสาย Digital Marketing คงไม่มีใครไม่รู้จัก SEO ( Search Engine Optimization ) นั้นก็คือการทำให้ Keyword ติดหน้า แรกของ การ Search ดังนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ที่จะทำให้ Keyword ติดหน้าแรก ได้ ในช่วง ปีที่ผ่านมาเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Algorithm บน Google หลายตัวที่ส่งผล ต่ออันดับ บนเว็บของเรา ดังนั้น Ario Marketiong จะมาบอกเคร็ดลับ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำ บน เว็บไซต์ เพราะจะทำให้อันดับ ของเว็บ บน Google ดิ่งลงเหว ได้

ความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆที่ เกี่ยวกับ SEO

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระอันอัดแน่นเกี่ยวกับ SEO เราจะขอนำความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆ มาให้คุณได้ทำความรู้จักเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดต่อไป

ความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆที่ เกี่ยวกับ SEO
  • Search Engine = เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking = การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog = บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite = ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach = บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise = การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword = คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume = จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link = ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content = คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink = ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic = ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา

มากันที่สาระสำคัญสำหรับบทความนี้คือจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด ให้คุณรู้จักว่า SEO คืออะไรอย่างลึกซึ้งเพื่อที่ว่าหากใครกำลังเริ่มธุรกิจหรือคิดจะสร้างหน้าร้านบนโลกออนไลน์จะได้นำไปปรับใช้เพื่อทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การทำ On-page SEO

กลยุทธ์การทำ On-page SEO

ารใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

  • ควรเลือก Keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ และดูจากปริมาณการค้นหาและหาไอเดียเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner, KWFinder, Ahrefs
  • ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt tag ในรูปภาพ
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา
กลยุทธ์การทำ On-page SEO

การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ

  • ควรสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ SEO ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจนหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่อให้อ่านต่อ
  • ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนหน้าในเว็บไซต์ เช่น บล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหาควรมีความเกี่ยวข้องกับธีมเนื้อหาหลักของเว็บไซต์
  • ควรเขียนเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ User
  • ควรเขียนเนื้อหาหรือเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกมาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการสร้างบทความ

การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User

  • ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้าให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบดูเข้าใจง่าย เช่น Home > Product > Category
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย ? และ =
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่านได้ง่าย โดยใช้คำภาษาอังกฤษ และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/
  • ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/ …/jp/ โดยไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง
  • ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้โหลดได้เร็ว
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้

การอัพเดตเว็บไซต์

  • ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด
  • ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO

เมื่อเราทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ในแต่ละครั้ง แน่นอนว่าเราต้องหวังผลให้เว็บไซต์ของเรานั้นติดอันดับการค้นหา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของเรา ซึ่งการทำ SEO นี้ก็มีทั้งข้อดีเพื่อให้เห็นประโยชน์ในการใช้งานอย่างชัดเจน และข้อเสียเพื่อที่จะทำให้เราเตรียมรับกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการทำ SEO ในอนาคตได้

ข้อดีของ SEO

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาประเภทอื่นๆ
  2. สร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า บ
  3. ช่วยสร้างมาตรฐาน รูปแบบ เนื้อหาของเว็บไซต์ หรือการแก้ไขปรับปรุงให้เว็บไซต์มี Code ที่เป็นมาตรฐาน
  4. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเป็นช่องทางในการสร้างลูกค้าใหม่
  5. การทำ SEO ช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามกลุ่มของ Keyword
  6. ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเป็นการแข่งขันกับคู่แข่งในประเภทธุรกิจเดียวกัน เพราะหากอยู่อันดับต้นๆ ก็ได้เปรียบคู่แข่งแล้ว
  7. สามารถขยายตลาดและขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศต่างๆ การทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถขยายไปต่างประเทศได้ เช่น การสร้างเว็บไซต์มากกว่า 1 ภาษา เพื่อรองรับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าในประเทศนั้นๆ
  8. ช่วยสร้าง Brand Visibility สำหรับการทำอันดับบน Search Engine นั้น
  9. ช่วยทำให้เกิด Repeat Business ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาจาก Search Engine จะใช้เวลาในเว็บไซต์ค่อนข้างยาวนาน
  10. การทำ SEO ให้ปรากฏอยู่บน Search Engine เทียบเท่ากับการจ้างบริษัททำโฆษณา เสมือนการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจตลอด 24 ชม.

