previous arrow
next arrow
Slider

ความสำคัญ เหตุผลอะไรที่เราต้องใช้ SEO

ต้องยอมรับเลยว่ายุคสมัยนี้นั้นการใช้งานอินเตอร์เน็ตนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว และในการหาข้อมูลก็เป็นไปอย่างรวดเร็วเช่นกันเพียงแค่คุณพิมท์คำที่ต้องการค้นหา ทุกอย่างก็ขึ้นมาให้คณแล้ว การเข้าชมเว็บไซต์มักจะเริ่มมาจากการค้นหาผ่านแพลตฟอร์ม Search Engine ต่างๆ (ไม่ค่อยมีใครเข้าเว็บไซต์โดยตรง) แม้ว่าปัจจุบัน Social Media สามารถดึงคนเข้าสู่เว็บไซต์ได้เช่นกัน แต่ Search Engine ก็ยังเป็นช่องทางหลักสำหรับเว็บไซต์

ที่การเสิร์ชสำคัญอย่างมากก็เพราะ เครื่องมือค้นหาเหล่านี้สามารถมอบการเข้าถึงที่เฉพาะกลุ่ม เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนที่เข้าเว็บไซต์คุณจากการค้นหานั้น เขาจะต้องมีความสนใจที่จะค้นหาข้อมูลหรือซื้อสินค้าหรือบริการอยู่ก่อนแล้ว ถึงค้นหาคำต่างๆ แล้วคลิกสู่เว็บไซต์ของคุณได้  ต่างจากการทำโฆษณาที่คนอาจจะเข้ามาเพียงเพราะพวกเขาเป็นกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้

แน่นอนว่าถ้าเครื่องมือค้นหาเหล่านี้ ไม่สามารถค้นหาเว็บไซต์ หรือแม้แต่เก็บข้อมูลหน้าเว็บของคุณเข้า ฐานข้อมูลได้ รับรองว่าคุณจะต้องพลาดโอกาสดีๆ ในการที่คนทั่วโลกจะเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณและคงไม่ต้องถามถึงการทำธุรกิจเลยว่าจะเป็นอย่างไร

การทำ SEO (Search Engine Optimization) กระบวนการปรับปรุงเนื้อหา ให้ติดหน้าหนึ่ง

การทำ SEO (Search Engine Optimization) กระบวนการปรับปรุงเนื้อหา ให้ติดหน้าหนึ่ง

Search Engine Optimization หรือ เรียกย่อๆ ว่า SEO เป็นกระบวนการสำคัญที่จะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าหนึ่ง Google ด้วยการปรับปรุงเนื้อหาและปรับแต่งเว็บไซต์ให้มีคุณภาพมากขึ้น รวมถึงทำการเพิ่มลิ้งค์ (Backlink) ที่มีคุณภาพมายังเว็บ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจต้องใช้เวลาพอสมควร จึงจะทำให้เว็บไซต์ติดหน้าหนึ่งการค้าหาของ Google ได้ เพราะบนเว็บไซต์นั้นล้วนมีคู่แข่งเป็นจำนวนมาก จึงเป็นเหมือนการแข่งขันกับเว็บไซต์อื่นๆ ที่ใช้คำค้นหรือ Keyword เดียวกัน เพื่อให้เว็บไซต์ของตนเป็นฝ่ายชนะและติดอันดับการค้นหาได้ในที่สุด

เนื่องจากในระบบการจัดอันดับการแสดงผลของ Search Results จะมีการอัพเดตให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ จึงต้องสร้างเว็บไซต์ของตนเองให้มีคุณภาพและหมั่นอัพเดตอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้เว็บไซต์ของตนยังคงทำอันดับได้ดีถึงแม้ว่า Algorithm จะมีการอัพเดตอยู่บ่อยๆ ก็ตาม Algorithm ที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ มี 2 ปัจจัยดังนี้

ปัจจัยภายใน (On-page)

การออกแบบและจัดการภายในเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ โดดเด่นและน่าสนใจ รวมถึงต้องได้มาตรฐานเว็บไซต์ โดยปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ โครงสร้างของเว็บไซต์ จำนวนหน้าภายในเว็บไซต์ต้องไม่น้อยหรือมากเกินไป ความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บ ปริมาณของเนื้อหา คุณภาพและการเลือกใช้คำที่มีความเหมาะสมและเข้ากับเนื้อหาโดยรวมของเว็บไซต์ที่สุด นอกจากนี้ยังรวมถึงการวางประโยคในส่วนต่างๆ ดังนี้

  • โครงสร้างของเว็บไซต์ โดยจะต้องมีการปรับปรุงให้มีความเป็นมิตรกับ Search Engine และผู้ใช้งานมากที่สุด คือสามารถใช้งานได้ง่าย เข้าใจง่าย และทำการโหลดหน้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วไม่ติดขัด
  • การใส่ keyword เป้าหมายลงไปอย่างพอเหมาะ และมีการกระจายคีย์เวิร์ดอย่างเหมาะสมที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่คีย์เวิร์ดก็จะนิยมใส่ลงไปใน Title Tag, Meta Desciption, H1 tag, H2 tag, และเนื้อหาในส่วนที่เป็น Plain Text แต่ในขณะเดียวกันก็มีข้อกำหนดว่าจะต้องไม่ใช้ Keyword ที่ซ้ำกันในจำนวนที่มากเกินไปเช่นกัน
  • การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ โดยเนื้อหาที่จะใส่ลงไปในหน้าที่จะทำ SEO นั้น จะต้องเป็นเนื้อหาที่เขียนขึ้นเองแบบสดใหม่ ไม่ได้ก็อปปี้มาจากแหล่งอื่น และต้องเป็นเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ในเชิงให้ความรู้และมีข้อมูลที่เจาะลึกมากพอที่ทาง Search Engine จะมองว่าเป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพได้
  • การอัพเดตเนื้อหาบนเว็บไซต์อยู่เสมอ เพื่อให้เนื้อหามีความสดใหม่ และมีความทันสมัยทันต่อเหตุการณ์อยู่ตลอดเวลา โดยสามารถทำได้ด้วยการอัพเดตสินค้าใหม่ๆ อัพเดตข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ หรือเพิ่มบทความที่มีคุณภาพลงในเว็บไซต์อย่างสม่ำเสมอ

ปัจจัยภายนอก (Off-page)

ข้อมูลหรือเนื้อหาจากลิ้งค์อื่นๆ ที่มีการเชื่อมโยงมาจากภายนอก ไม่ใช่เนื้อหาจากบนเว็บไซต์โดยตรง ซึ่งหากมีลิ้งค์ที่มีเนื้อหาคุณภาพจากภายนอกเชื่อมโยงมายังเว็บไซต์มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสติดอันดับ SEO มากเท่านั้น เช่น

  • การเพิ่ม Backlinks โดยเป็นการเพิ่มจากเว็บไซต์อื่นๆที่มีความน่าเชื่อถือและมีเนื้อหาที่มีความเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือมี keyword เดียวกัน แต่ต้องเป็นการเพิ่ม Backlinks แบบค่อยเป็นค่อยไปให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุด ไม่ใช่การเพิ่มในทีเดียวมากๆ เพราะจะทำให้ถูกแบนจาก Search Engine หรือจาก Google ได้

ประโยชน์ของการทำ SEO

ประโยชน์ในการทำ SEO สามารถสรุปได้เป็น 4 ข้อดังต่อไปนี้

1. เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาผ่าน Search Engine ก็จะทำให้มีผู้คนเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น เพราะเมื่อทำการค้นหา Keyword เว็บไซต์ก็จะขึ้นมาเป็นอันดับแรกๆ ของการค้นหา โดยธรรมชาติของคนเราจะให้ความสนใจกับเว็บที่อยู่อันดับแรกๆ ก่อน จึงมีโอกาสที่จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว และนอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะได้ผู้เข้าชมจาก keyword อื่นๆ ที่เป็นคีย์ใกล้เคียง

2. เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าหรือบริการ

เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาบนหน้าแรกของ Google ก็จะเพิ่มโอกาสขายสินค้า และบริการให้มากขึ้นไปอีก เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสินค้าจากเว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ที่มีการค้นพบเป็นอันดับต้นๆ

3. โปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จัก

การโปรโมทเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายได้ เมื่อการค้นหาเว็บไซต์พบอยู่ในหน้าหนึ่งของ Google ก็จะทำให้ผู้คนได้เห็นชื่อเว็บและมีการคลิกเข้าชมเว็บมากขึ้น และหากเว็บไซต์มีการออกแบบที่น่าสนใจและมีสินค้าที่มีคุณภาพ ก็จะทำให้เกิดการบอกต่อและมีการกลับมาใช้บริการเว็บไซต์ซ้ำๆ

4. ลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา

การทำ SEO แม้ว่าจะต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ก็สามารถลดค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณาได้ดี เพราะจากการคลิกเว็บไซต์ในส่วนของ SEO จะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เกิดขึ้นเหมือนกับการลงโฆษณาที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แต่อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการทำ SEO ก็ขึ้นอยู่กับ Keyword ที่ใช้ด้วย ดังนั้นจึงควรพิจารณาให้ดีก่อนเลือก Keyword ที่จะใช้ในการทำ SEO

การทำ SEO 2021 เตรียมความพร้อมให้เว็บคุณขึ้นอันดับ 1 Google

seo 2019

ความรู้เรื่อง SEO นั้นมีอยู่มากมาย เรียนรู้เท่าไหร่ ก็ไม่มีวันจบสิ้น เพราะการทำ SEO ไม่มีสูตรสำเร็จ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ละธุรกิจใช้กลยุทธ์ทำ SEO ที่ไม่เหมือนกัน สำหรับบทความชุดนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับผู้แสวงหาแนวทางทำ SEO ที่ถูกต้อง

เรียน SEO ออนไลน์ฟรี 4 บทเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดของการทำ SEO

1. SEO คือ อะไร?

การทำ seo คือ การผลักดันเว็บไซต์ตัวเองให้ติดหน้าแรกเวลาค้นหาบน google ด้วยคีย์เวิร์ดที่ต้องการ โดยไม่ใช้การลงโฆษณา และต้องทำด้วยกระบวนการต่างๆ ในรูปแบบที่ Google ต้องการด้วย ซึ่งคำนี้ย่อมาจากคำภาษาอังกฤษว่า Search engine optimization 

SEO คือ

2. แก่นของ Google SEO คืออะไร

เราใช้งาน google เพื่อหาคำตอบ แต่เราเล่น facebook เพื่อความสนุก และเพื่ออวดบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นๆ รับรู้จริงมั้ยครับ ?

google seo

Google คือ Search engine แก่นของเขาคือการแสดงข้อมูล (information) ให้ตรงกับสิ่งที่ผู้คนกำลังค้นหา นั่นหมายความว่า หากเราต้องการให้เว็บของเราติดอันดับหน้าแรก เราก็ต้องสร้างเนื้อหาแบบที่ google ชอบ คือ เป็นข้อมูล (information) ที่เป็นคำตอบต่อคนที่กำลังอยากรู้ และข้อมูลเหล่านั้น ต้องเป็นข้อมูลที่เรียบเรียงมาอย่างดี อ่านแล้วต้องเข้าใจง่ายๆ (accessible) และสุดท้ายข้อมูลของเราต้องเป็นประโยชน์ (useful) คือ ช่วยแก้ปัญหาหรือให้คำตอบกับคนที่กำลังต้องการมันได้

google-mission

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใดๆ เลย

3. ทำไมต้องทำ SEO?

ทำไมต้องทำ SEO
  • เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google จะมี Traffic คนเข้าเว็บ มากกว่าเว็บที่อยู่อันดับ 10 มากถึง 10 เท่าเลยนะ
  • จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการทำ SEO ให้เว็บเราติดอันดับต้นๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะหากเว็บของคุณ ไม่ติดอันดับหน้าแรก จำนวนคนเข้าเว็บของคุณ แทบจะเป็น 0 เลยกว่าได้
  • ผมขอบรวบรวมตัวอย่าง volume การค้นหาของ Keyword ต่างๆ มาเปรียบเทียบให้พวกเราเห็นระหว่างเว็บอันดับ 1 กับอันดับ 10 ว่ามันจะแตกต่างกันขนาดไหน
  • โปรแกรมที่ใช้ดูสถิติพวกนี้คือ kwfinder ครับผม (สำหรับเนื้อหาการใช้เครื่องมือตัวนี้ จะมีพูดถึงในหัวข้อถัดไปครับ
ทัวร์ญี่ปุ่น
ที่พักเชียงใหม่
กล้องติดรถยนต์
นาฬิกาวิ่ง

CUSTOMER JOURNEY

Aware       > รู้จัก (seo ช่วยได้มากที่ด่านแรก)

Appeal     > ชอบ

Ask          > หาข้อมูล เปรียบเทียบ

Act           > inbox ซื้อสินค้า

Advocate > สนับสนุน บอกต่อ ซื้อซ้ำ

การเดินทางของลูกค้า
digital Touchpoints

เพิ่ม Traffic = เพิ่มยอดขาย

  • ทำให้เว็บเราติดอันดับหน้าแรก หลายๆ keyword
  • กับทำ Keyword ที่ติดอยู่แล้ว มีอันดับสูงขึ้น
เพิ่มคนเข้าเว็บ

“สินค้าดีที่สุด ราคาดีที่สุด บริการดีที่สุด
แทบจะไร้ความหมาย
หากลูกค้า ค้นหาคุณไม่เจอ

การทำ SEO คือ เครื่องมือทรงพลัง
ที่จะช่วยให้ลูกค้าเจอคุณ
และช่วยเพิ่มยอดขาย บนโลกออนไลน์”

4. การทำ SEO ยากหรือง่าย?

