previous arrow
next arrow
Slider

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO by seo-winner.com

ในการทำ SEO อย่างน้อยที่สุดเราอาจจำเป็นต้องเข้าใจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำ SEO มากที่สุด เพื่อให้การทำ SEO นั้นออกมาสมบูรณ์และสามารถใช้งานแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ต้องรู้จัก SEO ภายใน site ของตัวเอง
เมื่อต้องทำ SEO เกี่ยวกับ Site ของตัวเอง สิ่งที่ต้องรู้คือพื้นฐานเกี่ยวกับเว็บไซต์ ซึ่งอาจประกอบด้วย เนื้อหาในข้อความที่ไม่ซ้ำ การตกแต่งลิงก์ภายใน การเข้าถึง Bot การวางแผนผังเว็บไซต์ โครงสร้าง URL เป็นต้น เพื่อให้การทำ SEO นั้นมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการจัดอันดับได้ดีที่สุดจำเป็นต้องให้มีพื้นฐานข้อมูลเหล่านี้ให้มั่นคงและแข็งแรงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

2. เนื้อหาเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ
เพื่อให้เนื้อหามีคุณภาพและเป็นที่น่าสนใจ ดึงดูดให้มีผู้ชมและผู้ติดตามมากขึ้น เนื้อหาต้องหลากหลายไม่ซับซ้อน เพื่อให้ Google จัดอับดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับที่น่าพึงพอใจและผู้ใช้งานก็สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น หากมีเนื้อหาที่ซ้ำกันอาจทำให้ Google สับสนและไม่นำมาจัดอันดับ นอกจากนั้นทำให้กลายเป็น Content ที่ไม่มีผู้สนใจได้ และ Google Analytics จะช่วยบอกให้เราทราบว่าหน้าเว็บใดมีผู้เข้าชมมากหรือน้อย หรือไม่มีเลย เพื่อมห้เราได้ปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาให้ดีขึ้น

3. Title Tag
การใส่ Title Tag ในการทำ SEO จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำการค้นหาเจอได้เพิ่มมากขึ้นหากใส่ Title Tag ให้ตรงนอกจากผู้ใช้งานจะค้นหาเจอแล้ว Google ก็ค้นเจอได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

4. Backlinks ที่มีคุณภาพ
เป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อเรามีโครงสร้างเว็บไซตืที่ดีเราก็ต้องเน้นให้มี Backlinks ด้วย Backlinks จะเป็นตัวเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ เราจึงต้องให้ความสำคัยกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

5. การโปรโมทรูปแบบดิจิทัล
เพราะยุคนี้คนส่วนใหญ่มักรับข่าวสารทางรูปแบบดิจิทัล สื่อออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่าช่องทางอื่น ประกอบกับการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายในสังคม ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องโปรโมทธุรกิจ สินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ด้วย เช่นกันการมีเว็บไซต์อื่นๆ พูดถึงอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้เราสร้าง Backlinks ที่เป็นประโยชน์กับ SEO ของเราได้

6. หลีกเลี่ยง Backlinks ที่เป็นสแปม
การสร้างลิงก์เป็นสิ่งสำคัญในการทำ SEO มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการสร้างลิงก์หรือการเพิ่มรายชื่อเข้าไปอยู่ในไซต์ไดเรกทอรีสแปม เรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การลงโทษของ Google ก็เป็นได้ 

7.อาศัย SEO ท้องถิ่น
บางธุรกิจที่ติดอันดับต้นๆ ของ Google นั้นมาจากการให้ความสำคัญกับการโปรโมทหรือการทำความรู้จักเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเมื่อคนในท้องถิ่นค้นหาก็จะเจอเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรกและส่งผลให้ติดอันดับต้นๆ ในท้องถิ่นและข้อมูลเหล่านี้เองก็มาจาก Google My Business 

8.รายชื่อธุรกิจในท้องถิ่น
การสร้างชื่อหรือทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักไม่ว่าจะกับผู้บริโภคหรือ Google ก็จะทำให้ธุรกิจของเรามีความก้าวหน้าและสำคัญมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อมีผู้ค้นหาก็จะทราบได้ว่าธุรกิจนี้ เกี่ยวกับสิ่งนี้ ในท้องถิ่นนั้นๆ ยังมีอยู่และสามารถติดต่อได้ และเมื่อให้มีรายชื่อเว็บไซต์ เบอร์โทรศัพท์ หรือรายละเอียดอื่นๆ นั้นมีอยู่ใน Yelp, Bing Places, สมุดหน้าเหลืองอินเทอร์เน็ตและ Yahoo Local เป็นต้น ก็จะส่งเสริมให้ข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมดของคุณมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งหมดและที่สำคัญต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายในท้องถิ่นด้วย

9.ติดตามความสำเร็จ
การติดตามผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำหรือความสำเร็จต่างๆ ของธุรกิจเรานั้นจะทำให้เราทราบว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงหรือแก้ไข หรือต้องทำอย่างไรกับธุรกิจของคุณ กับตลาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ อีกทั้งการวัดความสำเร็จนี้จะช่วยให้วัดความคืบหน้าของ SEO ได้ และเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจอีกหลายด้าน

10.ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
Google นั้นต้องการทราบว่าเรามีเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีการเข้าชมที่ถูกต้อง หมายความว่าเนื้อหาต้องเป็นหลัก และมีความสำคัญ มีความน่าสนใจ อีกทั้งควรมีลิงก์หรือข้อความบน Facebook เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้นผ่าน Backlinks ดังนั้นจำเป็นต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่ดีให้คุณค่าแก่ผู้อ่าน

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

วิธีการหาและสมัครงานด้าน SEO

วันนี้เป็นวันดี เหมาะแก่การทำให้จิตใจเราชาว SEO และ Online marketers ทั้งหลายกระชุ่มกระชุ่ม ซู่ซ่าขึ้นมานิดหน่อย การทำงานนั้นก็ต้องได้เงิน และสายนี้ถ้าเก่งจริงเงินดีเสียด้วย ในบทความนี้ผมจะมาลองหลับตานึกๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือว่า

  • การหางานด้านนี้ยากง่ายเพียงใด
  • ความต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน
  • คุณสมบัติที่จะได้งานด้านนี้ แล้วเงินดีๆ นั้นมีอะไรบ้า
  • ตัวอย่างตำแหน่งาน และเงินเดือน

โอเคเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวร่ำเวบากันจนเกินพอดีเราลงลึกกันเลย

1. การหางานด้านนี้ยากง่ายเพียงใด

อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวนะ ภายในระยะเวลา 3-4 ปีมานี้ คือราวๆ ปี 57 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ความต้องการของตลาดแรงงานมีมาเรื่อยๆ จะเห็นได้จากการประกาศรับสมัครงาน กันเรื่อยๆ ตลอดทั้งปีในหลากหลายตำแหน่งด้าน Search engine optimization นี่ ยกตัวอย่างถ้าคุณไปที่เว็บหางานอย่าง JOBDB

13 ตำแหน่งงานงานที่มีคำว่า seo

แล้วค้นหาคำว่า ‘seo’ ก็จะมีตำแหน่งขึ้นมาให้คุณได้เลือกสมัคร หลากหลายสาขางานในหมวด SEO 10-20 ตำแหน่ง ซึ่งผมถือว่าตัวเลขนี้ใช้ได้ไม่น้อยไป ไปสมัครงานด้านนี้ที่ Careerlink, JOBBKK หรือ JOBthai ตำแหน่งงานก็จะแตกต่างกันไป เล็กน้อย

