previous arrow
next arrow
Slider

อยากรู้ไหมเมื่อปีที่ผ่านมา คนไทยค้าหาข้อมูลอะไรบ้างใน google

วันนี้เรามาดูกันถึงความนิยมหรือกระแสในการค้นหาใน google ว่ามีอะไรบ้างในปีที่แล้วหรือปี2020 นี่ก็อาจจะเป็นอีกแนวทางหรือแนวคิดที่จะทำให้คุณคิด content หรือหากจะมีไอเดียวเจ๋งๆจากตรงนี้ก็ได้ งันเรามาดูกันดีกว่า ว่าแต่ละประเภาแต่ละหมวดหมู่คนไทยนิยมอย่างไร

กลยุทธ์ กับการใช้ SEO

อับดับแรกเราต้องรู้กระบวนการทำงานของการทำ SEO เพื่อการวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยกระบวนการทำงานของ SEO นั้นคือการปรับแต่งเว็บไซต์ การปรับปรุงเนื้อหาการเพิ่ม Backlink ซึ่งเป็นลิงค์ที่มีคุณภาพมายังเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์ติดอยู่ในอันดับต้นๆ บน หน้าแสดงผลการค้นหาและกลยุทธ์คือ การวางแผนธุรกิจและวางรายละเอียดการปฏิบัติเพื่อให้องค์กรสามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้ ผ่านการคัดสรรคุณค่าให้กับกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะ การออกแบบแผนปฏิบัติการให้เหมาะสมกับทรัพยากรในองค์กร และการวางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้กลยุทธ์ล้มเหลวในระยะสั้นและระยะยาว

ตามความหมายของ wikipedia กลยุทธ์ก็คือแผนการที่เราต้องปฏิบัติ เพื่อทำให้เราสามารถบรรลุถึงเป้าหมายได้

นั่นก็หมายความว่า กลยุทธ์นั้นประกอบไปด้วย 2 อย่าง ก็คือ ‘แผนการปฏิบัติ’ และ ‘เป้าหมาย’ เช่น ธุรกิจอาจจะอยากเพิ่มยอดขาย (เป้าหมาย) ผ่านการตีตลาดใหม่ที่มีการแข่งขันน้อย (แผนการ)

ในส่วนนี้ สองคำถามที่เราอาจจะยังสงสัยกันอยู่ก็คือ แผนการปฏิบัติต้องละเอียดแค่ไหน และเป้าหมายของธุรกิจต้องละเอียดแค่ไหน

หากคุณมีกลยุทธ์ว่าอยากจะเปิดตลาดใหม่ และคุณจ้างพนักงานมาทำเดินการ 1 คน ข้อมูลแค่นี้เพียงพอหรือเปล่าสำหรับการที่พนักงานคนนี้จะนำไปใช้งาน…คำตอบสั้นๆก็คือ ‘ไม่’

4 ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

Content Marketing Framework

การทำ Content Marketing ในยุคนี้ที่ใคร ๆ ก็สามารถผลิต Content กันได้ เพียงคุณมีมือถือสมาร์ทโฟน เอาไว้ถ่ายรูปและโพสต์ หรือมีสกิลแต่งภาพเบื้องต้น คุณก็สามารถทำ Content เจ๋งๆได้แล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงคือ การแข่งขันของ การทำ Content Marketing นั้นสูงมาก ยังไม่รวมกับ Facebook ที่ปรับฟีดให้คนเห็นโพสต์ของเพจน้อยลง หรือทำ Content เจ๋งๆมาแล้ว ได้แต่ยอดไลค์ยอดแชร์ แต่ยอดขายไม่พุ่งเลยจะทำยังไงดี ? วันนี้ SocialEnable จะพาไปดูขั้นตอนการทำ Content พร้อมยกตัวอย่างการทำ Content Marketing แบบเข้าใจง่าย ๆ กันนะครับ 🙂

Content Marketing คืออะไร? 

Content Marketing คือ การทำการตลาด ผ่านการสร้าง Content ที่มี ” คุณค่า (Value) ” หรือที่เราเรียกว่าเป็น Quality Content สามารถให้คุณค่ากับผู้อ่าน หรือสามารถแก้ไขปัญหาในชีวิตของผู้อ่านได้

ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

Understand Content Marketing Framework
  1. Set Objective

อีกแล้วหรอ!! แน่นอนครับ อย่างแรกคือ การวางเป้าหมาย(Objective) ลองถามตัวเองดูนะครับว่าการที่เราจะทำ Content สักชิ้นหนึ่ง ทำไปเพื่ออะไรและลูกค้าได้อะไร การมีเป้าหมายนั้นเหมือนมีกรอบไว้ไม่ให้เราออกนอกลู่นอกทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายให้ได้ราบรื่นที่สุดลองดูตัวอย่างนี้นะครับ

Set Objective for Content marketing

Brand Awareness – ทำให้ Brand หรือ Product เป็นที่รู้จัก หรือให้ข้อมูลลูกค้าเกี่ยวกับ Product เรา ตัวอย่างเช่น
Thought leadership – สร้างความแตกต่างและความเป็นผู้นำเทรนด์ด้านที่ถนัดและเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้บริโภคเห็นว่าเราไม่ได้ตามใคร หรือเป็นข้อมความรู้ชุดใหม่ที่ผู้บริโภคไม่เคยเจอ
Lead Generation – เพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ จากคนที่สนใจให้กลายมาเป็นลูกค้าเรา เช่น เปรียบเทียบแบรนด์ AและB, Review จากผู้ใช้งานจริง
Sales – เพิ่มยอดขายจากการทำ Content เช่น รวมราคาโปรโมชั่นในเดือนมีนา ที่คุณจับต้องได้, 5 เหตุผลที่คุณต้องซื้อ

2.Understand Customer Needs

กำหนดเป้าหมายเพียงข้อมูลทั่วไป ตัวอย่างเช่น ข้อมูลทั่วไปคือ ข้อมูลพื้นฐานอย่าง อายุ,เพศ,ที่อยู่,การศึกษา,ความสนใจ แล้ว อย่าลืมแต่มองให้ลึกถึงภายใน ข้อมูล Insight คือ สิ่งที่ผู้บริโภครู้สึกภายในเช่น ชอบดูละครบุพเพสันนิวาส แต่ชอบดูแบบย้อนหลัง เพราะในช่วงเวลาที่ออกอากาศยังไม่ถึงบ้าน

How to crate Persona Profile

Customer Persona : คือการสร้างลูกค้าในอุดมคติ เพื่อทำให้เห็นชัดเจนว่าลูกค้าว่าเป็นใคร ทำงานอะไร อยู่ที่ไหน ชอบไม่ชอบอะไร พฤติกรรมเป็นอย่างไร สิ่งที่เขากังวลคืออะไร รวมถึงเราสามารถเข้าถึงเขาได้ทางไหนบ้าง การสร้างลูกค้าในอุดมคติ ช่วยให้เราสามารถวางแผนกลุยทธ์ได้ง่ายขึ้น เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น

