previous arrow
next arrow
Slider

ทำ SEO แล้วจะติดหน้า 1 ไหม? จะชนะคู่แข่งไหม? บทความนี้มีคำตอบ

ในบทความนี้เรามาดูกันว่าการวิเคราะห์ความสามารถการแข่งขันในโปรเจ็ค SEO ที่คุณกำลังจะทำนั้นมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน โดยช่วงแรกจะลงทฤษฏีกันสักเล็กน้อย จากนั้นจะเป็นการยกตัวอย่างการวิเคราะห์หน้าผลลัพธ์การค้นหาจริงสัก 2-3 ตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ และทำตามได้

4 องค์ประกอบการวัดความสามารถในการแข่งขันคีย์เวิร์ดที่คุณต้องรู้จัก

ก่อนที่จะไปเลือกและเรียนรู้วิธีการใช้เครื่องมือวัดความแข็งแรงเชิง SEO ของเว็บไซต์ มี 4 องค์ประกอบของการวัดความสามารถการแข่งขันที่คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนครับได้แก่

  1. ลิงก์
  2. Domain Strength
  3. Page Strength
  4. On-Page SEO

เรามาลงรายละเอียดกันดังนี้…

1. ลิงก์

ลิงก์หรือที่ภาษาฝรั่งเรียกว่า Hyperlink คืออ็อบเจกต์ในหน้าเว็บเพจในรูปของตัวหนังสือหรือรูปภาพ ทำหน้าที่เชื่อมโยงเว็บเพจเข้าด้วยกัน

2. ความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์ (Domain Strength)

ในทาง SEO เมื่อมีเว็บไซต์อื่นลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ เปรียบเสมือนเหมือนกับการแนะนำหรือการรับรองจากบุคคลที่สาม ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีความน่าเชื่อถือในสายตา Google มากขึ้น และลิงก์จากภายนอกเหล่านี้ยังทำให้ความแข็งแรงเชิง SEO โดยรวมของเว็บไซต์คุณสูงขึ้นด้วย

3. ความแข็งแร็งเชิง SEO ในระดับเว็บเพจ (Page Strength)

ความแข็งแรงในเชิง SEO โดยรวมทั้งเว็บ (Domain Strength) สามารถถูกส่งผ่านไปยังหน้าเว็บเพจต่างๆ ในเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันเองภายใน หรือ Internal Links หน้าไหนได้รับลิงก์จากหน้าอื่นมาก ความแข็งแรงเชิง SEO ของหน้านั้นๆ ก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว

4. On-Page SEO

หรือบางคนจะเรียกว่า On-Site SEO ก็ไม่ผิด คือการปรับแต่งหน้าเว็บเพจให้ถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ โดยทั่วไปกิจกรรม On-Page SEO ที่เราทำกันก็มีอย่างเช่น การปรับแต่งชื่อเว็บเพจ (Page Title), ปรับแต่งเนื้อหาคอนเทนต์, การทำลิงก์เชื่อมโยงภายใน (Internal Linking) เป็นต้น
การวิเคราะห์คีย์เวิร์ดว่าสมควรหยิบมาทำ SEO หรือไม่นั้น คุณต้องใช้องค์ประกอบทั้งสี่นี้มาวิเคราะห์ร่วมกันโดยใช้เครื่องมือวัดความสามารถในการแข่งขันที่ผมจะได้พูดถึงในบทความนี้

คู่แข่งแบบไหน หนีให้ไกล อย่าไปยุ่ง

มีบางคีย์เวิร์ดที่ผมเห็นว่าเป็นคำต้องห้ามไม่ควรนำมาทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มเพราะทำไปโอกาสที่คุณจะติดอันดับต้นๆ ในหน้าผลลัพธ์การค้นหานั้นริบหรี่ยิ่งกว่าแสงหิ่งห้อยเสียอีก คำพวกนี้จะเกี่ยวกับบริการหรือผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ขอยกตัวอย่างให้เป็นภาพด้วยคำว่า “จาวา” (จาวา หรือ JAVA คือ ภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems Inc.) เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่ง) ดังนี้… 1. ผมเริ่มด้วยการเปิดรายงาน Keywords explorer ขึ้นมาด้วยการไปที่ https://ahrefs.com/ แล้วคลิกที่เมนู Keywords explorer

2.  เลือก Google และ 3. เลือก Thailand ในกรณีที่ต้องการหาข้อมูลจาก Google ประเทศไทยป้อนคำว่า
4.  ป้อนคีย์เวิร์ด “จาวา” ลงไปในช่อง แล้วกดปุ่มแว่นขยาย เพื่อทำการดึงข้อมูลคีย์เวิร์ดออกมา

ahrefs จะทำการดึงข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับคีย์เวิร์ดออกมาแสดง เช่น ปริมาณการค้นหารายเดือน (Search Volume), ความยากของคีย์เวิร์ดในการติดอันดับในหน้าแรก Google (Keyword difficulty) เป็นต้น

5. ถ้าคุณเป็นบริษัทที่รับสอนเขียนโปรแกรมภาษาจาวา การหยิบคำว่า “จาวา” มาทำ SEO นั้นดูเหมือนจะเข้าท่าและเป็นไอเดียที่ดีเพราะว่านอกจากจะสอดคล้องกับธุรกิจของคุณแล้วยังมีการค้นหารายเดือนดีอีกด้วย แต่ทำไมผมบอกไว้ก่อนหน้าว่าคำนี้เป็นคำต้องห้าม? มาดูหน้าผลลัพธ์การค้นหาในรายละเอียดกันก่อนครับ แล้วคุณจะรู้ว่าทำไม…

เลื่อนเมาส์ลงมาด้านล่าน ใน Section ชื่อ SERP overview for “จาวา” จะแสดงหน้าผลลัพธ์การค้นหาใน Google ของคีย์เวิร์ด “จาวา”

Google เลือกเว็บไซต์ทางการของภาษา “จาวา” มาติดอันดับต้นๆ คือทั้งอันดับที่ 1 และ 2 ในหน้าผลลัพธ์การค้นหาถือว่าสมเหตุสมผลเพราะตรงกับคำค้นหามาก ถ้าคุณไม่ได้เป็นเจ้าของบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ โอกาสที่คุณจะไปแย่งอันดับที่ 1 หรือ 2 มาจาก www.java.com แทบไม่มี

คอลัมน์ Backlinks บอกว่าแต่ละเว็บเพจในหน้าผลลัพธ์การค้นหามีลิงก์จากเว็บอื่นชี้ไปหากี่ลิงก์ ในกรณีนี้เว็บเพจอันดับ 1 หรือ 2 มี 18,309, และ 115,293 ลิงก์ ตามลำดับ ปริมาณลิงก์ภายนอกขนาดนี้รวมพลังกับลิงก์ภายในส่งผลให้ความแข็งแรงเชิง SEO หรือ UR ของทั้งสองเว็บเพจถีบตัวขึ้นไปที่ 47 และ 81 ตามลำดับ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่สูง ถ้าคุณต้องการทำคำนี้ ลองคำนวณทรัพยากรที่คุณมีอยู่ครับว่าคุณต้องใช้เวลาและเงินเท่าไรในการหาลิงก์เพื่อแย่งอันดับของคู่แข่งรายนี้มา

นอกจากนี้ 7 จาก 9 เว็บไซต์ที่ติดหน้าแรกเป็นเว็บไซต์ที่มีความแข็งแรงเชิง SEO (DR) สูงมากเช่น…

  • https://www.java.com/ มี DR = 91 (เต็ม 100)
  • https://java-runtime-environment.th.softonic.com/ มี DR = 87 (เต็ม 100)
  • https://th.wikipedia.org/ มี DR = 87 (เต็ม 100)
  • https://www.oracle.com/ มี DR = 92 (เต็ม 100)

DR ระดับนี้ใช้เวลาแรมปีกว่าจะได้มาผ่านทางการสร้างลิงก์ ถ้าเว็บไซต์ของคุณมี DR ห่างกับเว็บเหล่านี้มาก โอกาสในการติดอันดับดีๆในหน้าแรกก็จะมีน้อยลงไป เมื่อนำเหตุผลดังกล่าวมาวิเคราะห์ร่วมกันสรุปได้ว่าคีย์เวิร์ด “จาวา” เป็นคำต้องห้าม ถ้าคุณพบคีย์เวิร์ดลักษณะนี้ผมแนะนำว่าไม่ต้องวิเคราะห์อะไรต่อ หาคำอื่นมาวิเคราะห์ต่อไปเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา

คู่แข่งมี DR สูง ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้

จากตัวอย่างที่ผ่านมาถ้าสังเกตดีๆ คุณจะเกิดความสงสัยว่า เอ๊ะ! ทำไมเว็บเพจอันดับที่ 5 (marcuscode.com/lang/java) ซีงมีแค่ลิงก์เดียว มี DR=8 ถึงได้อันดับดีกว่าเว็บอันดับที่ 6 และ 7 ที่มี DR, UR, และจำนวนลิงก์สูงลิบลิ่ว