  • จะทำ SEO ได้ผลดี ต้องมาจากเว็บที่ดีก่อนนะ
  • สมมุติถ้าคู่แข่งคุณคือ Lazada เขาทำเว็บไว้ดีแค่ไหน หากคุณอยากจะชนะเขา การทำ SEO คือ การทำเว็บให้ดีกว่า Lazada แค่นั้น จึงไม่ต้องถามว่าการทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งมันยากแค่ไหน
  • ถ้า​คู่​แข่ง​เว็บ​เขา​สวย​อยู่​แล้ว เว็บของคุณ​ต้อง​สวย​กว่า​ ถ้า​เขา​เขียน​บทความ​ดี​อยู่​แล้วคุณ​ต้อง​เขียน​ให้​ดี​กว่า​เขา​ ถ้า​เว็บ​เขา​มี​ 100 บท​ความ​ คุณก็​ต้อง​มี​ 200 บทความ​ ถ้า​คู่แข่ง​เว็บ​เปิด​เร็ว​แค่​ไหน​ เว็บคุณ​ก็​ต้อง​เปิด​เร็ว​กว่า​
  • ดังนั้น​ความ​ยาก​หรือ​ง่าย​ แต่​ละ​ธุรกิจ​จึง​ไม่​เหมือน​กัน​ ขึ้น​อยู่กับ​ว่าเว็บ​ที่​ติด​อันดับ​คือ​ใคร​ และ​เขา​ทำ​ไว้​ดี​แค่​ไหน​ หน้าที่​คุณคือ​ต้อง​ทำ​ให้​เว็บ​ของตัวคุณเองให้ดี​กว่า​เขา​ แค่​นั้น
user behavior factor

สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าเว็บไหนจะทำอันดับได้ดีกว่า

  • หากคุณเคยดูรายการประกวดร้องเพลง เมื่อถึงรอบชิงชนะเลิศ ผู้แข่งขันทุกคนต่างร้องเพลงเพราะทั้งสิ้น แต่สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าใครจะเป็นแชมป์ คือ คะแนนโหวตจากทางบ้านนั้นเอง
  • คนที่จะได้คะแนนโหวตเยอะๆ อาจไม่ใช่คนที่ร้องเพลงเพราะที่สุด แต่เป็นคนที่ร้องเพลง แล้วทำให้คนฟัง มีอารมณ์ร่วมไปกับเพลง ไม่ว่าจะเป็น ความสนุก ความเศร้า ความสงสาร หรือความสะเทือนใจ นักร้องคนนั้นจึงได้คะแนนโหวตมากไปด้วย
  • การทำ SEO ก็เช่นเดียวกัน เมื่อทุกคนรู้หลักการทำ SEO ซึ่งไม่ได้ต่างกัน เพราะการทำ SEO มันเป็นหลักการสากล
  • แต่สิ่งที่ทำให้บางเว็บแพ้หรือชนะ คือ การทำให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามีส่วนร่วม เช่น ใช้เวลาอ่านนานกี่นาที อ่านจนจบบทความมั้ย? อ่านจบแล้ว มีการคลิกต่อไปยังหน้าอื่น ๆ อีกกี่หน้า
  • ซึ่งจุดนี้แหละคือสิ่งที่ยากที่สุดของการทำ SEO เพราะการจะทำให้คนมีส่วนร่วมบนเว็บของเรามันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ และยังต้องสร้างคุณค่าให้กับผู้เข้าชมเว็บของเราด้วย
Bounce Rate

Bounce Rate คือ อัตราส่วนของคนเข้ามาเว็ปเรา
แล้วอยู่แค่หน้าเดียว แล้วปิดไป ตรงจุดนี้ยิ่งน้อย ยิ่งดี

Daily Pageviews per Visitor คือ จำนวนหน้าที่คนเข้าเว็บ
เปิดดูต่อไปเรื่อยๆ จุดนี้ยิ่งเยอะยิ่งดี
แสดงว่าเว็บไซต์เรามี Content น่าสนใจ

Daily time on site

Daily Time on site คือ ค่าเฉลี่ยของเวลาที่คนอยู่บนเว็บไซต์
ของเรา ยิ่งเขาอยู่บนเว็บเรานานเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ด้วยเช่นกัน

*User behavior factor
ยังมีอีกหลายปัจจัย ด้านบนเป็นแค่ตัวอย่างเบื้องต้นเท่านั้น

การทำ seo

“การทำ SEO ก็เปรียบเหมือนการแต่งเพลง
ยังไม่มีเพลงไหนเพราะที่สุด
มีแค่เพลงที่เพราะกว่า
อันดับบน google serp มีขึ้นมีลง
หน้าที่ของเราคือแต่งเพลง หรือเขียนบทความให้ดี
หรือทำเว็บให้ดีกว่าคู่แข่งแค่นั้น”

5. SEO จ้างทำได้หรือไม่?

https://youtube.com/watch?v=K4H_tY3w69A%3Ffeature%3Doembed

จ้างทำ SEO แบบตรง ๆ ไม่ได้ หมายความว่า หากคุณมีเงินแล้วเอาเงินมาให้ผม แต่ผมไม่ได้เข้าไปปรับแต่ง หรือออกแบบอะไรใหม่ที่เว็บคุณเลย เช่น ผมอาจจะเพิ่มปริมาณ Backlink หรือใช้โปรแกรมสร้างเป็น Bot เข้ามาเปิดปิดเว็บของคุณ

ถ้าคุณไปจ้างใครทำ SEO แล้วเขาทำอยู่แค่นี้ แสดงว่าคุณกำลังถูกหลอก สิ่งที่เขากำลังทำให้คุณมันไม่ได้ช่วยให้เว็บคุณดูดีขึ้นเลยในสายตาของ Google

คุณต้องเข้าใจ Model ทำเงินของ Google และ Facebook ก่อน พวกเขามีรายได้จากค่าโฆษณา ดังนั้น หน้าที่ของ Google และ Facebook เขาต้องบีบให้ให้พวกเราซื้อโฆษณา โดยการปรับอัลกอลิทึม ของเว็บที่จะติดหน้าแรกได้ ต้องยากที่สุด คือจะมีแค่เว็บที่มีคุณภาพดีเท่านั้นที่ติดหน้าแรกได้

เพราะหากการทำ SEO มันจ้างกันแบบง่ายๆ ได้ คนก็จะไม่ไปซื้อโฆษณากับ Google เขาก็ต้องเสียรายได้ ดังนั้น Google จึงไม่มีทางยอมแน่ๆ

In 2018, stuffing your website
with backlinks may hurt
more than help.
คำว่า “more backlinks,
higher ranking”
จึงเป็นแนวคิวที่ใช้การไม่ได้แล้วในยุคนี้

Google’s ad revenue from 2001 to 2017 (in billion U.S. dollars)

Google's ad revenue

6. ถ้าอยากจ้างทำ SEO ต้องจ้างอย่างไร?

เพราะการทำ SEO เราไม่สามารถจ้างใครทำตรงๆ ได้ ถึงจ้างได้ ก็การันตีให้ติดหน้าแรกไม่ได้อยู่ดี คำแนะนำหากคุณต้องการใช้เงินสำหรับการจ้างทำ SEO การจะจ้างทำ SEO ให้ได้ผลเราต้องจ้างเป็นองค์รวม โดยมี 3 ส่วนหลักๆ

  1. จ้างคนทำเว็บ
  2. จ้างคนทำกราฟฟิค
  3. จ้างคนทำคอนเทนต์ (เขียนบทความให้น่าอ่าน)

คุณต้องไปสร้างทีมงานเก่งๆ มา 3 ส่วนหลักๆ ด้านบน จากนั้นค่อยนัดผมไป training ทีมงานของคุณ หรือจะให้พวกเขาเรียนรู้เรื่อง SEO ด้วยตนเองก็ได้ เพื่อให้การทำงานแต่ละส่วนถูกหลัก SEO

คนทำกราฟฟิค – ต้องรู้หลักการ SEO จะได้ออกแบบและวางตำแหน่งของรูปภาพถูกต้อง เราจะทำเว็บให้สวยอย่างเดียวยังไม่พอ

คนทำเว็บ – ต้องรู้หลักการออกแบบโครงสร้างเว็บ อะไรที่จำเป็น อะไรที่ไม่จำเป็น อะไรควรทำและไม่ควรทำ เพื่อให้เว็บเป็นมิตรกับ  Google Search Engine มากที่สุด

คนเขียนบทความ – ต้องรู้ก่อนว่า Google ชอบบทความประเภทไหน โครงสร้างของบทความต้องจัดเรียงเนื้อหาอย่างไรบ้าง เขียนบทความดี น่าอ่าน อย่างเดียวยังไม่พอ ต้องเขียนให้ดีในสายตาของ Google ด้วยนั้นเอง

ทำเว็บก็เหมือนเราสร้างบ้าน ต้องออกแบบก่อน แต่ไม่ใช้การออกแบบให้สวยตามใจ ต้องสวยในมิติที่ google ชอบด้วย

“แต่โดยมากส่วนใหญ่
จะทำเว็บกลับด้าน
คือออกแบบเว็บตามใจ ไม่มีหลักการ
พอถึงเวลาต้องทำ SEO จริงจัง
ได้เสียเวลาทำเว็บใหม่กันทุกคน”

7. ขั้นตอนการทำ SEO 

องค์ประกอบเริ่มต้นสำหรับการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพครับ

seo 2019

7.1 On site optimization

  • On page Structure (ปรับแต่งโครงสร้างเนื้อหาบนเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคปรับ SEO On page แบบ Full option
  • Page loads FAST (ความเร็วในการเปิดเว็บ)
    อ่านเพิ่มเติม ทำเว็บ WordPress ให้โหลดเร็ว 100/100 speed
  • Use SEO-Friendly URLs (การเขียน URL ให้ Google เข้าใจง่ายๆ)
  • Use Responsive Design (ออกแบบเว็บไซต์ให้สามารถแสดงได้บนทุกอุปกรณ์)
  • Internal Links & Outbound Links (การวางลิงค์ให้เนื้อหาแต่ละหน้ามีความเชื่อมโยงหากัน)
    อ่านเพิ่มเติม: คู่มือสร้าง Link building
  • Image Optimization (การปรับแต่งรูปภาพให้เป็นมิตรกับการค้นห้าบน Google)
    อ่านเพิ่มเติม: ทำ SEO รูปภาพ 2021
  • Social media signals (ทำให้ง่ายต่อการแชร์ไปยัง Social media ต่างๆ)
    อ่านเพิ่มเติม: แชร์เว็บไป Facebook อย่างไรให้ได้ผล
  • Long-form content (สร้างเนื้อหาเจาะลึก ลงรายละเอียด)
    อ่านเพิ่มเติม: เทคนิคทำ Long-form content

On page Structure

On page Structure

7.2 Mobile friendly

คำว่า Mobile Friendly ไม่ได้หมายถึงเว็บไซต์ที่ดูได้บนมือถือ แต่หมายถึงเว็บไซต์ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกสบายบนมือถือ การที่ผู้ใช้งานเว็บไซต์ยังต้องคอยซูมเข้า ซูมออก เลื่อนซ้าย เลื่อนขวา เพื่ออ่านข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าเว็บเหล่านี้ไม่ได้ให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีต่อผู้ชมเว็บไซต์ เพราะไม่เป็น Mobile Friendly

happy beautiful Asian young woman

7.3 User experience

User experience
  • User experience คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อเว็บของเรา โจทย์ใหญ่ของการสร้าง UX คือ จะทำยังไงให้คนที่เข้าเว็บของคุณ เกิดความพึงพอใจ เกิดความเชื่อถือในสินค้า และช่วยให้เขาเข้าถึงสิ่งที่เข้าต้องการได้ง่ายๆ
  • เพราะหากเราทำเว็บให้ ดูน่าเชื่อถือ โอกาสปิดการขายก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง
  • ดังนั้นการออกแบบเว็บไซต์ เราจึงต้องใส่ใจ ทำเล่นๆ ไม่ได้

7.4 Keyword research

Keyword research คือ การค้นหาคำที่ผู้คนอยากรู้คำตอบ หรือคำที่สะท้อนปัญหาต่าง ๆ หรือความต้องการของคนๆ นั้น แล้วนำไปค้นหาคำตอบบน Google

การหา Keyword แม่นๆ จึงช่วยเก็บกลุ่มลูกค้าเป้าหมายให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บของเราเพิ่มขึ้นได้

การเขียนบทความตามใจ โดยไม่สนว่าจะมีคนอยากรู้หรือไม่ เราจะเสียเวลาไปเปล่าๆ และไม่มีผลต่อการติดอันดับใด ๆ เลย

อ่านเพิ่มเติม: สูตรหา Keyword เพื่อทำ SEO

โปรแกรมแนะนำ สำหรับการทำ Keyword research

Kwfinder.com

Ubersuggest

7.5 Useful Content

content-marketing-seo-combination
  • การทำ SEO ปี 2020 ไม่มีทางลัด การเติมบทความที่เป็นประโยชน์เข้าไปเยอะๆ คือ ทางด่วน
  • ถ้าคุณสังเกตเว็บใหญ่ๆ แทบทุกเว็บจะต้องมีหมวด Blog ที่เต็มไปด้วยบทความจำนวนมาก
  • Google Bot หลงรักเว็บไซต์ ที่มีบทความเยอะๆ เสมอ
  • บทความยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือทั้งต่อ User และในสายตา Google
  • แน่นอนเมื่อคุณมีบทความมากเท่าไหร่ เว็บไซต์ของคุณก็จะถูกหาเจอผ่าน Keyword ที่หลากหลาย จำนวนคนเข้าเว็บก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย

*แต่การเขียนบทความให้ดี ให้น่าอ่านอย่างเดียวคงยังไม่พอ คุณต้องรู้วิธีเขียนบทความให้ถูกหลัก SEO ด้วย

“มีนักเขียน ที่เขียนงานดีอยู่มากมาย
แต่หากต้องนำสิ่งที่เขียน
มาอยู่บนโลกออนไลน์
มันน่าเสียดาย หากคุณเขียนดี
แต่ไม่มีใครค้นหา งานเขียนของคุณเจอ”

ทำไมเราต้องเขียนบทความ (Blog)

why writing blog

ที่มาของภาพ Infographic: Why Content For SEO?