Understand Customer Journey

Customer Journey คือ การเดินทางของผู้บริโภคที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าชนิดหนึ่ง โดยตัวอย่างด้านบน บอกถึงแต่ละขั้นตอนที่ผู้บริโภคจะมาซื้อสินค้านั้นเราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร(Touch Point) โดยสามารถแบ่งเป็นขั้นตอนตามภาพ

Awareness – ใช้ Content ที่ลูกค้าไม่เคยรู้ ไม่เคยทราบว่าก่อนเกี่ยวกับ Brand หรือ Product ของเรา
Consideration – ใช้ Content เชิงเปรียบเทียบกับคู่แข่ง, ข้อดีข้อเสียของสินค้า, รีวิวจากผู้ใช้งานจริง หรือทดลองใช้งาน
Purchase – ใช้ Content เกี่ยวกับ วิธีจ่ายเงินที่ง่ายที่สุด, ร้านค้าที่ใกล้ลูกค้า หรือโปรโมชั่น
Retention –  ใช้ Content ที่มอบข้อมูลหรือโปรโมชั่นให้กับคนที่เป็นลูกค้าเท่านั้น
Advocacy – ใช้ Content กระตุ้นการแชร์ ชวนให้คนมารีวิว Product เรา แล้วได้แต้ม เป็นต้น

เราควรจะทำ Content เพื่อตอบสนองในทุกขั้นตอนของ Customer Journey

3.Content Strategy

เมื่อเรารู้ว่าเป้าหมายคือใครแล้ว ถึงเวลาวางแผนทำ Content เพื่อให้คุณค่าแก่ผู้บริโภค แบรนด์ส่วนใหญ่อยากขายสินค้า หรืออยากพูด (Brand Talk) จนลืมนึกถึงผู้บริโภคว่าอยากฟังรึเปล่า ช่วยอะไรเขาได้(Audience Interests) หากผู้บริโภคไม่สนใจก็จบตั้งแต่สไลด์มาเจอโพสต์ของเรา ดังนั้นมาดูรูปตัวอย่างกันว่าเราจะหา Value Content ที่มีคุณค่าแก่ผู้บริโภคได้อย่างไร

Creating Content Strategy

Brand Talk คือ สิ่งที่แบรนด์อยากจะพูด อยากจะเล่า ว่าแบรนด์เราทำอะไรบ้าง สินค้าเรามันดียังไง มันใช้งานยังไง (หัวใจสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ผู้คนมาสนใจเรื่องที่เราเล่า)
Audience Interests คือ สิ่งที่ลูกค้าอยากฟังหรือสนใจ เพื่อนำไปแก้ปัญหาในชีวิตเขาได้ แต่ส่วนนี้แบรนด์จะรู้ข้อมูลได้อย่างไร ว่าเป้าหมายของเราสนใจเรื่องอะไร แบรนด์อาจต้องติดตามเทรนด์ของกลุ่มหมายเหล่านั้น หรืออาจใช้เครื่องมืออย่าง Social Listening Tools ในการหาข้อมูลว่ามีคนพูดถึงแบรนด์เราอย่างไรบนโลก Social เครื่องมืออย่าง Social Listening สามารถใช้ได้หลายแง่มุม
Value Content : ตรงกลางระหว่างสิ่งที่แบรนด์ต้องการต้องบอก และผู้บริโภคสนใจอยากฟังด้วย ถือว่าเป็น Content ที่มีคุณค่า เราต้องหาให้เจอ และ ทำมันอย่างต่อเนื่อง

Content Formats : จากตัวอย่างด้านบน เราสามารถเลือกรูปแบบ Content ที่เราจะนำเสนอให้กับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งแบบรูปภาพ บทความ [short-long form] หรือวีดีโอ ที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ อย่างผู้บริโภคบางคนชอบอ่านบทความ ในการทำความเข้าใจมากขึ้น แต่บางคนไม่ชอบอ่านตัวหนังสือเยอะๆ เราจึงต้องเลือกรูปแบบในการจะสื่อออกไปให้เหมาะสม

Creating Content Distribution Channels

Content Distribution Channels : เลือกสื่อหรือแพลตฟอร์มที่จะสามารถกระจาย Content ไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ เช่น ธุรกิจเสื้อผ้าผู้หญิง อาจเลือก Content ลงใน Instragram หรือธุรกิจอย่าง B2B อาจจะเน้นไปที่การทำเว็บไซต์ของตัวเอง ผสมกับการทำ SEOและSEM เพื่อถูกค้นหาเจอได้ง่ายบน Google เป็นต้น

4.Measurement

Measurement&KPIs

เมื่อทำ Content ไปแล้วสิ่งสำคัญคือดูกระแสตอบรับ หาวิธีการวัดผล Content ที่เราทำว่าสามารถตอบโจทย์เป้าหมายที่เราวางไว้แต่แรกได้หรือไม่ หากเป้าหมายคือ Brand Awareness  เราสามารถยึดเกณฑ์ในการวัดผลคือ เข้าถึงคนได้กี่คน(Reach) แล้วมีคนดูกี่คน(Views) Engagement รวมเท่าไหร่(ในวิชา Facebook คือ Reaction ,Comments, Shares) คนดูวิดีโอดูจบกี่เปอร์เซ็นต์ บางครั้งต้องเจาะลึกดูถึง Sentiment ว่าแต่ละ Comment หรือคนที่ Share มีคนพูดถึงแบรนด์เราในด้านดีไม่ดีอย่างไร  จะเห็นว่าเกณฑ์การวัดผลอาจไม่ตายตัวนัก แต่จะต้องสะท้อนหรือวัดผลเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ เพื่อนำผลที่ไปปรับปรุงหรือแก้ไขให้ Content ดีขึ้น โดยใช้เครื่องมือวัดผล Fanpage อย่าง SocialEnable : Social Media Management Tools

สรุป                                                                         

คีย์เวิร์ดหลักๆ ในการทำ Content Marketing คือคำว่า ” คุณค่า (Value) ” ต้องเป็น Quality Content ที่สามารถให้คุณค่ากับผู้อ่านได้ หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของเหล่า Marketer ที่จะทำอย่างไร ที่จะเปลี่ยนจากผู้อ่าน >> ผู้ติดตาม >> เป็นลูกค้าผู้น่ารัก

โดยทั้ง 4 ขั้นตอนนี้คือการทำ Content Marketing พร้อมมีตัวอย่างประกอบ ใครที่อยากจะลองทำ Content ลองนำ ขั้นตอนเหล่านี้ไปปรับใช้ดูนะครับ เพื่อทำให้การทำงานของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– Contact Us –

หากสนใจหรืออยากได้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือ Social Listening/Monitoring สามารถติดต่อได้ที่ 080-808-9080 แล้ว Customer Service จะติดต่อกลับไปทันที

4 ขั้นตอน การทำ Content Marketing และตัวอย่างเข้าใจง่าย

การสร้าง content

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO
9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