2. ตำแหน่งที่มีความต้องการในตลาด

ต่อไปจะขอยกตัวอย่าง และ scope งานด้านนี้กันพอสังเขป

1. SEO Specialist

ตำแหน่งนี้เรียกได้ว่าเป็น hard core SEO เลยเพราะว่าเป็นหน่วยทำงานตัวจริงเสียงจริง ตำแหน่งต่างๆด้านseoต้องรู้รอบ อาจจะไม่ลึกมาก แต่ต้องลงมือทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน การวิเคราะห์โครงสร้างเว็บ วิธีการสร้างลิ้งค์ จิปาถะ เงินเดือนก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ถ้าไม่มีเลย แต่มีความรู้ และองค์กรเห็นว่าเอามาสอนได้ เรียนรู้ไว้ และเป็นบริษัทต่างชาติ

คุณสามารถรับขั้นต่ำที่ 25000 บาท ขึ้นไป ถ้ามีประสบการณ์ 2 ปีอัพ แล้วละก็ เคยเห็นโก่งค่าตัวกันขึนไปได้ถึง 40000 ขึ้น โดยการทำงานนอกจากจะทำในหน้าที่ของตนคือ Search Engine Optimization แล้ว ยังต้องประสานงากับเพื่อนในทีมอื่น เช่น ทีมเขียนบทความ หรือ developer ด้วย เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในบางบริษัทเล็กๆ จะรับคุณไปคนเดียว แล้วใช้ทุกอย่าง เขียนบทความก็ใช้ แก้โค้ดก็ต้องทำ อันนี้ ให้พิจารณาเรียกเงินเดือนขึ้น ตามความเหมาะสมได้

2. SEO Content writer

ตำแหน่งนี้ ออกแนวนักเขียน แต่เขียนไม่เฉพาะแนว คือต้องเขียนมันได้ทุกแนวนั่นแหละ ยิ่งถ้าคุณทำให้ agency หรือบริษัทรับทำ seo ให้บริษัทอื่นแล้ว คุณได้เขียนงานอย่างน้อยๆ 10+ อุตสาหกรรมขึ้นไป ดังนั้นเนี่ย งาน SEO writer จะไม่เน้นเขียนเอาโล่ห์แต่จะเน้น 1. สามารถเขียนได้ไหมทุกหัวข้อ ไม่ต้องลึกมาก 2. เน้นความรวดเร็ว และข้อที่ 3 คือ รู้จักผนวกงานเขียนทั่วๆไป เข้ากับหลักการ seo อาทิ keyword density นี่ ไม่ รู้ไ่ม่ได้ ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานให้ agency ต่างชาติในไทยมาก็หลายที่ ขอยกตัวอย่างเงินเดือน ถ้าจบนอกเริ่มที่ 3 หมื่นขึ้น

3. SEO Developer

งานนี้ก็คือานแก้ไข โปรแกรม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแก้ไขเว็บไซต์ของลูกค้านั่นแหละครับ จะแก้ไขอะไรนั้น ก็สุดแท้แต่ว่า SEO Specialist จะฟันธง (หลังจากวิเคราะห์เว็บแล้ว) ว่าจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง อันนี้ ขึ้นกับปัญหาของเว็บไซต์ที่คุณทำว่ามีปัญหามากน้อยแค่ไหน ใช้ skill ทางด้าน coding ไม่สูงมาก แต่ต้อบรู้เฉพาะที่คาบเกี่ยวกับ SEO ด้วยเช่น การแก้ไข htaccess เพื่อการ redirect เป็นต้น การปรับแต่งให้เว็บเร็วขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของงาน การทำ mobile friendly site นี่ก็ด้วย เงินเดือน junior seo developer ผมจ้างเริ่ม 2 หมื่น ถึง สองหมื่นห้า

4. Manager/Director

อันนี้ดูภาพรวมบางบริษัทใหญ่หน่อย ต้องดูหลายสาขาที่ new york ที่ กรุงเทพ อะไรทำนองนี้ เขาก็เรียนก SEO Director โดยอาจจะมี SEO manager คือ ผู้จัดการด้าน seo นี่แหละในสาขาท้องถิ่นเป็นคนคุมงาน หรือ operation อีกที พวกนี้จะไม่ลงรายละเอียด แต่จะวางโครงสร้าง รวมเป็นถึงสร้างทีมงาน และตีเส้นทาง จากเริ่ม จนไปถึงจุดหมายว่า องค์กรต้องการอะไรจากการใช้ SEO เงินเดือน เริ่มตั้งแต่ 50,000 ไปเรื่อยๆ จน แสนกว่าๆ ครับ
หลักๆ ตำแหน่งงานด้านนี้ก็จะมีประมาณนี้ อาจจะมีแตกย่อย หรือเรียกชื่อผิดแผกแตกต่างไป ก็เอาทีสบายใจเลย เราเน้น gist หรือ แก่นของสิ่งต่างๆ มากกว่า

3. ทักษะสำคัญที่คุณควรมี (เพื่อเรียกเงินได้ดีๆ)

เอาละถึงตรงนี้ก็วาดฝันกันไป ระดับนึงแล้วว่าเราสามารถสมัครงานตำแหน่งอะไรได้บ้าง ต่อไปเรามาเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันเลยว่า เราต้องมีอะไรบ้าง เขาถึงจะจ้างเราแพงๆ

  1. ทักษะด้าน seo: อันนี้ตอบเหมือนกำปั้นทุบดิน คือ จะทำงานด้าน seo ก็ต้องมีทักษะด้านนี้ แต่มีมากน้อยแตกต่างกันครับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่คุณจะทำ แต่ภาพโดยรวมทุกตำแหน่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่า seo คืออะไร และเราหรือ องค์กรทำกันไปเพื่ออะไร สำหรับ seo specialist ต้องแน่นทั้งเรื่อง on-page และ off-page หรือการสร้างลิ้งค์ นั่นเอง
  2. การวิจัยคีย์เวิร์ด: ส่วนนี้จะตกไปอยู่ในตำแหน่งของ seo specialist โดยมาก ครับคือต้อง รู้ว่าคำหรือ keyword ที่จะทำ seo นี่ ที่เหมาะๆ กับเวลา และทรัพากร ขนาดที่บริษัทมีเนี่ย ต้องใช้กี่คำ และใช้คำประเภทไหน อันนี้เรียกได้ว่า โครงการ seo จะล้ม หรือจะรุ่งก็ขึ้นอยู่กับการวิจัย keyword ทำดีรุ่ง ทำไม่ดีร่วง แน่นอน
  3. การวิเคราะห์คู่แข่ง: จริงแล้วข้อนี้ กับข้อ 2 นี่ เกียวเนื่องกัน วิเคราะห์คีย์เวิร์ดว่ายาก ง่ายยังไง วัดมาจากวิเคราะห์คู่แข่งนั่นเอง ยกความดีความชอบให้กับ seo specialist ครับ
  4. การปรับแต่งเว็บไซต์: นักเขียนเว็บทั้งหลายสามารถทำงานนี้ได้ skills กว้างที่ต้องเป็นคือ HTML, CSS and JavaScript, php, .net เป็นต้น แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่า ต้องรู้จักพื่นฐานของ seo ด้วย เพราะต้องมีการนำศาสตร์ 2 แขนงนั้นมาประยุกต์เข้าด้วยกัน เวลาทำงานจริง จะคุยกับ seo specialist ทำงานร่วมกัน
  5. ทักษะด้านการรวบรวมเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล: อันนี้ seo หลายท่านที่ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ขึ้นมาจะมองข้าไป ในส่วนนี้สำคัญไม่น้อย ก็คือการวิเคราะห์พฤติกรรมของ visitors เพื่อมาปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ seo อาทิ ถ้าเว็บเราขายของออนไลน์ ก็เก็บข้อมูลสักพัก แล้วก็ใช้ข้อมูลนี้มาวิเคราะห์ดูว่าจุดไหนจะเพิ่มยอดขายได้! เครื่องมือยอดฮิตที่ใช้กันได้ฟรีๆ ก็เห็นจะไม่พ้น Google Analytics หัดใช้ให้เก่ง จะมีประโยชน์มาก บางบริษัทเปิดอบรมพื้นๆ เก็บค่าเรียก ร่วมแสนนะครับขอบอก
  6. ทักษะด้านการทำงานร่วมกัน: อันนี้ไม่ต้องสาธยายให้ยืดยาว กล่าวคือ คุณเก่ง แต่คุยกับ computer ทั้งวัน ไม่ โงหัวมาสื่อสารกับชาวโลกบ้างเลย อันนี้เห็นว่า …
  7. ทักษะด้านภาษา: อันนี้เหมือนกัน ใครๆ ก็รู้ แต่ใครๆ ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะภาษามันเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ก็ไม่อยากเกินความพยายาม คุณไม่ต้องจบนอกมาถึงคุยกับฝรั่งง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ได้ จบไทยนี่แหละ มีเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน จบไทย เรียน AUA แบบตั้งใจ และฝีกฝน อ่านอังกฤษปร๊อเลย พูดอังกฤษได้เยี่ยม ต้องการสื่ออะไรก็ได้ กระชับ รวดเร็ว ขอบอกว่าภาษาเป็นปัจจัยอัพเงินเดือนได้ดีมากเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง งานเกี่ยวกับ seo การทำ seo