เรามาหาคำตอบไล่กันโดยไล่ไปแต่ละกรณีครับ เริ่มจากเว็บอันดับที่ 7 (www.oracle.com/java/technologies/) ผมได้พูดไปแล้วว่าองค์ประกอบหลักๆ ที่เราจะใช้วัดความสามารถในการแข่งขันมีอยู่ 4 องค์ประกอบ ตารางด้านล่างชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเว็บเพจในอันดับที่ 7 ชนะแบบขาดลอยทั้ง 3 องค์ประกอบ ได้แก่ DR, UR, และลิงก์

อันดับURLDRURBacklinks
5http://marcuscode.com/lang/java10 
7https://www.oracle.com/java/technologies/92 89 2,787,251 

ทว่ายังมีองค์ประกอบที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันเลยคือ On-Page SEO (การปรับแต่งเว็บเพจคอนเทนต์ให้เป็นที่ถูกอกถูกใจทั้ง Search Engine และผู้คนตัวเป็นๆ ที่เข้าเว็บเพจ) เป็นองค์ประกอบที่เว็บอันดับที่ 7 ขาดอย่างแรง
เราไปดูรูปร่างหน้าตา www.oracle.com/java/technologies/ แล้วจะรู้ว่าหน้านี้ควรปรับปรุงอะไร…

สิ่งที่ขาดไปและต้องการเติมเต็มของหน้านี้คือ …

  • เนื้อหาของหน้านี้เป็นภาษาอังกฤษ จำได้ไหมครับว่าคำค้นหาที่ผมป้อนเข้าไปเป็นภาษาไทย (“จาวา”) และผมใช้ Google ประเทศไทย (Google.co.th) อยู่ที่ประเทศไทย ดังนั้นเนื้อหาที่หน้าเพจแสดงควรเป็นภาษาไทย
  • เนื้อหาน้อยไปเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างเว็บเพจอันดับที่ 5 ให้คุณเปิด www.marcuscode.com/lang/java แล้วแล้วลองเปรียบเทียบกันดู…

จะเห็นว่าเนื้อหาของเว็บเพจอันดับที่ 6 แน่นกว่ามาก เรียกได้ว่าผู้ที่ต้องการเรียนรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมภาษาจาวา เข้ามาแล้วสามารถตักตวงความรู้ไปได้มากโข สามารถนำไปใช้เริ่มต้นเขียนโปรแกรมกันได้เลย
อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือเว็บ marcuscode.com เป็นเว็บไซต์เฉพาะทางด้านการเขียนโปรแกรม (ถึงแม้จะไม่ได้เกี่ยวกับภาษาจาวาอย่างเดียว Google ก็ยังคงมองว่าอยู่ในหัวข้อเดียวกันคือการเขียนโปรแกรม) ที่มีเนื้อหากว่า 200 หน้าในฐานข้อมูล

คุณสามารถหาจำนวนเว็บเพจคร่าวๆ ในฐานข้อมูล Google

ได้ด้วยการป้อนคำสั่ง site:ชื่อเว็บไซต์ เช่นในกรณีนี้ให้คุณป้อน site:marcuscode.com ลงไปใน Chrome

ถึงตรงนี้ถ้าคุณมีคำถามก็ไม่แปลกว่าแล้วทำไมเว็บอันดับที่ 6 เป็นภาษาไทย องค์ประกอบอื่นๆ อาทิ DR, UR เป็นต้น ก็ดีกว่า marcuscode.com/lang/java ทำไมไม่ได้อันดับดีกว่า? ผมมีคำตอบให้คุณแน่นอน อ่านต่อไปครับ

On-Page SEO ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

เราได้เรียนกันไปแล้วว่า DR หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของทั้งเว็บไซต์สามารถถูกส่งผ่านไปยังส่วนต่างๆ ของเว็บไซต์ผ่านทางลิงก์ที่เชื่อมโยงกันภายใน หรือ Internal Links ส่งผลให้เว็บเพจในเว็บไซต์นั้นๆ สามารถติดอันดับดีๆ ได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก เช่นคอนเทนต์ไม่ดีก็ติดอันดับดีๆ หรือไม่ต้องสร้างลิงก์เลยอย่างเว็บอันดับที่ 6 ก็ยังติดหน้าแรก Google ได้

อันดับURLDRURBacklinks
5http://marcuscode.com/lang/java10 
6https://sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java93 14 

เว็บเพจ sites.google.com/site/benzthitiya/khwam-ru-beuxng-tn-keiyw-kab-java ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 6 ได้เพราะสองสิ่ง คือ DR และ On-Page SEO ที่มีคอนเทนต์ในหัวข้อ “จาวา” ค่อนข้างดี และลึกพอสมควร แต่ยังไม่ดีเท่า marcuscode.com/lang/java และยังพบปัญหา On-Page SEO ที่ต้องแก้ไข เช่น ไฟล์รูปภาพที่หายไป …

ปัญหาที่มีหน้าเปล่าๆ หรือในภาษา SEO เราเรียกว่า Thin Content ดังนี้…

ถึงลิงก์จะเป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ ในการทำอันดับให้คีย์เวิร์ด การทำ On-Page SEO ก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้และจำต้องทำให้ถูกหลัก

ถ้าเว็บไซต์คุณมีปัญหาคอนเทนต์สะสมมากๆ โดยไม่ได้รับการแก้ไข Google อาจมองว่าทั้งเว็บไซต์มีคุณภาพต่ำไปเลย ส่งผลให้อับดับคีย์เวิร์ดโดยรวมทั้งเว็บไซต์ตกลงได้ …

โดยปกติ Google จะให้ความสำคัญและเชื่อถือเว็บไซต์ที่มีค่า DR สูงอยู่แล้ว ถ้าเว็บเพจอันดับที่ 6 ได้รับการปรับแต่งให้ถูกหลัก On-Page SEO มากขึ้น หรือมีลิงก์ชี้มาจากเว็บไซต์อื่นเพิ่มเติมเข้ามา โอกาสที่จะแซงหน้าเว็บเพจอันดับที่ 5 ขึ้นไปมีไม่น้อยเลยทีเดียว เทคนิกการทำ On-Page SEO ยังมีอีกมาก ในบทต่อๆไปผมจะพูดถึงแนวทางการทำเชิงลึกมากขึ้น เพื่อคุณจะได้เห็นแนวทางและสามารถนำไปปรับใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รู้ใจว่าที่ลูกค้า รู้ใจ Google (Search Intent)

นักทำ SEO หลายท่านโดยเฉพาะมือใหม่หัดทำมักจะมองข้ามสิ่งๆหนึ่งไป นั่นคือความต้องการของผู้ใช้เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent) ที่หยิบมาทำ SEO ขอขยายความแบบนี้ว่า

สมมุติว่าคุณทำเว็บไซต์ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัว เตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น โดยมีความหวังจะติดหน้าแรกคีย์เวิร์ด “หางานราชการ”ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกเนื้อหาเว็บไซต์จะถูกจัดอยู่ในประเภท Job Portal ที่เน้นงานราชการทั้งนั้น เช่น ที่เว็บ ประกาศผลสอบ เป็นต้น

ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูลหรือความรู้อย่างที่คุณกำลังทำ ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ SEO แบบเต็มสูบ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม Match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับ

ลองกลับมาดูตัวอย่างที่เราใช้มาตลอดในบทความนี้กับคีย์เวิร์ด “จาวา” ถ้าลองคุณเปิดเว็บเพจที่ติดอันดับในหน้าแรกขึ้นมาดู คุณจะเห็นว่าเว็บเพจเหล่านี้สามารถถูกจัดอยู่ใน 2 ประเภทได้แก่ประเภทที่ให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นภาษาจาวา เช่น www.java.com/en/download/

อีกประเภทหนึ่งจะเน้นให้ข้อมูล หรือสอนเขียนภาษาจาวาในรูปแบบบทความภาษาจาวา

เอาละสิแล้วถ้าคุณต้องการทำคีย์เวิร์ดนี้ต้องนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบไหนระหว่างหน้าที่ให้ดาวน์โหลดกับบทความให้ความรู้?