1.SEO ไม่ได้การันตีอันดับบน Google

อ้าว ถ้าแบบนั้นแล้วจะมีจ้างทำไม ต้องอธิบายก่อนว่า การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันทีครับ โดยส่วนมากแล้วเราพบว่าการแข่งขันที่รุนแรงในบางสินค้าและบริการ กับเว็บเพจจำนวนมากที่มี Content ไม่มากนัก แถมยังมีการอัพเดทค่อนข้างน้อย (แค่ 1-3 ครั้งต่อเดือน) ก็ทำให้โอกาสที่จะมีอันดับสูงมันยากไปด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทำ SEO จึงต้องการเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ในการติดอันดับบนหน้าแรก

ที่สำคัญคือ ใครก็ทำได้ ขอเพียงมีเครื่องมือ และมีความรู้ การแข่งขันจึงมากเป็นธรรมดา

2.SEO ไม่ได้การันตียอดขายบนออนไลน์เสมอไป

สำหรับเว็บที่มุ่งทำธุรกิจบนออนไลน์ มีความจำเป็นต้องทำการตลาดด้วยโฆษณาเพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ปรากฏคือ หลายครั้งมันก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป เพราะบางครั้งกลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามานั้น ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามีอยู่นั่นเอง

3.อัด Keyword มากไป โดนตัดคะแนน

การทำ SEO จะให้ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ได้แปลว่าการใส้ Keyword เข้าไปมากๆคือคำตอบ เพราะตัวจับของ Google ก็ไม่ได้โง่ แถมยังปัดคะแนนให้ลดต่ำลงด้วย ถ้าหากใส่ Keywords มากเกินไปใน Content

สำหรับแนวคิดการแท็กหรือใส่ Keywords หลักเข้าไปมากๆ เรียกว่า Keyword Density” หรือก็คือ “การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด” เคยเป็นกลยุทธ์หลักข้อหนึ่งที่คนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์มักนำมาใช้ สาเหตุเพราะมีการคิดกันว่าวิธีนี้จะช่วยดันอันดับของเว็บไซต์หรือเพจให้ขึ้นบนหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเน้น Keyword Density” ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนอีกต่อไปแล้วครับ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google และการฟีดหน้าจอของ Facebook ที่มีความสามารถในการจับคำและเนื้อหาได้ดีขึ้น รวมถึงการจำกัดคำหลักต่อเนื้อหา 500 คำ ให้ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

4.จ่ายมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยดันให้อยู่อันดับสูงๆ

การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าทำ SEO ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยนำความสำเร็จมาให้เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณเองเช่นกันว่าเข้มแข็งแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ Content ของเว็บเราด้วยว่า น่าสนใจและน่าเชื่อถือขนาดไหน

5.Backlinks ใส่มาก ก็ใช่ว่าจะดี

การมี Backlinks นั้น โดยแท้แล้วจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ

แต่ที่พบคือ บางเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปมหรือนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราเลย ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทนได้ ซึ่งตัวอย่างของพวกที่ทำด้านนี้แล้วถูกโจมตีมากก็คือเว็บขายเครื่องสำอาง ขายครีมต่างๆ เป็นต้น

6.URL ไม่สื่อความหมายเท่าไหร่

เป็นข้อที่มีขีดจำกัด เพราะเว็บไซด์ส่วนมากจะยิง ID ในแบบ Dynamic Page ซึ่งรูปแบบนี้สำหรับตัวค้นหา Search Engine จะไม่ชอบ

ทางแก้คือ เราสามารถแก้ไข URL ให้มีความสัมพันธ์และมีความหมายได้เช่นกัน

7.Meta Tag เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ตรงเนื้อหาก็ไม่ช่วย

Meta Tag หรือการใส่ข้อความด้านล่างจากชื่อของลิ้งก์หรือหัวเรื่องของเราที่จะมองเห็นบน Google เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาคือ บางครั้ง Meta Tag ที่ทำออกมานั้น ไม่สื่อเนื้อหาตรงกับในเว็บเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการฝืนทำมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บเราเสียหายไปด้วยเหมือนกัน

8. ทำเว็บ Flash Site ได้ความสวย แต่ SEO ไม่อ่าน

แน่นอนว่า ทำเว็บ Flash มันช่วยเพิ่มความสวยงามของเว็บ แต่ Search Engine มันอ่านไม่ได้

เพราะฉะนั้นคนที่ชอบทำ เพราะหวังว่าเว็บสวยแล้วจะส่งผล ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวนะครับ

9.เน้นแชร์ทางโซเชียลมากๆ ก็ไม่ได้การันตียอดวิวเสมอไป

ทำเว็บ ทำ Content แล้วแชร์ออกไปบนโซเชียล เช่น Facebook ก็เป็นเรื่องดี และจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะช่วยเพิ่ม Engage แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งการแชร์มากๆอาจจะส่งผลลบแทน เพราะเมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาเดิมๆซ้ำไปมา คนก็เบื่อ แถมยังมีกรณีที่ตับจับของ Facebook จับการแชร์เหล่านั้นแล้วไปแบนล็อคอินที่แชร์เนื้อหาบ่อยๆไปด้วย

โดยสรุป

อันที่จริงยังมีปัญหาและความเข้าใจผิดอีกจำนวนไม่น้อยทที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันรุนแรง และระบบค้นหาของ Google มีการปรับเปลี่ยนอยู่ประจำ

Long Tail Keyword – ทำ SEO ง่ายกว่าด้วยคีย์เวิร์ดหางย๊าวยาว

คีย์เวิร์ดที่เรานำมาทำ SEO สามารถแบ่งตามความเจาะจงออกได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • Long Tail keywords คือ: คือคีย์เวิร์ดกว้างๆ มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google สูง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำสั้นๆ เพียงหนึ่งคำ เช่น “กระเป๋า”
  • Medium-Tail Keyword: คือคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจงมากขึ้นเมื่อเทียบกับคีย์เวิร์ดแบบ Short-Tail มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google ปานกลาง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำ 2-3 คำขึ้นไป เช่น “กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย”
  • Short-Tail Keyword: คือคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจงมากกว่าคีย์เวิร์ดแบบ Short-Tail มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google ปานกลาง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำ 2-3 คำขึ้นไป เช่น “กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย”
ประเภทคีย์เวิร์ด

เมื่อคุณเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดกว้างๆ อย่าง “กระเป๋า” กับ “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก” จะเห็นชัดเจนว่า “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก” มีความเจาะจงสูงกว่า นั่นคือข้อดีข้อหนึ่งของคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจง (Medium, Long-Tail Keyword)

เพราะว่าคนที่ใช้คำประเภทนี้หาอะไรสักอย่างใน Google มักจะมีความสนใจที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างสูง ตัวอย่างเช่น คนที่พิมพ์ “กระเป๋า” ลงไปใน Google เขาต้องการกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋านักเรียน?

คีย์เวิร์ดแบบ Short tail

คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคนๆ นี้มีความต้องการกระเป๋าแบบไหน ในทางกลับกันคนที่พิมพ์ “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก”

ึคีย์เวิร์ดประเภท Long Tail

เขาคนนี้บอกควาคุณอย่างชัดเจนว่ามีควานสนใจซื้อ “กระเป๋า” ประเภท “กระเป๋าสตางค์” สำหรับ “ผู้ชายเท่านั้น” แถมระบุด้วยว่าเขามีงบไม่มากนักจึงมองหา “กระเป๋าที่ราคาไม่แพงมาก” ถ้าคุณเปิดร้านที่มีกระเป๋าลักษณะนี้บอกได้เลยว่าคุณปิดการขายได้ไม่ยากเลย เมื่อเปรียบเทียบกับคนแรกที่เข้าร้านคุณมาด้วยคำกว้างๆ อย่าง “กระเป๋า” นี่คือข้อดีข้อหนึ่งของคีย์เวิร์ดประเภทเจาะจงที่มักจะมีระดับความสนใจในสิ่งที่ค้นหาสูง

กราฟคีย์เวิร์ดแบบเจาะจง

Long Tail Keyword – ทำ SEO ง่ายกว่าด้วยคีย์เวิร์ดหางย๊าวยาว

วิธีการทำ SEO seo เรียนรู้เกี่ยวกับ seo

การทำ SEO 2020 เตรียมความพร้อมให้เว็บคุณขึ้นอันดับ 1 Google

ความรู้เรื่อง SEO นั้นมีอยู่มากมาย เรียนรู้เท่าไหร่ ก็ไม่มีวันจบสิ้น เพราะการทำ SEO ไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ละธุรกิจใช้กลยุทธ์ทำ SEO ที่ไม่เหมือนกัน สำหรับบทความชุดนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้แสวงหาแนวทางทำ SEO ที่ถูกต้อง

seo 2019

สารบัญเนื้อหา

  1. SEO คือ อะไร?
  2. แก่นของ Google SEO คืออะไร
  3. ทำไมต้องทำ SEO?
  4. การทำ SEO ยากหรือง่าย?
  5. SEO จ้างทำได้หรือไม่?
  6. ถ้าอยากจ้างทำ SEO ต้องจ้างอย่างไร?
  7.  ขั้นตอนการทำ SEO [Roadmap]
    • On site optimization
    • Mobile friendly
    • User experience
    • Keyword research
    • Useful Content
    • Social Media
    • Backlink
  8. สรุป SEO 2020 แนวโน้มจะเป็นอย่างไร

เรียน SEO ออนไลน์ฟรี 4 บทเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการทำ SEO

1. SEO คือ อะไร?

การทำ seo คือ การผลักดันเว็บไซต์ตัวเองให้ติดหน้าแรกเวลาค้นหาบน google ด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ โดยไม่ใช้การลงโฆษณา และต้องทำด้วยกระบวนการต่างๆ ในรูปแบบที่ Google ต้องการด้วย ซึ่งคำนี้ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Search engine optimization 

อ่านเพิ่มเติม: สอน SEO ตั้งแต่เริ่มต้น ถึงระดับ Advance

SEO คือ

2. แก่นของ Google SEO คืออะไร

เราใช้งาน google เพื่อหาคำตอบ แต่เราเล่น facebook เพื่อความสนุก และเพื่ออวดบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นๆ รับรู้จริงมั้ยครับ ?

google seo

Google คือ Search engine แก่นของเขาคือการแสดงข้อมูล (information) ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา นั่นหมายความว่า หากเราต้องการให้เว็บของเราติดอันดับหน้าแรก เราก็ต้องสร้างเนื้อหาแบบที่ google ชอบ คือ เป็นข้อมูล (information) ที่เป็นคำตอบต่อคนที่กำลังอยากรู้ และข้อมูลเหล่านั้น ต้องเป็นข้อมูลที่เรียบเรียงมาอย่างดี อ่านแล้วต้องเข้าใจง่ายๆ (accessible) และสุดท้ายข้อมูลของเราต้องเป็นประโยชน์ (useful) คือ ช่วยแก้ปัญหาหรือให้คำตอบกับคนที่กำลังต้องการมันได้

google-mission

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใดๆ เลย

3. ทำไมต้องทำ SEO?

ทำไมต้องทำ SEO
  • เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google จะมี Traffic คนเข้าเว็บ มากกว่าเว็บที่อยู่อันดับ 10 มากถึง 10 เท่าเลยนะ
  • จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้เว็บเราติดอันดับต้นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากเว็บของคุณ ไม่ติดอันดับหน้าแรก จำนวนคนเข้าเว็บของคุณ แทบจะเป็น 0 เลยกว่าได้
  • ผมขอบรวบรวมตัวอย่าง volume การค้นหาของ Keyword ต่างๆ มาเปรียบเทียบให้พวกเราเห็นระหว่างเว็บอันดับ 1 กับอันดับ 10 ว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน
  • โปรแกรมที่ใช้ดูสถิติพวกนี้คือ kwfinder ครับผม (สำหรับเนื้อหาการใช้เครื่องมือตัวนี้ จะมีพูดถึงในหัวข้อถัดไปครับ
ทัวร์ญี่ปุ่น
ที่พักเชียงใหม่
กล้องติดรถยนต์
นาฬิกาวิ่ง

CUSTOMER JOURNEY

Aware       > รู้จัก (seo ช่วยได้มากที่ด่านแรก)

Appeal     > ชอบ

Ask          > หาข้อมูล เปรียบเทียบ

Act           > inbox ซื้อสินค้า

Advocate > สนับสนุน บอกต่อ ซื้อซ้ำ

การเดินทางของลูกค้า
digital Touchpoints

เพิ่ม Traffic = เพิ่มยอดขาย

  • ทำให้เว็บเราติดอันดับหน้าแรก หลายๆ keyword
  • กับทำ Keyword ที่ติดอยู่แล้ว มีอันดับสูงขึ้น
เพิ่มคนเข้าเว็บ

“สินค้าดีที่สุด ราคาดีที่สุด บริการดีที่สุด
แทบจะไร้ความหมาย
หากลูกค้า ค้นหาคุณไม่เจอ

การทำ SEO คือ เครื่องมือทรงพลัง
ที่จะช่วยให้ลูกค้าเจอคุณ
และช่วยเพิ่มยอดขาย บนโลกออนไลน์”

อยากทำเว็บขายของออนไลน์ด้วยตนเอง
เราต้องรู้อะไรบ้าง? คลิกอ่าน 👇การสร้างเว็บไซต์ อัพเดท 2020

4. การทำ SEO ยากหรือง่าย?