วิธีการหาและสมัครงานด้าน SEO

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ก็คือการทำ SEO ที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยิน แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางคนสับสนกับ Google Ads (หรือเดิมเรียกว่า Google AdWords) ในบทความนี้จะขออธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด โดยที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจแนวคิดของการทำ SEO เบื้องต้นก่อนค่ะ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ถ้าแปลตามตัว Search Engine จะแปลว่า เครื่องมือในการค้นหาซึ่งมีหลายเว็บไซต์ เช่น Google, Yahoo, Bing แต่เครื่องมือที่นิยมใช้กันในการค้นหามากที่สุด ก็คือ Google ส่วน Optimization แปลว่า  การทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยการทำ SEO ก็มีด้วยกันหลายร้อยวิธีการ หลัก ๆ คือการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ตรงกับที่ Google ชอบ และนั่นจะทำให้เว็บของเรามีโอกาสสูงที่จะติดหน้าแรก ถามว่าทำไมต้องติดหน้าแรก? เพราะพฤติกรรมในการ search Google ของคนเรา อย่างมากก็ดู 1-2 หน้า แทบไม่มีใครดูหน้าที่ 7-8

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

แล้ว SEO ต่างจาก Google Ads อย่างไร? ในการค้นหาเราจะพบสองส่วน ถ้าดูจากในรูปแล้วเราจะเห็นสองส่วน ส่วนบนที่มีป้ายสีเขียวเขียนว่า “โฆษณา หรือ Ads” เราเรียกว่า Google Ads แต่ส่วนด้านล่างที่ไม่มีป้ายอะไรกำกับ มาจากการทำ SEO นั่นเอง

ข้อแตกต่าง ๆ หลัก ๆ เลยระหว่างสองอย่างนี้ คือ Google Ads จะต้องเสียเงินค่า keyword ที่เราเลือก (ซึ่งบางทีอาจจะแพงมาก ๆ) แต่ SEO จะไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่จะต้องรู้ “วิธี” ที่จะทำให้ Google ชอบ และให้ติดหน้าแรก แน่นอนถ้าเราทำ SEO เอง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากเราต้องการจะจ้างผู้เชี่ยวชาญให้มาให้คำปรึกษาและช่วยทำ SEO ก็มีผู้ให้บริการอยู่มากมายเช่นเดียวกัน

มีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ?

Content คือ เนื้อหาที่อยู่ใน VDO, รูปภาพ, บทความ ที่เราทำขึ้นมา สิ่งนี้มีส่วนสำคัญมาก ๆ เพราะมาจากความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจของเรา Content ที่ดีควรจะมีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ ถูกต้องและครบถ้วน ถ้าในหนึ่งบทความมีทั้งตัวอักษร รูปภาพ หรือ VDO พร้อมทั้งมีความน่าสนใจ ก็จะยิ่งทำให้บทความนั้น Perfect และ Google ก็พร้อมจะเป็นป๋าดันให้เว็บของเราติดหน้าแรก เพราะแสดงถึงความตั้งใจทำ

  • Backlink คือ การที่ Link เว็บไซต์ของเรา ไปปรากฎในเว็บของที่อื่น อย่างเช่น ไปเป็นเครดิตในบทความในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง หรือ Link ของเราถูกแชร์ลง Facebook ก็นับว่าเป็น Backlink เช่นกัน การมี Backlink มาก ๆ แสดงถึงความมีคุณภาพของเว็บไซต์เรา เป็นการได้รับเครดิต ได้รับคุณค่า และได้รับคะแนนเป็นบวกสำหรับ Google แต่ทั้งนี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะเราอาจจะเจอบทลงโทษได้ หากเป็น Backlink ที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการสร้าง Backlink นั้น มาจากเจตนาที่ไม่ถูกต้อง
  • จำนวนการคลิกและการเข้าสู่เว็บไซต์ จำนวนการเข้าเว็บก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันกับ SEO เช่นเดียวกัน หลักการง่าย ๆ คือลองนึกถึง VDO ใน YouTube ถ้าคลิปไหนมียอดวิวสูง ๆ ก็จะมีโอกาสสูงที่จะขึ้นมาหน้าแรกของ YouTube หรืออยู่อันดับต้น ๆ ในการค้นหา หลักการเดียวกันเลย ซึ่งการเข้าถึงเว็บไซต์ก็โยงกับสองข้อแรกด้านบน คือถ้าเนื้อหาน่าสนใจ และมีการแปะ Backlink ด้วย ก็ทำให้โอกาสในการเข้าถึงหน้าเว็บนั้นสูงขึ้น
  • Social Media เครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สามสิ่งนี้มีส่วนสำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน Social Media ตัวอย่างเช่น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram ฯลฯ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้เกิดการแชร์เว็บไซต์และสร้างโอกาสในการเข้าถึง ดังนั้นแล้วจึงควรที่จะทำ Content ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใน Social Media ที่เราเห็นสมควร

ส่วนปัจจัยเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เครือข่ายต่างกัน อุปกรณ์ต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ ก็แสดงผลลัพธ์ SEO ไม่เหมือนกัน

และนี่ก็คือเรื่องราวเบื้องต้นของ SEO ที่เหมาะสำหรับคนไม่ได้มีพื้นฐาน ให้เข้าใจภาพรวมคร่าว ๆ ก่อน โอกาสหน้าเราจะมาคุยแบบลงรายละเอียด เจาะลึกกันมากขึ้น ติดตามต่อไปในบทความหน้านะคะ

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

ทำ SEO หรือซื้อโฆษณาใน Google Adwords ดีกว่ากัน

เชื่อว่าหนึ่งในข้อสงสัยสุดคลาสสิคของคนมีเว็บไซต์ก็คือ “จะทำการตลาดผ่าน Google แบบไหนดีระหว่างการทำโฆษณาใน Google Adwords หรือทำ SEO” ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกถึงข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 และแนวทางในการเลือกทำ Search Engine Marketing กันครับ

การทำ Search Engine Marketing มีอยู่ 2 แนวทาวใหญ่ๆก็คือ

  1. ทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ขึ้นไปติดอันดับในผลการค้นหา
  2. จ่ายเงินเพื่อซื้อโฆษณาด้วยเครื่องมือ Google Adwords