ไม่ยากครับ ถ้า Search Intent มีมากกว่าหนึ่งอย่าง ให้คุณลองสังเกตุว่าเว็บเพจที่ติดอันดับต้นๆ นั้นมีเขาทำเนื้อหาประเภทไหน ก็ให้คุณทำเว็บเพจให้สอดคล้อง เช่นในกรณีนี้อันดับที่ 1-3 เป็นเว็บเพจที่ให้ดาวน์โหลดทั้งหมด ก็ให้คุณทำตามนั้น

สรุปก่อนจาก

ก่อนจะจบบทนี้ขอสรุปสั้นๆ ว่าการวิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขันนั้น…

  •  ให้เลือกคีย์เวิร์ดที่มีคู่แข่งที่พอฟัดพอเหวี่ยงกับเว็บไซต์ของคุณ เช่น มี DR, และ UR พอๆ กัน หรือสูงกว่าคุณไม่มากนัก เช่น ไม่เกิน 10-20 แต้ม
  • อย่างไรก็ตามคู่แข่งมี DR สูงมาก ใช่ว่าจะแข่งไม่ได้ ถ้าหน้าเพจของคู่แข่งมีลิงก์ไม่มากหรือไม่มีเลยแสดงว่าหน้านี้ติดอันดับเพราะ DR ของเว็บไซต์ แบบนี้คุณมีโอกาสครับ
  • สิ่งต่อไปที่ต้องทำให้แน่ใจว่าแข่งได้คือคู่แข่งมีการทำ On-Page SEO ดีหรือไม่อย่างไร คุณพอที่จะสร้างคอนเทนต์คุณภาพดีกว่าได้ไหม
  • สุดท้ายอย่าลืมตรวจสอบความต้องการของผู้ใช้งานที่อยู่เบื้องหลังคีย์เวิร์ด (Search Intent)

SEO คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้ยังไง สอนครบสูตร อ่านจบทำได้เลย

ความหมายของ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง กระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณทำกับสินทรัพย์ออนไลน์ของคุณเพื่อให้ทรัพสินย์เหล่านั้นมีอันดับที่ต้องการในผลการค้นหาของ Search Engine (SERP – Search Engine Result Pages) 

ขอขยายความ 2 องค์ประกอบในคำจำกัดความด้านบน ดังนี้

  •  สินทรัพย์ออนไลน์ (Online Property) ได้แก่สิ่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้สาธารณะในอินเตอร์เน็ต เช่น ช่องยูทูป (Youtube Channel), เพจเฟสบุ้ค (Facebook Fan Page), บทความที่คุณลงไว้ใน Blog เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถทำ SEO ได้ทั้งสิ้น ไม่จำกัดอยู่เพียง เว็บไซต์
  •  กระบวนการหรือกิจกรรม ต่างๆ ที่คุณควรทำเพื่อให้ Online Properties ของคุณขึ้นไปติดหน้าแรก Google เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีและขั้นตอนการทำ SEO ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ที่ผมจะลงรายละเอียดกันต่อไปในบทควาวมนี้

ถึงตรงนี้ถ้าท่านใดยังงงๆ ไม่ค่อยเก็ตความหมายของ seo คือ อิหยังวะ วันนี้เอาให้เคลียร์ให้ได้ มาดูวีดีโอเล่าเป็นเรื่องเป็นราวกันมั่ง

จำแนกประเภทของ Search ใน Google ให้กระจ่างก่อนลงมือทำ?

ก่อนที่เราจะดำดิ่งสู่โลกของการทำ search engine optimization ผมขอปูพื้นอีกนิดเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

เวลาที่คุณหาอะไรสักอย่างใน Google ในหน้าผลการค้นหา หรือ SERP จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. โฆษณาใน Google (Paid Search)

ดูตัวอย่างในรูปด้านบน (สีเหลืองๆ ที่ผมเน้นไว้) ส่วนนี้จะอยู่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา เป็นโฆษณา Google Ads ที่นักลงโฆษณาซื้อไว้ สังเกตง่ายๆ จะมีคำว่า ‘ads’ เล็กๆ กำกับอยู่ เราจะยังไม่ลงรายละเอียดกันเรื่อง SEM Marketing คืออะไรในบทความนี้ ไว้ในอนาคตถ้ามีโอกาสค่อยมาเล่าสู่กันฟัง

2. ผลลัพธ์จากการทำอันดับแบบธรรมชาติ (Organic Search)

ส่วนนี้ (สีเขียวในรูป) นี่เองที่เราจะเน้นกันในบทความนี้เพราะว่า ผลลัพธ์ในหน้าผลการค้นหาในส่วนคือผลจากการทำ SEO ล้วนๆ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าตังค์ไปจ่าย Google ให้เมื่อยตุ้ม

SEO มีประโยชน์ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ?

เหตุผลที่คุณในฐานะนักธุรกิจออนไลน์ควรหันมาสนใจมาทำ SEO นั้น ผมเห็นว่ามี 2-3 เหตุผลหลักๆ ดังนี้:

1. เพิ่มช่องทางการพาคนเข้าชมเว็บไซต์

ฝรั่งเขาได้ทำการทดสอบสรุปออกมาให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ SEO ว่าในบรรดาผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เข้า web นี้ ออก web นั้น ผู้ใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก search engine ประมาณ 70%

ที่เหลืออีก 29% มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น เว็บ Social Media อย่าง Facebook, Youtube, Twitter หรือ instagram เป็นต้น ขออธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนี้:

คุณทำธุรกิจขายรถมือสอง เว็บไซต์ ของคุณติดอันดับ 2 keyword “ซื้อรถมือสองที่ไหนดี?”  ทำให้มีคนราว 300 คนต่อเดือน เข้ามาเยี่ยมชมเว็บคุณ

บังเอิญคุณปรับเว็บไซต์ของคุณให้มีรูปร่างหน้าตาดี พร้อมทั้งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ว่าที่ลูกค้า กลุ่มเป้า หมายเหล่านั้นก็เลยตัดสินใจโทรมาสอบถามแล้วนัดมาดูรถที่ร้าน สมมุติแบบอนุรักษ์นิยมเลยว่าคุณปิดการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10% หมายความคุณสามารถขายรถเพิ่มขึ้นเดือนละ 30 คัน! (ชักเริ่มเข้าท่าแล้ว?)

สรุปว่าถ้าคุณเพิกเฉยช่องทางดึงคนกลุ่ม เป้าหมาย เข้าเว็บใหม่ๆ จะทำให้คุณเสียว่าที่ถูกค้าใหม่ๆ ให้กับคู่แข่งของจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน

2. กระจายความเสี่ยงธุรกิจ (Business Risk)

“บางท่านอาจบอกว่า SEO ไม่จำเป็น ทำก็นานกว่าจะเห็นผล ทุกวันนี้ทำ Marketing ใน Social Media ซื้อโฆษณาในเฟสบุ้ค ก็ขายของดีเป็นเททิ้งอยู่แล้วไม่เห็นต้องทำ”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริงครับ แต่ผมว่าการเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตระกร้าใบเดียว (ในที่นี้คือการซื้อโฆษณา) มันก็สุ่มเสี่ยงอยู่ 2 ประการ ดังนี้:

  1. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ออนไลน์: เว็บไซต์ที่คุณไปลงโฆษณาไว้ วันดีคืนดีถ้าเขาเลิกทำไป หรืออยู่ดีๆ ก็ปิดบัญชีโฆษณา (Advertising account) ของคุณแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้นะครับ มีตัวอย่างให้เห็นมาเรื่อยๆ
  2. การขาดสภาพคล่อง: การลงซื้อโฆษณาหรือยิง Ad ที่เขาเรียกกันทุกวันนี้ มันต้องมีเงินไปซื้อนะ อยู่ดีๆ COVID 19 ก็มา ทำให้ธุรกิจคุณขาดสภาพคล่องต้องตัดงบตัดรายจ่ายรัดเข็มขัดกันให้วุ่น นั่นหมายความว่าคนที่มาจาก PPC หรือ SEM Marketing ต้องเป็นศูนย์ทันที

แล้วจะทำยังไง งานเข้าเลยทีนี้ ช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวที่ดึงคนเข้าร้านมาแรมปีก็ไม่มีแระ จะขายของให้ใครล่ะอีหรอบนี้

3. การวัดผลที่มีประสิทธิภาพ (Digital Marketing Measurement)

คุณอาจจะนึกแย้งเล่นๆ ในใจเบาๆ (อีกแระ) ว่า ทำไมต้องทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มไปใยในเมื่อคุณไปเล่น Marketing แบบเดิมๆ คือลง ads ในนิตยสารรถมือสองหรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ อาจขายได้เยอะกว่าด้วย!

ตอบว่า: มันก็จริงอยู่ที่ว่าคุณอาจขายได้ แต่ว่าผมเชื่อลึกๆ ว่าการซื้อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การลงหนังสือพิมพ์แจกฟรีตามรถไฟฟ้า (ยกตัวอย่างนะครับ) คุณอาจต้องกำเงินมาวันละเหยียบแสนในการลงโฆษณากรอบเล็ก หน้าในๆ

และที่สำคัญอย่างการวัดผลแบบละเอียดทำค่อนข้างลำบาก ไม่เหมือนการทำอะไรก็ตามออนไลน์ที่คุณสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ คุณสามารถวัดสมรรถนะ Campaign ที่คุณเสียตังค์ลงไปได้ลึกและหลากหลายกว่า อาทิ คุณสามารถดูใน Google Analytics ได้ว่าวันนี้มีคนเข้ามาเว็บไซต์คุณกี่คน, หน้าเพจไหนคนดูเยอะ, คนอ่านหน้าไหนนาน, มาหน้านี้แล้วไปไหนต่อ, โทรมาหาคุณกี่ครั้งต่อเดือน เป็นต้น”..อย่าเอาไข่ทั้งหมดมาใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว กระจายความเสี่ยง โดยในระยะสั้น การซื้อโฆษณาเห็นผลดี รวดเร็ว ก็ทำไป และให้ทำ SEO ควบคู่กันไปด้วย ในระยะกลาง และยาว เมื่อ keyword ต่างๆ เริ่มทำหน้าที่ของมันคือดึงคนเข้าเว็บไซต์ได้มากขึ้นจนเป็นที่พอใจ วันนั้นถ้าคุณตัดสินใจหยุดโฆษณาคุณก็ทำได้ ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้แยะเลยทีเดียว”