  • จะทำ SEO ได้ผลดี ต้องมาจากเว็บที่ดีก่อนนะ
    อ่านเพิ่มเติม: คู่มือสอน WordPress สำหรับผู้เริ่มต้น
  • สมมุติถ้าคู่แข่งคุณคือ Lazada เขาทำเว็บไว้ดีแค่ไหน หากคุณอยากจะชนะเขา การทำ SEO คือ การทำเว็บให้ดีกว่า Lazada แค่นั้น จึงไม่ต้องถามว่าการทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งมันยากแค่ไหน
  • ถ้า​คู่​แข่ง​เว็บ​เขา​สวย​อยู่​แล้ว เว็บของคุณ​ต้อง​สวย​กว่า​ ถ้า​เขา​เขียน​บทความ​ดี​อยู่​แล้วคุณ​ต้อง​เขียน​ให้​ดี​กว่า​เขา​ ถ้า​เว็บ​เขา​มี​ 100 บท​ความ​ คุณก็​ต้อง​มี​ 200 บทความ​ ถ้า​คู่แข่ง​เว็บ​เปิด​เร็ว​แค่​ไหน​ เว็บคุณ​ก็​ต้อง​เปิด​เร็ว​กว่า​
  • ดังนั้น​ความ​ยาก​หรือ​ง่าย​ แต่​ละ​ธุรกิจ​จึง​ไม่​เหมือน​กัน​ ขึ้น​อยู่กับ​ว่าเว็บ​ที่​ติด​อันดับ​คือ​ใคร​ และ​เขา​ทำ​ไว้​ดี​แค่​ไหน​ หน้าที่​คุณคือ​ต้อง​ทำ​ให้​เว็บ​ของตัวคุณเองให้ดี​กว่า​เขา​ แค่​นั้น
user behavior factor

สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าเว็บไหนจะทำอันดับได้ดีกว่า

  • หากคุณเคยดูรายการประกวดร้องเพลง เมื่อถึงรอบชิงชนะเลิศ ผู้แข่งขันทุกคนต่างร้องเพลงเพราะทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นแชมป์ คือ คะแนนโหวตจากทางบ้านนั้นเอง
  • คนที่จะได้คะแนนโหวตเยอะๆ อาจไม่ใช่คนที่ร้องเพลงเพราะที่สุด แต่เป็นคนที่ร้องเพลง แล้วทำให้คนฟัง มีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง ไม่ว่าจะเป็น ความสนุก ความเศร้า ความสงสาร หรือความสะเทือนใจ นักร้องคนนั้นจึงได้คะแนนโหวตมากไปด้วย
  • การทำ SEO ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกคนรู้หลักการทำ SEO ซึ่งไม่ได้ต่างกัน เพราะการทำ SEO มันเป็นหลักการสากล
  • แต่สิ่งที่ทำให้บางเว็บแพ้หรือชนะ คือ การทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามีส่วนร่วม เช่น ใช้เวลาอ่านนานกี่นาที อ่านจนจบบทความมั้ย? อ่านจบแล้ว มีการคลิกต่อไปยังหน้าอื่น ๆ อีกกี่หน้า
  • ซึ่งจุดนี้แหละคือสิ่งที่ยากที่สุดของการทำ SEO เพราะการจะทำให้คนมีส่วนร่วมบนเว็บของเรามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และยังต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้เข้าชมเว็บของเราด้วย
Bounce Rate

Bounce Rate คือ อัตราส่วนของคนเข้ามาเว็ปเรา
แล้วอยู่แค่หน้าเดียว แล้วปิดไป ตรงจุดนี้ยิ่งน้อย ยิ่งดี

Daily Pageviews per Visitor คือ จำนวนหน้าที่คนเข้าเว็บ
เปิดดูต่อไปเรื่อยๆ จุดนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี
แสดงว่าเว็บไซต์เรามี Content น่าสนใจ

Daily time on site

Daily Time on site คือ ค่าเฉลี่ยของเวลาที่คนอยู่บนเว็บไซต์
ของเรา ยิ่งเขาอยู่บนเว็บเรานานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ด้วยเช่นกัน

*User behavior factor
ยังมีอีกหลายปัจจัย ด้านบนเป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น

การทำ seo

“การทำ SEO ก็เปรียบเหมือนการแต่งเพลง
ยังไม่มีเพลงไหนเพราะที่สุด
มีแค่เพลงที่เพราะกว่า
อันดับบน google serp มีขึ้นมีลง
หน้าที่ของเราคือแต่งเพลง หรือเขียนบทความให้ดี
หรือทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งแค่นั้น”

5. SEO จ้างทำได้หรือไม่?

จ้างทำ SEO แบบตรง ๆ ไม่ได้ หมายความว่า หากคุณมีเงินแล้วเอาเงินมาให้ผม แต่ผมไม่ได้เข้าไปปรับแต่ง หรือออกแบบอะไรใหม่ที่เว็บคุณเลย เช่น ผมอาจจะเพิ่มปริมาณ Backlink หรือใช้โปรแกรมสร้างเป็น Bot เข้ามาเปิดปิดเว็บของคุณ

ถ้าคุณไปจ้างใครทำ SEO แล้วเขาทำอยู่แค่นี้ แสดงว่าคุณกำลังถูกหลอก สิ่งที่เขากำลังทำให้คุณมันไม่ได้ช่วยให้เว็บคุณดูดีขึ้นเลยในสายตาของ Google

คุณต้องเข้าใจ Model ทำเงินของ Google และ Facebook ก่อน พวกเขามีรายได้จากค่าโฆษณา ดังนั้น หน้าที่ของ Google และ Facebook เขาต้องบีบให้ให้พวกเราซื้อโฆษณา โดยการปรับอัลกอลิทึม ของเว็บที่จะติดหน้าแรกได้ ต้องยากที่สุด คือจะมีแค่เว็บที่มีคุณภาพดีเท่านั้นที่ติดหน้าแรกได้

เพราะหากการทำ SEO มันจ้างกันแบบง่ายๆ ได้ คนก็จะไม่ไปซื้อโฆษณากับ Google เขาก็ต้องเสียรายได้ ดังนั้น Google จึงไม่มีทางยอมแน่ๆ

In 2018, stuffing your website
with backlinks may hurt
more than help.
คำว่า “more backlinks,
higher ranking”
จึงเป็นแนวคิวที่ใช้การไม่ได้แล้วในยุคนี้

Google’s ad revenue from 2001 to 2017 (in billion U.S. dollars)

Google's ad revenue

6. ถ้าอยากจ้างทำ SEO ต้องจ้างอย่างไร?

เพราะการทำ SEO เราไม่สามารถจ้างใครทำตรงๆ ได้ ถึงจ้างได้ ก็การันตีให้ติดหน้าแรกไม่ได้อยู่ดี คำแนะนำหากคุณต้องการใช้เงินสำหรับการจ้างทำ SEO การจะจ้างทำ SEO ให้ได้ผลเราต้องจ้างเป็นองค์รวม โดยมี 3 ส่วนหลักๆ

  1. จ้างคนทำเว็บ
  2. จ้างคนทำกราฟฟิค
  3. จ้างคนทำคอนเทนต์ (เขียนบทความให้น่าอ่าน)

คุณต้องไปสร้างทีมงานเก่งๆ มา 3 ส่วนหลักๆ ด้านบน จากนั้นค่อยนัดผมไป training ทีมงานของคุณ หรือจะให้พวกเขาเรียนรู้เรื่อง SEO ด้วยตนเองก็ได้ เพื่อให้การทำงานแต่ละส่วนถูกหลัก SEO

คนทำกราฟฟิค – ต้องรู้หลักการ SEO จะได้ออกแบบและวางตำแหน่งของรูปภาพถูกต้อง เราจะทำเว็บให้สวยอย่างเดียวยังไม่พอ