ข้อเสียของ SEO

  1. การทำ SEO ต้องอาศัยทักษะ ความสามารถและประสบการณ์ เทคนิคในแต่ละบุคคล และการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Search Engine อยู่เสมอ
  2. การลงทุนจ้างบริษัททำ SEO สามารถตรวจสอบได้ยากว่าได้กำลังจากส่วนนี้มากน้อยเพียงใด
  3. Keyword ที่นำมาใช้กับ SEO นั้นใส่ได้เพียง 2 – 5 คำต่อหน้าเว็บไซต์
  4. ลำดับการแสดงผลในหน้า Search Engine มีความไม่แน่นอน และขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการแก้ไขเว็บไซต์ แต่ลำดับการแสดงผลก็สามารถลดลงได้
  5. การเก็บลำดับของ Robots / Crawler มีระยะเวลาประมาณ 7 – 30 วัน ซึ่งมีระยะเวลานาน เกิดเป็นความล่าช้าในการปรับปรุงลำดับการแสดงผลในหน้า Search Engine

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มต้นทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา หากเราเริ่มต้นทำ SEO ด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนเสิร์ช ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม และติดอันดับบน Google

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกัน!

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

1.Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ
คุณอาจใช้เป็นประเภทของสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามาใช้เป็น Keyword ตัวอย่างเช่น

  • สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากจะใช้คำกว้างๆ คุณสามารถใช้คำร่วมเพื่อให้ Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง
  • การใช้ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ชมเว็บไซต์ ให้กลายเป็นลูกค้าได้

2.Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา
Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของคำ หรือประโยคที่สะกดถูกต้อง แต่มันคือคำที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหากันมากกว่า

  • สมมติว่าผมต้องการทำ SEO สำหรับธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก
    เราจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(คำที่สะกดถูก) เพราะว่าคนที่ใช้คำว่า เรียนกราฟฟิก ในการค้นหามีมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเองค่ะ

3.มีปริมาณการค้นหา
ต่อจากข้อ 2 นอกจาก Keyword จะมีคนใช้ค้นหาแล้ว ต้องมีปริมาณการค้นหาในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน
กลับมาที่คอร์สสอนกราฟิกกันอีกครั้ง เรารู้ได้ยังไงว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”
เรามีวิธีการเช็คปริมาณการค้นหาอยู่ 3 วิธีครับ

  • เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
  • เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่ผมซื้อเอาไว้ ชื่อว่า Mangools
  • เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend

4.เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent
Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่ช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่คนเสิร์ช ใส่ความต้องการของตัวเองลงในคำค้นหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
  • พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
  • พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
  • จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา
    เมื่อเราได้ Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้เรามาดูกันเลยว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ได้คะแนน SEO ดีๆ จาก Google!
Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา
Keyword Trend 2019 ที่คนไทยนิยมค้นหาบน Google

SEO กับ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์

SEO มีความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ เพราะถือเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาสู่ธุรกิจของคุณผ่านช่องทางออนไลน์ได้ ซึ่งเหมาะกับการตลาดในยุคปัจจุบัน
SEO คืออะไร SEO (Search Engine Optimization) คือ การทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับสูงกว่าเว็บอื่นๆ บน Search Engines ทำให้ผู้คนรวมไปถึงลูกค้า มีโอกาสเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณมากขึ้นและทำให้คุณมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น นั่นเอง
ในสมัยก่อนการทำ SEO มักเป็นการใส่ Keyword ไม่กี่คำลงไปในเว็บไซต์ เพื่อให้ Search Engines หาคำเหล่านั้นพบ แต่การทำ SEO ในปัจจุบันมีหลายแง่มุม หลากหลายวิธีมากกว่านั้น และยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการตลาดออนไลน์อีกด้วย