อัพเดตความพร้อมก่อนลงมือทำ

1. วางแผนกลยุทธ์ SEO 

การวางแผนกลยุทธ์ SEO คือ การวางแผนคิด คำนวณให้ได้ตัวเลขคร่าวๆ ที่คุณสามารถใช้เป็น KPI หรือตัวชี้วัดว่าที่คุณกำลังจะทำนั้น สำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จต้องปรับปรุง ตรงไหน อย่างไร 

2. หาคำเหมาะๆ สำหรับดึง user เข้าชมเว็บไซต์ 

ก่อนลงมือทำ SEO นอกจากการ design วางแผนคำนวณต้นทุนอย่างรัดกุมแล้ว ยังมีอีกงานที่ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการทำวิจัยคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจ Market ว่าคนที่สนใจและมีแนวที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณนั้นเขาใช้ Keywords อะไรค้นหากันธุรกิจของคุณ และอีกอย่างที่สำคัญคือคุณสามารถประเมิน user ที่มาเข้าเว็บไซต์คร่าวๆ ได้ว่าเดือนๆ นึงจะมีคนมาเข้าเว็บไซต์คุณเท่าไร

Keyword Planner เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างมาไว้ให้คนที่ต้องการลงโฆษณาใน Google Ads ใช้ แต่เราชาว SEO สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 

ในกรณีที่คุณยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงโฆษณาใน Google เลย คุณอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างในส่วนของจำนวนการค้นหารายเดือน (Search Volume) ที่ดูเหมือนจะไม่เป๊ะๆ แต่จะกำหนดมาเป็นช่วงๆ เช่น 100-1000 เป็นต้น คุณไม่ต้องไปซีเรียสมาก ตัวเลขพวกนี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น เจ้าไหนก็ไม่เป๊ะครับ Don’t Worry, Be Happy!

ใครที่ยังไม่มีบัญชีก็ให้ไปสมัครก่อนในหน้าสมัครโฆษณาของ Google ดังตัวอย่างในรูปด้านล่าง พร้อมแล้วก็เริ่มกระบวนการสมัครด้วยการคลิกปุ่ม “เริ่มเลย”

เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกินไปจนหน้าหมั่นไส้ ผมขอแยกขั้นตอนการทำ Keyword Research อย่างละเอียด (มั่กๆ) ไปเป็นอีกบนความนึง

SEO ทําอย่างไร? ให้ข้อความติดหน้า 1 ในกูเกิล (Ranking Factors) ล่ะ ทำยังไงล่ะฮึ?

หลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google นั่นมีไม่เยอะที่ต้องคำนึงถึงและท่องจำเก็บไว้ในใจ มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. เนื้อหา (Content) ของเว็บไซต์ 
  2. โครงสร้างของเว็บไซต์
  3. ลิ้งค์ หรือ Backlink

เรามาไล่ดูกันไปทีละหัวข้อ

1. เนื้อหาข้อมูลเว็บต้องเลิศไว้ก่อน ให้อัปเดตตลอดถึงจะดี (Content is King)

ทั้งนี้เพราะว่าถึง Search Engines ต่างๆ โดยเฉพาะ Google จะมีความเก่งกล้าสามารถมากกว่าแต่ก่อนแยะ ในการตีความ rich media อย่าง รูปภาพ, gift animation หรือ แม้กระทั่งวิดีโอ เป็นต้น ในบางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาจากการตีความดังกล่าวก็ยังไม่ค่อยตรงกับใจของเจ้าของเว็บไซต์นัก 

เพื่อเป็นการจัดการกับความเสี่ยงถ้าจะใส่องค์ประกอบต่างๆ นอกเหนือจาก text ในหน้าเว็บให้คุณใส่ตัวหนังสืออธิบายกำกับไว้ด้วยจะดีที่สุด เช่น ใส่คำอธิบายรูปภาพ ไว้ใน Alt ของ HTML Image tag ด้วย เป็นต้น

ในการทำ content มี 2 สิ่ง ที่ต้องระลึกนึกถึงเสมอ มีดังนี้

1. ผู้ใช้ต้องการเนื้อหาแบบไหน (Search Intent)

สมมุติว่าคุณทำเว็บ Blog ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัวเตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น 

ถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่าติดหน้าแรก keyword “หางานราชการ” นั้นไม่ไกลเกินฝัน .. 

ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกลักษณะ Content เว็บแต่ละหน้าประกอบไปด้วยงานราชการ (Job list) ทั้งนั้น ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูล หรือความรู้

ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้ใกล้เคียงมากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำอันดับดีๆ

2. คุณภาพ (Quality Content)

ข้อนี้ไม่ต้องสาธยายกันให้ยืดเยื้อครับ พยายามเขียนหรือสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิ 

  • เนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร
  • มีข้อมูลงานวิจัยอ้างอิงประกอบ
  • ทำ วีดีโอ อธิบาย เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ
  • มีรูปภาพเพื่อช่วยในการอธิบายหัวข้อยากๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น เป็นขั้นเป็นตอน เป็นต้น

2. ปรับโครงสร้างข้อมูลเว็บไซต์บริษัทของคุณตามหลัก Onpage ให้กูเกิ้ล Love

ในภาษา SEO เราจะเรียกการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ว่าการทำ Onpage หรือ Onsite หมายถึงการปรับแต่ง Content โครงสร้างและ design ส่วนต่างๆ ที่อยู่ในเว็บคุณสอดคล้องกับ Algorithm ของ google

On-Page SEO คือ อิหยังวะในภาษาคน?

“คุณกำลังจะออกเดต หรือไปเที่ยวกับแฟนเป็นครั้งแรก สิ่งที่คุณต้องทำกับตัวเองคืออะไรครับ? ตัดผมให้ดูเป็นทรงหน่อย, ใส่เสื้อตัวเก่ง, ใส่น้ำหอม ทีคุณคิดว่าแฟนหรือว่าที่แฟนคุณชอบ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อสิ่งเดียวครับ คือ .. การสร้างความประทับใจแรก (First Impression) เพื่อให้ติดตราตรึงใจว่าที่แฟนคุณ เพื่อในอนาคตอาจมีการพัฒนาเปลี่ยนสถานะไปเป็นแฟนและภรรยาในที่สุด ..

เว็บคุณก็เหมือนกันเพื่อที่จะสร้างความประทับใจให้ Google แล้ว ก็ต้องปรับเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ เพื่อในอนาคตอันใกล้ Google ถูกใจขึ้นมา อาจโปรโมทเว็บคุณให้ติดหน้าแรก ก็ได้ ใครจะรู้…

สำหรับท่านที่พอเข้าใจบ้างแล้วเรื่องเทคนิคการทำ On-page แล้ว ไปอ่านหัวต่อไปได้เลย สำหรับท่านที่ยังโก๊ะๆ งงๆ หรือลืมไปบ้างแล้ว ไปอ่านบทความนี้ก่อน >> ปรับเว็บให้แรงด้วย 7 ขั้นตอน Onpage-SEO

3. สร้างลิ้งก์ (Backlink) อย่างไรถึงจะได้ผลดี

ในการทำอันดับ SEO ให้ได้ผลดีนั้นนอกจากการปรับแต่งเว็บไซต์ (On-page SEO) ให้ถูกต้องเป็นที่ชื่นชอบของ Google แล้ว คุณมีความจำเป็นที่ต้องมีโปรแกรมที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์ลิงก์ในเว็บคุณ และเว็บคู่แข่งเพื่อการวางแผนในการสร้าง backlink (Link Building Campaign) อย่างมีประสิทธิภาพ

อุปมาอุปมัยการทำ OffPage หรือการสร้างลิ้งค์ (Backlink) กับการออกเดท (ต่อ) เพื่อให้เห็นภาพครบรอบด้าน แบบนี้คร้บว่า….เอาเป็นว่า ผลการออกเดตครั้งแรกออกมาในทางที่ดี ตอนนี้เธอคนนั้นกลายมาเป็นแฟนคุณแล้ว คุณก็เดินหน้าสานความสัมพันธ์ต่อไปเพื่อให้ได้เธอมาเป็นศรีภรรยา 

ถึงตรงนี้คุณขาดอะไรครับ? ลำพังคุณหัวเดียวกระเทียมลีบ ทำได้เท่าที่คุณทำเท่านั้น แต่ถ้ามีเพื่อนๆของแฟนคุณ อีกทั้งญาติ พี่ น้อง ฝ่ายสาวเจ้า ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าคุณเป็นคนดีศรีสยาม ไม่มีหนุ่มใดเทียมหาไม่ได้อีกแล้วในใจใต้หล้า .. เสียงโหวตจากบุคคลที่ 3 ที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้คุณสมหวังเร็วขึ้น และแล้วคุณก็ได้ตบแต่ง ได้เธอคนนั้นมาใช้นามสกุลเดียวกันจนด้ายยย..