คนทำเว็บ – ต้องรู้หลักการออกแบบโครงสร้างเว็บ อะไรที่จำเป็น อะไรที่ไม่จำเป็น อะไรควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้เว็บเป็นมิตรกับ  Google Search Engine มากที่สุด

คนเขียนบทความ – ต้องรู้ก่อนว่า Google ชอบบทความประเภทไหน โครงสร้างของบทความต้องจัดเรียงเนื้อหาอย่างไรบ้าง เขียนบทความดี น่าอ่าน อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเขียนให้ดีในสายตาของ Google ด้วยนั้นเอง

ทำเว็บก็เหมือนเราสร้างบ้าน ต้องออกแบบก่อน แต่ไม่ใช้การออกแบบให้สวยตามใจ ต้องสวยในมิติที่ google ชอบด้วย

“แต่โดยมากส่วนใหญ่
จะทำเว็บกลับด้าน
คือออกแบบเว็บตามใจ ไม่มีหลักการ
พอถึงเวลาต้องทำ SEO จริงจัง
ได้เสียเวลาทำเว็บใหม่กันทุกคน”

7. ขั้นตอนการทำ SEO 

องค์ประกอบเริ่มต้นสำหรับการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพครับ

seo 2019

7.1 On site optimization

  • On page Structure (ปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคปรับ SEO On page แบบ Full option
  • Page loads FAST (ความเร็วในการเปิดเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม ทำเว็บ WordPress ให้โหลดเร็ว 100/100 speed
  • Use SEO-Friendly URLs (การเขียน URL ให้ Google เข้าใจง่ายๆ)
  • Use Responsive Design (ออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถแสดงได้บนทุกอุปกรณ์)
  • Internal Links & Outbound Links (การวางลิงค์ให้เนื้อหาแต่ละหน้ามีความเชื่อมโยงหากัน)
    อ่านเพิ่มเติม: คู่มือสร้าง Link building
  • Image Optimization (การปรับแต่งรูปภาพให้เป็นมิตรกับการค้นห้าบน Google)
    อ่านเพิ่มเติม: ทำ SEO รูปภาพ 2020
  • Social media signals (ทำให้ง่ายต่อการแชร์ไปยัง Social media ต่างๆ)
    อ่านเพิ่มเติม: แชร์เว็บไป Facebook อย่างไรให้ได้ผล
  • Long-form content (สร้างเนื้อหาเจาะลึก ลงรายละเอียด)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคทำ Long-form content

On page Structure

On page Structure

ดูเนื้อหาฉบับเต็ม: The Most Massive SEO Copywriting Guide That Will Make Your Traffic Soar

7.2 Mobile friendly

คำว่า Mobile Friendly ไม่ได้หมายถึงเว็บไซต์ที่ดูได้บนมือถือ แต่หมายถึงเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกสบายบนมือถือ การที่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ยังต้องคอยซูมเข้า ซูมออก เลื่อนซ้าย เลื่อนขวา เพื่ออ่านข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าเว็บเหล่านี้ไม่ได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีต่อผู้ชมเว็บไซต์ เพราะไม่เป็น Mobile Friendly

ที่มา: What is mobile friendlyกลับสู่สารบัญ

happy beautiful Asian young woman

บทความพิเศษ

50 เทคนิคทำ SEO ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน ใครรู้ก่อนทำก่อนได้เปรียบ

7.3 User experience

User experience
  • User experience คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บของเรา โจทย์ใหญ่ของการสร้าง UX คือ จะทำยังไงให้คนที่เข้าเว็บของคุณ เกิดความพึงพอใจ เกิดความเชื่อถือในสินค้า และช่วยให้เขาเข้าถึงสิ่งที่เข้าต้องการได้ง่ายๆ
  • เพราะหากเราทำเว็บให้ ดูน่าเชื่อถือ โอกาสปิดการขายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง
  • ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ เราจึงต้องใส่ใจ ทำเล่นๆ ไม่ได้

7.4 Keyword research

Keyword research คือ การค้นหาคำที่ผู้คนอยากรู้คำตอบ หรือคำที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ หรือความต้องการของคนๆ นั้น แล้วนำไปค้นหาคำตอบบน Google

การหา Keyword แม่นๆ จึงช่วยเก็บกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บของเราเพิ่มขึ้นได้

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใด ๆ เลย

โปรแกรมแนะนำ สำหรับการทำ Keyword research

Kwfinder.com
Ubersuggest

7.5 Useful Content

content-marketing-seo-combination
  • การทำ SEO ปี 2020 ไม่มีทางลัด การเติมบทความที่เป็นประโยชน์เข้าไปเยอะๆ คือ ทางด่วน
  • ถ้าคุณสังเกตเว็บใหญ่ๆ แทบทุกเว็บจะต้องมีหมวด Blog ที่เต็มไปด้วยบทความจำนวนมาก
  • Google Bot หลงรักเว็บไซต์ ที่มีบทความเยอะๆ เสมอ
  • บทความยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งต่อ User และในสายตา Google
  • แน่นอนเมื่อคุณมีบทความมากเท่าไหร่ เว็บไซต์ของคุณก็จะถูกหาเจอผ่าน Keyword ที่หลากหลาย จำนวนคนเข้าเว็บก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

*แต่การเขียนบทความให้ดี ให้น่าอ่านอย่างเดียวคงยังไม่พอ คุณต้องรู้วิธีเขียนบทความให้ถูกหลัก SEO ด้วย

“มีนักเขียน ที่เขียนงานดีอยู่มากมาย
แต่หากต้องนำสิ่งที่เขียน
มาอยู่บนโลกออนไลน์
มันน่าเสียดาย หากคุณเขียนดี
แต่ไม่มีใครค้นหา งานเขียนของคุณเจอ”

ทำไมเราต้องเขียนบทความ (Blog)

why writing blog

จาก Infographic ด้านแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเขียน Blog ไว้ดังนี้

  • 52% ของผู้บริโภค บอกว่าบทความ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 60% ของเจ้าของกิจการ บอกกว่าบทความ จาก Brand ต่างๆ ช่วยให้เขาพัฒนาสินค้าตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
  • 61% ของผู้บริโภคชอบซื้อสินค้าจากธุรกิจที่มีการทำคอนเทนต์ เป็นประโยชน์ เพื่อลูกค้าอยู่เสมอๆ
  • 57% ของนักการตลาด ได้ลูกค้าใหม่ๆ จากบทความของพวกเขา
  • 42% ของผู้บริโภคมักเข้าไปดูหลายๆ บทความเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 19% ของผู้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงาม บอกว่าเขาสนใจสินค้าที่พบเจอ  ผ่านบทความที่เขาอ่าน จากการค้นหา

“Try to make a site
that is so fantastic
you become an authority
in your niche.”
Matt Cutts, the former head of search quality at Google