ทั้ง 2 วิธีต่างก็มีข้อดีข้อเสียและมีความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้ที่แตกต่างกันไป เจ้าของเว็บไซต์รวมถึงนักการตลาดจึงมักจะเกิดความสงสัยว่าเราควรจะเลือกทำสิ่งใดดีกว่ากัน และสิ่งใดที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเรามากกว่ากัน ถ้าไปถามคำถามนี้กับคนที่ช่ำชองและมีประสบการณ์ใน SEM มานานจะเป็นคำถามที่ง่ายมากๆและแทบไม่ต้องเสียเวลาตอบ แต่สำหรับมือใหม่ที่ยังมองไม่ออก เลือกไม่ถูก หลายๆครั้งมักจะเสียเวลา เสียโอกาสไปนาน เพราะมัวแต่เลือก ถ้าอย่างนั้นแล้วเราไปดูถึงข้อดีข้อเสียของทั้ง 2 กันก่อนดีกว่าครับ

ติดอันดับหน้าแรกอย่างธรรมชาติด้วย SEO

กระบวนการทำ SEO เป็นการสร้าง Content รวมถึงปรับแต่งเว็บไซต์ทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google การทำ SEO แทบจะไม่ต้องเสียเงินหรือเสียงบประมาณเลย (ยกเว้นว่าคุณจะไปจ้างคนอื่นทำ) หลายๆครั้งเรามักจะเรียกการทำ SEO ว่าเป็นการจัดอันดับเว็บไซต์แบบธรรมชาติซึ่งหลายๆครั้งมีระยะเวลาการรอคอยที่ค่อนข้างยาวนานกว่าเว็บไซต์จะติดอันดับได้

ดังนั้น การทำ SEO จึงเหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่มากแต่มีเวลามากพอ เพราะผู้ทำจะต้องคอยสร้าง Content ที่ดีและมีประโยชน์ใส่เข้าไปในเว็บไซต์อยู่ตลอดเวลา รวมถึงต้องมีระยะเวลาในการรอคอยที่มากพอ (พูดง่ายๆว่าต้องใจเย็น) นี่คือต้นทุนทางด้านเวลาที่ต้องแบกรับเพราะการทำ SEO ที่ยั่งยืนอาจจะไม่เห็นผลกันในทันที หลายๆครั้งกินเวลานานหลายเดือนหรืออาจจะครึ่งปีเลยทีเดียว

ถึงแม้จะใช้ระยะเวลาในกระบวนการทำที่ค่อนข้างนาน แต่เมื่อเว็บไซต์ติดอันดับได้เมื่อไหร่ จะมีความมั่นคงค่อนข้างสูง อันดับค่อนข้างที่จะนิ่งกว่า ไม่เหมือนการทำโฆษณาใน Google Adwords ที่เมื่อหยุดใช้เงินแล้วโฆษณาจะร่วงในทันที ดังนั้นการทำ SEO จึงมักจะเข้ามาตอบโจทย์การตลาดระยะยาวของเว็บไซต์ต่างๆได้มาก แต่มันก็เป็นเสมือนดาบ 2 คมเพราะด้วยระยะเวลาในการทำ SEO ที่ค่อนข้างนาน ถ้าหากว่าทำแล้วมันไม่สำเร็จ (ไม่ติดอันดับ) นั่นหมายถึงคุณเสียเวลาไปฟรีๆเลยล่ะ

ติดหน้าแรกด้วยโฆษณา Google Adwords

Google Adwords เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับสร้างโฆษณาใน Google โดยผู้ลงโฆษณาจะเสียเงินเฉพาะเมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาเท่านั้น (ถ้าโฆษณาแสดงแต่ไม่มีคนคลิกก็จะไม่เสียเงิน) เมื่อสร้างโฆษณาแล้วเว็บไซต์ของเราสามารถแสดงในหน้าแรกของ Google ได้ในทันที เหมาะกับเจ้าของเว็บไซต์ที่ไม่อยากเสียเวลาไม่อยากเสียโอกาสทางธุรกิจ

Google มีรายได้หลักมาจากการขายโฆษณาผ่าน Google Adwords และรายได้ก้อนนี้เติบโตขึ้นทุกปี คุณรู้มั้ยว่ารายได้จากการขายโฆษณาของ Google ในแต่ละปีมากกว่างบประมาณใช้จ่ายทั้งปีของบางประเทศเสียอีก อะไรคือสิ่งที่ทำให้ผู้ลงโฆษณาทั่วโลกยอมจ่ายเงินมหาศาลขนาดนี้ให้กับ Google นั่นก็คือความคุ้มค่าที่ได้กลับมาจากโฆษณานั่นเอง

หลายๆคนไม่ยอมทำโฆษณาใน Google Adwords ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 อย่าง คือ

  1. เพราะว่ามันเสียเงิน เพราะว่ามันไม่ฟรี
  2. ชอบคิดไปเองว่าไม่มีใครคลิกที่โฆษณาหรอก

ในความเป็นจริงแล้วนั่นเป็นความเข้าใจผิดอย่างมากเพราะถึงแม้ว่าการทำโฆษณาใน Google Adwords จะเสียเงินแต่ก็เสียเฉพาะเมื่อมีคนคลิกเท่านั้น ทุกคลิกหมายถึงการนำลูกค้าเข้ามาสู่เว็บไซต์และมีโอกาสที่จะสร้างยอดขายให้กับเว็บไซต์ได้ และข้อสองคือโฆษณาที่ทำด้วย Google Adwords บางครั้งมี CTR ดียิ่งกว่าเว็บไซต์ที่ทำ SEO เสียอีก

แล้วตกลง SEO หรือ Adwords ดีกว่ากัน?

เวลาที่ผมได้เจอคำถามทำนองว่า

  • ทำ SEO หรือทำโฆษณาใน Adwords ดีกว่ากัน?
  • ทำโฆษณาใน Google Adwords หรือ Facebook ดีกว่ากัน?

เวลาเจอคำถามที่ให้เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คำตอบที่ผมใช้ประจำก็คือ “ทำร่วมกันไปเลยสิ” ไม่มีเหตุผลที่จะต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเมื่อทั้ง 2 สิ่งต่างก็มีประโยชน์กับเราทั้งคู่ แต่เราควรหาวิธีที่จะทำทั้ง 2 อย่างร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดเช่น เริ่มแรกคุณอาจจะซื้อ Keyword เพื่อทำโฆษณาพร้อมกับทำ SEO ใน Keyword คำเดียวกันควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ไม่เป็นการเสียโอกาสทางธุรกิจในระหว่างที่ SEO ยังไม่ติดอันดับ จนกระทั่งสามารถทำ SEO จน Keyword คำนั้นขึ้นติดอันดับที่ต้องการได้แล้วค่อยหยุดซื้อโฆษณา Adwords หรือลดเงินในการซื้อโฆษณาให้กับ Keyword คำนั้นลงในภายหลังก็ย่อมได้

การทำทั้ง SEO และซื้อโฆษณาใน Google Adwords ควบคู่กันไปย่อมเป็นแนวทางที่ดีกว่าการเลือกทำเพียงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะมันจะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามีกลยุทธ์การตลาดที่รองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว ไม่เสียโอกาสไปฟรีๆ อีกทั้งมันยังช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันอีกด้วย ตารางด้านล่างนี้เป็นการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ SEO และ Google Adwords ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ

หัวใจของทั้งคู่คือสิ่งเดียวกันนั่นคือ Keyword

ไม่ว่าจะเลือกทำ SEO หรือ Adwords ก็ตามให้จำเอาไว้ว่าหัวใจของการทำ Search Engine Marketing ก็คือ Keyword ทั้ง 2 กระบวนการต่างก็มุ่งสู่การปรากฎตัวต่อหน้าลูกค้าเมื่อเขาเหล่านั้นค้นหาด้วย Keyword ที่เป็นเป้าหมายของเรา ถ้ามันช่วยนำพาลูกค้าที่มีคุณภาพเข้าสู่เว็บไซต์ของเราได้ จะวิธีการไหนก็สำคัญไม่แพ้กันครับ ทำทุกอย่างให้แน่ใจว่าเมื่อลูกค้าต้องการค้นหาสินค้า เราจะต้องไปปรากฎอยู่ตรงนั้น

ทำไมการทำ SEO จึงคล้ายการสังสรรค์ในวงเหล้า?