ฉันท์ใดก็ฉันนั้นถ้าเพียงคุณปรับปรุงเว็บไซต์คุณเพียงลำพังอย่างเดียว คุณอาจติดอับดับดีได้เฉพาะ keyword ที่มีการแข่งขันน้อย-ปานกลาง แต่ถ้าคุณได้เสียงโหวต (ในที่นี้คือ ลิ้งค์) จากเว็บอื่นๆ ชี้มาที่เว็บคุณด้วย google ก็จะมองว่า อืมม์..ของคุณมันดีจริง จึงไว้ใจ และให้รางวัลเป็น คะแนน SEO Rankings ดีๆ ที่คุณพอใจ

ในการสร้าง backlink ให้คำนึง คุณภาพมาเป็นอันดับแรก คำว่าคุณภาพในบริบทการทำ Backlinks ผมจะมอง 2 สิ่งเป็นหลัก :

3.1 ลิ้งค์จาก Web ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Domain Authority Link)

คำว่า Domain rating (DR) หรือ Domain authority (DA) นี้เป็นคำกลางๆ ที่ถูกสร้างมาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงของเว็บไซต์ โดยจะมีคะแนนเต็มที่ 100 เว็บไซต์ มีแต้มยิ่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขัน seo ในการทำอันดับสูง

ยกตัวอย่าง Facebook.com หรือ Google.com มี DR = 100 แนะนำว่าสร้าง backlink ที่มี DR หรือ DA สูงๆ ไว้ก่อน จะดีกว่าลิ้งค์เล็กๆ น้อยๆ

3.2 ลิ้งค์จาก Web ที่มีสินค้า,บริการ คล้ายๆ กัน (Relevant Link)

เลือกที่จะสร้าง backlink ที่มีคอนเทนต์เว็บไซต์เหมือน คล้ายๆ หรืออยู่ใน topic เดียวกันกับเว็บของคุณครับ แนะนำๆ

ตัวอย่างเช่น: เว็บคุณเป็นเว็บเกี่ยวกับการหา งาน ถ้าคุณมีลิ้งค์มาจากเว็บหา งาน ยอดนิยมอย่าง Job DB ถือว่าดีมาก เป็น backlink เกรด A ลิงก์ลักษณะนี้เพียงลิงก์เดียวอาจทำให้ตำแหน่ง keyword ที่คุณทำกระโดดขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google เลยก็เป็นได้

ใช้เครื่องวัดอันดับ

จะทำอะไรถ้าจะให้ดีก็ต้องมีการวัดผล การทำ SEO ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีการวัดผลคุณก็จะไม่สามารถรู้ว่า เวลาและเงินทองที่เสียไปมันเวิร์คหรือไม่เวิร์คถูกจุดหรือไม่ แล้วจะปรับปรุงแก้ไขอะไรยังไงก็ไม่รู้ 

ถ้าคุณทำ SEO แบบจริงจังไม่ได้ทำแบบเล่นๆ หรือเป็นงานอดิเรก แนะนำว่าให้มีการวัดผลชอย่างต่อเนื่อง จะได้มีข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์หาข้อดี ด้อยและปรับปรุงได้

.แนะนำให้อ่านบทความนี้ “วิธีการเช็คอันดับเว็บไซต์ SEO Ranking แบบง่ายๆ” ผมนำเสนอเครื่องมือและวิธีการตรวจเช็คอันดับ keyword ไว้อย่างละเอียด

หลีกให้ห่างจากบริษัทที่ให้บริการ “สายดำ”

เหรียญมี 2 ด้านฉันท์ใด การทำ SEO ก็มี 2 ด้านฉันท์นั้น  อันที่จริงคนที่กำหนดว่าดำ ว่าเทา ว่าขาว ก็ไม่ใช่ใครอื่น พี่ Google นี่แหละครับเขากำหนดเกณฑ์ขึ้นมาให้ชาวเรา SEO community ได้มีไว้เป็นแนวทาง

เขาไม่ได้บังคับให้เดินตามหรอกครับ ผมเองได้ลองออกนอกลู่ ประมาณพยายามจะหาทางเอาชนะ Algorithm มาแรมปี ผลที่ได้ออกมาเรียกว่าน่าประทับใจพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลัพธ์ระยะสั้นครับ

SEO คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้ยังไง สอนครบสูตร อ่านจบทำได้เลย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำการตลาด SEO และ SEM

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการทำการตลาด SEO และ SEM

การทำ การตลาดออนไลน์ แบบ SEO และ SEM เป็นสิ่งที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ทางธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าและบริการทุกประเภทประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยเฉพาะเป้าหมายในด้านยอดขายและการขยายฐานลูกค้าให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ

การตลาดทั้งสองแบบนี้ มีหลักการและข้อจำกัดที่แตกต่างกัน ที่เจ้าของธุรกิจควรทราบตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อการวางแผนการปฏิบัติและหวังผลที่เหมาะสม ดังที่เรารวบรวมประเด็นมาดังนี้

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

SEO หรือ search engine optimization เป็นการตลาดที่เหมาะอย่างยิ่งกับธุรกิจรายย่อย หรือผู้ที่มีเงินทุนจำกัด เพราะเป็นเทคนิคที่ไม่มีค่าใช้จ่าย กล่าวคือ เมื่อผู้ทำเว็บไซต์ศึกษาวิธีการทำ SEO จากหนังสือหรือลงคอร์สเรียน แล้วนำมาศึกษาเพิ่มผ่านประสบการณ์

การอัปเดตข้อมูลในเว็บไซต์เป็นประจำ ร่วมกับการพัฒนาส่วนต่าง ๆ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ลูกค้าในการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ ระบบ algorithm ของ Google ก็จะมาเก็บข้อมูลไปเปรียบเทียบทางเทคนิค เพื่อนำสู่การจัดอันดับแสดงผลในหน้า SERPs หรือ search engine result pages ที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของเว็บไซต์ไม่ถนัดทำ SEO หรือไม่มีเวลาบริหารจัดการ ก็สามารถจ้างบริษัทเอกชนที่มีประสบการณ์สูงทำเว็บไซต์ SEO ให้ก็ได้เช่นกัน

ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการทำ SEO แนะนำว่าต้องดูแลทั้งในส่วนโครงสร้าง การตรวจสอบลิงก์ที่เชื่อมโยงให้มีคุณภาพ ไม่มีปัญหาความผิดพลาดหรือ Error การทำ SEO ให้แก่รูปภาพประกอบ ก็สามารถช่วยเสริมอันดับในการสืบค้นให้ดีขึ้นได้

การผลิตบทความที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องอัปเดตเป็นประจำทุกวันก็สำคัญ เพื่อให้ลูกค้าเกิดการจดจำและมีการเข้ามาชมสม่ำเสมอ ฯลฯ เหล่านี้ คือ เคล็ดลับการทำ SEO ที่ดี ซึ่งต้องอาศัยเวลา 3 ถึง 6 เดือน จึงเห็นผลอันดับดีขึ้นชัดเจน

SEM เทคนิคที่ต้องเรียนรู้

ส่วน SEM เป็นเทคนิคที่ย่อมาจาก search engine marketing เป็นการตลาดออนไลน์ที่ต้องมีการจ่ายเงินให้แก่ Google ในการประมูลพื้นที่ส่วนของ Sponsor และจะต้องมีการชำระให้แก่ทาง search engine เพิ่มเติม เมื่อมีผู้คลิกเข้ามาชมเป็นรายครั้ง แต่ก็นับว่าคุ้มค่า หากมีการซื้อขายสินค้าตามมา

SEM จึงเหมาะกับการเร่งกระตุ้นยอดขายในช่วงวันเทศกาล เช่น ปีใหม่สงกรานต์ คริสต์มาส หรือช่วงปลายเดือนที่ผู้คนส่วนใหญ่มีกำลังซื้อสินค้า เป็นช่วงเวลาที่กระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี

การทำ SEO และ SEM เป็นเทคนิคการตลาดที่ทุกธุรกิจบนอินเทอร์เน็ตทำควบคู่กันได้ แต่แนะนำให้มีการวางแผนว่าจะต้องทำ SEM เสริมจาก SEO ในช่วงเวลาใดของเดือนหรือปี เพื่อให้ควบคุมรายจ่ายได้ดี และได้กำไรจากการขายคุ้มค่ามากที่สุด

เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ผู้ที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์เห็นถึงความแตกต่างและรับรู้ข้อจำกัดของ SEO และ SEM ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับจังหวะเวลาและงบประมาณต่อไป

มารู้จักเทคนิคการทำ SEO

7 ปัจจัยใน การทำ SEO ให้ติดหน้าแรก ฉบับเข้าใจง่าย

การทำ SEO และ ปัจจัย 2019

แน่นอนว่าประโยชน์ของ การทำ SEO ให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกบน Google คือการที่เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับ Traffic เข้าหน้าเว็บอย่างต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาศในการขาย ซึ่งการติดหน้าแรก Google มี่ทั้งแบบโฆษณาผ่าน Google Ads และ SEO.. บทความนี้เราจะมาโฟกัสแบบ SEO กัน ซึ่งการทำ SEO นั้นใช้เวลา ไม่ใช่ทำ 2-3 เดือนแล้วจะติดหน้าแรกเลย และไม่ใช่ทุกเว็บไซต์ที่จะติดหน้าแรกตลอด เพราะอยู่ที่ความต่อเนื่องในการทำ และการแข่งขันใน Keyword นั้นๆ ด้วย เพราะหากคู่แข่งเค้าทำกันมานานแล้ว แต่คุณเพิ่งมาทำ ก็จะยิ่งใช้เวลานานขึ้นในการเบียดอันดับขึ้นไป เช่นเดียวกับการที่คุณทำแล้วหยุด คู่แข่งที่ทำอย่างต่อเนื่องก็จะแซงคุณได้เหมือนกัน