จาก Infographic ด้านแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเขียน Blog ไว้ดังนี้

  • 52% ของผู้บริโภค บอกว่าบทความ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 60% ของเจ้าของกิจการ บอกกว่าบทความ จาก Brand ต่างๆ ช่วยให้เขาพัฒนาสินค้าตัวเองได้ดียิ่งขึ้น
  • 61% ของผู้บริโภคชอบซื้อสินค้าจากธุรกิจที่มีการทำคอนเทนต์ เป็นประโยชน์ เพื่อลูกค้าอยู่เสมอๆ
  • 57% ของนักการตลาด ได้ลูกค้าใหม่ๆ จากบทความของพวกเขา
  • 42% ของผู้บริโภคมักเข้าไปดูหลายๆ บทความเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้อสินค้า
  • 19% ของผู้ซื้อสินค้าเกี่ยวกับความสวยความงาม บอกว่าเขาสนใจสินค้าที่พบเจอ  ผ่านบทความที่เขาอ่าน จากการค้นหา

“Try to make a site
that is so fantastic
you become an authority
in your niche.”
Matt Cutts, the former head of search quality at Google

7.6 Social Media

Social Media
  • เขียนบทความเสร็จแล้ว ใครจะมาอ่านบทความของเรา?
  • Social Media คือ ช่องทางกระจายคอนเทนต์บนเว็บของเรา ไปให้คนรู้จักเพิ่มมากขึ้น
  • นอกจากนี้ Social media ยังเป็น Signal ให้ Google
    มา Index ข้อมูลบนเว็บของเราได้เร็วขึ้น
  • ดังนั้นการแชร์บทความไปยัง Social media ต่างๆ
    จะเป็นตัวช่วยเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บของเรานั้นเอง
  • การแชร์สิ่งต่างๆ ไปยัง Social media ให้ได้ผล คุณต้องเข้าใจธรรมชาติของ Social media ว่าเขาชอบคอนเทนต์ลักษณะไหนบ้าง และอะไรที่เขาไม่ชอบ

7.7 Backlinks

Backlinks

Backlink คือ ลิงค์จากเว็บอื่นๆ ที่ชี้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา เป็นสิ่งที่บอก Google ให้รู้ว่าเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้รับการยอมรับ และมีการทำเป็น reference เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับหน้าเว็บของเรา ส่งผลให้เราได้คะแนน SEO จาก Google มากขึ้นไปด้วย

ประเภทของ Backlinks

  1. Natural-Editorial : เป็น Backlink ที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ซึ่งเกิดจากเนื้อหาในเว็บของเราดีและมีประโยชน์ แล้วจึงมีเว็บไซต์อื่นทำการอ้างอิงเนื้อหา เขียนถึงและทำลิงค์กลับมาให้
  2. Manual Link Building : คือลิงค์ที่เราสร้างเอง เอาไปปล่อย เอาไปแปะตามที่ต่างๆ
    คำแนะนำสำหรับ manual link building คือ ถ้าหากต้องการสร้าง backlink ด้วยการ “ซื้อ” แล้ว ควรทำเป็นลักษณะซื้อบทความ editorial และมีลิงค์กลับมาที่เว็บของเรา ผ่านเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ ไม่ใช่พวก spam เว็บไซต์ หรือถ้าต้องการสร้าง Backlink เองแล้ว วิธีที่ง่ายที่สุด ก็อาจจะเริ่มด้วย
    Owned asset ก่อน เช่น การทำ Video content บน Youtube ที่มีลิงค์กลับมาที่เว็บไซต์
    การสร้าง Social channels ต่างๆ รวมถึงการสร้างเว็บ Blogs ขึ้นมาเอง เป็นต้น
  3. Non-Editorial : เป็นพวกลิงค์ที่กลับมาจากคอมเม้นท์ในเว็บไซต์ต่างๆ
    ที่ให้คนทั่วไปเข้าไปเขียนคอมเม้นท์ได้

Backlink ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่? ในยุคนี้

  • Google ลดความสำคัญของ Backlink เพราะจำนวนของ Backlink ไม่ได้เป็นตัวบอกว่าเนื้อหาบนเว็บมีคุณภาพดีเสมอไป
  • Backlink ยังมีความจำเป็น แต่ต้องเป็นลิงค์ที่เราได้รับจากเว็บ ที่มีคุณภาพ และมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ
    คอนเทนต์ ของเรา และต้องมีความเป็นธรรมชาติ
  • หากคุณสร้างบทความที่มีคุณภาพ หน้าเว็บนั้นก็มีโอกาสติดหน้าแรกได้เช่นเดียวกัน เพราะ Google มีหลายร้อยเกณฑ์สำหรับการจัดอันดับเว็บ และเขาจะมองหาเว็บที่มีเนื้อหาที่ดีที่สุดอยู่เสมอ
การทำ backlinks

รูปภาพนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าบทความที่มีคุณภาพ สำคัญกว่า Backlink จำนวนมาก

เกี่ยวกับ SEO หลักการทำงานของ SEO

SEO

สรุปเข้าใจง่าย ครบถ้วน กับกลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผล

ทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน 

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของการทำ SEO ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดอย่างเดียว (อ้างอิงจาก  singlegrain.com)

กลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

กลยุทธ์ SEO ที่ว่าก็ประยุกต์มาจาก Digital marketing Strategy ในหนังสือ Marketing 4.0  (ภาพจาก Bangkok Insight)

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

Keyword Planner ถึงจะอยู่ใน Google Ads แต่ก็เป็นเครื่องมือสำรวจคีย์เวิร์ดได้ เมื่อล็อกอินเข้า Keyword Planner โดยใช้บัญชีของ Gmail ก็จะเห็นหน้าเพจแบบนี้

ถ้าจะหาคีย์เวิร์ดใหม่ ก็คลิกที่ Find new keywords แล้วลองพิมพ์คีย์เวิร์ดดู (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ SEO ของเรา) 

พิมพ์คีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปแล้ว เราจะเห็น Dashboard แบบนี้ ให้เราโฟกัสไปที่ Avg. monthly searches และ Competition อย่าลืมเปลี่นสถานที่ เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนช่วงเวลาด้วย แล้วลอง Download Kwyword Idea เก็บข้อมูลไว้

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

รวบรวมคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ข้อมูลใส่ใน Keyword Spreadsheet (จาก How to get to the top of Google search: A practical SEO guide)

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

ตัวอย่าง Content Calendar(จาก Hootsuite) เราสามารถปรับรายละเอียดและองค์ประกอบได้ตามที่ได้อธิบาย 

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับเว็บฯบน Google (สำรวจโดย MOZ)

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

ส่วนวิธีการติดตั้งสามารถดูได้

Search Analytics ใน Google Search Console เราสามารถดูจำนวน Click Impression, CTR และ position ได้

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ

ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ

ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง

ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”

จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด

สรุป

 การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO  เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน 

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มต้นทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา หากเราเริ่มต้นทำ SEO ด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนเสิร์ช ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม และติดอันดับบน Google

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกัน!

1. Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ

คุณอาจใช้เป็นประเภทของสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามาใช้เป็น Keyword ตัวอย่างเช่น

สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากจะใช้คำกว้างๆ คุณสามารถใช้คำร่วมเพื่อให้ Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง

การใช้ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ชมเว็บไซต์ ให้กลายเป็นลูกค้าได้

2. Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา

Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของคำ หรือประโยคที่สะกดถูกต้อง แต่มันคือคำที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหากันมากกว่า

สมมติว่าผมต้องการทำ SEO สำหรับธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก

ผมจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(คำที่สะกดถูก) เพราะว่าคนที่ใช้คำว่า เรียนกราฟฟิก ในการค้นหามีมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเองครับ

3. มีปริมาณการค้นหา

ต่อจากข้อ 2 นอกจาก Keyword จะมีคนใช้ค้นหาแล้ว ต้องมีปริมาณการค้นหาในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน

กลับมาที่คอร์สสอนกราฟิกกันอีกครั้ง ผมรู้ได้ยังไงว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”

ผมมีวิธีการเช็คปริมาณการค้นหาอยู่ 3 วิธีครับ

  1. เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
  2. เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่ผมซื้อเอาไว้ ชื่อว่า Mangools
  3. เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend

4. เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent

Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่ช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่คนเสิร์ช ใส่ความต้องการของตัวเองลงในคำค้นหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
  • พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
  • พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
  • จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา

เมื่อเราได้ Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้เรามาดูกันเลยว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ได้คะแนน SEO ดีๆ จาก Google!

วิธีการทำ SEO

การทำ SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ขึ้นไปติดอันดับบน Google ด้วยการปรับแต่งเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโครงสร้าง เนื้อหาบนเว็บไซต์ โค้ดหลังบ้าน รวมถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ ที่มีผลกับเว้บไซต์ และอยู่ในเกณต์การให้คะแนนจาก Google

จากภาพกราฟฟิกด้านบน (ที่ดูๆ ไปแล้วเหมือนตารางธาตุสมัยเรียนมัธยม) คุณจะเห็นได้ว่ามีคำศัพท์เยอะแยะมากมายพร้อมกับตัวเลขบวกลบ นั่นคือตัวอย่างการนับคะแนน SEO ของ Google นั้นเองครับ

ซึ่งมันจะทำให้เรารู้ได้ว่า เราควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรจึงได้จะคะแนนดีๆ เพื่อไต่อันดับบน Google

การทำ SEO นั้นจะถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

SEO On-Page

หรือการปรับแต่งบนเว็บไซต์ เป็นวิธีที่เราสามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง โดยการทำ SEO On-Page จะแบ่งวิธีการทำ และการคิดคะแนนออกเป็น 3 กลุ่มคือ

1.1 Content หรือเนื้อหาบนเว็บไซต์

• Quality คุณภาพของเนื้อหา +3 คะแนน

เนื้อหาบนเว็บไซต์อ่านง่าย มีความยาว หรือจำนวนคำมากพอสมควร ไม่เน้นแต่ Keyword

หากเป็นรูปแบบของบทความ ถ้ามี Link อ้างอิงจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพเหมือนกันก็จะช่วยให้คะแนนของเว็บไซต์คุณ ดีขึ้นตามไปด้วย

• Research เนื้อหาเว็บไซต์มี Keyword ที่ตรงกับคำค้นหา +3 คะแนน

Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา หาก Keyword ที่คุณเลือกมาไม่มีคนเสิร์ช การทำ SEO ของคุณก็ไร้ความหมาย

• Words เนื้อหาเว็บไซต์มีประโยคที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหา +2 คะแนน

ไม่ใช่เพียงแค่ Keyword แต่ประโยค และเนื้อหาภายในเว็บไซต์ต้องมีความเกี่ยวข้องกับคำค้นหาด้วย

• Fresh เนื้อหาบนเว็บไซต์มีความสดใหม่ +2 คะแนน

เนื้อหาที่ดีควรสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง อาจศึกษาจากหลายๆ เว็บไซต์ แล้วเรียบเรียงประโยคขึ้นมาใหม่ ตามแบบฉบับของเรา ไม่ควรก็อป เพราะ Google รู้!