ทุกเย็นวันศุกร์ หนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของชาวออฟฟิศและบรรดานักศึกษาทั้งหลายก็คือการออกไปสังสรรค์กับกลุ่มเพื่อนๆ เพื่อผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและความเครียดที่เจอมาตลอดทั้งสัปดาห์ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน ว่าแต่การสังสรรค์มันเกี่ยวอะไรกับ SEO ด้วยล่ะ

มีอยู่วันหนึ่งผมเกิดความคิดแว้บเข้ามาว่า การสังสรรค์และงานปาร์ตี้ในวันศุกร์แห่งชาติ มันก็มีความคล้ายคลึงกับการทำ SEO อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน และองค์ประกอบในการทำ SEO หลายๆอย่างก็ไม่ต่างอะไรกับสมาชิกที่มาร่วมวงดื่มเบียร์ดื่มแอลกอฮอล์ ก็เลยบรรจงหยิบเอาทั้งคู่มารวมกันจนออกมาเป็นบทความนี้ ซึ่งถ้าพูดตรงๆนี่น่าจะเป็นบทความที่บ้าที่สุดที่ผมเคยเขียนมาเลยทีเดียวครับ เพราะอะไร ไปดูกัน

ในงานสังสรรค์แต่ละโต๊ะมักจะประกอบไปด้วยบุคคลเหล่านี้ใช่มั้ย

  1. คนที่ยิ่งเมายิ่งพูด
  2. คนที่ชอบจุดประเด็น
  3. คนที่ดูนั่งเงียบแต่ดื่มเรียบ
  4. คนคอยชงเหล้า
  5. สส. ประจำกลุ่ม (คนที่มีเพื่อนเยอะ)
  6. คนคอยขับรถส่งเพื่อนๆ

พอมานั่งคิดดูดีๆแล้ว ผมว่าบุคคลแต่ละประเภทสามารถเปรียบเทียบกับองค์ประกอบในการทำ SEO ได้แบบที่มีความคล้ายคลึงกันมากเลยทีเดียว เพราะการทำ SEO และ งานสังสรรค์ มักจะมีจุดหมายคล้ายๆกันนั่นคือ…

ดื่มให้มากที่สุด = หา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ให้มากที่สุด

เป้าหมายของการทำ SEO ก็เพื่อต้องการเพิ่ม Traffic เข้าสู่เว็บไซต์ให้มากๆเพื่อหวังว่า Traffic เหล่านั้นจะเข้ามาทำการสั่งซื้อสินค้าหรือสมัครใช้บริการต่างๆ เช่นเดียวกันกับการดื่มแอลกอฮอล์ในงานสังสรรค์ของบรรดาชาวออฟฟิศและเหล่าวัยรุ่นที่หลายๆครั้งเป้าหมายคือการดื่มให้ได้จำนวนมากที่สุด

ประมาณว่ายิ่งกินเยอะยิ่งมันส์ยิ่งสนุก ยิ่งสนุกก็ยิ่งติดลมสั่งเพิ่ม หรือถ้านั่งดื่มยาวๆจนร้านปิดได้นี่ยิ่งเพลิดเพลิน ฮ่าๆๆ เพราะฉะนั้นคงไม่ผิดนักถ้าจะเปรียบเทียบว่า เป้าหมายในงานสังสรรค์ก็คือการดื่มให้มากที่สุดส่วนเป้าหมายของการทำ SEO หลายๆครั้งก็คือการหา Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์มากๆ

คนชอบจุดประเด็น = การทำ Keyword Research

การทำ Keyword Research หรือภาษาไทยเรียกว่าการวิจัย Keyword คือการวิเคราะห์เพื่อเลือกเอา Keyword มาทำ SEO ถ้าเลือก Keyword ได้ดีเลือกได้ฉลาดก็มีโอกาสที่จะทำ SEO แล้วประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น นำพา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์มากขึ้น

เช่นเดียวกันกับวงเหล้าที่มักจะมีคนคอยจุดประเด็นถ้าจุดประเด็นได้น่าสนใจ ก็จะทำให้บรรยากาศสนุกสนาน คุยกันอย่างออกอรรถรส เรื่องตลกบาง เรื่องดราม่าบ้าง เรื่องอดีตบ้าง เรื่องฟุตบอลเมื่อคืนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรถ้าน่าสนใจมันจะสร้างบรรยากาศที่ดีในวงเหล้าและเต็มไปด้วยความสนุกสนานก็จะทำให้จำนวนขวดที่สั่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ฮ่าๆ

คนที่ยิ่งเมายิ่งพูด = การสร้าง content

ในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่คอยรับหน้าที่พูด พูด พูด และพูด เรียกได้ว่าเป็นคนที่พูดมากที่สุดในกลุ่มและเมื่อคนๆนี้เริ่มดื่มเข้าไปเยอะเท่าไหร่ก็จะยิ่งพูดมากขึ้นเท่านั้น และจะเป็นคนที่ดื่มเยอะมากๆเรียกได้ว่าจำนวนขวดจะมากตามความติดลมของคนที่พูดมาก

ถ้าเปรียบเทียบคนๆนี้กับการทำ SEO แล้วมันก็คือการสร้าง Content ที่ดีให้ได้จำนวนมากนั่นเองครับ เพราะยิ่งสร้าง Content มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งดีต่อเว็บไซต์ ยิ่งสร้าง Content มากก็มีโอกาสได้รับ Traffic มาก คล้ายๆกับวงเหล้าที่ยิ่งมีคนพูดสนุกมากเหล้าก็หมดเยอะหมดไวเท่านั้น แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นเหมือนดาบสองคม เพราะถ้าพูดมากแล้วไม่มีคนชอบก็จะกลายเป็นน่ารำคาญ เช่นกันกับ Content ที่ไม่มีประโยชน์ก็มักจะไม่ค่อยได้รับ Traffic มากเท่าใดนัก

คนที่ดูนั่งเงียบๆ แต่ดื่มเรียบ = การปรับโครงสร้างเว็บไซต์

สังเกตมั้ยว่าในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่นั่งเงียบไม่พูดอะไรกับใคร ก้มหน้าก้มตาอยู่ในโลกส่วนตัวคนเดียวจนหลายๆครั้งเพื่อนต้องสะกิดถามว่า “เห้ย! หลับป่าวเนี่ย” แต่เห็นนั่งเงียบๆ ดื่มเรียบนะคะ ดูเผินๆเหมือนคนๆนี้น่าจะไม่ส่งผลอะไรจำนวนเบียร์ที่ดื่มเลย แต่จริงๆแล้วเป็นคนที่ทำให้ 1 ลังผ่านไป 2 ลังผ่านไป

จะว่าไปแล้วคนๆนี้ก็คล้ายๆกับ “การปรับโครงสร้างเว็บไซต์” ในการทำ SEO เลยเพราะถึงแม้จะไม่ได้ส่งผลทางตรงเหมือนกับการสร้าง Content แต่ก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำ SEO ให้ติดอันดับเพราะจะเอื้ออำนวยให้หุ่นยนต์ของ Google คลานเข้ามาเก็บข้อมูลออกไปทำ Index ได้ง่ายขึ้น หลายๆครั้ง Traffic ที่เข้าสู่เว็บไซต์ก็เป็นเหตุเป็นผลมาจากการที่หน้าเว็บไซต์ถูก Index เข้าไปในฐานข้อมูลนั่นเอง

คนคอยชงเหล้า = การทำ on page

ในวงเหล้ามักจะมีอยู่หนึ่งคนที่มีหน้าที่คอยชงเหล้าให้เพื่อนๆ บุคคลนี้จะเป็นคนที่รู้จักสูตรเป็นอย่างดี อะไรชงกับอะไรถึงอร่อย ยี่ห้อไหนเป็นไง ผสมมากน้อยแค่ไหน ราวๆกับว่าเป็นสารานุกรมแอลกอฮอล์เคลื่อนที่ก็ไม่ปราน หลายๆครั้งคนที่ทำหน้าที่ชงอาจจะไม่ใช่คนที่ดื่มเยอะแต่มักจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้คนทั้งโต๊ะดื่มได้อย่างเพลิดเพลินจนจำนวนขวดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