7.6 Social Media

Social Media
  • เขียนบทความเสร็จแล้ว ใครจะมาอ่านบทความของเรา?
  • Social Media คือ ช่องทางกระจายคอนเทนต์บนเว็บของเรา ไปให้คนรู้จักเพิ่มมากขึ้น
  • นอกจากนี้ Social media ยังเป็น Signal ให้ Google
    มา Index ข้อมูลบนเว็บของเราได้เร็วขึ้น
  • ดังนั้นการแชร์บทความไปยัง Social media ต่างๆ
    จะเป็นตัวช่วยเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บของเรานั้นเอง
  • การแชร์สิ่งต่างๆ ไปยัง Social media ให้ได้ผล คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของ Social media ว่าเขาชอบคอนเทนต์ลักษณะไหนบ้าง และอะไรที่เขาไม่ชอบ

7.7 Backlinks

Backlinks

Backlink คือ ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่บอก Google ให้รู้ว่าเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้รับการยอมรับ และมีการทำเป็น reference เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหน้าเว็บของเรา ส่งผลให้เราได้คะแนน SEO จาก Google มากขึ้นไปด้วย

ประเภทของ Backlinks

  1. Natural-Editorial : เป็น Backlink ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ซึ่งเกิดจากเนื้อหาในเว็บของเราดีและมีประโยชน์ แล้วจึงมีเว็บไซต์อื่นทำการอ้างอิงเนื้อหา เขียนถึงและทำลิงค์กลับมาให้
  2. Manual Link Building : คือลิงค์ที่เราสร้างเอง เอาไปปล่อย เอาไปแปะตามที่ต่างๆ
    คำแนะนำสำหรับ manual link building คือ ถ้าหากต้องการสร้าง backlink ด้วยการ “ซื้อ” แล้ว ควรทำเป็นลักษณะซื้อบทความ editorial และมีลิงค์กลับมาที่เว็บของเรา ผ่านเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่พวก spam เว็บไซต์ หรือถ้าต้องการสร้าง Backlink เองแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุด ก็อาจจะเริ่มด้วย
    Owned asset ก่อน เช่น การทำ Video content บน Youtube ที่มีลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์
    การสร้าง Social channels ต่างๆ รวมถึงการสร้างเว็บ Blogs ขึ้นมาเอง เป็นต้น
  3. Non-Editorial : เป็นพวกลิงค์ที่กลับมาจากคอมเม้นท์ในเว็บไซต์ต่างๆ
    ที่ให้คนทั่วไปเข้าไปเขียนคอมเม้นท์ได้

Backlink ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่? ในยุคนี้

  • Google ลดความสำคัญของ Backlink เพราะจำนวนของ Backlink ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเนื้อหาบนเว็บมีคุณภาพดีเสมอไป
  • Backlink ยังมีความจำเป็น แต่ต้องเป็นลิงค์ที่เราได้รับจากเว็บ ที่มีคุณภาพ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ
    คอนเทนต์ ของเรา และต้องมีความเป็นธรรมชาติ
  • หากคุณสร้างบทความที่มีคุณภาพ หน้าเว็บนั้นก็มีโอกาสติดหน้าแรกได้เช่นเดียวกัน เพราะ Google มีหลายร้อยเกณฑ์สำหรับการจัดอันดับเว็บ และเขาจะมองหาเว็บที่มีเนื้อหาที่ดีที่สุดอยู่เสมอ
การทำ backlinks

รูปภาพนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบทความที่มีคุณภาพ สำคัญกว่า Backlink จำนวนมาก

In 2018, stuffing your website
with backlinks may hurt
more than help.
คำว่า “more backlinks,
higher ranking”
จึงเป็นแนวคิวที่ใช้การไม่ได้แล้วในยุคนี้

สรุปการทำ SEO 2020 แนวโน้มจะเป็นอย่างไร

  • การติดหน้าแรก Google จะไม่มีคำว่าฟลุ๊ค เว็บที่มีคุณภาพดีเท่านั้นที่จะติดหน้าแรกได้
  • เว็บสายขาว เว็บสายเทา ทำ SEO ด้วยหลักการเดียวกัน ไม่มีใครสามารถโกงหรือหลอก google ได้
  • บริษัทรับจ้างทำ SEO จะหายไป ถึงมีอยู่ก็ทำเว็บลูกค้าให้ติดอันดับได้ยาก เพราะทุกบทความต้องเขียนให้ละเอียด ลงลึก และสร้างสรรค์ คนนอกจะทำแทนไม่ได้ เพราะเขาไม่ได้ Expert ในธุรกิจของคุณ
  • เว็บไม่ใช่หนังสือพิมพ์ ไม่ต้องเขียนบทความทุกวัน บทความจำนวนมาก ไม่ได้ช่วยให้ organic traffic เพิ่ม ปรับปรุงบทความเดิม ที่ติดอันดับอยู่แล้ว ให้ดีขึ้น เพื่อรักษาอันดับไม่ให้ร่วง
  • ถ้าคุณจะทำเว็บไซต์ใหม่ ไม่ควรจดโดเมนด้วยคำ keyword ให้จดโดเมนเป็นชื่อที่จดจำง่ายๆ และแปลกๆ ไปเลย ลองพิมพ์คำว่า ที่พัก+ชื่อจังหวัด ดู แทบจะไม่มีเว็บโรงแรมปัจเจกที่พักท้องถิ่น ติดหน้าแรกได้เลย
  • คู่แข่งของคุณไม่ใช่เว็บธุรกิจเดียวกับคุณ คู่แข่งของคุณไม่ใช่โรงแรมข้างๆ ไม่ใช่ร้านอาหารข้างๆ ไม่ใช่คนขายสินค้าแบบเดียวกับคุณ แต่เว็บคู่แข่งของพวกคุณ คือเว็บ platform พวก Lazada Shopee Agoda TripAdvisor รวมถึงพวกเว็บสื่อที่รีวิว ที่พัก ที่กิน ที่เที่ยว เราต้องถูกบีบให้ไปซื้อโฆษณา หรือไปฝากพวก platform ช่วยขายนั้นเอง
  • การทำให้ตัวเองดัง ให้คนจดจำ บางครั้งก็ง่ายกว่าการทำเว็บให้ติดหน้าแรก หากเราทำให้ผู้คนค้นหาชื่อเว็บเราตรงๆ บน Google ได้ แบบนี้แหละคือการทำ SEO ที่ดีที่สุด
  • เขียนบทความยาวๆ แค่ได้เปรียบ แต่ไม่ได้แปลว่าจะชนะ การทำให้ผู้คน Engage กับ Content เราสำคัญสุด การ Engage ที่ว่ามีดังนี้
    – เปิดหน้าเว็บเราต่อหลายๆ หน้า
    – คลิกดูนู้นดูนี่บนเว็บของเรา
    – อ่านบทความเราจนจบ
    – ใช้เวลาอยู่บนเว็บเรานานๆ
    – เลื่อนเม้าส์ดูเว็บเราแบบช้าๆ
    – Bookmark เว็บเราเก็บไว้
    – แชร์เว็บลงบน Social
  • จะทำแบบที่ว่าได้ทั้งหมด เราต้องกลับสู่แนวคิดพื้นฐานของ Google จงทำเว็บเพื่อให้คนจริงๆ อ่านแล้วได้ประโยชน์ อย่าพยายามทำเว็บ เพื่อให้ Google bot ชอบอย่างเดียว
  • หยุดหาทางลัดในการทำ SEO เพราะมันไม่มีอยู่จริงครับ เขียนบทความ หรือทำคอนเทนต์ให้เป็นธรรมชาติ อย่าไปยึดติดเรื่อง on page กับ off page ให้มากเกินไป
  • นิยามของ SEO จะเปลี่ยนไป จาก Search Engine Optimization สู่ Searcher Experience Optimization การปรับปรุงประสบการณ์ให้เหมาะกับคนค้นหา ไม่ได้ทำ SEO เพื่อเอาใจ search engine แต่ทำ SEO เพื่อเอาใจคนอ่าน