• Vertical มีภาพประกอบ หรือวิดีโอในเว็บไซต์ +2 คะแนน

นอกจากการใช้ภาพประกอบ และวิดีโอจะได้คะแนนจาก Google แล้ว เรายังสามารถใส่คำอธิบาย พร้อมแทรก Keyword ลงในรูปภาพได้อีกด้วย เป็นเทคนิคในการทำ SEO

• Answers เนื้อหาของคุณมีคำตอบที่คนเสิร์ชต้องการ +2 คะแนน

หากบทความในเว็บไซต์ของคุณ มีคำตอบที่คนเสิร์ชต้องการ มีข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือ คำอธิบายชัดเจน มีการใช้เทคนิค SEO ที่หลากหลายในบทความนั้น ยกตัวอย่างเช่น

     • จำนวนคำในบทความมีไม่ต่ำกว่า 500 คำ
     • มีการตั้งค่า Rich Snippet
     • มีการตั้งค่า Title & Description
     • มีการตั้งค่า Headline
     • มีการตั้งค่า Alt tags ที่รูปภาพ
     • มีการทำ Internal Link

ก็จะทำให้เว็บไซต์ของคุณ ได้คะแนนนี้ไป

ข้อดี! การสร้างบทความแบบนี้มีโอกาสที่ Google จะนำไปแสดงอยู่ใน Position Zero ตำแหน่งที่สูงกว่าอันดับ 1 ด้วย ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ และทำให้คนเห็นเว็บไซต์ของคุณมากยิ่งขึ้น

1.2  Architecture หรือโครงสร้างเว็บไซต์

• Crawl โครงสร้างเว็บไซต์ออกแบบให้ง่ายต่อการค้นหา +3 คะแนน

การจัดหมวดหมู่ เมนู บนเว็บไซต์ให้เป็นระเบียบ จะช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ภายในเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้น 

• Mobile ใช้งานได้ดีบนโทรศัพท์มือถือ/สมาร์ทโฟน +3 คะแนน

Google ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้งานของผู้ชมเว็บไซต์ ไม่ว่าคนจะเปิดดูเว็บไซต์ของคุณจากอุปกรณ์ไหน ต้องสะดวก และง่ายต่อการเข้าชม หากเว็บไซต์ที่คุณใช้เป็น Responsive ก็รับคะแนนข้อนี้ไปได้เลย

• Duplicate ในเว็บไซต์ไม่มีเนื้อหาที่ซ้ำกัน +2 คะแนน

การทำเนื้อหาในเว็บไซต์ที่ดี ในแต่ละหน้าเพจไม่ควรมีเนื้อหาที่เหมือนกัน แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันจริงๆ เราสามารถใช้วิธีการปรับแต่งคำให้ดูแตกต่างกัน ก็สามารถช่วยได้

• Speed ความเร็วในการโหลดเข้าเว็บไซต์ +2 คะแนน

ส่วนตัวแล้วผมให้ความสำคัญกับข้อนี้ค่อนข้างมาก เพราะมันเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนตัดสินใจว่าจะอยู่ในเว็บไซต์ต่อ หรือออกจากเว็บไป

เว็บไซต์ที่โหลดรวดเร็ว จะทำให้ผู้ชมเว็บไซต์ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดี แต่ถ้าเว็บไซต์ของคุณมีความเร็วในการดาวน์โหลดช้ามากๆ รอนานกว่ารูปภาพจะขึ้น สร้างความหงุดหงิดเวลาเข้าชม เป็นผมก็กดออกทันทีเหมือนกัน

• URLs มี Keyword ที่ตรงกับหัวข้อ และเนื้อหาเว็บไซต์ +1 คะแนน

หากเราตั้ง URL ให้มี Keyword สำหรับทำ SEO เข้าไปด้วย ก็จะช่วยให้การทำ SEO ของเราง่ายขึ้น

แต่การตั้ง URL ที่ใส่ Keyword เป็นภาษาไทย จะทำให้ลิงก์ URL ของเรานั้นยาวมากๆ การ Copy เพื่อส่งให้คนอื่น บางครั้งอาจโดนตัด URL ช่วงท้ายๆ ออกไป การแปะลิงก์ หรือการโพสต์บนสื่ออื่นๆ ก็อาจทำให้ดูไม่สวยงาม

ในส่วนนี้ผมอยากให้พิจารณาตามความเหมาะส้มว่าเน้นการทำ SEO หรือเน้นความสวยงามมากกว่ากัน

• เว็บไซต์ใช้ HTTPS หรือ ระบบรักษาความปลอดภัย SSL +1 คะแนน

อีกสิ่งหนึ่งที่ Google ให้ความสำคัญคือ ความปลอดภัยของผู้ใช้งาน และเจ้าของเว็บไซต์ HTTPS หรือ ระบบ SSL คือ ระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากคนที่ไม่หวังดีกับเว็บ หรือ Hacker หากเว็บไซต์ของคุณเป็น E-Commerce มีการชำระเงินบนเว็บไซต์ SSL คือสิ่งที่คุณขาดไม่ได้เลย

• Cloaking การซ่อน Keyword ในเว็บไซต์ -3 คะแนน

มีหลายครั้งที่คนทำเว็บไซต์พยายามจะใส่ Keyword เข้าไปเยอะๆ เพื่อหวังว่าจะให้เว็บไซต์ติดอันดับ Google เร็วขึ้น

การซ่อน Keyword หมายถึงการพิมพ์ Keyword เข้าไปในเว็บไซต์จำนวนมากๆ แต่! ซ่อนเอาไว้ด้วยการใช้สีตัวหนังสือที่กลืนไปกับพื้นหลัง ทำให้บางครั้งเราไม่เห็นว่า เว็บนั้นได้ซ่อน Keyword เอาไว้

1.3 HTML หรือการเขียนโค้ดหลังบ้าน

• ใส่ Title Tag +3 คะแนน

เป็นการตั้งหัวข้อสำหรับหน้าเพจ ทำให้ Google รู้ว่า หัวข้อของหน้าเพจนี้คืออะไร มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับอะไร

การเขียน Title ควรใส่ Keyword ประกอบไปด้วย แต่ไม่ควรใส่มากจนเกินไป เขียนให้ดูน่าสนใจดึงดูดคนให้คลิก เพราะ Title จะถูกนำไปแสดงอยู่บนหน้า Google Search

• ใส่ Meta Description +2 คะแนน

มีไว้สำหรับใส่คำอธิบายรายละเอียดในหน้าเพจนั้นๆ เพื่อให้คนเสิร์ชรู้ว่า เว็บไซต์นี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับอะไร โดยข้อความที่แสดงอยู่ใน Description จะไม่แสดงในเว็บไซต์ แต่จะแสดงในหน้าเสิร์ชเช่นเดียวกับ Titile

Description ยังเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราสามารถใส่ Keyword ลงไปได้ การใช้ควรใส่ที่ช่วงต้น หรือกลาง Description และไม่ควรใส่มากจนเกินไป เมื่อมีคนใช้ Keyword ที่ตรงกับเรา keyword ใน Description ก็จะขึ้นเป็นสีแดง

• Site Structure หรือ Site map +2 คะแนน

คือแบบโครงสร้างเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่บอกกับ Google ว่า หน้าไหนคือหน้าที่มีความสำคัญ อยู่ส่วนไหนในเว็บไซต์

• Header การกำหนดหัวข้อ +1 คะแนน

ปกติแล้วเมื่อเราเขียนบทความ เราก็มักจะตั้งหัวข้อหลัก หัวข้อรอง และหัวข้อย่อยอื่นๆ ตามความสำคัญ สำหรับการทำ SEO หากเราใส่ Tag เพื่อบอกกับ Google ไว้ด้วยว่า อันไหนคือหัวข้อหลัก รอง หรือย่อย ก็จะช่วยให้คะแนนอันดับเว็บไซต์ดีขึ้นด้วย

Tag จะถูกแบ่งตามความสำคัญมีตั้งแต่ h1 = หัวข้อหลัก, h2 = หัวข้อรอง, h3 = หัวข้อย่อย ไปจนถึง h6 แล้วแต่เราจะแบ่ง แต่สำคัญที่สุด h1 ควรมีเพียง หัวข้อเดียวเท่านั้น

การตั้งชื่อหัวข้อแต่ละส่วน หากใส่ Keyword เข้าไปด้วย ก็จะช่วยให้คะแนนการทำ SEO ของคุณดีขึ้น

• Stuffing หรือการใส่ Keyword แบบไม่มีเหตุผล -2 คะแนน

Stuffing คือการนำ Keyword ไปแปะในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์แบบไม่มีความหมายอะไร ไม่มีเนื้อหา ไม่มีประโยค มีแต่ลิส Keyword ล้วนๆ แบบนี้

เรียนกราฟฟิก, สอนกราฟฟิก, รับสอนกราฟฟิก, คอร์สเรียนกราฟฟิก, เรียนกราฟฟิก ราคา, โรงเรียนสอนกราฟฟิก, โรงเรียนสอนกราฟฟิกพญาไท, เรียนกราฟฟิกที่บ้าน, รับสอนกราฟฟิกที่บ้าน, เรียน Graphic Design, รับสอน Graphic Design

เกี่ยวกับ seo Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

ความรู้จากงาน Webmaster Conference 2020 [ ฉบับย่อ ]

Google ยังคงมีกระบวนการทำงานเหมือนเดิม

  • Crawling >> Indexing >> Ranking

Content ยังสำคัญเสมอ ( ถ้าดีพอ! )

  • จุดประสงค์ของ Google ก็คือ ” การแก้ไขปัญหาให้กับคนที่ค้นหา ได้พบกับคำตอบที่ดีที่สุด ” ถูกใจมากที่สุด
  • เขาบอกว่า Content ที่ดีที่ธรรมชาติที่สุด คือ การเขียนบทความเหมือนที่เราคุยกับเพื่อน มันจะดูเป็นธรรมชาติมาก ๆ

Title เเละ Description ยังคงสำคัญเสมอ

  • อันนี้เขาเปรียบเทียบแบบง่าย ๆ มันก็เหมือนกับการบ่งบอกว่า ธุรกิจของเราเกี่ยวข้องกับอะไร ซึ่งมันจะมีผล ในขั้นตอนการ จัดเก็บ Indexing  (แยกหมวดหมู่)

โดเมน นามสกุลอื่น ๆ นอกจาก .com, มีผลต่อการทำ SEO หรือไม่

  • อาทิเช่น Domain อย่าง .net, .xyz, .guru  ” ซึ่งเขาบอกมาว่า ไม่มีผล ” > ทุกอย่างวัดกันจากหลายปัจจัย
    เช่น Content , Ctr , Pages / Session , Avg. Session Duration
  • (พวกอยู่ในเว็บนาน) นั่นอาจรวมถึงพวก Backlink อีกด้วย

    (ส่วนตัวได้ลองทำอันดับกับ Domain อย่าง xyz ดูก็รู้เลยว่า สามารถทำได้)

Sitemap, เเละ Robots.txt ยังคงสำคัญ !

  • Sitemap : ทำให้ google bot สามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น !
  • Robots.txt : ทำให้ google bot รู้ว่าหน้าไหนไม่ควรเข้าไปเก็บ !

Sub Domains vs Sub Directories Google ชอบอันไหนมากกว่ากัน

  • Google แจ้งว่า จริง ๆ คุณจะทำแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น แต่ถ้าเว็บคุณไม่ได้ใหญ่อย่าง Facebook ใหญ่ขนาด Sanook คุณไม่จำเป็นที่จะต้องแยก Directories ก็ได้
  • ส่วนผลการทำ SEO ไม่มีใครเหนือกว่ากัน Google ไม่ได้คิดคะแนนแบบนั้น ( เน้นอ้างอิงจากโครงสร้าง และเนื้อหามากกว่า )

โดเมนใหม่ Vs โดเมนเก่า อันไหนทำอันดับได้ง่ายกว่ากัน

อันนี้เขาบอกมาเลยว่า มีผลเท่ากันครับ แต่มันก็ไม่จริงเสมอไปครับ ลองอ่านบทความนี้ก่อนแล้วคุณจะเข้าใจเลยว่าสิ่งที่ผมจะสื่อคืออะไร ?

อ่านเพิ่มเติม : โดเมนเก่า VS โดเมนใหม่ แบบไหนทำอันดับได้ดีกว่ากัน

Responsive Design ทำแล้วมีผลต่ออันดับไหม ?

เขาบอกชัดเจนเลยว่า ไม่มี การทำResponsive มันก็แค่ช่วยให้คนที่เข้ามาใช้งานเว็บคุณสะดวกสบายขึ้นเท่านั้น !

บางคนก็สงสัยว่าทำไม นะทำไม อันดับบนมือถือกับคอม มันไม่เท่ากัน สาเหตุเกิดจากตรงนี้ครับ

ยกตัวอย่าง : desktop แสดงข้อมูลเต็ม แต่พอเปลี่ยนเป็น mobile เนื้อหากับหายไปบางส่วน นั่นจึงทำให้อันดับ บนมือถือ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ไม่เท่ากันนั่นเอง
( บางครั้ง Keyword หายไป 2-3 ตัวอันดับก็เปลี่ยนได้แล้วครับ )

duplicate มีผลเสียอะไรไหม ?

Google บอกว่า เขาจะไม่สนใจเนื้อหา ที่ซ้ำกันอย่างเด็ดขาด “ในกรณีที่มีหน้าที่เหมือนกัน เขาแนะนำให้ใช้ Canonical Tag ” หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่

บทความยาวทำให้อันดับดีกว่าบทความสั้นจริงไหม!

Google บอกมาว่า ไม่จริงเสมอไป .. เขายกตัวอย่างมาแบบง่าย ๆ วิธีต้มไข่ ต้องทำอะไรบ้าง ( ซึ่งมันมีความจำเป็นไหม ที่จะต้อง เขียนวิธีต้มไข่ สัก 1,000 text )

ซึ่งความจริงเขียนอย่างนี้ก็พอแล้วใช่ไหม

  1. ต้มไข่ 4 นาที : ไข่แดงยางมะตูม
  2. ต้มไข่ 6 นาที : ไข่ต้มสุก ไข่แดงเป็นสีส้มเกือบสุก
  3. ต้มไข่ 8 นาที : ไข่ต้มสุกทั้งใบ ไข่แดงสุกเป็นสีส้ม
  4. ต้มไข่ 10 นาที : ไข่ต้มสุกมากทั้งใบ ไข่แดงสุกมาก TIP : สำหรับการต้มไข่เป็ด ให้บวกเวลาของแต่ละขั้นที่ต้องการเข้าไป 2 นาที

บางครั้ง คนมันต้องการคำตอบแค่สั้น ๆ เองครับ ดังนั้นจงทำอะไรให้มันตรงจุดไปเลย แล้วอันดับจะดีขึ้นมาก ไม่ใช่ทำแบบ บทความเป็ด !! 