เปรียบเทียบเป็นการทำ SEO แล้วก็เหมือนกับการทำ SEO on page หรือการปรับแต่งภายในเว็บไซต์ให้ทุกอย่างสามารถรองรับการจัดอันดับของ Google ได้ง่ายยิ่งขึ้น เป็นการจัด Format หรือรูปแบบของบทความที่เป็นตัวหนังสือและรูปภาพให้กลายเป็นเนื้อหาที่อ่านง่ายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับ Html, การหยอด Keyword ลงไปในส่วนต่างๆ, การจัดรเนื้อหาออกเป็นส่วนๆ,ใส่ตัวเล็กตัวหนาตัวสี, ใส่ Alt Text ให้กับรูปภาพ

สส. ประจำกลุ่ม (คนที่มีเพื่อนเยอะ) = การทำ Back link

ผมเชื่อว่าทุกคนน่าจะเคยมีเพื่อนที่ชีวิตของเหมือนกับเป็น สส. คือมีแต่คนรู้จัก เป็นคนดังในแวดวง และเมื่อไหร่ที่ไปร้านเหล้ากับคนๆนี้ ก็จะมีแต่คนเดินมาชนแก้ว มีแต่คนเดินมาพูดคุย ทักทายอยู่เสมอ ถ้าเปรียบเทียบเป็นการทำ SEO แล้วคนกลุ่มนี้เหมือนการทำ Back link ที่สร้างลิงค์โยงเข้ามายังเว็บไซต์

อธิบายง่ายๆคือตัวเองไม่ค่อยดื่มมากเท่าไหร่ (ไม่ได้มีหน้าที่สร้าง Content) แต่เป็นตัวนำพาคนอื่นเข้ามายังโต๊ะแล้วบางทีก็ยังรินเหล้าให้แขกที่มายังโต๊ะ ยิ่งเพื่อนคนนั้นเป็นคนดังมากเท่าไหร่แขกก็ยิ่งมาที่โต๊ะเยอะเท่านั้น ส่งผลให้เหล้าก็ยิ่งหมดไวมากขึ้น คล้ายๆกับ Backlink ที่มาจากเว็บไซต์ใหญ่ๆ ก็จะนำพา Traffic เข้าสู่เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก

คนคอยขับรถส่งเพื่อนๆ = การทำ sitemap.xml

และสุดท้าย คนที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ คนทำหน้าที่ขับรถ หรือคนที่เป็นพ่อพระ ไม่ดื่มเหล้า ไม่เมา แต่จะมีบุญคุณคอยขับรถไปส่งเพื่อนถึงบ้านหลังร้านปิด คนๆนี้จะรู้จักบ้านเพื่อนแต่ละคนว่าอยู่ที่ไหน คนๆนี้อาจจะไม่มีผลต่อจำนวนแอลกอฮอล์ที่ดื่ม ไม่ได้มีผลต่อจำนวนขวดที่สั่งเพิ่ม แต่เมื่อมีคนนี้อยู่แล้วอุ่นใจปลอดภัยถึงบ้านแน่ๆ

ถ้าเปรียบเทียบกับการทำ SEO แล้วจะเสมือนเป็นการทำ Sitemap ที่ไม่ได้ส่งผลต่อ Traffic โดยตรงแต่ถ้าเว็บไซต์ไหนที่มี Sitemap อยู่ก็สามารถอุ่นใจได้เลยว่าเมื่อไหร่ที่หุ่นยนต์ของ Google เข้ามาไต่เก็บข้อมูลในเว็บไซต์ มันจะสามารถหาข้อมูลเจอและนำเอากลับไปเก็บเป็น Index ที่ฐานข้อมูลได้

5 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้จักก่อนทำ Search Marketing

ในการทำการตลาดบน Search Engine นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Keyword ถ้าเราเลือก Keyword ได้ดี โอกาสที่จะจูงใจลูกค้าให้ซื้อของหรือบริการก็จะมากขึ้นตามไปด้วย คนในวงการมักแบ่งประเภทของ Keyword ออกเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่าย ซึ่งบทความวันนี้ผมจะขอหยิบเอา 5 ประเภทหลักๆของ Keyword ที่นิยมใช้กันนั่นก็คือ Generic Keyword, Brand Keyword, Long tail Keyword, Misspelling Keyword, Competitor Keyword

ทั้ง 5 เป็นการจำแนกตามจุดประสงค์ของ Keyword ออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งการจัดประเภทนี้เป็นคนละอันกับ Match types ของ Keyword (Broad, Phrase, Exact) อ่านบทความนี้ให้จบรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอนสำหรับการทำ Search Marketing ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO หรือ Paid Search ก็ตาม

  1. Generic Keyword คือ Keyword ทั่วๆไปที่ผู้ค้นหาใช้โดยไม่ได้สื่อความหมายตรงๆไปยังแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือ สินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่มีจุดประสงค์กว้างๆในการค้นหาเช่น เที่ยวอเมริกาเหนือ, เสื้อยืด, กาแฟลาเต้, ลดน้ำหนัก จะเห็นว่า Keyword ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นคำกว้างที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหาเมื่อต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ
  2. Brand Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเจาะจงไปที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาเพื่อแสดงถึงความประสงค์ที่จะเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆเช่น Lazada, Sanook, Microsoft จะเห็นว่ามันเป็นกลุ่ม Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงในการค้นหามากในระดับหนึ่ง คนที่ค้นหาด้วย Keyword คำว่า Lazada นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ Lazada
  3. Long tail Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากๆ ผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาโดยมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ตัวอย่างเช่นผู้ค้นหาเข้าไป Search โดยใช้คำว่า “สมัคร บัตรเครดิต กรุงศรี First choice” เห็นมั้ยครับว่ามันเฉพาะเจาะจงสุดๆ คนที่ Search ด้วยคำนี้มีแนวโน้มที่จะสมัครเครดิตมากกว่าการ Search โดยใช้ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต” ในปัจจุบัน Long tail Keyword ได้รับความนิยมนำเอามาทำ Search Marketing เป็นอย่างมาก
  4. Competitor Keyword คล้ายๆกับ Brand Keyword แต่เป็น Keyword ที่สื่อถึง Brand ของคู่แข่ง โดยมากใช้เพื่อทำการแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่นธนาคาร XYZ อาจจะซื้อ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต ธนาคาร ABC” เพื่อแย่งลูกค้ามาจากธนาคาร ABC ก็เป็นได้
  5. Misspelling Keyword ตามชื่อเลยครับ มันก็คือ Keyword ทั่วๆไปนี่แหละเพียงแต่ผู้ค้นหาอาจจะพิมพ์คำนั้นผิด อาจจะเป็นเพราะว่าสะกดผิดหรือลืมเปลี่ยนภาษาเช่นผู้ค้นหาต้องการจะค้นหาคำว่า “iphone” แต่ดันลืมเปลี่ยนภาษาจนกลายเป็นคำว่า “รย้นำ” อะไรทำนองนี้ ทำให้การซื้อ Keyword ที่เขียนผิดดักเอาไว้ได้รับความนิยมมากในอดีต แต่ในปัจจุบันกลายเป็น Keyword ที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่แล้ว เนื่องจาก Volume ในการค้นหามีน้อยและ Search engine ส่วนใหญ่ก็จะมีการเดาคำผิดให้แทนอยู่แล้ว

ประโยชน์ของการแบ่ง Keyword ออกมาเป็นกลุ่มๆทั้ง 5 จะช่วยให้คนทำการตลาดในเครือข่ายค้นหา (Search Marketing) สามารถบริหารจัดการ Keyword ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถ Focus ไปยัง Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่างกันและเลือกหน้า landing page ที่เหมาะสมกับ Keyword แต่ละคำได้