ในการที่ Google พิจารณาให้เว็บไซต์มาติด SEO นั้นประกอบไปด้วยหลักเกณ์มากมาย ซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณาก็เปลี่ยนแปลงแทบทุกปี เพื่อให้เว็บไซต์ที่แสดงบน Google หน้าแรกในส่วนของ SEO นั้นตรงกับคำค้นหาที่สุด และสร้างประสบการณ์ดีๆ ใก้แก่ผู้ที่ค้นหา ซึ่งปัจจัยที่กระทบต่อการทำ SEO ที่เรากำลังจะพูดถึงจะเป็นปัจจัยหลักๆ 7 หัวข้อ รวมถึงหัวข้อที่ Google อัพเดทในปี 2019.. ถึงแม้ว่าปัจจัยในการที่ Google พิจารณามีมากกว่า 7 ข้อ แต่นี่คือ 7 ข้อสำคัญที่ทีมงาน Pacy Media เลือกมาเล่าให้ฟัง.. การทำ SEO ที่ดีควรโฟกัสกับทุกปัจจัย เพราะทุกเรื่องต้องไปด้วยกัน

7 ปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อ การทำ SEO

เบื้องต้นจะสรุปคร่าวๆ ตามหัวข้อด้านล่าง ใครสนใจหัวข้อไหนเป็นพิเศษสามารถคลิกไปอ่านที่ข้อนั้นๆ ได้เลย เนื้อหาของบทความนี้อาจไม่ได้ลงลึก เนื่องจากเราต้องการทำให้เข้าใจง่าย ให้ผู้อ่านได้เห็นภาพของปัจจัยในการทำ SEO ให้มีคุณภาพ

  1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์
  2. ความเร็วในการโหลด
  3. Mobile Friendly / ลองรับการแสดงบนมือถือ
  4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)
  5. Optimized Content หรือคุณภาพของบทความ และเนื้อหา
  6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience
  7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks (เป็นปัจจัยทีส่งผลต่อ SEO สูง)

1. โครงสร้าง และความปลอดภัยของเว็บไซต์

โดยปกติ Google จะปล่อย Bot หรือหุ่นยนต์เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณเป็นประจำ หากเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างดี จัดว่างดี เป็นระเบียบ ก็จะช่วยให้ Bot วิ่งเข้ามาในเว็บไซต์ และเยี่ยมชมทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์ เพื่ออ่านข้อมูลบนเว็บไซต์ และทำความเข้าใจเว็บไซต์ของคุณอย่างมีความสุข ไม่สับสน ไม่หลงทาง ซึ่งปัจจัยในการทำให้ Bot มีความสุข และเข้าใจเว็บไซต์ได้ง่ายคือ

  • การเขียนโค้ดเว็บไซต์ต้องเรียบร้อย เป็นระบบ well-coded
  • ต้องมี sitemap หรือแผนที่ของเว็บไซต์นั่นเอง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ Bot
  • เว็บไซต์ต้องมีความปลอดภัย หรือต้องเป็น HTTPS

2. ความเร็วในการโหลด

คุณเบื่อไหมเวลาต้องเข้าเว็บไซต์ที่โหลดช้าๆ? แล้วเคยรอนานจนต้องปิดเว็บไซต์ไหม? มั่นใจว่าหลายคนเบื่อ และเคยออกจากเว็บไซต์เพราะเว็บไซต์นั้นโหลดช้า จึงเป็นเหตุผลที่ Google ให้ความสำคัญกับเรื่องความเร็วมากเพื่อเลี่ยงประสบการณ์แย่ๆในการค้นหาข้อมูล

ซึ่งความเร็วในการโหลดนั้นไม่ใช่แค่ตรวจจากการเปิดเว็บไซต์บน Desktop แต่รวมถึงบน Mobile เช่นกัน ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา Google ประกาศชัดเจนว่า Mobile Page Speed เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะนำมาพิจารณา

3. Mobile Friendly / รองรับการแสดงบนมือถือ

ในยุคนี้เป็นยุค Mobile First.. เราแทบจะใช้มือถือมากกว่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็จะต้องปรับให้ทำงานแบบ Responsive คือรองรับการแสดงผลบนทั้ง Desktop และ Mobile โดยเว็บไซต์จะปรับการแสดงผลอัตโนมัติเมื่อเปิดบนมือถือ ไม่ว่าจะเป็น Layout เมนู ฟอนต์ และส่วนอื่นๆ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานยิ่งขึ้น

เว็บไซต์ที่ไม่ได้ทำงานแบบ Responsive ผู้ใช้จะต้องคอยซูมเพื่ออ่าน หรือดูภาพ ซึ่งสร้างความติดขัดในการใช้งาน หากเว็บไซต์ของคุณทำงานแบบ Responsive ก็จะได้คะแนนคุณภาพจาก Google สูงกว่าเว็บไซต์คู่แข่งที่ยังแสดงผลแบบเก่า

4. คุณภาพของโดเมน (Domain Age / Domain Authority)

60% ของเว็บไซต์ที่แสดงบน 10 ตำแหน่งแรกของ Google มีอายุของโดเมน (Domain Age) เกิน 3 ปี! เพราะอย่างที่บอกไปว่าการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลาในการสะสมคุณภาพของเว็บไซต์ในทุกๆ ด้าน แต่ถ้านั่งรอเวลาให้ครบ 3 ปีโดยไม่ทำอะไร ก็คงไม่มีทางติดอยู่ดี.. ซึ่งการที่โดเมนของคุณมีคุณภาพแค่ไหน สามารถดูได้จาก Domain Authority ซึ่งจะเป็นคะแนน 0-100 ซึ่งคะแนนนี้จะใช้เกณฑ์ย่อยมากมายในการประเมิน เช่น inbound links และ outbound links เราจะพูดกันในหัวข้อที่ 8 เรื่อง Links

5. Optimized Content / คุณภาพของบทความและเนื้อหา

คุณคงเคยได้ยินแล้วว่า Content is King เหตุผลที่ทำให้เป็นแบบนั้นเพราะในแต่ละคอนเทนต์จะประกอบไปด้วย Keyword และ Keyword จะเป็นตัวหลักในการที่ Google นำมาพิจารณา ซึ่งจะใช้ Keyword ไหนก็ต้องลองคิดกลับว่า ถ้าคนจะค้นหาเกี่ยวกับบทความนี้ เค้าจะค้นหาโดยใช้ Keyword อะไร

แต่ละบทความไม่ควรสั้นเกินไป และไม่ควรมี Keyword เดียวซ้ำจนเยอะเกินไป เพราะจะทำให้เหมือนเป็นเว็บไซต์ Spam บทความที่ดีควร “เขียนเอง” และ  “เขียนอย่างสม่ำเสมอ”.. ไม่ไปลอกบทความอื่น เพราะถ้า Google จับได้ว่าไป Copy จากที่อื่นมาทั้งบทความจะส่งผลลบให้กับเว็บไซต์แทน และเขียนอย่างเป็นประจำ เป็นให้เว็บไซต์มีคอนเทนต์ที่สด ใหม่ ตลอดเวลา

อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญมากในการเขียนบทความ คือเรื่อง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription

  • Page Title: ควรมี Keyword หลักของบทความอยู่ด้วย เนื่องจากส่วนนี้จะเป็นส่วนแรกที่ Google Bot เข้ามาอ่าน
  • Header Tag: จัดวาง Header Tag ให้ถูกที่ เช่น ใช้ h1 ก่อน ตามด้วย h2 และใช้ h3 สำหรับ Subheads
  • Meta Description: คำอธิบายหน้านั้นสั้นๆ เขียนให้น่าสนใจ และให้มี Keyword หลักอยู่ด้วย
การทำ SEO รับ Thailand
ตัวอย่าง Page Title และ Meta Description

6. ประสบการณ์การใช้เว็บไซต์ / User Experience

หากเนื้อหาเว็บไซต์ของคุณไม่น่าสนใจ ผู้ใช้จะออกจากเว็บไซต์ทันที ซึ่ง Google จะใช้ตัววัดที่เรียกว่า Bounce Rate หรืออัตราการเด้งออกจากเว็บไซต์ (ยิ่งต่ำยิ่งดี) ซึ่งหากมีการเด้งออกสูง Google จะคิดว่าเนื้อหาบนเว็บไซต์คุณไม่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ ก็จะเป็นเรื่องยากที่เว็บไซต์จะขึ้นหน้าแรก

นอกจากนี้ยังมีตัวเลขอีกตัวที่ Google จะใช้วัด นั่นคือ Click Through Rate (CTR) หรืออัตราการคลิกเข้าเว็บไซต์ ดังนั้น Page Title และ Meta Description ของหน้านั้นควรเขียนให้น่าสนใจ หากมีผู้ใช้ค้นหา Google เจอเว็บไซต์คุณ และคลิกเข้ามายังเว็บไซต์ในอัตรา CTR ที่สูง Google จะคิดว่าเว็บไซต์ของคุณน่าสนใจ และจะให้คะแนน SEO มากขึ้น