การวางกลยุทธ์ SEO

การที่คุณจะวางกลยุทธ์เกี่ยวกับการทำ SEO บนตลาดออนไลน์นั้น พึงระลึกไว้เสมอว่า กฎของการทำ SEO คือ การเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไปพร้อมกับพฤติกรรมบนโลกออนไลน์และความสามารถของเทคโนโลยีที่ได้มีการพัฒนาขึ้น ไม่มีอะไรตายตัว ไม่มีอะไรอยู่นิ่ง ไม่มีอะไรคงที่เลยสักอย่าง ดังนั้นสิ่งที่เราจะแนะนำคุณต่อไปนี้ เป็นสิ่งที่คุณควรต้องคำนึงถึงไว้ด้วยเสมอถามตัวเองว่า เป้าหมายของคุณคือใคร ?
การทำ SEO ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทำ Traffic มาให้ได้มากที่สุด แต่ควรดึงดูดลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการของคุณเข้ามายังเว็บไซต์ ซึ่ง Google Analytics เป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้คุณค้นหาข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะสามารถทำให้คุณปรับกลยุทธ์ SEO ให้ตรงเป้าหมายได้มากขึ้น

  • ถามตัวเองว่า เป้าหมายของคุณคือใคร ?
    การทำ SEO ในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่การทำ Traffic มาให้ได้มากที่สุด แต่ควรดึงดูดลูกค้าที่สนใจในสินค้าหรือบริการของคุณเข้ามายังเว็บไซต์ ซึ่ง Google Analytics เป็นเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยให้คุณค้นหาข้อมูลเชิงลึกทางการตลาดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งจะสามารถทำให้คุณปรับกลยุทธ์ SEO ให้ตรงเป้าหมายได้มากขึ้น
  • ลูกค้าใช้มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์
    ในยุคปัจจุบันการค้าขายต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมอยู่ในรูปแบบของ “ตลาดออนไลน์” และลูกค้ามักใช้อุปกรณ์พกพา เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต มากกว่านั่งดูอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์
    ดังนั้น การสร้างเว็บไซต์ในยุคนี้ควรเป็นแบบ Responsive Web Design หรือ การออกแบบเว็บไซต์ที่ทำให้หน้าเว็บไซต์แสดงผลได้ดีและเหมาะสมบนอุปกรณ์ขนาดต่างๆ รวมถึงขนาดหน้าต่างหรือหน้าจอ และความละเอียดของหน้าจอในอุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ Responsive Web Design จะสามารถปรับขนาดของเว็บไซต์ได้อัตโนมัติตามขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ นั่นเอง ( Seolnwza บริการรับทำเว็บไซต์ทุกประเภท หากสนใจคลิกเลย)
  • คำสำคัญ ( Keyword )
    การเลือกใช้ Keyword ต้องสัมพันธ์กับความคุ้มค่าของการลงทุน โดยควรพิจารณาทุก keyword ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้ในเครื่องมือค้นหา การใส่ Keyword แบบเฉพาะเจาะจงหรืออะไรก็ได้ลงไปนั้นไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะ Keyword บางคำอาจทำให้จำนวนคนเข้าเว็บไซต์ของคุณเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่ไม่มีประโยชน์หากผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ซื้อสินค้าหรือบริการของคุณ ดังนั้นให้พิจารณา Keyword ให้ดีว่าคุณจะได้รับผลตอบแทนของการลงทุนเท่าไหร่จากการลงทุนในการทำ SEO
  • มีเว็บไซต์ที่ดี มีคุณภาพ
    การมีเว็บไซต์ดี มีคุณภาพ มีโอกาสจะประสบความสำเร็จมากกว่า เพราะเว็บไซต์ที่มีความชัดเจน มีเนื้อหาคุณภาพ เป็นมิตรกับผู้ใช้ จะทำให้กลายเป็นเว็บไซต์ที่สร้าง Traffic อย่างมหาศาลให้กับคุณได้ และถูกจัดอันดับให้เว็บไซต์อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเว็บไซต์อื่น กลายเป็นโอกาสที่ดีต่อธุรกิจ เพราะฉะนั้นการทำเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน
  • Backlink เป็นสิ่งสำคัญ
    ปัจจุบันการสร้าง Backlink ควรคำนึงถึงคุณภาพมากกว่าจำนวน ลิงก์จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องจะมีโอกาสนำ Traffic และผู้ใช้ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายมาหาคุณมากยิ่งขึ้น ซึ่งการทำ Backlink ยังคงสำคัญและแสดงถึงความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ได้
  • โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาท
    โซเชียลมีเดีย ( Social Media ) เริ่มเป็นช่องทางสู่การเป็นเครื่องมือการตลาด ที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้มักจะเข้าถึงเว็บไซต์ผ่านโซเชียลมีเดีย ดังนั้น การทำให้เว็บไซต์มีตัวตนในโลกออนไลน์จึงเป็นสิ่งที่ดีและมีความสัมพันธ์กับ SEO ด้วย
  • รู้จักตรวจสอบประสิทธิภาพของ SEO
    การติดตามตรวจสอบเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยคุณสามารถใช้ Google Analytics หรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ ที่จะสามารถช่วยให้คุณเข้าใจว่า SEO มีผลกับปริมาณ Traffic และยอดขายของคุณอย่างไร การจะประสบความสำเร็จในการทำการตลาดออนไลน์ได้นั้น ต้องเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมและต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเมื่อทราบว่ากลยุทธ์ปัจจุบันไม่ได้ให้ผลตามที่คาดหวัง