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

Content Marketing

การตลาดในยุคดิจิตอลดังเช่นปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่ากลยุทธ์สำคัญที่ทุกบริษัทควรจะมีก็คือ Content Marketing ซึ่งหากคุณสามารถสร้างมันได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จได้จนคุณต้องตกใจเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเริ่มหันเหออกจากการตลาดแบบเดิมๆ มาเน้นเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้การทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมีการแข่งขันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Am2b Marketing เขียนบทความนี้ขึ้น ก็เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้นั่นเอง

1. คอนเทนต์ดีๆ ไม่ได้มีเฉพาะตัวหนังสือ

เมื่อพูดถึงคอนเทนต์ หลายๆ คนก็มักจะนึกบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้ไหมคะว่าสมัยนี้การเขียนบทความที่มีตัวหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถสร้างอิมแพคให้เกิดขึ้นได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมรสนิยมของผู้บริโภคในยุคนี้ยังเปลี่ยนไปด้วย ทำให้การทำคอนเทนต์เองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย, Infographics, eBooks, vlogs (เล่าเรื่องราวในบล็อกผ่านวิดีโอ) เป็นต้น

2. ส่งต่อข้อมูลดีๆ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

ต้องยอมรับว่าใครๆ ก็ชอบของฟรี ยิ่งถ้าเป็นของดีแล้วฟรีด้วยก็ยิ่งชอบใหญ่ ซึ่ง Content Marketing ถือเป็นช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการพีอาร์ให้เห็นว่าบริษัทของเรานั้นมีความเป็นมืออาชีพในเรื่องใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งก็ทำอีบุ๊ครวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำการตลาดแบบนี้เสียเลย จะทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกบริษัทของคุณมีความน่าไว้วางใจ และเหมาะที่จะใช้บริการในโอกาสต่อไปนั่นเอง

3. ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบ B2B และ B2C ก็เหมาะกับการใช้ Content Marketing

นั่นก็เพราะว่า Content Marketing ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบ B2B หรือ B2C ก็ตาม แต่วิธีใช้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้แตกต่างกันบ้าง ดังนี้

  • B2B (Business to Business) คือธุรกิจที่เน้นการให้บริการแก่บรรดาผู้ประกอบการด้วยกัน, ผู้ผลิตกับผู้ผลิต, ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก, ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งหรือค้าปลีก หรือผู้ผลิตกับผู้นำเข้า โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งจุดนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมาใช้ในการสร้าง Infographic เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้า เป็นต้น
  • B2C (Business to Consumer) คือธุรกิจที่เน้นการขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยตัดบริษัทที่เป็นตัวกลางออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย พ่อค้าส่ง และพ่อค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้สินค้าสามารถทำกำไรได้มากขึ้น และมีราคาถูกลง เนื่องจากไม่ต้องแบ่งกำไรให้พ่อค้าคนกลางนั่นเอง โดยธุรกิจแบบนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยด้วยการทำคลิปวิดีโอ หรือวิดีโอโฆษณา เพื่อสร้างการจดจำในตัวสินค้าให้แก่ผู้บริโภคก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

4. ใช้ตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อวัดผลความสำเร็จและความล้มเหลวของงาน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งที่เราทำนั้นให้ผลลัพธ์ของความสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าไม่มีการตรวจสอบหรือวัดผล ดังนั้นการใช้ตัวชี้วัด หรือ KPIs จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนต์ของเราได้ จากนั้นเมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว จึงค่อยนำผลไปปรับปรุงคอนเทนต์ของเราให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการวัดผลนั้นเราสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยการใช้ Google’s URL builder และ Google Analytics เพื่อช่วยตรวจสอบ
  • วัดจากจำนวนผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดีย โดยวัดผลจากจำนวนผู้เข้าถึงคอนเทนต์ ผู้ไลค์ และผู้แชร์คอนเทนต์ ถือเป็นวิธียอดนิยมในไทยที่พบเจอได้บ่อยมาก
  • วัดจากจำนวนการตีกลับหรือ Bounce Rate โดยหากมีจำนวนการตีกลับที่มาก ก็หมายถึงว่าคอนเทนต์ของเราไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะผู้ชมเมื่อเห็นเนื้อหาแล้วปิดหน้าต่างทิ้งทันที แถมยังไม่เปิดคลิกไปหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์ด้วย
  • วัดจากจำนวน Inbound Links Earned เพราะหากคอนเทนต์ของเรามีคุณค่าที่ดีมากพอ ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะต้องนำลิงก์ไปแปะหรือแชร์บนเว็บอื่นอย่างแน่นอน โดยวิธีนี้ยังสามารถช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีผล SEO ที่ดีอีกด้วย
  • วัดจากระยะเวลาที่ผู้ชมใช้บนเว็บไซต์ ว่าพวกเขาอยู่ในหน้าเนื้อหาของเรากี่นาที ซึ่งหากผู้ใช้งานอยู่ในหน้านั้นไม่ถึง 15 วินาที ก็อาจแสดงว่าคอนเทนต์ของเราไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้นั่นเอง
  • วัดจาก Conversion rate ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น
  • วัดจากจำนวนยอดขาย อันเป็นตัววัดผลสำคัญที่จะบอกว่า คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงไร

5. ปรับแต่งคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้มีความหลากหลาย

แม้ว่าการทำคอนเทนต์มาร์เกตติ้งจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์เพียงคอนเทนต์เดี๋ยวจะสามารถทำได้ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการรีเสิร์ชข้อมูล เพื่อค้นหาให้ได้ว่าลูกค้าหรือเป้าหมายของเรานั้นต้องการอยากทราบเกี่ยวกับอะไร นอกจากนั้น เราควรจะรู้ว่าคอนเทนต์แต่ละรูปแบบนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่น บางชนิดอาจเหมาะสมสำหรับการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าหรือแบรนด์ แต่ไม่เหมาะสำหรับการดันยอดขาย เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการวางกลยุทธ์เพื่อการสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้ประสบความสำเร็จ หากคุณสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและขั้นตอนตามที่ได้นำเสนอนี้ รับรองว่าความสำเร็จจะมาถึงคุณอย่างไม่ยากเลย แต่สำคัญที่สุดคุณต้องค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น เพราะผลของความสำเร็จอาจไม่ได้มาเพียงแค่วันเดียว

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย