previous arrow
next arrow
Slider

ทำ SEO หรือซื้อโฆษณาใน Google Adwords ดีกว่ากัน

เชื่อว่าหนึ่งในข้อสงสัยสุดคลาสสิคของคนมีเว็บไซต์ก็คือ “จะทำการตลาดผ่าน Google แบบไหนดีระหว่างการทำโฆษณาใน Google Adwords หรือทำ SEO” ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 และแนวทางในการเลือกทำ Search Engine Marketing กันครับ

การทำ Search Engine Marketing มีอยู่ 2 แนวทาวใหญ่ๆก็คือ

  1. ทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นไปติดอันดับในผลการค้นหา
  2. จ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาด้วยเครื่องมือ Google Adwords

ทั้ง 2 วิธีต่างก็มีข้อดีข้อเสียและมีความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกันไป เจ้าของเว็บไซต์รวมถึงนักการตลาดจึงมักจะเกิดความสงสัยว่าเราควรจะเลือกทำสิ่งใดดีกว่ากัน และสิ่งใดที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเรามากกว่ากัน ถ้าไปถามคำถามนี้กับคนที่ช่ำชองและมีประสบการณ์ใน SEM มานานจะเป็นคำถามที่ง่ายมากๆและแทบไม่ต้องเสียเวลาตอบ แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังมองไม่ออก เลือกไม่ถูก หลายๆครั้งมักจะเสียเวลา เสียโอกาสไปนาน เพราะมัวแต่เลือก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราไปดูถึงข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 กันก่อนดีกว่าครับ

ติดอันดับหน้าแรกอย่างธรรมชาติด้วย SEO

กระบวนการทำ SEO เป็นการสร้าง Content รวมถึงปรับแต่งเว็บไซต์ทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google การทำ SEO แทบจะไม่ต้องเสียเงินหรือเสียงบประมาณเลย (ยกเว้นว่าคุณจะไปจ้างคนอื่นทำ) หลายๆครั้งเรามักจะเรียกการทำ SEO ว่าเป็นการจัดอันดับเว็บไซต์แบบธรรมชาติซึ่งหลายๆครั้งมีระยะเวลาการรอคอยที่ค่อนข้างยาวนานกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับได้

ดังนั้น การทำ SEO จึงเหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่มากแต่มีเวลามากพอ เพราะผู้ทำจะต้องคอยสร้าง Content ที่ดีและมีประโยชน์ใส่เข้าไปในเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องมีระยะเวลาในการรอคอยที่มากพอ (พูดง่ายๆว่าต้องใจเย็น) นี่คือต้นทุนทางด้านเวลาที่ต้องแบกรับเพราะการทำ SEO ที่ยั่งยืนอาจจะไม่เห็นผลกันในทันที หลายๆครั้งกินเวลานานหลายเดือนหรืออาจจะครึ่งปีเลยทีเดียว

ถึงแม้จะใช้ระยะเวลาในกระบวนการทำที่ค่อนข้างนาน แต่เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับได้เมื่อไหร่ จะมีความมั่นคงค่อนข้างสูง อันดับค่อนข้างที่จะนิ่งกว่า ไม่เหมือนการทำโฆษณาใน Google Adwords ที่เมื่อหยุดใช้เงินแล้วโฆษณาจะร่วงในทันที ดังนั้นการทำ SEO จึงมักจะเข้ามาตอบโจทย์การตลาดระยะยาวของเว็บไซต์ต่างๆได้มาก แต่มันก็เป็นเสมือนดาบ 2 คมเพราะด้วยระยะเวลาในการทำ SEO ที่ค่อนข้างนาน ถ้าหากว่าทำแล้วมันไม่สำเร็จ (ไม่ติดอันดับ) นั่นหมายถึงคุณเสียเวลาไปฟรีๆเลยล่ะ

ติดหน้าแรกด้วยโฆษณา Google Adwords

Google Adwords เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างโฆษณาใน Google โดยผู้ลงโฆษณาจะเสียเงินเฉพาะเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น (ถ้าโฆษณาแสดงแต่ไม่มีคนคลิกก็จะไม่เสียเงิน) เมื่อสร้างโฆษณาแล้วเว็บไซต์ของเราสามารถแสดงในหน้าแรกของ Google ได้ในทันที เหมาะกับเจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่อยากเสียเวลาไม่อยากเสียโอกาสทางธุรกิจ

Google มีรายได้หลักมาจากการขายโฆษณาผ่าน Google Adwords และรายได้ก้อนนี้เติบโตขึ้นทุกปี คุณรู้มั้ยว่ารายได้จากการขายโฆษณาของ Google ในแต่ละปีมากกว่างบประมาณใช้จ่ายทั้งปีของบางประเทศเสียอีก อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ลงโฆษณาทั่วโลกยอมจ่ายเงินมหาศาลขนาดนี้ให้กับ Google นั่นก็คือความคุ้มค่าที่ได้กลับมาจากโฆษณานั่นเอง

หลายๆคนไม่ยอมทำโฆษณาใน Google Adwords ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 อย่าง คือ

  1. เพราะว่ามันเสียเงิน เพราะว่ามันไม่ฟรี
  2. ชอบคิดไปเองว่าไม่มีใครคลิกที่โฆษณาหรอก

ในความเป็นจริงแล้วนั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าการทำโฆษณาใน Google Adwords จะเสียเงินแต่ก็เสียเฉพาะเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น ทุกคลิกหมายถึงการนำลูกค้าเข้ามาสู่เว็บไซต์และมีโอกาสที่จะสร้างยอดขายให้กับเว็บไซต์ได้ และข้อสองคือโฆษณาที่ทำด้วย Google Adwords บางครั้งมี CTR ดียิ่งกว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO เสียอีก

แล้วตกลง SEO หรือ Adwords ดีกว่ากัน?

เวลาที่ผมได้เจอคำถามทำนองว่า

  • ทำ SEO หรือทำโฆษณาใน Adwords ดีกว่ากัน?
  • ทำโฆษณาใน Google Adwords หรือ Facebook ดีกว่ากัน?

เวลาเจอคำถามที่ให้เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำตอบที่ผมใช้ประจำก็คือ “ทำร่วมกันไปเลยสิ” ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเมื่อทั้ง 2 สิ่งต่างก็มีประโยชน์กับเราทั้งคู่ แต่เราควรหาวิธีที่จะทำทั้ง 2 อย่างร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่น เริ่มแรกคุณอาจจะซื้อ Keyword เพื่อทำโฆษณาพร้อมกับทำ SEO ใน Keyword คำเดียวกันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ไม่เป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจในระหว่างที่ SEO ยังไม่ติดอันดับ จนกระทั่งสามารถทำ SEO จน Keyword คำนั้นขึ้นติดอันดับที่ต้องการได้แล้วค่อยหยุดซื้อโฆษณา Adwords หรือลดเงินในการซื้อโฆษณาให้กับ Keyword คำนั้นลงในภายหลังก็ย่อมได้

การทำทั้ง SEO และซื้อโฆษณาใน Google Adwords ควบคู่กันไปย่อมเป็นแนวทางที่ดีกว่าการเลือกทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามีกลยุทธ์การตลาดที่รองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่เสียโอกาสไปฟรีๆ อีกทั้งมันยังช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย ตารางด้านล่างนี้เป็นการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ SEO และ Google Adwords ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ

หัวใจของทั้งคู่คือสิ่งเดียวกันนั่นคือ Keyword

ไม่ว่าจะเลือกทำ SEO หรือ Adwords ก็ตามให้จำเอาไว้ว่าหัวใจของการทำ Search Engine Marketing ก็คือ Keyword ทั้ง 2 กระบวนการต่างก็มุ่งสู่การปรากฎตัวต่อหน้าลูกค้าเมื่อเขาเหล่านั้นค้นหาด้วย Keyword ที่เป็นเป้าหมายของเรา ถ้ามันช่วยนำพาลูกค้าที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ของเราได้ จะวิธีการไหนก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าเมื่อลูกค้าต้องการค้นหาสินค้า เราจะต้องไปปรากฎอยู่ตรงนั้น

ทำไมการทำ SEO จึงคล้ายการสังสรรค์ในวงเหล้า?