SEO มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

SEO

SEO มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

ประโยชน์ seo

  • เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น
  • เพื่อเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ และเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มีมากขึ้น
  • เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเว็บไซต์
  • เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น
  • เพื่อเป็นการพัฒนาเว็บไซต์ ให้เกิดการใช้งานโดยผู้ใช้ ไม่ใช่แค่เรากับเพื่อนเรา ทำให้เกิดการคลิก และเข้าเว็บเรามากขึ้น อย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำ SEO

ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นที่ยืนยันจาก Google ว่ามีผลต่อการจัดอันดับ แต่เป็นสัญญาณที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพดีหรือไม่ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้ผู้พัฒนาหรือผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ปรับปรุงเพิ่มเติม

สัญญาณจากผู้ใช้เว็บไซต์ (User Signals)
ข้อมูลการใช้งานของเว็บไซต์สามารถดูได้จาก Google Analytics ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Users), อัตราตีกลับ (Bounce Rate), รายงานข้อความค้นหาของคีย์เวิร์ด (Queries) และ อัตราการคลิกเข้าชมเว็บไซต์ผ่าน Keyword นั้นๆ (CTR) เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณที่สำคัญที่ใช้วัดคุณภาพของเว็บไซต์ได้ ด้วยเหตุนี้เองเว็บไซต์ที่ต้องการทำ SEO จึงควรติด Google Analytics และ Search Console เพื่อให้ Google เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวและเราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพเว็บไซต์ของตัวเองได้

ปัจจัยที่มีผลต่อการทำ SEO

สัญญาณจาก Social Media (Social Media Signals)
จำนวน Likes และ Shares ของลิงค์หน้าเว็บไซต์จาก Social Media ต่างๆ ได้แก่ Facebook, Twitter และ Pinterest มีส่วนช่วยในการจัดอันดับเว็บไซต์ การสร้างบทความที่มีประโยชน์ซึ่งเกี่ยวข้องกับเนื้อหาหลักในเว็บไซต์และใช้ Social Media เป็นช่องทางในการกระจายบทความไปยังผู้ใช้ เพื่อดึงให้คนเข้ามาอ่านบทความและเพิ่ม Traffic ให้กับเว็บไซต์ จึงเป็นวิธีการที่ช่วยให้ทำอันดับบน Google ได้ดีและติดอันดับเร็วขึ้น