นอกจากนี้การแบ่ง Keyword ออกเป็นกลุ่มๆตามประเภท ยังมีประโยชน์ในการวาง Campaign Structure เพื่อทำ Paid search ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย เอาไว้เดี๋ยวโพสหน้าจะมาเขียนบทความเรื่อง Campaign Structure ให้อ่านกันนะครับ

ก่อนจบบทความวันนี้ขอฝากเอาไว้สำหรับคนที่ทำการตลาดบนเครือข่ายค้นหาว่า

“มันไม่สำคัญว่าลูกค้าจะค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง แต่ถ้ามันเป็น Keyword ที่จะทำเงินให้เว็บเราได้ นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะต้องไปโพล่อยู่ตรงนั้น”

ทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจ Long Tail Keyword

บทความนี้อาจจะยาวหน่อย แต่เมื่ออ่านจบแล้วจะเข้าใจเรื่อง Long Tail Keyword อย่างชัดเจน

หลายๆคนที่เคยมีประสบการณ์ลองทำ SEO มาบ้างคงจะเข้าใจดีว่า การพยายามที่จะ Rank Keyword ที่กว้างๆหรือที่เรียกว่า Broad Keyword นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ยิ่งสำหรับเว็บเล็กๆที่มี Traffic เข้าเว็บน้อยๆด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะถึงแม้ Broad Keyword จะมี Volume ในการค้นหาค่อนข้างเยอะ แต่โอกาสที่เราจะ Rank Broad Keyword ไปติดอันดับต้นๆก็ไม่ใช่ง่ายๆ เนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงมากๆ

Broad Keyword จะอยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาสูงๆ

และถึงแม้ว่าจะสามารถ Rank ขึ้นไปติดอันดับสูงๆได้ แต่ด้วยความที่การแข่งขันสูงทำให้เราไม่สามารถที่จะรับประกันได้เลยว่าเว็บไซต์ของเราจะอยู่ในอันดับสูงๆตรงนั้นได้นานแค่ไหน ข้อเสียอีกหนึ่งเรื่องคือคุณภาพของ Traffic ครับเพราะด้วยความที่มันเป็น Keyword แบบกว้างๆทำให้ Traffic ที่เข้ามาอาจจะไม่ก่อให้เกิด Conversion ใดๆขึ้นในเว็บของเรา

จากภาพตัวอย่างด้านบนนี้เป็นการ Search ด้วย Keyword คำว่า “คอนโดติด bts” ซึ่งจะเห็นเลยว่าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูงมาก อย่าว่าแต่ทำ SEO เลยครับ ในกรณีแบบนี้ทำ Adwords แข่งให้ติดอันดับ 1-3 ยังยากเลย

ไปดูแสงสว่างของการทำ SEO กันดีกว่าครับ นั่นก็คือการพยายาม Rank ใน Keyword กลุ่มที่เป็น Long Tail Keyword ใครยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร อ่านบทความนี้ให้จบนะครับ รับรองว่าการทำ SEO จะง่ายขึ้นอีกพอสมควรเลยครับ

Long Tail Keyword คืออะไร

Long Tail Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง คือเป็นคำที่สื่อความหมายที่ชัดเจนว่ากำลังหมายถึงอะไรอยู่ ส่วนใหญ่แล้ว Long Tail Keyword มักจะประกอบไปด้วยคำหลายๆคำมารวมกันหรือบางครั้งอาจจะอยู่ในรูปประโยคก็ได้ ลองดูภาพนี้ประกอบแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

จากภาพจะเห็นว่าเป็นกราฟที่แนวตั้งแสดงจำนวนการค้นหาของ Keyword ที่เกี่ยวกับ Camera ไล่มาจากทางซ้ายสุดจะเป็น Broad Keyword หรือ Keyword ที่มีความหมายกว้างๆ

“Camera เป็น Broad Keyword ที่ยังไม่สื่ออย่างชัดเจนว่าหมายถึงกล้องแบบไหน

“Digital Camera เป็น Keyword ที่แคบลงมาแล้วเริ่มเข้าใจว่าจะสื่อถึงกล้องแบบไหน

“Sony Digital Camera ใส่ยี่ห้อเข้าไปทำให้มันแคบลงมาเรื่อยๆ

“Sony Digital Camera 7.1MP with 3x Optical Zoom เมื่อไล่มาจนมาถึงทางขวาสุดซึ่งจะเห็นว่า Keyword ยาวขึ้นมาจนแทบจะเป็นประโยคเลยทีเดียว นี่แหละครับเรียกว่า Long Tail Keyword เพราะสื่อความหมายอย่างชัดเจนเอามากๆ รู้เลยว่าเป็นกล้องแบบไหน ยี่ห้อไหน คุณสมบัติแบบไหน

Long Tail Keyword นั้นจะมีความ niche หรือความเฉพาะตัวสูงกว่า Broad Keyword ทั่วๆไป ซึ่งเราสามารถคาดหวังได้ว่า มีโอกาสที่ Traffic ที่เข้ามาจาก Long Tail Keyword จะเป็น Traffic ที่เข้ามาเพื่อทำให้เกิด Conversion (ซื้อของจากเว็บไซต์เรา, สมัครสมาชิกเว็บไซต์ของเรา, กรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ของเรา) Long Tail Keyword ทำให้มีโอกาสเกิด Conversion มากกว่า Keyword กว้างๆที่คนอาจจะแค่เข้ามาดูผ่านๆเฉยๆ

Long Tail Keyword กับการทำ SEO

สำหรับเว็บไซต์หรือบล็อกเล็กๆการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นั้นมีประโยชน์มากๆครับ เพราะอย่างที่บอก การ Rank Keyword กว้างๆ การแข่งขันมันสูงมากๆและเจ้าใหญ่ๆอาจจะกินพื้นที่ไปหมดแล้ว โอกาสที่เราจะ Rank ติดก็ยากตามไปด้วย เราตัวเล็กกว่าก็ต้องไปเล่น Keyword ส่วนหางแบบนี้แหละครับ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าเจ้าใหญ่ๆเขาไม่ลงมาเล่น Long Tail Keyword กันหรอ แน่นอนครับว่าเจ้าใหญ่ๆเขาก็ต้องมาอยู่แล้วแต่ด้วยความที่มันเฉพาะเจาะจงสูงมากๆ โลกของ Long Tail เลยมี Keyword ให้เราเลือกใช้จำนวนมากถ้าคำไหนที่การแข่งขันสูงมากๆเราจะข้ามไปก็ไม่เสียหาย เพราะยังมีให้เลือกใช้อีกเยอะครับ

คำแนะนำในการใช้ Long Tail Keyword เพื่อ SEO

ถ้าลองกลับไปดูภาพ Long Tail Keyword ที่เกี่ยวกับกล้องดูจะพบว่ายิ่งแคบยิ่งเหลือ Traffic น้อยลงไปเรื่อยๆอันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะยิ่ง Keyword มีความเจาะจงมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนใช้คำนั้นในการค้นหาน้อยลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นี้แนะนำว่าควรเลือกมาทำหลายๆคำ เพราะด้วยความที่มันมี Volume ในการ Search ค่อนข้างน้อยจึงต้องทดแทนด้วยจำนวน Volume รวมจาก Long Tail Keyword หลายๆคำแทน

Google แจกเอกสาร Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

http://static.googleusercontent.com/media/www.google.com/en//insidesearch/howsearchworks/assets/searchqualityevaluatorguidelines.pdf


เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

ttp://static.googleusercontent.com/media/www.google.co.th/en/th/intl/th/webmasters/docs/search-engine-optimization-starter-guide-th.pdf


โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

ตัวอย่างตำแหน่งของ Google AdWords

   ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

ตัวอย่างข้อมูลที่ปรากฎทางด้านขวา

   ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

Dwell Time อีก 1 Metric สำคัญ ใครทำ SEO อ่านซะ!

Dwell Time เป็น 1 ใน Metric สำคัญที่ใช้ประกอบการทำ SEO ในยุคปัจจุบัน ผมได้ยินเกี่ยวกับ Dwell Time ครั้งแรกประมาณ 1 ปีแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ Dwell Time ก็ยังเป็น Metric ที่คนรู้จักกันน้อย พูดถึงกันน้อยมากๆ ไม่ใช่เฉพาะในเมืองไทยเท่านั้นแต่รวมถึงในต่างประเทศด้วย ไม่เว้นแม้แต่ USA ประเทศรวมเซียน SEO ก็ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึงเจ้า Dwell Time มากเท่าไหร่นัก

สาเหตุหนึ่งอาจจะเป็นเพราะ Dwell Time เพิ่งจะเกิดละถูกบัญญัติในโลกนี้ไม่นานนัก (ไม่เกิน 3-5 ปี) และอีกหนึ่งเหตุผลก็คือความคลุมเครือของมันนั่นเอง มันยังมีความคลุมเครือว่า Dwell Time นั้นเป็น 1 ในปัจจัยที่ Google ใช้เพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าผลการค้นหาหรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่ายังไม่มีใครตอบได้เพราะ Google เองก็ยังไม่เคยออกมา Confirm ใดๆทั้งสิ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้

Dwell Time คืออะไร

แล้ว Dwell Time คืออะไรล่ะ มันก็คือระยะเวลาตั้งแต่ User คลิกที่ผลการค้นหาเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ อ่านเนื้อหาที่อยู่ในเว็บไซต์ แล้วคลิกปุ่ม Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหาอีกครั้ง พูดง่ายๆมันคือเวลารวมทั้งหมดตั้งแต่คลิกเข้าเว็บไซต์จนกด Back กลับมาอีกครั้ง

ถ้าเวลา Dwell Time เยอะแสดงว่า Content มีประโยชน์ทำให้ User เสพ Content นาน แต่ถ้า Dwell Time น้อยแสดงว่า Content ไม่มีประโยชน์หรือไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ User กำลังค้นหาเลย ทำให้ User กดคลิก Back กลับมายังหน้าผลการค้นหา เพื่อเข้าเว็บไซต์อื่นๆแทน

ความสับสนของ Dwell Time ที่เกิดขึ้นบ่อยๆคือมันไม่ใช่ตัวเลขเดียวกับ Time on Page หลายๆคนพออ่านนิยามของ Dwell Time แล้วชอบคิดว่ามันคือ Time on Page จริงๆแล้วมันไม่เหมือนกันเพราะปัญหาทางเทคนิคในการนับเวลาของ Google ที่ผมได้เคยอธิบายไปแล้วว่าถ้าผู้ใช้เข้าเว็บไซต์แค่หน้าเดียว (Bounce = 100%) จะทำให้ Google ไม่สามารถนับเวลาที่ใช้ในหน้านั้นได้ (จับ Time on Page หน้านั้นไม่ได้) แต่ในขณะเดียวกันเจ้า Dwell Time นี่มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับ Google Analytics เลย

Dwell Time ส่งผลต่อการทำ SEO อย่างไร

ดังนั้นถ้าให้พูดตามนิยามของ Dwell Time ที่เขียนไปด้านบนนี้ การทำให้ผู้ใช้อยู่ในหน้าเพจของเรานานๆก่อนที่เขาจะกด Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหา (Dwell Time เยอะๆ) จะช่วยให้อันดับผลการค้นหาดีขึ้น ในทางกลับถ้าผู้ใช้เข้าเว็บไซต์ของเราแล้วไม่เจอสิ่งที่ต้องการ ไม่เจอสิ่งที่เกี่ยวข้อง ก็จะกด Back กลับไปยังหน้าผลการค้นหาอย่างรวดเร็ว (Dwell Time น้อยนั่นเอง) และจะส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหาต่ำลงด้วย ตัวเลข Dwell Time จะส่งผลต่ออันดับในการค้นหา

เดี๋ยวก่อน! คุณคิดว่ามันเป็รความจริงหรือไม่?

คำตอบคือ ไม่มีใครรู้!!

ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่า Dwell Time นี้ส่งผลต่ออันดับการค้นหาหรือไม่ หรือแม้กระทั่ง ไม่มีใครรู้อย่างแน่ชัดว่า Dwell Time นั้นมีอยู่จริงหรือเปฃล่า ทำไมล่ะ อ่านต่อไปครับ

ความคลุมเครือของ Dwell Time

หลายๆคนไม่เชื่อว่า Google ใช้ Dwell Time ในการจัดอันดับผลการค้นหา เพราะว่ามันยังไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google ว่ามีการใช้ Dwell Time ในการจัดอันดับผลการค้นหา (จริงๆแล้ว Factor หลายๆตัวที่เราใช้ในการทำ SEO กันอย่างแพร่หลายก็ไม่เคยได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Google เช่นกัน)

มีหลายๆคนพยายามทำการสืบเสาะและทดสอบว่า Dwell Time นี่มันมีอยู่จริงหรือเปล่า มันส่งผลต่อการ Ranking จริงๆหรือเปล่า (ใครสนใจ สามารถอ่านได้จากบทความอ้างอิงข้างล่างนะครับ) หรือมันเป็นแค่ 1 ในหลายๆ Topic ที่ถูกยกขึ้นมาพูดเกี่ยวกับการทำ SEO ให้ดูดีมีภูมิเท่านั้น แต่จากหลายๆการทดสอบยืนยันว่า Dwell Time มันส่งผลต่อการจัดอันดับของผลการค้นหาจริงๆ

แต่แน่นอนล่ะว่าถึงแม้มันจะมีการทดสอบมายืนยันก็ตาม มันก็ยังคลุมเครืออยู่ดี เพราะเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่มี Dwell Time มากๆมักจะเป็นเว็บไซต์ที่มีคุณภาพอยู่แล้ว และเป็นเว็บไซต์ที่มีการปรับแต่งทาง SEO กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว จนเรียกได้ว่าเป็น Authority Website อยู่แล้ว ทำให้อันดับการค้นหาที่อยู่สูงก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร และมันไม่ได้หมายความว่า Dwell Time ที่มากจะส่งผลต่ออันดับเว็บไซต์ที่สูงขึ้น

เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาต่อไป

แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป

จริงๆแล้วประเด็นเรื่อง Dwell Time มันก็เหมือนกับ Organic CTR นั่นแหละครับ ไม่มีใครรู้ว่ามันส่งผลต่อการจัดอันดับหรือไม่ แต่มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือที่เราจะทำเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ เว็บไซต์ที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ Dwell Time สูงๆ Organic CTR สูงๆ แทบไม่ต้องคิดอะไรอื่นไกลไปมากกว่านี้เลย ไม่ว่ามันจะส่งผลต่อ SEO หรือถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ จงทำมัน!!

สุดท้ายแล้ว SEO มันก็เป็นเรื่องของคุณภาพเว็บไซต์ คุณภาพบทความ เชื่อมั้ยครับว่า วันก่อนผมอัพบทความหนึ่งขึ้นไป อีก 2 วันถัดมาบทความนั้นวิ่งไปติดอันดับหนึ่งของ Google ได้แล้ว ถ้าเป็นสมัยก่อนอย่าว่าแต่ติดหน้าแรกเลย ให้มัน index เข้าระบบภายใน 5 วัน บางทียังเป็นไปได้ยากเลย ก็เพราะนี่คือ SEO นี่คือ Google อย่าลืมว่าอัลกอริทึ่มเขาพัฒนาเรื่อยๆ มันเป็นความจริงเสมอที่คุณภาพสำคัญกว่าทุกอย่าง