ทุกเย็นวันศุกร์ หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของชาวออฟฟิศและบรรดานักศึกษาทั้งหลายก็คือการออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและความเครียดที่เจอมาตลอดทั้งสัปดาห์ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน ว่าแต่การสังสรรค์มันเกี่ยวอะไรกับ SEO ด้วยล่ะ

มีอยู่วันหนึ่งผมเกิดความคิดแว้บเข้ามาว่า การสังสรรค์และงานปาร์ตี้ในวันศุกร์แห่งชาติ มันก็มีความคล้ายคลึงกับการทำ SEO อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน และองค์ประกอบในการทำ SEO หลายๆอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับสมาชิกที่มาร่วมวงดื่มเบียร์ดื่มแอลกอฮอล์ ก็เลยบรรจงหยิบเอาทั้งคู่มารวมกันจนออกมาเป็นบทความนี้ ซึ่งถ้าพูดตรงๆนี่น่าจะเป็นบทความที่บ้าที่สุดที่ผมเคยเขียนมาเลยทีเดียวครับ เพราะอะไร ไปดูกัน

ในงานสังสรรค์แต่ละโต๊ะมักจะประกอบไปด้วยบุคคลเหล่านี้ใช่มั้ย

  1. คนที่ยิ่งเมายิ่งพูด
  2. คนที่ชอบจุดประเด็น
  3. คนที่ดูนั่งเงียบแต่ดื่มเรียบ
  4. คนคอยชงเหล้า
  5. สส. ประจำกลุ่ม (คนที่มีเพื่อนเยอะ)
  6. คนคอยขับรถส่งเพื่อนๆ

พอมานั่งคิดดูดีๆแล้ว ผมว่าบุคคลแต่ละประเภทสามารถเปรียบเทียบกับองค์ประกอบในการทำ SEO ได้แบบที่มีความคล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว เพราะการทำ SEO และ งานสังสรรค์ มักจะมีจุดหมายคล้ายๆกันนั่นคือ…

ดื่มให้มากที่สุด = หา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ให้มากที่สุด

เป้าหมายของการทำ SEO ก็เพื่อต้องการเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ให้มากๆเพื่อหวังว่า Traffic เหล่านั้นจะเข้ามาทำการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครใช้บริการต่างๆ เช่นเดียวกันกับการดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ของบรรดาชาวออฟฟิศและเหล่าวัยรุ่นที่หลายๆครั้งเป้าหมายคือการดื่มให้ได้จำนวนมากที่สุด

ประมาณว่ายิ่งกินเยอะยิ่งมันส์ยิ่งสนุก ยิ่งสนุกก็ยิ่งติดลมสั่งเพิ่ม หรือถ้านั่งดื่มยาวๆจนร้านปิดได้นี่ยิ่งเพลิดเพลิน ฮ่าๆๆ เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบเทียบว่า เป้าหมายในงานสังสรรค์ก็คือการดื่มให้มากที่สุดส่วนเป้าหมายของการทำ SEO หลายๆครั้งก็คือการหา Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์มากๆ

คนชอบจุดประเด็น = การทำ Keyword Research

การทำ Keyword Research หรือภาษาไทยเรียกว่าการวิจัย Keyword คือการวิเคราะห์เพื่อเลือกเอา Keyword มาทำ SEO ถ้าเลือก Keyword ได้ดีเลือกได้ฉลาดก็มีโอกาสที่จะทำ SEO แล้วประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นำพา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น

เช่นเดียวกันกับวงเหล้าที่มักจะมีคนคอยจุดประเด็นถ้าจุดประเด็นได้น่าสนใจ ก็จะทำให้บรรยากาศสนุกสนาน คุยกันอย่างออกอรรถรส เรื่องตลกบาง เรื่องดราม่าบ้าง เรื่องอดีตบ้าง เรื่องฟุตบอลเมื่อคืนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรถ้าน่าสนใจมันจะสร้างบรรยากาศที่ดีในวงเหล้าและเต็มไปด้วยความสนุกสนานก็จะทำให้จำนวนขวดที่สั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ฮ่าๆ

คนที่ยิ่งเมายิ่งพูด = การสร้าง content

ในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่คอยรับหน้าที่พูด พูด พูด และพูด เรียกได้ว่าเป็นคนที่พูดมากที่สุดในกลุ่มและเมื่อคนๆนี้เริ่มดื่มเข้าไปเยอะเท่าไหร่ก็จะยิ่งพูดมากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นคนที่ดื่มเยอะมากๆเรียกได้ว่าจำนวนขวดจะมากตามความติดลมของคนที่พูดมาก

ถ้าเปรียบเทียบคนๆนี้กับการทำ SEO แล้วมันก็คือการสร้าง Content ที่ดีให้ได้จำนวนมากนั่นเองครับ เพราะยิ่งสร้าง Content มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีต่อเว็บไซต์ ยิ่งสร้าง Content มากก็มีโอกาสได้รับ Traffic มาก คล้ายๆกับวงเหล้าที่ยิ่งมีคนพูดสนุกมากเหล้าก็หมดเยอะหมดไวเท่านั้น แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะถ้าพูดมากแล้วไม่มีคนชอบก็จะกลายเป็นน่ารำคาญ เช่นกันกับ Content ที่ไม่มีประโยชน์ก็มักจะไม่ค่อยได้รับ Traffic มากเท่าใดนัก

คนที่ดูนั่งเงียบๆ แต่ดื่มเรียบ = การปรับโครงสร้างเว็บไซต์

สังเกตมั้ยว่าในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรกับใคร ก้มหน้าก้มตาอยู่ในโลกส่วนตัวคนเดียวจนหลายๆครั้งเพื่อนต้องสะกิดถามว่า “เห้ย! หลับป่าวเนี่ย” แต่เห็นนั่งเงียบๆ ดื่มเรียบนะคะ ดูเผินๆเหมือนคนๆนี้น่าจะไม่ส่งผลอะไรจำนวนเบียร์ที่ดื่มเลย แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่ทำให้ 1 ลังผ่านไป 2 ลังผ่านไป