อ่านเพิ่มเติม : บทความเป็ดคืออะไร ? ทำไมเลิกทำแล้วถึงอันดับดีบทความนี้มีคำตอบ !

ซ่อนบทความมีผลต่อ SEO ไหม ?

คำตอบคือไม่มีผล !! ” ข้อความหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ทาง ฝั่ง User ไม่สามารถมองเห็นได้ จะไม่ถูกนับเป็นคะแนนทาง SEO เด็ดขาดครับ “


มีคำถามต่อเลย ! ใช้ Plugin กับ javascript ได้ไหม ที่แบบว่า พอกดแล้วค่อยโชว์เนื้อหา 

ทาง Google ก็ตอบกลับมาอีกว่า เมื่อก่อนมีผลแต่เดียวนี้ไม่มีผลแล้ว เพราะว่า ถ้าเราไม่กด ให้ปุ่มมันแสดง = ว่าเนื้อหามันยังคงอยู่ใน database นั่นเองครับ 

Keyword ซ้ำๆกัน บนหน้าเว็บไม่ได้ช่วยในเรื่องของการจัดอันดับบน Google

อันนี้ไม่จริง แล้วก็ไม่เชื่อด้วย

จำนวนคำไม่มีผลต่อ SEO จริงดิ !

แบบนี้ใส่สัก 3 คำก็ได้ดิ ใส่ 1 คำก็ได้ดิ ใส่มากก็ได้ดิ ใช่มะ

คำว่าธรรมชาติสำหรับ Google หรือ สำหรับผู้ใช้ คือเท่าไร อันนี้ผมก็ไม่ทราบ แต่จากประสบการณ์ของผมเลยคือใส่มากไป ก็สแปม ใส่น้อยไปก็น้ำหนักไม่ถึง อันดับก็เลยอยู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ไปไหนสักที 

แต่ถ้าหากใครสงสัยลองถอด Keyword ออก สัก 5-10 ตัวก็ได้แล้วมาลองดูกันว่า ผลมันจะออกมาเป็นเช่นไร ” ถ้าทำแล้วได้เรื่องอย่าลืมมาแบ่งปันกันด้วยนะครับ “

Image search ช่วยทำให้คนเข้าเว็บไซต์เพิ่มได้ 20 %

วิธีทำก็แสนง่าย เพียงแค่คุณเข้าไปเพิ่มข้อมูลให้กับรูปภาพ แล้วบอกมันว่า รูปนี้เกี่ยวข้องกับอะไรกันแน่ หรือเข้าไปอ่าน

แมวสีส้ม

Http กับ Https มีความสำคัญกับ SEO ไหม?

คำตอบ จริง ๆ มันอาจไม่ได้ช่วยเพิ่มคะแนนอะไรหรอก แต่มันจะทำให้เว็บเรามีความน่าเชื่อถือนั่นเองครับ คล้าย ๆ อาหารที่มี อย.  กับ อาหารที่ไม่มีนั่นละ

HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol

หน้า 404 error pages มีผลต่อการทำ SEO ไหม

อันนี้เขาบอกมาว่า ไม่มีผลต่อการทำ SEO หรือมีผลเชิงลบในเว็บไซต์นะครับ แต่ถ้าอยากให้มี หรือ อยากให้ไม่มีก็สามารถทำได้ แล้วแต่ที่เราพอใจครับ (เขาว่ามาอย่างนั้นนะ)

แต่ถ้าใครไม่ชอบ ก็ไม่เป็นไรลองเข้ามาดูวิธีแก้ไขหน้า 404 แบบง่ายๆ ได้ที่นี่ครับ
วิธีแก้ 404 page not found ใน WordPress แบบง่าย ๆ

Featured Snippets สิ่งที่นักทำเว็บไม่ควรพลาด

Featured Snippets ถือว่าเป็นการหาทราฟฟิคอีกหนึ่งช่องทางที่ทรงพลังอย่างมาก และปัจจุบันนี้ ก็มี Featured Snippets หลากหลายประเภทให้เราใช้งานอย่างมาก

Featured Snippets Rank zero

หรือถ้าใครสนใจอยากจะลองทำก็ลองอ่านเพิ่มเติมจากเนื้อหานี้ครับ

Backlink ยังคงมีความสำคัญหรือไม่ ?

การทำ Backlink ปัจจุบันยังคงมีความสำคัญอยู่อย่างแน่นอน ” เฉพาะเนื้อหาที่ตรงเท่านั้น “

ซึ่ง Google สามารถตรวจสอบความความสัมพันธ์ ได้จาก Keyword นั่นเองครับ แต่เขาย้ำนักย้ำหนาเลยว่า ไม่ควรที่จะไปซื้อลิ้งก์ ” เพราะมันเป็นการ Fake User ” เหมือนซื้อเสียงอะ

อะไรก็แล้วแต่ที่เป็นวิธีที่ทำให้ User ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด เขาจะไม่ปลื้มเลย

backlink nofollow มีผลต่อการทำอันดับไหม ?

backlink nofollow มีผลไหม? ” มีครับ แต่น้อย .. ” Google บอกว่า การทำ backlink แบบ nofollow ถือว่าเป็นการทำลิ้งก์ที่ธรรมชาติ และช่วยส่งเสริมให้เว็บของเราดีขึ้นในระยะยาว

nofollow

ซึ่งเขาก็ย้ำหนักย้ำหนาเลยว่า อยากให้ทำ Backlink แบบ Nofollow ซึ่งผมก็ยังไม่เข้าใจ หรือใครสนใจ อ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Backlink เพิ่มเติมก็สามารถ คลิ๊กลงไปอ่านหัวข้อข้างล่างได้ครับ

Internal link สำคัญหรือไม่

internal link หรือ การทำBacklink เชื่อมโยงภายใน ถือว่าเป็นหัวใจหลักของการทำเว็บไซต์เลยก็ได้ครับ มันจะช่วยทำให้ User อยู่นาน และทำให้ Google bot เข้าใจโครงสร้างเว็บเรา ได้มากขึ้นด้วย

รูปตัวอย่าง ลิ้งก์

และผมมีความเชื่อว่า ต้องมีใครกดเข้าไปอ่าน ลิ้งก์ภายในที่ผมวางเอาไว้ก่อนหน้านี้แน่นอนครับ ทีนี้รู้ยังว่า สำคัญยังไง ” ลิ้งก์ภายในที่ดีจะต้องทำให้คนอ่านคลิ๊กด้วยนะครับ “

มีแล้วเอาไปซ่อนหวังจะให้ google bot มาเก็บอย่างเดียว อนาคตจะซวยเอานะครับ

มี Keyword ใน Domain จะทำให้อันดับดีหรือไม่ !

เขาบอกว่าการมี Keyword อยู่ในชื่อ Domain ไม่มีส่วนช่วยทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นได้ แต่มันจะดีตรงที่ว่า ลูกค้าจะได้รู้ว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวข้องกับอะไรนั่นเอง ..

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ไม่มี Keyword บน Domain

คงพอจะเห็นภาพกันนะครับ ซึ่งเราสามารถสร้างบทความให้มันเป็นที่จดจำ ก็ได้อย่างเช่น lazada หรือเอาให้มันใกล้เคียงกับธุรกิจก็ได้ครับ

Speed web มีผลต่อการทำ SEO ไหม ต้องทำคะแนนเต็ม 100 เลยไหม

คำตอบคือ ไม่ต้องทำคะแนน Speed web ให้ได้เต็ม 100 ก็ได้ แล้วแต่คนพึงพอใจ แต่ถ้าจะให้เร็วจี๋ ก็แนะนำให้ทำเต็ม 100 ไปเลยก็ได้ครับ

ช่วยในเรื่องของการทำอันดับไหม : ส่วนตัวฟังไม่ทันว่ามันมีผลหรือไม่มีนะ (มัวแต่หลับ) แต่จำได้นิด ๆ มีผลกับธุรกิจอย่างแน่นอน มีผลต่อการขาย – มีผลต่อการอ่าน

หรือถ้าใครยังไม่รู้ว่าเว็บไซต์เรามีความเร็วเท่าไรก็สามารถกดคลิ๊กเข้าไปเช็คได้

ตอนแรกว่าจะเขียนสั้น ๆ ดูไปดูมาแล้วมันชักเยอะละ กลัวอ่านกันไม่หมด ไว้วันหลังจะทำอะไรแบบนี้ให้อีก ถ้าชอบก็อย่าลืมช่วยกดแชร์ กด subscribe กดกระดิ่ง กดหัวใจ กดว้าวให้ด้วยนะครับ ไว้เจอกันโอกาศหน้าสวัสดีฮับ

“อย่าลืมกดดาวให้ด้วย จะได้รู้ว่าที่เขียนมาอ่านรู้เรื่องไหม ขอบคุณครับ”

ความรู้จากงาน Webmaster Conference 2020 [ ฉบับย่อ ]

ความรู้เกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO
9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 9 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

1.SEO ไม่ได้การันตีอันดับบน Google

อ้าว ถ้าแบบนั้นแล้วจะมีจ้างทำไม ต้องอธิบายก่อนว่า การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันทีครับ โดยส่วนมากแล้วเราพบว่าการแข่งขันที่รุนแรงในบางสินค้าและบริการ กับเว็บเพจจำนวนมากที่มี Content ไม่มากนัก แถมยังมีการอัพเดทค่อนข้างน้อย (แค่ 1-3 ครั้งต่อเดือน) ก็ทำให้โอกาสที่จะมีอันดับสูงมันยากไปด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทำ SEO จึงต้องการเวลาอย่างน้อย 3-6 เดือน ในการติดอันดับบนหน้าแรก

ที่สำคัญคือ ใครก็ทำได้ ขอเพียงมีเครื่องมือ และมีความรู้ การแข่งขันจึงมากเป็นธรรมดา

2.SEO ไม่ได้การันตียอดขายบนออนไลน์เสมอไป

สำหรับเว็บที่มุ่งทำธุรกิจบนออนไลน์ มีความจำเป็นต้องทำการตลาดด้วยโฆษณาเพื่อให้การเข้าถึงผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่ปรากฏคือ หลายครั้งมันก็ไม่ได้การันตียอดขายเสมอไป เพราะบางครั้งกลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้เข้ามานั้น ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามีอยู่นั่นเอง

3.อัด Keyword มากไป โดนตัดคะแนน

การทำ SEO จะให้ได้ผลหรือไม่นั้น ไม่ได้แปลว่าการใส้ Keyword เข้าไปมากๆคือคำตอบ เพราะตัวจับของ Google ก็ไม่ได้โง่ แถมยังปัดคะแนนให้ลดต่ำลงด้วย ถ้าหากใส่ Keywords มากเกินไปใน Content

สำหรับแนวคิดการแท็กหรือใส่ Keywords หลักเข้าไปมากๆ เรียกว่า Keyword Density” หรือก็คือ “การใช้ความหนาแน่นของคีย์เวิร์ด” เคยเป็นกลยุทธ์หลักข้อหนึ่งที่คนทำ SEO และเจ้าของเว็บไซต์มักนำมาใช้ สาเหตุเพราะมีการคิดกันว่าวิธีนี้จะช่วยดันอันดับของเว็บไซต์หรือเพจให้ขึ้นบนหน้าแรกของ Google ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ในเวลานี้โลกเปลี่ยนแปลงไปแล้ว การเน้น Keyword Density” ไม่ได้เป็นตัวการันตีว่าเว็บไซต์ของคุณจะติดหน้าแรกของ Google ได้นานๆหรือยั่งยืนอีกต่อไปแล้วครับ สาเหตุสำคัญมาจากการเปลี่ยนแปลงอัลกอริธึมของ Google และการฟีดหน้าจอของ Facebook ที่มีความสามารถในการจับคำและเนื้อหาได้ดีขึ้น รวมถึงการจำกัดคำหลักต่อเนื้อหา 500 คำ ให้ลดน้อยลงไปด้วยนั่นเอง

4.จ่ายมาก ก็ไม่ได้แปลว่าจะช่วยดันให้อยู่อันดับสูงๆ

การจ่ายค่าโฆษณา หรือค่าทำ SEO ก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยนำความสำเร็จมาให้เสมอไป ขึ้นอยู่กับประเภทของเว็บไซต์และธุรกิจของคุณด้วย ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับแบรนด์ของคุณเองเช่นกันว่าเข้มแข็งแค่ไหน ซึ่งสุดท้ายแล้ว มันอยู่ที่ Content ของเว็บเราด้วยว่า น่าสนใจและน่าเชื่อถือขนาดไหน

5.Backlinks ใส่มาก ก็ใช่ว่าจะดี

การมี Backlinks นั้น โดยแท้แล้วจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ

แต่ที่พบคือ บางเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปมหรือนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเราเลย ก็อาจจะทำให้เกิดเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทนได้ ซึ่งตัวอย่างของพวกที่ทำด้านนี้แล้วถูกโจมตีมากก็คือเว็บขายเครื่องสำอาง ขายครีมต่างๆ เป็นต้น

6.URL ไม่สื่อความหมายเท่าไหร่

เป็นข้อที่มีขีดจำกัด เพราะเว็บไซด์ส่วนมากจะยิง ID ในแบบ Dynamic Page ซึ่งรูปแบบนี้สำหรับตัวค้นหา Search Engine จะไม่ชอบ

ทางแก้คือ เราสามารถแก้ไข URL ให้มีความสัมพันธ์และมีความหมายได้เช่นกัน

7.Meta Tag เป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ตรงเนื้อหาก็ไม่ช่วย

Meta Tag หรือการใส่ข้อความด้านล่างจากชื่อของลิ้งก์หรือหัวเรื่องของเราที่จะมองเห็นบน Google เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ เพราะช่วยเพิ่มคะแนนสำหรับ SEO ได้ดียิ่งขึ้น

แต่ปัญหาคือ บางครั้ง Meta Tag ที่ทำออกมานั้น ไม่สื่อเนื้อหาตรงกับในเว็บเท่าไหร่ ที่สำคัญคือการฝืนทำมากเกินไป ก็อาจจะทำให้ความน่าเชื่อถือของเว็บเราเสียหายไปด้วยเหมือนกัน

8. ทำเว็บ Flash Site ได้ความสวย แต่ SEO ไม่อ่าน

แน่นอนว่า ทำเว็บ Flash มันช่วยเพิ่มความสวยงามของเว็บ แต่ Search Engine มันอ่านไม่ได้

เพราะฉะนั้นคนที่ชอบทำ เพราะหวังว่าเว็บสวยแล้วจะส่งผล ต้องบอกว่า ไม่เกี่ยวนะครับ

9.เน้นแชร์ทางโซเชียลมากๆ ก็ไม่ได้การันตียอดวิวเสมอไป

ทำเว็บ ทำ Content แล้วแชร์ออกไปบนโซเชียล เช่น Facebook ก็เป็นเรื่องดี และจำเป็นเหมือนกันครับ เพราะช่วยเพิ่ม Engage แต่ในขณะเดียวกัน บางครั้งการแชร์มากๆอาจจะส่งผลลบแทน เพราะเมื่อหลายคนเห็นเนื้อหาเดิมๆซ้ำไปมา คนก็เบื่อ แถมยังมีกรณีที่ตับจับของ Facebook จับการแชร์เหล่านั้นแล้วไปแบนล็อคอินที่แชร์เนื้อหาบ่อยๆไปด้วย

โดยสรุป

อันที่จริงยังมีปัญหาและความเข้าใจผิดอีกจำนวนไม่น้อยทที่พบบ่อยเกี่ยวกับการทำ SEO โดยเฉพาะในยุคนี้ที่การแข่งขันรุนแรง และระบบค้นหาของ Google มีการปรับเปลี่ยนอยู่ประจำ

7 ปัจจัยใน การทำ SEO ให้ติดหน้าแรก ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO และ ปัจจัย 2019

แน่นอนว่าประโยชน์ของ การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกบน Google คือการที่เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับ Traffic เข้าหน้าเว็บอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาศในการขาย ซึ่งการติดหน้าแรก Google มี่ทั้งแบบโฆษณาผ่าน Google Ads และ SEO.. บทความนี้เราจะมาโฟกัสแบบ SEO กัน ซึ่งการทำ SEO นั้นใช้เวลา ไม่ใช่ทำ 2-3 เดือนแล้วจะติดหน้าแรกเลย และไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่จะติดหน้าแรกตลอด เพราะอยู่ที่ความต่อเนื่องในการทำ และการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ ด้วย เพราะหากคู่แข่งเค้าทำกันมานานแล้ว แต่คุณเพิ่งมาทำ ก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้นในการเบียดอันดับขึ้นไป เช่นเดียวกับการที่คุณทำแล้วหยุด คู่แข่งที่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะแซงคุณได้เหมือนกัน

ในการที่ Google พิจารณาให้เว็บไซต์มาติด SEO นั้นประกอบไปด้วยหลักเกณ์มากมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาก็เปลี่ยนแปลงแทบทุกปี เพื่อให้เว็บไซต์ที่แสดงบน Google หน้าแรกในส่วนของ SEO นั้นตรงกับคำค้นหาที่สุด และสร้างประสบการณ์ดีๆ ใก้แก่ผู้ที่ค้นหา ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการทำ SEO ที่เรากำลังจะพูดถึงจะเป็นปัจจัยหลักๆ 7 หัวข้อ รวมถึงหัวข้อที่ Google อัพเดทในปี 2019.. ถึงแม้ว่าปัจจัยในการที่ Google พิจารณามีมากกว่า 7 ข้อ แต่นี่คือ 7 ข้อสำคัญที่ทีมงาน Pacy Media เลือกมาเล่าให้ฟัง.. การทำ SEO ที่ดีควรโฟกัสกับทุกปัจจัย เพราะทุกเรื่องต้องไปด้วยกัน

7 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ การทำ SEO

เบื้องต้นจะสรุปคร่าวๆ ตามหัวข้อด้านล่าง ใครสนใจหัวข้อไหนเป็นพิเศษสามารถคลิกไปอ่านที่ข้อนั้นๆ ได้เลย เนื้อหาของบทความนี้อาจไม่ได้ลงลึก เนื่องจากเราต้องการทำให้เข้าใจง่าย ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของปัจจัยในการทำ SEO ให้มีคุณภาพ

  1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์
  2. ความเร็วในการโหลด
  3. Mobile Friendly / ลองรับการแสดงบนมือถือ
  4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)
  5. Optimized Content หรือคุณภาพของบทความ และเนื้อหา
  6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience
  7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks (เป็นปัจจัยทีส่งผลต่อ SEO สูง)

1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์

โดยปกติ Google จะปล่อย Bot หรือหุ่นยนต์เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ หากเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างดี จัดว่างดี เป็นระเบียบ ก็จะช่วยให้ Bot วิ่งเข้ามาในเว็บไซต์ และเยี่ยมชมทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ เพื่ออ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ และทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณอย่างมีความสุข ไม่สับสน ไม่หลงทาง ซึ่งปัจจัยในการทำให้ Bot มีความสุข และเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายคือ

  • การเขียนโค้ดเว็บไซต์ต้องเรียบร้อย เป็นระบบ well-coded
  • ต้องมี sitemap หรือแผนที่ของเว็บไซต์นั่นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ Bot
  • เว็บไซต์ต้องมีความปลอดภัย หรือต้องเป็น HTTPS

2. ความเร็วในการโหลด

คุณเบื่อไหมเวลาต้องเข้าเว็บไซต์ที่โหลดช้าๆ? แล้วเคยรอนานจนต้องปิดเว็บไซต์ไหม? มั่นใจว่าหลายคนเบื่อ และเคยออกจากเว็บไซต์เพราะเว็บไซต์นั้นโหลดช้า จึงเป็นเหตุผลที่ Google ให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วมากเพื่อเลี่ยงประสบการณ์แย่ๆในการค้นหาข้อมูล

ซึ่งความเร็วในการโหลดนั้นไม่ใช่แค่ตรวจจากการเปิดเว็บไซต์บน Desktop แต่รวมถึงบน Mobile เช่นกัน ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา Google ประกาศชัดเจนว่า Mobile Page Speed เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะนำมาพิจารณา

3. Mobile Friendly / รองรับการแสดงบนมือถือ

ในยุคนี้เป็นยุค Mobile First.. เราแทบจะใช้มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะต้องปรับให้ทำงานแบบ Responsive คือรองรับการแสดงผลบนทั้ง Desktop และ Mobile โดยเว็บไซต์จะปรับการแสดงผลอัตโนมัติเมื่อเปิดบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น Layout เมนู ฟอนต์ และส่วนอื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำงานแบบ Responsive ผู้ใช้จะต้องคอยซูมเพื่ออ่าน หรือดูภาพ ซึ่งสร้างความติดขัดในการใช้งาน หากเว็บไซต์ของคุณทำงานแบบ Responsive ก็จะได้คะแนนคุณภาพจาก Google สูงกว่าเว็บไซต์คู่แข่งที่ยังแสดงผลแบบเก่า

4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)

60% ของเว็บไซต์ที่แสดงบน 10 ตำแหน่งแรกของ Google มีอายุของโดเมน (Domain Age) เกิน 3 ปี! เพราะอย่างที่บอกไปว่าการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลาในการสะสมคุณภาพของเว็บไซต์ในทุกๆ ด้าน แต่ถ้านั่งรอเวลาให้ครบ 3 ปีโดยไม่ทำอะไร ก็คงไม่มีทางติดอยู่ดี.. ซึ่งการที่โดเมนของคุณมีคุณภาพแค่ไหน สามารถดูได้จาก Domain Authority ซึ่งจะเป็นคะแนน 0-100 ซึ่งคะแนนนี้จะใช้เกณฑ์ย่อยมากมายในการประเมิน เช่น inbound links และ outbound links เราจะพูดกันในหัวข้อที่ 8 เรื่อง Links

5. Optimized Content / คุณภาพของบทความและเนื้อหา

คุณคงเคยได้ยินแล้วว่า Content is King เหตุผลที่ทำให้เป็นแบบนั้นเพราะในแต่ละคอนเทนต์จะประกอบไปด้วย Keyword และ Keyword จะเป็นตัวหลักในการที่ Google นำมาพิจารณา ซึ่งจะใช้ Keyword ไหนก็ต้องลองคิดกลับว่า ถ้าคนจะค้นหาเกี่ยวกับบทความนี้ เค้าจะค้นหาโดยใช้ Keyword อะไร

แต่ละบทความไม่ควรสั้นเกินไป และไม่ควรมี Keyword เดียวซ้ำจนเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เหมือนเป็นเว็บไซต์ Spam บทความที่ดีควร “เขียนเอง” และ  “เขียนอย่างสม่ำเสมอ”.. ไม่ไปลอกบทความอื่น เพราะถ้า Google จับได้ว่าไป Copy จากที่อื่นมาทั้งบทความจะส่งผลลบให้กับเว็บไซต์แทน และเขียนอย่างเป็นประจำ เป็นให้เว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่สด ใหม่ ตลอดเวลา

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในการเขียนบทความ คือเรื่อง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription

  • Page Title: ควรมี Keyword หลักของบทความอยู่ด้วย เนื่องจากส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่ Google Bot เข้ามาอ่าน
  • Header Tag: จัดวาง Header Tag ให้ถูกที่ เช่น ใช้ h1 ก่อน ตามด้วย h2 และใช้ h3 สำหรับ Subheads
  • Meta Description: คำอธิบายหน้านั้นสั้นๆ เขียนให้น่าสนใจ และให้มี Keyword หลักอยู่ด้วย
การทำ SEO รับ Thailand
ตัวอย่าง Page Title และ Meta Description

6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience

หากเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณไม่น่าสนใจ ผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่ง Google จะใช้ตัววัดที่เรียกว่า Bounce Rate หรืออัตราการเด้งออกจากเว็บไซต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี) ซึ่งหากมีการเด้งออกสูง Google จะคิดว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์คุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ก็จะเป็นเรื่องยากที่เว็บไซต์จะขึ้นหน้าแรก

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขอีกตัวที่ Google จะใช้วัด นั่นคือ Click Through Rate (CTR) หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น Page Title และ Meta Description ของหน้านั้นควรเขียนให้น่าสนใจ หากมีผู้ใช้ค้นหา Google เจอเว็บไซต์คุณ และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ในอัตรา CTR ที่สูง Google จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจ และจะให้คะแนน SEO มากขึ้น

7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks

จากหัวข้อที่ 4 ที่ได้เกริ่นเรื่อง Links มาบ้างแล้ว ทีนี้เรามาดูรายละเอียดกันเลย.. ถ้าสังเกตดีๆ ระบบเว็บไซต์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลิงก์กันของ URL ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น URL ของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง (Internal Links) หรือเป็นการลิงก์กันของ URL จากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ลิงก์ถึงเว็บไซต์คุณ (Inbound Links หรือ Backlinks) หรือลิงก์เว็บไซต์อืนๆ ที่ใส่บนเว็บไซต์ของคุณ (Outbound Links)

เราจะมาโฟกัสกันที่ Backlinks และ Internal Links เพราะเป็นประเภทลิงก์ที่ Googleให้ความสำคัญ.. Backlinks หรือ Inbound Links ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการที่มีเว็บไซต์อื่น เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ หรือรีวิวเว็บไซต์คุณ และใส่ลิงก์ URL เว็บไซต์ของคุณไว้ให้เพื่อเป็นเครดิต ยิ่งมี Backlinks ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมาก Google ก็จะยิ่งให้คะแนนเว็บไซต์คุณมากเช่นกัน และส่งผลบวกไปยัง SEO

สำหรับ Internal Links คือการลิงก์กันของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อความเชื่อมโยงของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ และ Google เชื่อมไปยังหน้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณค่า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ รวมถึงลด Bounce Rate

เริ่มจากปัจจัยไหนดี?

ปัจจัยที่คุณสามารถลองทำเองได้เลยคือข้อ 5 นั่นคือการวางโครงสร้างคอนเทนต์ที่ดี และเขียนคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ.. สำหรับข้อ 1/3/6 อาจต้องใช้ความรู้เรื่อง Programming ในการเขียนเว็บไซต์ และแก้ไขการแสดงผล หากใครยังไม่มีเว็บไซต์ ให้คุยกับผู้ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ก่อน เพื่อให้พัฒนาเว็บไซต์รองรับการทำ SEO หรือหากใครมีเว็บไซต์แล้ว สามารถลองดูบริการ Onpage SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ปรับปรุงโครงสร้าง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription ให้เหมาะกับการทำ SEO

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดอันดับ SEO มากที่สุดใน 7 ข้อนี้คือ Links Building หรือการสร้าง Backlinks นั่นเอง เป็น Offpage Optimization ซึ่งที่ Pacy Media เรา รับทำ SEO ด้วยเทคนิค Links Building จากเว็บไซต์ที่มี DA (Domain Authority) สูง ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพยิ่งขึ้นในสายตาของ Google โดยบริการ SEO ของเราจะรวมการทำ Onpage Optimization ให้ด้วย โดยโฟกัสในส่วนของการปรับโครงสร้าง Header Tag เพื่อให้ Google Bot เข้าเจอ Keyword สำคัญๆ ง่ายขึ้น

9 ไอเดียวิธีค้นหาคำเด็ดๆ มาทำ SEO (ไม่ต้องเสียตังค์สักกะบาท)

หัวข้อนี้จะเป็นการรวบรวมวิธีหาไอเดีย keywords ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณมาทำ SEO

1. ระดมความคิด (Brain Strom)

วิธีแรกง่ายนิดเดียว เป็นการหากลุ่มคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ เช่น ในกรณีของร้าน อ. หญิง นั้นจะให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับการสักคิ้ว สักปาก เป็นต้น ของคุณก็ให้นั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมาว่า คุณขายอะไรบ้าง, ให้บริการอะไรบ้าง เป็นต้น 

พอได้ออกมาแล้วก็ให้จำ หรือจดไว้ก็ได้ เดี้ยวเราจะกลับมาใช้คำเหล่านี้กันทีหลัง

2. Autocomplete ของ Google

Keyword Vartiation คือคำค้นหาที่มีความหมายขยายออกไปจากคำค้นหาหลัก ทำให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

Search Engine อย่าง Google มีเครื่องมือที่เรียกว่า Autocomplete ที่คุณสามารถใช้หา keyword variation ได้ง่ายๆ

สมมุติว่าคุณเปิดร้านสักคิ้ว สักปาก และเมื่อคุณพิมพ์คำว่า “สักปาก” ลงไป Google ก็จะช่วยระดมความคิดให้คุณในทันที

ตัวอย่าง keyword varation จาก auto comlete

คุณสามารถใช้เครื่องมือตัวนี้หาคีย์เวิร์ดประเภท Long-Tail ได้มากมายด้วยการพิมพ์ในรูปแบบ…

วิธีใช้ auto complete - keyword + ก

ตัวอย่างเช่น สักปาก ก…

ตัวอย่างใช้งาน auto complete - สักปาก ก

หรือ

วิธีใช้ google auto complete - keyword + ข

ตัวอย่างเช่น สักปาก ข…

ตัวอย่างวิธีใช้ Google AutoComplete - สักปาก ข

คุณไม่จำเป็นต้องหยุดแค่ Google เท่านั้น คุณอาจจะใช้เครื่องมือประเภทเดียวกันนี้ใน Search Engine อื่นๆ ด้วย เช่น Yahoo (www.yahoo.com) เป็นต้น เพื่อหา keyword variations ไอเดียคำค้นหาใหม่ๆ ได้มากมายอย่างรวดเร็ว

Auto Complete ของ Yahoo

3. Autocomplete ของ YouTube

YouTube เป็น Search Engine อันดับ 2 ของโลก รองจาก Google ในแต่ละวันมีคนค้นหาอะไรต่อมิอะไรมากมายใน YouTube

Auto Complete ของ Youtube

ฉะนั้นคุณสามารถใช้ Autocomplete ของ Youtube ในการหาไอเดียคีเวิร์ดใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

4. Answer the Public

Answer the Public – https://answerthepublic.com/ เป็นเครื่องมือที่ช่วยคุณหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ฟรีๆ โดยเฉพาะ keywords ประเภทคำถาม วิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียว

ให้คุณใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการของคุณลงลงไป จากนั้นเลือกประเทศที่คุณต้องการดูข้อมูล สุดท้ายกดปุ่ม Search

ผลลัพธ์ keyword จาก Answer the Public
ผลลัพธ์ keyword ที่ได้จาก Answer the Public

5. Google Related Keyword

Related Keyword คือคำที่มีความหมายเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำค้นหาหลักที่คุณกำลังทำ SEO อยู่

การที่จะหาคำเกี่ยวข้องก็ง่ายนิดเดียว เราก็ยังจะขอพึ่ง Google ต่อไป ในการช่วยหา

เมื่อคุณพิมพ์ keyword ลงไปใน Google ก็ให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา

ใช้ relate search

แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า Searches related to … (“การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ”) คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่ลงไป คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

6. Google Trend

Google Trend เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างขึ้นมาให้ใช้ฟรีอีกเช่นกัน คุณสามารถหาไอเดีย keywords เพิ่มเติมได้ง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น: ช่วงนี้เป็นยุค COVID 19 ครองเมือง ใครๆ เขาก็ทำหน้ากากอนามัยขาย ผมเลยอยากรู้ว่าถ้าผมจะทำบ้างมีคำอะไรบ้างที่ผมสามารถหยิบมาทำได้ คิดได้ดังนี้ผมก็เริ่มด้วยการป้อนคำว่า “หน้ากากอนามัย” ลงไป

หน้าตาของ Google Trend

ในหัวข้อ “Related queries” จะแสดงคำที่เกี่ยวข้อง (กับคำที่ผมป้อนลงไป) ที่กำลังได้รับความนิยม ณ ตอนนี้ ที่ผมอาจหยิบมาทำ SEO ได้

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

แต่พอดูข้อมูลแล้วกลับเห็นว่าไอเดียที่ผมมีถ้าจะนำมาทำจริงอาจจะไม่เวิร์คก็เป็นได้ เพราะคนส่วนมากสนใจที่จะทำหน้ากากอนามัยเอง แทนที่จะซื้อหามาใช้.. 

เมื่อผมดูกราฟความสนใจ (Interest Over Time) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งมั่นใจเลยว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะดี เนื่องจากความสนใจถีงจะถีบตัวขึ้นมาสูงมาก (ช่วงกุมภาพันธ์ 25663) แต่ก็กราฟก็ตกลงอย่างฮวบฮาบในเวลาอันสั้น

กราฟความสนตามเวลา

อาจเป็นเพราะว่าผู้คนเริ่มเชื่อว่าประเทศเราเอาอยู่ ไม่จำเป็นต้องกักตุนหา Mask มาเก็บไว้ จึงทำให้กราฟความสนใจตกลงดังกล่าว และไม่มีวี่แววว่าความนิยมจะกลับมาสูงอีก

7. Soovle

Soovle เป็นเครื่องมือที่สามารถดึงไอเดียมาจากหลายๆ โปรแกรม เช่นจาก Google, Bing, Yahoo เป็นต้น มาแสดงไว้ในที่เดียว วิธีใช้ก็ง่ายแค่ป้อน keywords ลงไป

หา keyword ด้วย Soovle

คุณสามารถบันทึกรายการคีย์เวิร์ดได้ง่ายๆ ด้วยการลากแล้วปล่อย

เสร็จแล้วคุณยังสามารถโหลดรายการนี้เป็นไฟล์ CSV ได้อีกต่างหาก

8. ติดหน้า 1 Google ใน 30-90 วัน ด้วย Google Search Console

หน้าผลลัพธ์การค้นหา SERP

Google Search Console หรือ GSC เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ในการทำ SEO ซึ่ง Google สร้างขึ้นมาให้ใช้กันฟรีๆ

โลโก้ Google Search Console

เดี้ยวเรามาดูวิธีใช้เครื่องมือตัวนี้ในการหาคำง่ายๆ มาทำ SEO กัน สำหรับท่านที่ได้ติดตั้ง GSC ในเว็บไซต์มาแล้ว 3 เดือน เป็นอย่างน้อย

ขอขยายความคำว่า “ง่าย” ดังนี้

คีย์เวิร์ดที่ผมว่า “ง่ายๆ” ในที่นี้ ผมหมายถึง keyword ที่เว็บเพจของคุณติดอันดับดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ดีที่สุด นั่นก็คือ อันดับ 6 ถึงอันดับที่ 10 หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Below The Fold ไล่ไปจนถึงหน้าสอง (อันดับที่ 11 ถึง 20) ของผลลัพธ์การค้นหา

การที่เว็บเพจติดอันดับอยู่ในครึ่งล่างของหน้าแรก Google (Below the Fold) ไปจนถึงหน้าที่สอง ชี้ให้เห็นว่า Google พอใจกับคุณภาพของเว็บเพจนั้น ๆ ที่ติดอันดับอยู่พอสมควรแล้ว

ดังนั้นเมื่อคุณปรับปรุงประสิทธิภาพหน้าเพจเหล่านี้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย คำที่คุณกำลังทำ SEO อยู่สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในอันดับที่คุณคาดหวังไว้ เช่น Top 3, Top 5, หรือ Top 10 เป็นต้น ได้โดยไม่ยากมาก และไม่เสียเวลาเนิ่นนานนัก กล่าวคือ ระยะหวังผลอยู่ในช่วง 30-90 วัน

ต่อไปเรามาดูวิธีการหาว่าหน้าเว็บเพจใดในเว็บไซต์ของคุณมีคำติดอันดับดีๆ (ไม่เกินหน้า 2 ของ Google) ขั้นแรก เข้าไปที่ https://search.google.com/search-console/about เพื่อเปิด GSC ขึ้นมา

หน้า Dashboard ของ GSC

จะเห็นว่าหน้าจอถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของเมนู และส่วนของฟังก์ชันการใช้งานให้คุณคลิกที่เมนู “ผลการปฏิบัติงาน” (Performances)

คลิกที่เมนู ผลการปฏิบัติงาน

ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานจะแสดงผลการปฏิบัติงาน ทั้งในรูปแบบกราฟเส้นและในแบบตาราง
สำหรับกรณีของกราฟ คุณสามารถตีกราฟเส้นได้เอง เช่น จำนวนครั้งที่เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงผลใน Google (Impressions) หรือจำนวนครั้งที่ถูกคลิก (Clicks) เป็นต้น

กราฟแสดงสมรรถะ

ให้คุณคลิกเลือก “จำนวนการแสดงผลทั้งหมด” (Impressions) และ “อันดับเฉลี่ย” (Position) เพื่อตีกราฟ และนำข้อมูลทั้งสองมาแสดงในตาราง เป็นคอลัมน์ “การแสดงผล” และ “ตำแหน่ง” ตามลำดับ

ในส่วนของตารางจะแสดงข้อมูลที่เราต้องการนั่นก็คือ “ข้อความค้นหา” (Queries) ที่ผู้คนพิมพ์ลงไปใน Google และทำให้ “หน้า” เว็บเพจ (Pages) ของคุณถูกแสดง เทียบกับ “ตำแหน่ง” (Position) เฉลี่ยของข้อความค้นหาเหล่านั้น

ตารางแสดงสมรรถนะข้อความค้นหา

ในเบื้องต้นอันดับของข้อความค้นหาหรือ keyword จะถูกแสดงทั้งหมด ทั้งคำที่ติดอันดับดีและไม่ดีปะปนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจำเป็นต้องกรองเลือกเอาเฉพาะคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพสูงในการทำอันดับในระยะสั้น กล่าวคือ คีย์เวิร์ดที่อันดับอยู่ระหว่าง 1-20 โดยทำตามขั้นตอนดังนี้…

ปรับแต่งตาราง
  1. ให้คุณคลิกตัวกรอง
  2. จากนั้นให้เลือก “ตำแหน่ง”
  3. เลือกกรองตามตำแหน่งที่น้อยกว่า 20

คุณสามารถดูได้ว่าคำที่คุณต้องการหยิบมาทำ SEO อยู่ในหน้าเว็บเพจไหน ด้วยการคลิกที่คีย์เวิร์ดที่คุณสนใจ จากนั้นให้คลิกคอลัมน์ “หน้า”

สมรรถนะของหน้าเพจ

ใครที่ถนัดใช้โปรแกรมประเภท Spread Sheet อย่าง Excel หรือ Google Sheet ก็สามารถ Export ตารางนี้ออกมา โดยคลิกที่ปุ่ม “ส่งออก” และเลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการ

ส่งข้อมูลออกไปวิเคราะห์ใน Excel

เท่านี้คุณก็จะได้รายการคำที่มีอันดับเฉลี่ยระหว่าง 1-20 ที่คุณสามารถนำมาจัดลำดับความสำคัญ และคัดสรรว่าคำไหนที่ควรทำก่อน-หลัง เช่น คุณอาจจะเน้นเฉพาะคำที่ติดอยู่ในหน้า 2 ก่อน หรือเฉพาะคำที่อยู่ด้านล่างของหน้าแรกก่อน อันนี้ก็สุดแท้แต่ความต้องการและจุดประสงค์ของธุรกิจ

9. Google Keyword Planner

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือใช้หาคีย์เวิร์ดได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ Google สร้างโปรแกรมตัวนี้มาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม Google Ads ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://ads.google.com/intl/th_th/getstarted/ กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่ Search Query ที่คุณได้จดไว้ข้างต้นลงไปช่อง “Find new keywords” แล้วกดปุ่ม GET STARTED

รูป - ป้อนคีย์เวิร์ด

… นอกจากคุณจะใช้ คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่หามาได้ก่อนหน้าแล้ว คุณยังสามาารถใส่เว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บของคุณเองลงไปในช่อง กูเกิ้ลจะไปรวบรวมคำหลักจากเว็บไซต์ดังกล่าวให้คุณในชั่วอึดใจ

ถัดไป ตั้งค่าภาษา และประเทศ ถ้าตลาดที่คุณขายของอยู่ในไทยก็เลือกภาษา Thai และ เลือก Thailand สำหรับ Locations

รูป - ตั้งค่าภาษา, location

เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ keyword tool ก็จะแสดงผลลัพธ์ตามคำที่คุณใส่ไป ดังนี้

ผลลัพธ์ตาราง keyword

คุณสามารถใช้ Filter เพื่อกรองให้ได้ผลลัพธ์ ที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เช่นในกรณีนี้ผมต้องการกรองเอาแต่คำที่มีคำว่าปาก “ปาก” (เพราะอยากได้คำที่เกี่ยวข้องกับบริการสักปาก)

กรองผลลัพธ์

ต่อไปให้คุณโหลด keywords โดยคลิกปุ่ม DOWNLOAD KEYWORD IDEAS ตรงมุมขวาบนๆ หน่อย ของหน้าจอ

โหลด keyword

โหลดมาแล้วก็เปิดไฟล์ด้วย Microsoft Excel หรือ Open Office ก็ได้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาก็จะมี columns อะไรเยอะแยะดังรูปด้านล่าง

เปิดไฟล์ด้วย excel

ต่อไปก็เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออกไปให้หมด เหลือไว้ แค่ “Keyword”, กับ “Avg. monthly search (ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยนต่อเดือน)”

เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออก

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลัก คือ relevance และ search volume 

3 ปัจจัยหลักที่คุณควรใช้ในการคัดคำมาทำ

ในกระบวนการเฟ้นหา keyword มาทำ SEO ผมแนะนำให้คุณใช้ปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้ ประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง เพื่อให้ได้คำที่เหมาะสม สามารถทำได้จริงตามระยะเวลาและงบประมาณ

3 ปัจจัยที่ใช้เลือก keyword

1. ปริมาณการค้นหา (Search Volume)

ปริมาณการค้นหา คือ จำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาธุรกิจของคุณใน Google โดยทั่วไปในแต่ละเดือน ถ้ามีผู้คนค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

2. ความแม่นตรง (Relevancy)

คีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ คือคำที่มีสิ่งที่เรียกว่า Relevancy ผมแปลแบบยาวๆ หน่อยว่า ความเกี่ยวข้องสอดคล้อง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียว ไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือหนึ่งและมือสอง) หรือคำว่า “รถใหม่” เป็นต้น แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุนลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อยในการทำ SEO ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคีย์เวิร์ดมาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมายแต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย

3. การแข่งขัน (Competition)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างกัน จึงมีความยากง่ายต่างกันไปเช่นกัน ดังนั้นในการเลือกคีย์เวิร์ดควรนำความสามารถในการแข่งขันของเว็บไซต์ของคุณ เช่น Domain Strength, ลิงก์ (Backlinks) เป็นต้น มาคิดคำนวณด้วย

ทั้ง 3 ปัจจัยที่ผมพูดถึงนี้ ไม่ควรใช้แยกกัน แต่ควรนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น…

Search VolumeRelevancyCompetition
✔✖️✔

ถ้าคุณเลือก keywords ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคีย์เวิร์ด เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✖️✔✔

ถ้าคุณเลือก keyword ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคำ เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✔✔✖️

ถ้าคำที่คุณเลือกมาทำมีปริมาณค้นหารายเดือนดี (Search Volume) ตรงกับสินค้าที่คุณขายอยู่ด้วย (Relevancy) แต่ยากมาก (Competition)แบบนี้คุณอาจต้องเสียเวลาแรมปี เสียเงินหลักแสน กว่าจะถึงฝั่งฝันในที่สุด

คีย์เวิร์ดทีคุณต้องการเลือกมาทำ ควรที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับที่ต้องการให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่าง: วิเคราะห์หา Keyword ภาคปฏิบัติ

เรามาลงมือทำกัน นำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนตรงนี้มาคัดสรรค์หาคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพหยิบจับมาทำ SEO ที่สามารถหวังผลได้ในระยะเวลาอันสั้น

1. หาคำที่ตรงกับสินค้า/บริการ (Relevancy)

จากรายการ keywords ที่คุณหามาด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ที่ได้กล่าวไป ให้คุณนั่งไล่ดู ตัดคำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณแล้วเก็บคำที่ตรงไว้ เช่น

  • ตัวอย่าง: สมมุติว่าที่ร้าน อ. หญิง ไม่ได้ทำปากชมพูด้วยการยิงเลเซอร์ ก็ตัดคำพวก “เลเซอร์ ปาก (ปริมาณการค้นหา 320 ครั้ง/เดือน), “เลเซอร์ ปาก ชมพู” (ปริมาณการค้นหา 1000 ครั้ง/เดือน) ถึงจะมีปริมาณการค้นหาที่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ตัดทิ้งไปอย่าเสียดาย

ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร และน่าเบื่อบ้าง แต่ก็ต้องทำครับ ค่อยๆ ไล่ไปทีละคำ เสร็จแล้วคุณจะได้กลุ่มคำที่เมื่อติดอันดับแล้ว จะนำพาลูกค้ามาเข้าเว็บคุณอีกหลายต่อหลายปี

2. ปริมาณการค้นหา OK ไหม?

ถึงตรงนี้รายการคีย์เวิร์ดของคุณก็จะมีแต่คำที่ใช่ทั้งนั้น ต่อไปก็ให้พิจารณาปริมาณการค้นหาของแต่ละคำ โดยใช้ Google Keyword Planner

  • ยกตัวอย่างคำที่ผมจะไม่ทำ เช่น คำว่า “สัก ปาก ชมพู ถาวร” ถึงจะตรงกับสินค้า ร้าน อ. หญิง คือสักปากถาวร แต่พอดูปริมาณการค้นหาที่มีอยู่ประมาณ 10 ครั้ง/เดือน ก็คงต้องบอกผ่าน

3. วัดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Analysis)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องชั่งใจ และสมดุลให้ดีครับว่าถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน ทั้งคำที่ยากและง่ายในระยะสั้นคำที่ไม่ยากมากนักก็จะส่งผลก่อนคืออันดับจะดีเร็วกว่า

MOZ BAR – เครื่องมือวัดความแข็งแรง SEO

ในการวัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละคีเวิร์ดที่คุณได้หามา เราจะใช้เครื่องมือคือ MOZ Bar ซึ่งเป็น Chrome Extension ที่คุณ:

  • สามารถโหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ อีกเช่นกันครับ ก็ให้ โหลดมา แล้วติดตั้ง ให้เรียบร้อยก่อน รูปลักษณ์เขาก็จะเป็นตัวเอ็มเล็กๆ ดังรูปด้านล่างในกรอบสีแดง
MOZ bar

ต่อไปจะเป็น 5 metrics หรือตัวแปรที่เราจะใช้เป็นตัววัดความสามารถในการแข่งขัน หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของคู่แข่งแต่ละรายของคุณ

  1. Domain Authority (DA): ความแข็งแรงเชิง SEO ของ Domain, ทั้งเว็บ
  2. Page Authority (PA): ความแข็งแรงเชิง SEO เฉพาะหน้าเว็บ เป็นหน้าๆ ไป
  3. Links: ลิ้งค์ที่ชี้มายังหน้าเว็บเพจ คู่แข่งของคุณ
  4. Title: Page Title หรือชื่อเว็บเพจของคู่แข่ง
  5. Content: ประเภทเนื้อหาของเว็บเพจคู่แข่ง ว่าดีไม่ดียังไง คุณจะทำให้ดีกว่าได้ยังไง

ในขั้นตอนนี้ ให้คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 ลงไปใน Google ทำทีละคำนะครับ ในที่นี้ผมยกต้วอย่างโดยใช้คำว่า “สักปากชมพู” (ปริมาณการค้นหา 2900 ครั้ง/เดือน)

วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน

จะเห็นว่าเว็บร้าน อ. หญิง จะอยู่ในอันดับที่ 5 ดังนั้นจุดประสงค์ของผมก็คือ การดันต่อให้ไปติดอันดับ 1

ผมก็จะไล่จดค่าจาก Moz bar (แถบสีเทาใต้รายการ) Page Title, PA, DA, Link ของคู่แข่งที่อันดับดีกว่า และบันทึกค่าไว้ใน excel เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ต่อไป

จากตารางที่ได้บันทึกค่าไว้จะเห็นว่า

  • Domain Authority: เว็บคู่แข่งแต่ละเว็บ เกิดมานาน เป็นที่รู้จักดีในวงกว้าง เช่น เว็บ Kapook, Pantip เป็นต้น และมีความแข็งแรงในเชิง SEO สูงมาก ดูได้จากค่า Domain Authoriy (DA) ตั้งแต่ 44-95 (จาก 100) ในขณะเดียวกันเว็บ อ. หญิง (ajying.com) มีค่า DA เพียง 15 ถือว่าต่ำมากกก
  • Page Authority (PA) ของเว็บสักปาก ร้าน อ. หญิง อยู่ที่ 29 จัดว่ามีความสามารถในการแข่งขันระดับที่พอใช้ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • On-Page SEO: จะเห็นว่าเว็บ อ. หญิง และคู่แข่ง มีการทำ Onpage SEO ค่อนข้างดี กล่าวคือ มี keyword ใน Page Title กันหมด ตรงนี้ถือว่าไม่ได้เป็นแต้มต่อให้เว็บ ajying.com
  • ajying.com มี 72 ลิ้งค์ ถือว่าเป็น ปัจจัยหลัก ที่ทำให้เว็บ อ. หญิง ขึ้นมาติดหน้า 1 ได้

สรุปสิ่งที่ผมจะทำเพื่อให้อันดับดียิ่งขึ้น นอกจากสร้างลิ้งค์เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปแล้ว ผมยังต้องเพิ่ม content ในลักษณะบทความ ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น นอกจากนี้เพิ่มรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากยิ่งขึ้นก็ช่วยได้ด้วยเช่นกัน

Long Tail Keyword – ทำ SEO ง่ายกว่าด้วยคีย์เวิร์ดหางย๊าวยาว

คีย์เวิร์ดที่เรานำมาทำ SEO สามารถแบ่งตามความเจาะจงออกได้ 3 ประเภท ได้แก่

  • Long Tail keywords คือ: คือคีย์เวิร์ดกว้างๆ มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google สูง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำสั้นๆ เพียงหนึ่งคำ เช่น “กระเป๋า”
  • Medium-Tail Keyword: คือคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจงมากขึ้นเมื่อเทียบกับคีย์เวิร์ดแบบ Short-Tail มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google ปานกลาง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำ 2-3 คำขึ้นไป เช่น “กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย”
  • Short-Tail Keyword: คือคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจงมากกว่าคีย์เวิร์ดแบบ Short-Tail มีปริมาณการค้นหาต่อเดือนใน Google ปานกลาง และโดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยคำ 2-3 คำขึ้นไป เช่น “กระเป๋าสตางค์ผู้ชาย”
ประเภทคีย์เวิร์ด

เมื่อคุณเปรียบเทียบคีย์เวิร์ดกว้างๆ อย่าง “กระเป๋า” กับ “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก” จะเห็นชัดเจนว่า “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก” มีความเจาะจงสูงกว่า นั่นคือข้อดีข้อหนึ่งของคีย์เวิร์ดที่มีความเจาะจง (Medium, Long-Tail Keyword)

เพราะว่าคนที่ใช้คำประเภทนี้หาอะไรสักอย่างใน Google มักจะมีความสนใจที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างสูง ตัวอย่างเช่น คนที่พิมพ์ “กระเป๋า” ลงไปใน Google เขาต้องการกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย หรือกระเป๋านักเรียน?

คีย์เวิร์ดแบบ Short tail

คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคนๆ นี้มีความต้องการกระเป๋าแบบไหน ในทางกลับกันคนที่พิมพ์ “กระเป๋าสตางค์ผู้ชายราคาถูก”

ึคีย์เวิร์ดประเภท Long Tail

เขาคนนี้บอกควาคุณอย่างชัดเจนว่ามีควานสนใจซื้อ “กระเป๋า” ประเภท “กระเป๋าสตางค์” สำหรับ “ผู้ชายเท่านั้น” แถมระบุด้วยว่าเขามีงบไม่มากนักจึงมองหา “กระเป๋าที่ราคาไม่แพงมาก” ถ้าคุณเปิดร้านที่มีกระเป๋าลักษณะนี้บอกได้เลยว่าคุณปิดการขายได้ไม่ยากเลย เมื่อเปรียบเทียบกับคนแรกที่เข้าร้านคุณมาด้วยคำกว้างๆ อย่าง “กระเป๋า” นี่คือข้อดีข้อหนึ่งของคีย์เวิร์ดประเภทเจาะจงที่มักจะมีระดับความสนใจในสิ่งที่ค้นหาสูง

กราฟคีย์เวิร์ดแบบเจาะจง

Long Tail Keyword – ทำ SEO ง่ายกว่าด้วยคีย์เวิร์ดหางย๊าวยาว

วิธีการทำ SEO seo เรียนรู้เกี่ยวกับ seo