จะว่าไปแล้วคนๆนี้ก็คล้ายๆกับ “การปรับโครงสร้างเว็บไซต์” ในการทำ SEO เลยเพราะถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลทางตรงเหมือนกับการสร้าง Content แต่ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำ SEO ให้ติดอันดับเพราะจะเอื้ออำนวยให้หุ่นยนต์ของ Google คลานเข้ามาเก็บข้อมูลออกไปทำ Index ได้ง่ายขึ้น หลายๆครั้ง Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์ก็เป็นเหตุเป็นผลมาจากการที่หน้าเว็บไซต์ถูก Index เข้าไปในฐานข้อมูลนั่นเอง

คนคอยชงเหล้า = การทำ on page

ในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่มีหน้าที่คอยชงเหล้าให้เพื่อนๆ บุคคลนี้จะเป็นคนที่รู้จักสูตรเป็นอย่างดี อะไรชงกับอะไรถึงอร่อย ยี่ห้อไหนเป็นไง ผสมมากน้อยแค่ไหน ราวๆกับว่าเป็นสารานุกรมแอลกอฮอล์เคลื่อนที่ก็ไม่ปราน หลายๆครั้งคนที่ทำหน้าที่ชงอาจจะไม่ใช่คนที่ดื่มเยอะแต่มักจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนทั้งโต๊ะดื่มได้อย่างเพลิดเพลินจนจำนวนขวดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เปรียบเทียบเป็นการทำ SEO แล้วก็เหมือนกับการทำ SEO on page หรือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์ให้ทุกอย่างสามารถรองรับการจัดอันดับของ Google ได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นการจัด Format หรือรูปแบบของบทความที่เป็นตัวหนังสือและรูปภาพให้กลายเป็นเนื้อหาที่อ่านง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับ Html, การหยอด Keyword ลงไปในส่วนต่างๆ, การจัดรเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ,ใส่ตัวเล็กตัวหนาตัวสี, ใส่ Alt Text ให้กับรูปภาพ

สส. ประจำกลุ่ม (คนที่มีเพื่อนเยอะ) = การทำ Back link

ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีเพื่อนที่ชีวิตของเหมือนกับเป็น สส. คือมีแต่คนรู้จัก เป็นคนดังในแวดวง และเมื่อไหร่ที่ไปร้านเหล้ากับคนๆนี้ ก็จะมีแต่คนเดินมาชนแก้ว มีแต่คนเดินมาพูดคุย ทักทายอยู่เสมอ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการทำ SEO แล้วคนกลุ่มนี้เหมือนการทำ Back link ที่สร้างลิงค์โยงเข้ามายังเว็บไซต์

อธิบายง่ายๆคือตัวเองไม่ค่อยดื่มมากเท่าไหร่ (ไม่ได้มีหน้าที่สร้าง Content) แต่เป็นตัวนำพาคนอื่นเข้ามายังโต๊ะแล้วบางทีก็ยังรินเหล้าให้แขกที่มายังโต๊ะ ยิ่งเพื่อนคนนั้นเป็นคนดังมากเท่าไหร่แขกก็ยิ่งมาที่โต๊ะเยอะเท่านั้น ส่งผลให้เหล้าก็ยิ่งหมดไวมากขึ้น คล้ายๆกับ Backlink ที่มาจากเว็บไซต์ใหญ่ๆ ก็จะนำพา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก

คนคอยขับรถส่งเพื่อนๆ = การทำ sitemap.xml

และสุดท้าย คนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ คนทำหน้าที่ขับรถ หรือคนที่เป็นพ่อพระ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เมา แต่จะมีบุญคุณคอยขับรถไปส่งเพื่อนถึงบ้านหลังร้านปิด คนๆนี้จะรู้จักบ้านเพื่อนแต่ละคนว่าอยู่ที่ไหน คนๆนี้อาจจะไม่มีผลต่อจำนวนแอลกอฮอล์ที่ดื่ม ไม่ได้มีผลต่อจำนวนขวดที่สั่งเพิ่ม แต่เมื่อมีคนนี้อยู่แล้วอุ่นใจปลอดภัยถึงบ้านแน่ๆ

ถ้าเปรียบเทียบกับการทำ SEO แล้วจะเสมือนเป็นการทำ Sitemap ที่ไม่ได้ส่งผลต่อ Traffic โดยตรงแต่ถ้าเว็บไซต์ไหนที่มี Sitemap อยู่ก็สามารถอุ่นใจได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่หุ่นยนต์ของ Google เข้ามาไต่เก็บข้อมูลในเว็บไซต์ มันจะสามารถหาข้อมูลเจอและนำเอากลับไปเก็บเป็น Index ที่ฐานข้อมูลได้

5 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้จักก่อนทำ Search Marketing

ในการทำการตลาดบน Search Engine นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Keyword ถ้าเราเลือก Keyword ได้ดี โอกาสที่จะจูงใจลูกค้าให้ซื้อของหรือบริการก็จะมากขึ้นตามไปด้วย คนในวงการมักแบ่งประเภทของ Keyword ออกเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่าย ซึ่งบทความวันนี้ผมจะขอหยิบเอา 5 ประเภทหลักๆของ Keyword ที่นิยมใช้กันนั่นก็คือ Generic Keyword, Brand Keyword, Long tail Keyword, Misspelling Keyword, Competitor Keyword

ทั้ง 5 เป็นการจำแนกตามจุดประสงค์ของ Keyword ออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งการจัดประเภทนี้เป็นคนละอันกับ Match types ของ Keyword (Broad, Phrase, Exact) อ่านบทความนี้ให้จบรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอนสำหรับการทำ Search Marketing ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO หรือ Paid Search ก็ตาม

  1. Generic Keyword คือ Keyword ทั่วๆไปที่ผู้ค้นหาใช้โดยไม่ได้สื่อความหมายตรงๆไปยังแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือ สินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่มีจุดประสงค์กว้างๆในการค้นหาเช่น เที่ยวอเมริกาเหนือ, เสื้อยืด, กาแฟลาเต้, ลดน้ำหนัก จะเห็นว่า Keyword ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นคำกว้างที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหาเมื่อต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ
  2. Brand Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเจาะจงไปที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาเพื่อแสดงถึงความประสงค์ที่จะเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆเช่น Lazada, Sanook, Microsoft จะเห็นว่ามันเป็นกลุ่ม Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงในการค้นหามากในระดับหนึ่ง คนที่ค้นหาด้วย Keyword คำว่า Lazada นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ Lazada
  3. Long tail Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากๆ ผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาโดยมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ตัวอย่างเช่นผู้ค้นหาเข้าไป Search โดยใช้คำว่า “สมัคร บัตรเครดิต กรุงศรี First choice” เห็นมั้ยครับว่ามันเฉพาะเจาะจงสุดๆ คนที่ Search ด้วยคำนี้มีแนวโน้มที่จะสมัครเครดิตมากกว่าการ Search โดยใช้ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต” ในปัจจุบัน Long tail Keyword ได้รับความนิยมนำเอามาทำ Search Marketing เป็นอย่างมาก
  4. Competitor Keyword คล้ายๆกับ Brand Keyword แต่เป็น Keyword ที่สื่อถึง Brand ของคู่แข่ง โดยมากใช้เพื่อทำการแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่นธนาคาร XYZ อาจจะซื้อ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต ธนาคาร ABC” เพื่อแย่งลูกค้ามาจากธนาคาร ABC ก็เป็นได้
  5. Misspelling Keyword ตามชื่อเลยครับ มันก็คือ Keyword ทั่วๆไปนี่แหละเพียงแต่ผู้ค้นหาอาจจะพิมพ์คำนั้นผิด อาจจะเป็นเพราะว่าสะกดผิดหรือลืมเปลี่ยนภาษาเช่นผู้ค้นหาต้องการจะค้นหาคำว่า “iphone” แต่ดันลืมเปลี่ยนภาษาจนกลายเป็นคำว่า “รย้นำ” อะไรทำนองนี้ ทำให้การซื้อ Keyword ที่เขียนผิดดักเอาไว้ได้รับความนิยมมากในอดีต แต่ในปัจจุบันกลายเป็น Keyword ที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่แล้ว เนื่องจาก Volume ในการค้นหามีน้อยและ Search engine ส่วนใหญ่ก็จะมีการเดาคำผิดให้แทนอยู่แล้ว

ประโยชน์ของการแบ่ง Keyword ออกมาเป็นกลุ่มๆทั้ง 5 จะช่วยให้คนทำการตลาดในเครือข่ายค้นหา (Search Marketing) สามารถบริหารจัดการ Keyword ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถ Focus ไปยัง Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่างกันและเลือกหน้า landing page ที่เหมาะสมกับ Keyword แต่ละคำได้

นอกจากนี้การแบ่ง Keyword ออกเป็นกลุ่มๆตามประเภท ยังมีประโยชน์ในการวาง Campaign Structure เพื่อทำ Paid search ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย เอาไว้เดี๋ยวโพสหน้าจะมาเขียนบทความเรื่อง Campaign Structure ให้อ่านกันนะครับ

ก่อนจบบทความวันนี้ขอฝากเอาไว้สำหรับคนที่ทำการตลาดบนเครือข่ายค้นหาว่า

“มันไม่สำคัญว่าลูกค้าจะค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง แต่ถ้ามันเป็น Keyword ที่จะทำเงินให้เว็บเราได้ นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะต้องไปโพล่อยู่ตรงนั้น”

ทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจ Long Tail Keyword

บทความนี้อาจจะยาวหน่อย แต่เมื่ออ่านจบแล้วจะเข้าใจเรื่อง Long Tail Keyword อย่างชัดเจน

หลายๆคนที่เคยมีประสบการณ์ลองทำ SEO มาบ้างคงจะเข้าใจดีว่า การพยายามที่จะ Rank Keyword ที่กว้างๆหรือที่เรียกว่า Broad Keyword นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ยิ่งสำหรับเว็บเล็กๆที่มี Traffic เข้าเว็บน้อยๆด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะถึงแม้ Broad Keyword จะมี Volume ในการค้นหาค่อนข้างเยอะ แต่โอกาสที่เราจะ Rank Broad Keyword ไปติดอันดับต้นๆก็ไม่ใช่ง่ายๆ เนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงมากๆ

Broad Keyword จะอยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาสูงๆ

และถึงแม้ว่าจะสามารถ Rank ขึ้นไปติดอันดับสูงๆได้ แต่ด้วยความที่การแข่งขันสูงทำให้เราไม่สามารถที่จะรับประกันได้เลยว่าเว็บไซต์ของเราจะอยู่ในอันดับสูงๆตรงนั้นได้นานแค่ไหน ข้อเสียอีกหนึ่งเรื่องคือคุณภาพของ Traffic ครับเพราะด้วยความที่มันเป็น Keyword แบบกว้างๆทำให้ Traffic ที่เข้ามาอาจจะไม่ก่อให้เกิด Conversion ใดๆขึ้นในเว็บของเรา

จากภาพตัวอย่างด้านบนนี้เป็นการ Search ด้วย Keyword คำว่า “คอนโดติด bts” ซึ่งจะเห็นเลยว่าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูงมาก อย่าว่าแต่ทำ SEO เลยครับ ในกรณีแบบนี้ทำ Adwords แข่งให้ติดอันดับ 1-3 ยังยากเลย

ไปดูแสงสว่างของการทำ SEO กันดีกว่าครับ นั่นก็คือการพยายาม Rank ใน Keyword กลุ่มที่เป็น Long Tail Keyword ใครยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร อ่านบทความนี้ให้จบนะครับ รับรองว่าการทำ SEO จะง่ายขึ้นอีกพอสมควรเลยครับ

Long Tail Keyword คืออะไร

Long Tail Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง คือเป็นคำที่สื่อความหมายที่ชัดเจนว่ากำลังหมายถึงอะไรอยู่ ส่วนใหญ่แล้ว Long Tail Keyword มักจะประกอบไปด้วยคำหลายๆคำมารวมกันหรือบางครั้งอาจจะอยู่ในรูปประโยคก็ได้ ลองดูภาพนี้ประกอบแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

จากภาพจะเห็นว่าเป็นกราฟที่แนวตั้งแสดงจำนวนการค้นหาของ Keyword ที่เกี่ยวกับ Camera ไล่มาจากทางซ้ายสุดจะเป็น Broad Keyword หรือ Keyword ที่มีความหมายกว้างๆ

“Camera เป็น Broad Keyword ที่ยังไม่สื่ออย่างชัดเจนว่าหมายถึงกล้องแบบไหน

“Digital Camera เป็น Keyword ที่แคบลงมาแล้วเริ่มเข้าใจว่าจะสื่อถึงกล้องแบบไหน

“Sony Digital Camera ใส่ยี่ห้อเข้าไปทำให้มันแคบลงมาเรื่อยๆ

“Sony Digital Camera 7.1MP with 3x Optical Zoom เมื่อไล่มาจนมาถึงทางขวาสุดซึ่งจะเห็นว่า Keyword ยาวขึ้นมาจนแทบจะเป็นประโยคเลยทีเดียว นี่แหละครับเรียกว่า Long Tail Keyword เพราะสื่อความหมายอย่างชัดเจนเอามากๆ รู้เลยว่าเป็นกล้องแบบไหน ยี่ห้อไหน คุณสมบัติแบบไหน

Long Tail Keyword นั้นจะมีความ niche หรือความเฉพาะตัวสูงกว่า Broad Keyword ทั่วๆไป ซึ่งเราสามารถคาดหวังได้ว่า มีโอกาสที่ Traffic ที่เข้ามาจาก Long Tail Keyword จะเป็น Traffic ที่เข้ามาเพื่อทำให้เกิด Conversion (ซื้อของจากเว็บไซต์เรา, สมัครสมาชิกเว็บไซต์ของเรา, กรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ของเรา) Long Tail Keyword ทำให้มีโอกาสเกิด Conversion มากกว่า Keyword กว้างๆที่คนอาจจะแค่เข้ามาดูผ่านๆเฉยๆ

Long Tail Keyword กับการทำ SEO

สำหรับเว็บไซต์หรือบล็อกเล็กๆการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นั้นมีประโยชน์มากๆครับ เพราะอย่างที่บอก การ Rank Keyword กว้างๆ การแข่งขันมันสูงมากๆและเจ้าใหญ่ๆอาจจะกินพื้นที่ไปหมดแล้ว โอกาสที่เราจะ Rank ติดก็ยากตามไปด้วย เราตัวเล็กกว่าก็ต้องไปเล่น Keyword ส่วนหางแบบนี้แหละครับ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าเจ้าใหญ่ๆเขาไม่ลงมาเล่น Long Tail Keyword กันหรอ แน่นอนครับว่าเจ้าใหญ่ๆเขาก็ต้องมาอยู่แล้วแต่ด้วยความที่มันเฉพาะเจาะจงสูงมากๆ โลกของ Long Tail เลยมี Keyword ให้เราเลือกใช้จำนวนมากถ้าคำไหนที่การแข่งขันสูงมากๆเราจะข้ามไปก็ไม่เสียหาย เพราะยังมีให้เลือกใช้อีกเยอะครับ

คำแนะนำในการใช้ Long Tail Keyword เพื่อ SEO

ถ้าลองกลับไปดูภาพ Long Tail Keyword ที่เกี่ยวกับกล้องดูจะพบว่ายิ่งแคบยิ่งเหลือ Traffic น้อยลงไปเรื่อยๆอันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะยิ่ง Keyword มีความเจาะจงมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนใช้คำนั้นในการค้นหาน้อยลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นี้แนะนำว่าควรเลือกมาทำหลายๆคำ เพราะด้วยความที่มันมี Volume ในการ Search ค่อนข้างน้อยจึงต้องทดแทนด้วยจำนวน Volume รวมจาก Long Tail Keyword หลายๆคำแทน

Google แจกเอกสาร Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

http://static.googleusercontent.com/media/www.google.com/en//insidesearch/howsearchworks/assets/searchqualityevaluatorguidelines.pdf


เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

ttp://static.googleusercontent.com/media/www.google.co.th/en/th/intl/th/webmasters/docs/search-engine-optimization-starter-guide-th.pdf


โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

ตัวอย่างตำแหน่งของ Google AdWords

   ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

ตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฎทางด้านขวา

   ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

Dwell Time อีก 1 Metric สำคัญ ใครทำ SEO อ่านซะ!

Dwell Time เป็น 1 ใน Metric สำคัญที่ใช้ประกอบการทำ SEO ในยุคปัจจุบัน ผมได้ยินเกี่ยวกับ Dwell Time ครั้งแรกประมาณ 1 ปีแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ Dwell Time ก็ยังเป็น Metric ที่คนรู้จักกันน้อย พูดถึงกันน้อยมากๆ ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงในต่างประเทศด้วย ไม่เว้นแม้แต่ USA ประเทศรวมเซียน SEO ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเจ้า Dwell Time มากเท่าไหร่นัก

สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ Dwell Time เพิ่งจะเกิดละถูกบัญญัติในโลกนี้ไม่นานนัก (ไม่เกิน 3-5 ปี) และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือความคลุมเครือของมันนั่นเอง มันยังมีความคลุมเครือว่า Dwell Time นั้นเป็น 1 ในปัจจัยที่ Google ใช้เพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าผลการค้นหาหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีใครตอบได้เพราะ Google เองก็ยังไม่เคยออกมา Confirm ใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้

Dwell Time คืออะไร

แล้ว Dwell Time คืออะไรล่ะ มันก็คือระยะเวลาตั้งแต่ User คลิกที่ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ อ่านเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ แล้วคลิกปุ่ม Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหาอีกครั้ง พูดง่ายๆมันคือเวลารวมทั้งหมดตั้งแต่คลิกเข้าเว็บไซต์จนกด Back กลับมาอีกครั้ง

ถ้าเวลา Dwell Time เยอะแสดงว่า Content มีประโยชน์ทำให้ User เสพ Content นาน แต่ถ้า Dwell Time น้อยแสดงว่า Content ไม่มีประโยชน์หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ User กำลังค้นหาเลย ทำให้ User กดคลิก Back กลับมายังหน้าผลการค้นหา เพื่อเข้าเว็บไซต์อื่นๆแทน

ความสับสนของ Dwell Time ที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือมันไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับ Time on Page หลายๆคนพออ่านนิยามของ Dwell Time แล้วชอบคิดว่ามันคือ Time on Page จริงๆแล้วมันไม่เหมือนกันเพราะปัญหาทางเทคนิคในการนับเวลาของ Google ที่ผมได้เคยอธิบายไปแล้วว่าถ้าผู้ใช้เข้าเว็บไซต์แค่หน้าเดียว (Bounce = 100%) จะทำให้ Google ไม่สามารถนับเวลาที่ใช้ในหน้านั้นได้ (จับ Time on Page หน้านั้นไม่ได้) แต่ในขณะเดียวกันเจ้า Dwell Time นี่มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ Google Analytics เลย

Dwell Time ส่งผลต่อการทำ SEO อย่างไร

ดังนั้นถ้าให้พูดตามนิยามของ Dwell Time ที่เขียนไปด้านบนนี้ การทำให้ผู้ใช้อยู่ในหน้าเพจของเรานานๆก่อนที่เขาจะกด Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหา (Dwell Time เยอะๆ) จะช่วยให้อันดับผลการค้นหาดีขึ้น ในทางกลับถ้าผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ของเราแล้วไม่เจอสิ่งที่ต้องการ ไม่เจอสิ่งที่เกี่ยวข้อง ก็จะกด Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหาอย่างรวดเร็ว (Dwell Time น้อยนั่นเอง) และจะส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหาต่ำลงด้วย ตัวเลข Dwell Time จะส่งผลต่ออันดับในการค้นหา

เดี๋ยวก่อน! คุณคิดว่ามันเป็รความจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่มีใครรู้!!

ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่า Dwell Time นี้ส่งผลต่ออันดับการค้นหาหรือไม่ หรือแม้กระทั่ง ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่า Dwell Time นั้นมีอยู่จริงหรือเปฃล่า ทำไมล่ะ อ่านต่อไปครับ

ความคลุมเครือของ Dwell Time

หลายๆคนไม่เชื่อว่า Google ใช้ Dwell Time ในการจัดอันดับผลการค้นหา เพราะว่ามันยังไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google ว่ามีการใช้ Dwell Time ในการจัดอันดับผลการค้นหา (จริงๆแล้ว Factor หลายๆตัวที่เราใช้ในการทำ SEO กันอย่างแพร่หลายก็ไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google เช่นกัน)

มีหลายๆคนพยายามทำการสืบเสาะและทดสอบว่า Dwell Time นี่มันมีอยู่จริงหรือเปล่า มันส่งผลต่อการ Ranking จริงๆหรือเปล่า (ใครสนใจ สามารถอ่านได้จากบทความอ้างอิงข้างล่างนะครับ) หรือมันเป็นแค่ 1 ในหลายๆ Topic ที่ถูกยกขึ้นมาพูดเกี่ยวกับการทำ SEO ให้ดูดีมีภูมิเท่านั้น แต่จากหลายๆการทดสอบยืนยันว่า Dwell Time มันส่งผลต่อการจัดอันดับของผลการค้นหาจริงๆ

แต่แน่นอนล่ะว่าถึงแม้มันจะมีการทดสอบมายืนยันก็ตาม มันก็ยังคลุมเครืออยู่ดี เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่มี Dwell Time มากๆมักจะเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว และเป็นเว็บไซต์ที่มีการปรับแต่งทาง SEO กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จนเรียกได้ว่าเป็น Authority Website อยู่แล้ว ทำให้อันดับการค้นหาที่อยู่สูงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และมันไม่ได้หมายความว่า Dwell Time ที่มากจะส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ที่สูงขึ้น

เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป

จริงๆแล้วประเด็นเรื่อง Dwell Time มันก็เหมือนกับ Organic CTR นั่นแหละครับ ไม่มีใครรู้ว่ามันส่งผลต่อการจัดอันดับหรือไม่ แต่มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือที่เราจะทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ Dwell Time สูงๆ Organic CTR สูงๆ แทบไม่ต้องคิดอะไรอื่นไกลไปมากกว่านี้เลย ไม่ว่ามันจะส่งผลต่อ SEO หรือถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ จงทำมัน!!

สุดท้ายแล้ว SEO มันก็เป็นเรื่องของคุณภาพเว็บไซต์ คุณภาพบทความ เชื่อมั้ยครับว่า วันก่อนผมอัพบทความหนึ่งขึ้นไป อีก 2 วันถัดมาบทความนั้นวิ่งไปติดอันดับหนึ่งของ Google ได้แล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนอย่าว่าแต่ติดหน้าแรกเลย ให้มัน index เข้าระบบภายใน 5 วัน บางทียังเป็นไปได้ยากเลย ก็เพราะนี่คือ SEO นี่คือ Google อย่าลืมว่าอัลกอริทึ่มเขาพัฒนาเรื่อยๆ มันเป็นความจริงเสมอที่คุณภาพสำคัญกว่าทุกอย่าง

การทำ SEO เพื่อ Mobile Website เบื้องต้น

จากสถิติล่าสุดที่ถูกเปิดเผยออกมาจาก Google นั่นคือการค้นหาในปัจจุบันกว่า 63% มาจาก Mobile (มากกว่า Desktop ด้วยซ้ำ) ด้วยความที่จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงไม่แปลกที่จำนวนการค้นหาผ่าน Mobile จะสูงมากยิ่งขึ้นและนั่นทำให้เราต้องกลับมาทบทวนกันอีกครั้งว่าการทำ SEO สำหรับ Mobile Website ของเราดีพอแล้วหรือยัง

ขอบคุณภาพจากสไลด์ประกอบของ Google

พอพูดถึงการทำการทำ SEO สำหรับ Mobile หลายๆคนอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นมาในหัวว่า มันมีความแตกต่างไปจากการทำ SEO สำหรับเว็บไซต์บน Desktop อย่างไร เมื่อ 2-3 ปีก่อนผมก็เคยสงสัยเรื่องนี้เหมือนกัน เพราะตอนนั้นยังมึนๆว่าเว็บไซต์ ไม่ว่ามันจะแสดงใน Desktop หรือ Mobile มันก็คือเว็บไซต์เดียวก็ไม่ใช่หรือ ทำไมต้องมีการทำ Mobile-SEO ด้วยล่ะ?

อธิบายอย่างนี้ครับ เนื่องด้วยบริบทที่แตกต่างกันของการใช้ Device ทำให้พฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ใน Mobile มันแตกต่างไปจากพฤติกรรมตอนที่เขาเหล่านั้นใช้เว็บไซต์ใน Desktop ไม่ว่าจะเป็นขนาดจอที่เล็กกว่า, ความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่ออาจจะช้ากว่า, User Interface ที่แตกต่างออกไป, ระยะเวลากับความสะดวกที่ใช้ในการใช้เว็บไซต์ใน Mobile อาจจะไม่ได้เหมือนกันกับตอนที่ใช้ Desktop

เหตุผลเหล่านี้นำมาซึ่งความแตกต่างและแน่นอนว่าเมื่อมันมีความแตกต่างเกิดขึ้น ก็ไม่แปลกที่ Google จะสังเกตุเห็นและพยายามปรับปรุงอัลกอริทึ่มในการค้นหาของตัวเองให้เกิดประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดกับผู้ค้นหา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่บางครั้งเว็บไซต์หนึ่งที่ทำอันดับได้ดีใน Desktop แต่ทำอันดับได้ไม่ดีใน Mobile

ด้านล่างนี้เป็นสิ่งที่คุณควรทำเพื่อให้ SEO ใน Mobile ของคุณได้ผลดี

  1. ทำเว็บไซต์ Mobile Friendly: หมดเวลาของเว็บไซต์ที่ต้องมาถ่างนิ้วเพื่อขยายอ่านแล้ว คงไม่ต้องอธิบายว่า Mobile Friendly โครตมีความสำคัญกับการทำ SEO ใน Mobile มากขนาดไหน สำคัญถึงขนาดที่ว่า Google จะแปะคำว่า Mobile Friendly เอาไว้ต่อท้ายเว็บไซต์ที่ใช้ใน Mobile ได้ง่ายเลยทีเดียว ถ้าคุณใช้ WordPress Joomla หรือ CMS ตัวอื่นๆให้พยายามใช้ธีมที่รองรับ Mobile Friendly จะช่วยลดงาน SEO ได้มหาศาลเลยทีเดียวครับ สามารถทดสอบ Mobile Friendly Test ได้ด้วยตัวเองง่ายๆผ่านเครื่องมือ Google Webmaster Tools
  2. ลด Page Load Time ให้น้อยที่สุด: แต่เดิมความเร็วในการโหลดของเว็บไซต์ก็มีความสำคัญอยู่แล้ว แต่มันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นไปอีกเมื่อเป็นการทำ SEO ใน Mobile เนื่องจาก Google ค่อนข้างจริงจังกับเรื่องระยะเวลาในการเปิดใช้งานเว็บไซต์มากๆ (ถ้าดูจากสถิติต่างๆที่คนมักจะปิดเว็บไซต์เมื่อระยะเวลาในการโหลดนานเกินไป ก็จะเข้าใจว่าทำไม Google ถึงจริงจังกับเรื่องนี้มากนัก) ผมเคยเห็นการทดลองเชิงศึกษาของเมืองนอก บอกว่าเวลาในการโหลดควรจะน้อยกว่า 4-7 วินาที ส่วนตัวผมมีหลักการหนึ่งข้อและพูดอยู่เสมอในเรื่องนี้คือ เว็บไซต์จะต้องโหลดได้อย่างรวดเร็วแม้กระทั่งในวันที่ ดาต้า 3G, 4G หมด
  3. Local SEO คืออนาคตที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้ง: Local SEO กลายเป็น Topic ที่กำลังฮอตฮิตมากในวงการ SEO ต่างประเทศ เรียกว่าฮิตไม่แพ้ Rank Brain เลยทีเดียว ตอนแรกผมก็ยังสงสัยอยู่ว่า Local SEO มันสำคัญอะไรขนาดนั้นเลยหรอ มันก็แค่เรื่อง Location ไม่ใช่หรอ จริงๆต้องบอกว่าส่วนตัวผมแอบเอียงไปสนใจทาง Rank Brain มากกว่าด้วยซ้ำ แต่พอลองศึกษาดูดีๆพบว่า Local SEO มันเป็น Concept การทำ SEO ที่โครตน่าสนใจ เนื่องจากพฤติกรรมของผู้ค้นหาใน Mobile หลายๆครั้งค้นหาด้วยสถานที่หรือจุดหมายที่เขาต้องการจะไปหรือค้นหาสิ่งที่อยู่รอบๆตัวเขา เช่นค้นหาร้านอาหารรอบๆตัว ค้นหาจุดหมายที่กำลังไป หรือแม้กระทั่งค้นหาแผนที่ของสาขาร้านต่างๆ การศึกษา Local SEO จึงมีความสำคัญมากๆ (ไว้ในบทความถัดๆไปเราจะมาพูดถึงเรื่อง Local SEO กัน คันมืออยากเขียนมากๆ)
  4. Short Keyword เกิดมาเพื่อ Mobile: เนื่องจากการค้นหาผ่าน Smartphone คนไม่ค่อยใช้ Keyword คำยาวๆกันมากนัก จึงควรโฟกัสไปที่ Keyword คำสั้นๆให้มากยิ่งขึ้น แต่อย่าหลงระหว่าง Keyword คำสั้นๆกับคำกว้างๆ เพราะ 2 อย่างนี้ไม่เหมือนกัน Keyword ที่สั้นอาจจะมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงได้เช่น “ซูชิแถวสีลม” คำนี้เป็น Keyword คำสั้นๆที่มีความหมายเฉพาะเจาะจง เมื่อเทียบกับ “ซูชิอร่อยๆ” คำนี้เป็น Keyword สั้นๆเหมือนกันแต่ความหมายกว้างเป็นมหาสมุทร ไม่สามารถเดาเจตนาของผู้ค้นหาได้

ส่วนตัวผมพยายามทำ 4 ข้อด้านบนนี้ประกอบกับการทำ SEO On-page และ SEO Off-page แบบดั่งเดิมให้ควบคู่กันไปด้วย หวังว่าจะเป็นแนวทางให้ผู้อ่านทุกท่านนะครับ ใครมีเทคนิคอะไรดีลองเอามาคุยกันดูนะครับ สุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า SEO ที่ดีก็คือการสร้าง User Experience ที่ดีให้กับผู้ใช้ที่เข้าสู่เว็บไซต์ของเรานั่นเอง

บริบทในการค้นหาสำคัญต่อ SEO มากขนาดไหน

การทำ Keyword Research นั้นเป็นกระบวนการสำคัญในการทำ SEO มันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นก่อนที่เราจะลงมือปรับแต่งเว็บไซต์และเขียน Content เข้าไปในเว็บไซต์ จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มการทำ SEO จากการเลือก Keyword ก่อน แต่กระบวนการทำ Keyword Research ก็ยังมีความสับสนและมีโอกาสสร้างความลำบากให้กับชีวิตคนทำ SEO ได้มากถ้าหากคุณเลือก Keyword ไม่ถูกต้อง

หลายๆคนที่พอมีพื้นฐานการทำ SEO มาบ้างน่าจะพอเข้าใจว่า เวลาที่เราเลือก Keyword มาทำ SEO เรามักจะมองหาคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้

  • เป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และธุรกิจของเรา
  • เป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาพอประมาณ
  • เป็น Keyword ที่มีการแข่งขันไม่สูงจนเกินไปนัก
  • เป็น Keyword แบบ Long tail ไม่ใช่ Keyword แบบกว้างๆ

ด้านบนนี้เป็นหลักการเลือก Keyword มาทำ SEO ที่ดีมากๆ แต่ยังขาดสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO หลายๆคนมักจะมองข้ามและไม่ให้ความสนใจนั่นก็คือ “บริบทในการค้นหาของ Keyword แต่ละคำ” ประโยคนี้หมายถึง ผู้ค้นหาแต่ละคนมีเจตนาที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างจาก Google และเจตนานั้นจะถูกแสดงออกมาผ่าน Keyword ที่เขาใช้ ซึ่งแน่นอนว่า Google จะใช้เจตนาของผู้ค้นหาในการกำหนดว่าผลลัพธ์ (SERP) ควรจะเป็นอย่างไรด้วย

ถ้าอ่านแล้วงง อ่านต่อไปก่อนครับเดี๋ยวจะเข้าใจคำว่า “บริบทของ Keyword ในการค้นหา” แล้วการทำ SEO มันจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย ก่อนอื่นๆคุณลองเข้าไปค้นหาผ่าน Google ไปพร้อมๆกับตัวอย่างด้านล่างนี้ของผมนะครับ แล้วเดี๋ยวตอนท้ายผมจะบอกคุณเองว่าตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงอะไรให้คุณ

เมื่อลองค้นหาผ่าน Google ด้วย Keyword คำกว้างๆว่า “Pizza” ผลลัพธ์ที่ Google คืนกลับมาจะเป็นร้านพิซซ่าที่อยู่ในระแวกนั้นๆ แสดงเป็น Rich Snippet แบบ Maps ที่จะระบุร้านพิซซ่าที่อยู่ใกล้ๆผู้ค้นหา (ในกรณีนี้คือสีลม)

เมื่อผมเติมคำว่า Cuisine ต่อท้ายเข้าไปด้านหลังเป็น “Pizza Cuisine” ผลลัพธ์การค้นหาจะเปลี่ยนกลายเป็นคนละเรื่องในทันที ผลลัพธ์เกือบทั้งหมดจะกลายเป็นเว็บที่ให้ข้อมูลการทำพิซซ่าและส่วนผสมแทน

ไปกันต่อครับ ถ้าผมลองค้นหาโดยใช้ชื่อของร้านพิซซ่าแทนนั่นคือ “Pizza Hut” ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับร้าน Pizza Hut และสถานที่ตั้งของร้าน Pizza Hut ที่อยู่ใกล้ตัวผมมากที่สุด

และสุดท้ายเมื่อผมเติมคำว่า PNG เข้าไปต่อท้ายเป็น Keyword คำว่า “Pizza PNG” ผลลัพธ์การค้นหาจะดึงเอารูปภาพของ Pizza ที่เป็นไฟล์ PNG ขึ้นมาแสดง

จากการค้นหาทั้ง 4 ครั้งแม้จะเป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Pizza ทั้งหมด แต่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง นั้นก็เพราะ Google พยายามที่จะดูเจตนาของผู้ค้นหาที่แสดงออกมาผ่าน Keyword ว่าเขากำลังสื่อถึงความต้องการอะไร

  • เขากำลังหิว?
  • เขากำลังหาเส้นทางไปร้านพิซซ่า?
  • เขากำลังหารูปพิซซ่า?
  • เขากำลังหาวิธีทำพิซซ่า?

นี่เรียกว่าเป็นบริบทในการค้นหาที่ Google พยายามจะสังเกตและนำมาพัฒนาปรับปรุงผลการค้นหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหามากที่สุด นั่นก็เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ทุกคน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำ SEO ของเรา

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บขายของ แต่ไปเลือกเอา Keyword ประเภทให้ข้อมูลให้ความรู้มาทำ SEO ต่อให้คุณทำ On-page ดีแค่ไหน ทำ Backlink ดีแค่ไหน ก็อาจจะแพ้เว็บไซต์ที่ตรงจุดประสงค์มากกว่าอยู่ดี เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่ออกตัวแล้ว

ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเว็บไซต์ประเภทนำเสนอข้อมูลก็ต้องเลือก Keyword ที่ตรงกับบริบทของเว็บไซต์ด้วย เช่น Keyword ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้, How-to Keyword ที่ช่วยสอนผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ, Keyword ที่นำเสนอเนื้อหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ

นอกจากนี้มันยังมีเรื่อง Personalization เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ทำให้การทำ SEO ลำบากชีวิตยิ่งขึ้นไปอีก เช่น

  • ถ้าคุณไม่ได้อยู่แถวสีลมแบบผม คุณอาจจะได้ผลการค้นหาที่แตกต่างออกไป
  • ถ้าคุณค้นหาคำว่า Pizza บ่อยๆแต่ไม่เคยคลิกเข้าเว็บไซต์นั้นเลย ระบบจะเรียนรู้ว่าคุณไม่ชอบเว็บไซต์นั้นและอาจจะไม่แสดงมันอีกในครั้งถัดไปที่ค้นหา
  • ถ้าคุณค้นหาใน Device อื่นๆเช่น Mobile อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป อาจจะมองไม่เห็นเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการแสดงผลในมือถือ (Mobile-friendly)

จะเห็นว่าการทำ SEO ในปัจจุบันนี้จะโฟกัสไปที่ Keyword อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่เพียงพอแล้ว แต่ต้องสนใจบริบทที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ใช้ทั้งหมดว่าตรงกับคุณค่าที่เว็บไซต์ของเรามอบให้หรือไม่ เพราะว่าบริบทเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลการค้นหาที่ Google เลือกหยิบมาแสดงกับผู้ใช้ วันนี้ลาไปเท่านี้ครับ

ต้องใช้เวลาแค่ไหน? ถึงจะเห็นผล SEO

โลกวงการธุรกิจในยุคนี้ การทำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งช่องทางออนไลน์ การแข่งขันก็จะยิ่งดุเดือดและเปิดกว้างมากขึ้น แล้วการทำ SEO ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผลล่ะ ติดตามได้จากบทความนี้กันเลย

     คำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งถ้าจะให้อธิบายคำนี้เป็นภาษาแบบง่ายๆ ก็คือการทำ SEO เป็นการที่คนเข้าไปหาข้อมูลบน Search Engine ค้นเจอและคลิ๊กเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

     SEO เหมาะกับบริษัทที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ไม่เหมาะกับบริษัทเปิดใหม่ที่ต้องการโปรโมทในระยะสั้น เพราะการซื้อโฆษณา จะเห็นผลชัดเจนในทันที

ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล SEO ปัจจัยหลัก มีดังนี้

1. On-page 

     On-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ เช่นการทำเว็บไซต์ให้เร็ว การทำเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือ การมี Content คุณภาพในจำนวนที่เหมาะสม การตั้งชื่อเว็บไซต์แต่ละหน้า และการใส่คำอธิบายในแต่ละหน้าอย่างเหมาะสม เป็นต้น

ทำไมต้องเป็นเว็บไซต์? จริงๆ แล้วการที่คุณมีแค่เพจ Facebook ( หรือ แอคเคาท์ Instagram ) คุณก็มีโอกาสติดบน Search Engine ได้ แต่ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ บนโลกของ Search Engine ยังไงคุณก็ไม่มีทางสู้ได้

Moz ได้คิดค้นตัวชี้วัดทางด้าน SEO ขึ้นมา 2 ตัวซึ่งคือ Domain Authority ( DA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของโดเมน และ Page Authority ( PA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของเพจหน้านั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว เพจ Facebook ของคุณจะมีค่า DA อยู่ที่ 100 ( ได้คะแนนเต็มเพราะ facebook.com มีอิทธิพลมากสุดๆ ) แต่ PA ของคุณนั้นจะมีค่าแค่ 1 เท่านั้นไม่ว่าเพจคุณจะมีคนติดตามหลักสิบหรือหลักล้าน หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม ( เพราะ Search Engine จะมองเพจของคุณเป็นแค่เสี้ยวนึงของ Facebook เท่านั้น )

แต่สำหรับเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าค่า DA จะน้อยกว่าค่าของ Facebook มากๆ แต่ค่า PA ในเว็บไซต์แต่ละหน้านั้นเมื่อเวลาผ่านไป จะมีค่ามากกว่า 1 อย่างแน่นอน จากเหตุผลข้างต้น ก็เลยส่งผลให้เว็บไซต์ธรรมดาๆ นั้นมีโอกาสที่จะติด Search Engine มากกว่า Social Media ต่างๆ นั่นเอง

2. Off-page 

     Off-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นนอกเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งโดยปกติแล้ว การทำ Off-page SEO จะหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณได้มาซึ่ง Backlink ( ลิงก์จากเว็บอื่น ) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณทำอยู่ โดยปกติแล้ว Backlink จะมีอยู่ 2 แบบคือ DoFollow และ NoFollow

Backlink แบบ DoFollow จะส่งผลตอบแทนจาก SEO ( SEO Juice ) มายังเว็บไซต์ของคุณด้วย กลับกัน Backlink แบบ NoFollow จะไม่ส่งผลตอบแทนจาก SEO มาให้

ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเห็นผลจากการทำ SEO?
คำถามนี้เรียกได้ว่าเป็นคำถามโลกแตก ใครก็ตามที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์น่าจะเคยสงสัยหรือเคยได้ยินคำถามนี้มาบ้าง และใครก็ตามที่ได้ลองหาคำตอบดูก็น่าจะเห็นคนมาตอบไว้มากมาย บ้างก็ว่า 2 สัปดาห์ บ้างก็ว่า 6 เดือน บ้างก็ว่า 1 ปี ถ้าจะให้ตอบตามจริง คงต้องตอบว่า “ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป” ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ( ว่าคำว่า “เห็นผล” คืออะไร ), อุตสาหกรรมที่คุณอยู่มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน, สถานการณ์ปัจจุบันของคุณเป็นยังไง เช่นเว็บไซต์ดีแค่ไหน, เคยสร้าง Content ดีๆ บ้างรึเปล่า หรือเคยโดน Search Engine ลงโทษบ้างไหม และความรู้ และงบประมาณที่คุณพร้อมจะลงให้กับการทำ SEO แต่ถ้าอยากได้เป็นกรอบตัวเลขกว้างๆ คิดว่าระยะเวลาที่ใช้ในการทำ SEO ให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจจะอยู่ในช่วง 4-12 เดือนครับ

ซึ่งคำตอบนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บใหม่ ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อน และยังไม่เคยโดน Search Engine ลงโทษจากการทำ SEO สายดำ ( การทำ SEO แบบผิดกฏ เช่นการซื้อ Link หรือการฝัง Keyword ไว้ในหน้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น ) ถ้าเป็นเว็บที่อยู่มานานพอสมควรแล้ว อาจจะเห็นผลเร็วกว่านี้ ( จากการเข้าไปปรับ On-page SEO ของเว็บไซต์ ) หรืออาจจะเห็นผลช้ากว่านี้ ( ถ้าเว็บของคุณเคยทำ SEO สายดำ และถูก Search Engine ลงโทษ )

     หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยของคุณ เพื่อนำไปปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น