7. Inbound Links / Internal Links / Backlinks

จากหัวข้อที่ 4 ที่ได้เกริ่นเรื่อง Links มาบ้างแล้ว ทีนี้เรามาดูรายละเอียดกันเลย.. ถ้าสังเกตดีๆ ระบบเว็บไซต์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากการลิงก์กันของ URL ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น URL ของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง (Internal Links) หรือเป็นการลิงก์กันของ URL จากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ลิงก์ถึงเว็บไซต์คุณ (Inbound Links หรือ Backlinks) หรือลิงก์เว็บไซต์อืนๆ ที่ใส่บนเว็บไซต์ของคุณ (Outbound Links)

เราจะมาโฟกัสกันที่ Backlinks และ Internal Links เพราะเป็นประเภทลิงก์ที่ Googleให้ความสำคัญ.. Backlinks หรือ Inbound Links ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากการที่มีเว็บไซต์อื่น เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับข้อมูลบนเว็บไซต์ของคุณ หรือรีวิวเว็บไซต์คุณ และใส่ลิงก์ URL เว็บไซต์ของคุณไว้ให้เพื่อเป็นเครดิต ยิ่งมี Backlinks ที่มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถือมาก Google ก็จะยิ่งให้คะแนนเว็บไซต์คุณมากเช่นกัน และส่งผลบวกไปยัง SEO

สำหรับ Internal Links คือการลิงก์กันของหน้าต่างๆ บนเว็บไซต์ของคุณเอง เพื่อความเชื่อมโยงของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้ และ Google เชื่อมไปยังหน้าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณค่า สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ใช้ รวมถึงลด Bounce Rate

เริ่มจากปัจจัยไหนดี?

ปัจจัยที่คุณสามารถลองทำเองได้เลยคือข้อ 5 นั่นคือการวางโครงสร้างคอนเทนต์ที่ดี และเขียนคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอ.. สำหรับข้อ 1/3/6 อาจต้องใช้ความรู้เรื่อง Programming ในการเขียนเว็บไซต์ และแก้ไขการแสดงผล หากใครยังไม่มีเว็บไซต์ ให้คุยกับผู้ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ก่อน เพื่อให้พัฒนาเว็บไซต์รองรับการทำ SEO หรือหากใครมีเว็บไซต์แล้ว สามารถลองดูบริการ Onpage SEO เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ปรับปรุงโครงสร้าง Page Title, Header Tag (h1, h2, h3) และ Meta Discription ให้เหมาะกับการทำ SEO

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการติดอันดับ SEO มากที่สุดใน 7 ข้อนี้คือ Links Building หรือการสร้าง Backlinks นั่นเอง เป็น Offpage Optimization ซึ่งที่ Pacy Media เรา รับทำ SEO ด้วยเทคนิค Links Building จากเว็บไซต์ที่มี DA (Domain Authority) สูง ซึ่งจะส่งผลให้เว็บไซต์ของคุณมีคุณภาพยิ่งขึ้นในสายตาของ Google โดยบริการ SEO ของเราจะรวมการทำ Onpage Optimization ให้ด้วย โดยโฟกัสในส่วนของการปรับโครงสร้าง Header Tag เพื่อให้ Google Bot เข้าเจอ Keyword สำคัญๆ ง่ายขึ้น

กลยุทธ์ 3 รู้สู่ SEO

เว็บไซต์ใดที่สามารถติดอันดับการค้นหาผ่าน Google ได้ในหน้าแรก เปรียบเสมือนเป็นสุดยอดแห่งการสร้างมูลค่าของเว็บไซต์และการตอบโจทย์ทางธุรกิจ เนื่องจากจะได้เป็นเป้าหมายแรกๆ ของกลุ่มเป้าหมายที่เลือกเข้าถึงเว็บไซต์หรือบริการของคุณ แต่การที่จะทำให้เว็บไซต์ติดอันดับการค้นหาผ่าน Google ได้ เราต้องใช้หลักการหรือแนวทางในเชิงเทคนิคของการจัดทำอันดับบนเว็บไซต์ตามแนวทางหรือกติกาของ Google เราเรียกเทคนิคนี้ว่า Search Engine Optimize หรือเรียกกันสั้นๆ ว่า SEO 

การทำ SEO ไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการ Social Marketing มีกระบวนการแนะนำหรือแนะแนวที่หลากหลายแตกต่างกันไปล้อตามแนวทางของ Google “ที่ปรับเปลี่ยนทุกปีหรือทุกไตรมาส” มีทั้งการแนะนำในแบบสายขาว หมายถึง ทำแบบโปร่งใสล้อตามกฎกติกาของ Google ตรงประเด็นแต่เห็นผลช้าไม่ทันใจ  และสายเทาดำ ที่เน้นกลยุทธ์ที่ไม่โปร่งใสเพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าย่อมไม่เป็นผลดีกับเว็บไซต์ที่เข้าสู่สายเทาดำอย่างแน่นอน เนื่องจากอาจจะทำให้ถูก Black List หรือส่งผลให้ไม่ถูกจัดอันดับบนหน้า Google เลยทีเดียว

บทความนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอแนะนำผู้อ่านให้เรียนรู้และเข้าใจหลักการทำ SEO ที่อ้างอิงจากคำแนะนำของ Google  (https://support.google.com/webmasters/answer/7451184?hl=en)  เพื่อเป็นแนวทางที่ชัดเจนสำหรับมือใหม่ไปจนถึงผู้ที่ต้องการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ตนเองในแบบยั่งยืน พร้อมทั้งเพิ่มเติมสิ่งที่ควรเรียนรู้และคำนึงถึงจากประสบการณ์ของผู้เขียน ขอเรียกว่า “กลยุทธ์ 3 รู้สู่ SEO” ครับ แบ่งตามหัวข้อและรายละเอียด ดังนี้

1. เตรียมความพร้อมส่วนของเนื้อหาในเว็บไซต์ (รู้เรา)

สิ่งที่ Google ให้ความสำคัญที่สุดคือ “Content คุณภาพ”  หมายถึง บทความหรือข้อมูลบนเว็บไซต์ ที่สร้างคุณค่าให้กับผู้ชมที่เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณ สิ่งเหล่านี้เป็นที่โปรดปรานของ Google Bot ให้เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ ของคุณเป็นอย่างมาก เนื่องจากค่าคะแนนที่ได้จะส่งผลให้อันดับของเว็บไซต์คุณสูงขึ้น สิ่งสำคัญสำหรับการเตรียมความพร้อมในข้อ 1 เพื่อให้ได้ Content คุณภาพ มี 8 ข้อหลักที่ใช้ได้เสมอ มีดังนี้

1.1  ให้ความสำคัญกับ TAG  <title>  </title>  ใส่ให้ชัดเจนเหมือนพาดหัวข่าว และเนื้อหาภายในควรสอดคล้องกับ Title ดังกล่าว จะทำให้คะแนนเว็บไซต์ของคุณเพิ่มขึ้น ไม่ควรพาดหัวอย่างหนึ่งแต่เนื้อหาภายในกลับเป็นอีกอย่าง หากทำแบบนั้นคะแนนเว็บไซต์การจัดอันดับของคุณอาจถูกลด คุณค่าของ Content จากกลุ่มเป้าหมายของคุณก็ถูกมองให้ด้อยค่าลงด้วยเช่นกัน

1.2  ให้ความสำคัญกับ TAG <meta name =”Description”>  เปรียบเสมือนคำอธิบายสั้นๆ ของหน้า content ของคุณ Google Bot จะใช้ Description นี้เพื่อวางรายละเอียดสั้นๆ ของหน้าเว็บไซต์คุณบนการแสดงผลการค้นหา อย่าละเลยการให้รายละเอียดบน Description ที่เหมือนเป็นหัวใจของการจัดอันดับ สิ่งต้องห้ามของผู้ที่จัดทำ SEO ใน TAG ต่างๆ คือการ copy ข้อมูลชุดเดียวกัน ที่มี keyword ซ้ำๆ มาวางไว้ใน description ของแต่ละหน้า นั่นทำให้เว็บไซต์ของคุณด้อยค่าและไม่จริงใจกับกลุ่มเป้าหมาย

1.3  ให้ความสำคัญกับ TAG <meta name=”keywords”>  เพราะเปรียบเสมือน index หรือสารบัญของเว็บไซต์ของคุณ ควรใช้คำที่สื่อความหมายและสอดคล้องกันกับเนื้อหาที่คุณมีในเว็บไซต์นั้น เช่นคุณเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ คุณไม่ควรใช้ keyword ที่ไม่เกี่ยวข้อง เช่น อาหาร,น้ำอัดลม, เชื้อชาติ, ความคิด   จากตัวอย่างคุณจะพบว่า แม้วิทยาศาสตร์จะครอบคลุมในหลาย keyword ก็จริง แต่ความสอดคล้องใน keyword พิจารณาแล้วดูไม่เป็นธรรมชาติ ส่อเจตนาที่ไม่โปร่งใสหรือไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร

1.4  อย่าใช้คำ title หรือ keyword ที่ซ้ำๆ เพื่อหวังอันดับที่เพิ่มขึ้น หรือใช้คำยาวๆ ที่มี keyword ของ title ปนอยู่ภายในหัวข้อบทความเป็นปริมาณมาก เพราะนั่นจะทำให้คุณเข้าข่ายเจตนา Spam คำเพื่อหวังอันดับและส่งผลร้ายต่อคะแนนการจัดอันดับของคุณ

1.5 จัดทำ Sitemap ให้กับเว็บไซต์ของคุณ   หลายคนมองข้ามการจัดทำ  Sitemap  แท้จริงแล้วสิ่งนี้เป็นการสร้างการเชื่อมโยง Content ภายในเว็บไซต์ เป็นการสร้าง Link ที่มีคุณภาพระหว่างหน้า เป็นการสร้างการเพิ่มปริมาณการ Click  อีกทั้งยังสร้างความรวดเร็วในการเก็บข้อมูลของ Google Bot ต่อเว็บไซต์ของคุณ สิ่งที่ไม่ควรทำโดยเด็ดขาดของ Site map คือการสร้าง link อย่างซับซ้อน เช่น ลิ้งก์ทุกๆ หน้าในเว็บไปยังหน้าอื่นๆ ทุกหน้า หรือแบ่งเนื้อหาจนละเอียดกว่าจะเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการ  ยกตัวอย่างเช่น ต้องคลิกกว่า 20 ครั้งเพื่อจะไปพบเนื้อหาที่ต้องการจากหน้าแรก เป็นต้น เหล่านี้เป็นการสร้างเจตนาที่ไม่ตรงไปตรงมากับการจัดอันดับในเว็บไซต์ของคุณ

1.6 จัดทำ Url ให้อยู่ในรูปแบบที่สามารถอ่านได้ในภาษามนุษย์หรือสอดคล้องกับหน้าที่สื่อสาร  เพราะ Url ของเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ใช้ในการบอกให้กับ Google Bot เรียนรู้รายละเอียดของ Content เป็นการเพิ่มคะแนนให้กับการจัดอันดับของคุณ ยกตัวอย่าง url ที่ google bot ยอมรับและนำมาประกอบการพิจารณาได้ดีกว่า เช่น http://www.sciencelab.con/2020/gravity-theory-2020.html  ส่วนที่ไม่ควรทำ เช่น http://www.sciencelab.con/scdgwc/site2.html  จะเห็นได้ว่า URL ไม่สื่อกับการทำความเข้าใจของกลุ่มเป้าหมายและ google bot

1.7  ถ้าหากใช้รูปภาพ อย่าลืมใช้ TAG alt   เพราะไฟล์รูปภาพไม่สื่อความหมายในการเก็บข้อมูลของ Google Bot โดยเฉพาะภาพที่อาจใช้ไฟล์เพียง img.jpg , pict1.jpg เหล่านี้ไม่สร้างคุณค่าหรืออันดับกับเว็บไซต์ จำไว้ครับว่า เมื่อใดก็ตามมีภาพ คุณควรใช้ชื่อภาพสื่อกับเนื้อหา  เช่น คุณมีภาพม้าสีน้ำตาล คุณควรตั้งชื่อว่า horse-brown.jpg และใช้ alt = ‘ม้าสีน้ำตาล’  <img src = ‘horse-brown.jpg’ alt = ‘ม้าสีน้ำตาล’>  จากตัวอย่างนี้ จะทำให้ Google bot รับรู้คำที่สื่อความหมาย สร้างคำใน index เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณมีคุณค่ามากขึ้นครับ

1.8  อย่ามีเนื้อหาเพียงหยิบมือแต่โฆษณาจนล้นหน้า   เราอาจเคยเจอเว็บไซต์ทีเขียนเนื้อหาพาดหัวเหมือนข่าวที่น่าสนใจจนอยากคลิกอ่าน แต่เมื่อมาถึงเว็บไซต์จริงพบว่าเนื้อหามีเพียงน้อยนิดหรืออาจลอกมาจากที่อื่น ที่สำคัญกลับมีโฆษณามากมายปรากฏอยู่เต็มเว็บไซต์ สิ่งเหล่านี้ทาง Google ถือว่าเป็นเจตนาแอบแฝงที่ส่งผลร้ายต่อผู้กลุ่มผู้ใช้งานและบั่นทอนคุณภาพของสังคมที่สร้าง Content คุณภาพให้เสียหาย คุณจะถูกลดอันดับการค้นหาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ข้อนี้ห้ามเด็ดขาดครับ ที่สำคัญหากเจอเว็บไซต์เหล่านี้คุณไม่ควรคลิกเข้าไปให้เปลืองอินเทอร์เน็ตหรือทรัพยากรใดๆ ของคุณ เพราะเป็นการส่งเสริมการสร้าง content ที่ผิด อาจมีไวรัสหรือโทรจันเป็นของแถมให้คุณอีกด้วย

ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดของเว็บไซต์ของคุณ จำกัดความด้วยคำว่า Content Is The King ครับ  และต้องเป็น Content ที่มีประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย ได้ใจความ มีเนื้อหาที่ไม่น้อยจนเกินไป จริงใจ และไม่หลอกลวงขายโฆษณา นี่คือสิ่งที่จะทำให้กลยุทธ์ รู้เรา ยั่งยืน และทำอันดับได้อย่างรวดเร็ว

2. เข้าใจกลุ่มเป้าหมาย (รู้เขา)

การทำ SEO จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากคุณไม่ทราบว่ากลุ่มเป้าหมายของคุณเป็นใคร มีสไตล์การอ่าน การเรียนรู้ content แบบใด เหมือนอยากขายเรือแต่ลูกค้าคุณอยู่ทะเลทราย ไม่มีวันที่คุณจะถึงเป้าหมายได้แน่นอน สิ่งที่คุณควรใส่ใจในประเด็นนี้ ได้แก่

2.1 เข้าใจกลุ่มเป้าหมายด้วยเนื้อหาที่ตรงใจ    เว็บไซต์ที่มีผู้เข้าชมมากมายอาจมีเนื้อหาไม่มากนัก แต่ประกอบไปด้วย การเขียนที่ตอบโจทย์ วีดีโอที่สั้นกระชับ เนื้อหาตรงตามกลุ่มเป้าหมาย ทั้งหมดขึ้นอยู่กับสไตล์ของการนำเสนอที่คุณควรมองลูกค้าเป็นหลัก และเป็นสิ่งที่จะทำให้เว็บไซต์ของคุณมีเสน่ห์น่าติดตาม 

2.2 นำเสนอแบบแปลกใหม่ตามกระแสบ้าง   เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว การนำเสนอของคุณแบบเดิมอาจไม่โดนใจลูกค้าหน้าใหม่หรือหน้าเดิม คุณควรใช้กระแสสังคมมาปรับเปลี่ยนการนำเสนอ สร้าง viral ยอดฮิตบ้าง เช่น  นักวิจัย สวทช. บางท่านก็ใช้การ Rap มาอธิบายกฎวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจอย่างง่ายๆ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สร้างความประทับใจใหม่ให้กับกลุ่มเป้าหมายได้ดีเสมอ

2.3  มีกิจกรรมหรือการ interactive กับสมาชิก   ยุคสมัยนี้การ interactive หรือการทำกิจกรรมออนไลน์ร่วมกัน เป็นการสร้างฐานหรืออันดับของเว็บไซต์ได้อย่างดี การแชร์กิจกรรมผ่านเว็บไซต์ เป็นทางเลือกที่ดีในการสร้างช่องทางหรืออันดับให้กับเว็บไซต์ของคุณ ที่สำคัญคุณควรรับผิดชอบกิจกรรมนั้นอย่างตรงไปตรงมา มีหลายเว็บไซต์ ที่มีกิจกรรมแชร์หรือให้รางวัลแต่ท้ายสุดกลับยกเลิกหรือไม่ทำกิจกรรมต่อ ส่งผลร้ายแรงต่อความเชื่อถือและนำมาซึ่งผลลบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณ

2.4  วิเคราะห์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ   เมื่อคุณสำรวจสถิติการเข้าถึงเว็บไซต์จากกลุ่มเป้าหมาย คุณจะพบกลุ่มลูกค้าและความต้องการที่หลากหลาย อย่าลืมเก็บสถิติเหล่านี้มาวิเคราะห์เพิ่มเติม เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณจะได้เปรียบมากชึ้น ปัจจุบันมีเครื่องมือการเก็บสถิติที่หลากหลาย เช่น google analytic หรือ truehits เป็นต้น อย่าลืมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์นะครับ

ในการรู้เขา ยังมีอีกหลายกลยุทธ์มากที่คุณสามารถประยุกต์ใช้ได้ หลักสำคัญคือ อย่าลืมใส่ใจกลุ่มลูกค้าและพลิกแพลงการนำเสนอให้ไม่น่าเบื่อ เข้าใจง่าย นี่คือสิ่งสำคัญที่จะทำให้อันดับเว็บไซต์ของคุณยั่งยืนจากสมาชิกของคุณที่จะทวีคูณขึ้นไปเรื่อยๆ ครับ

3. เข้าใจเทคนิคและคำศัพท์ในการทำ SEO (รู้กลยุทธ)

หัวข้อนี้จะเป็นส่วน Advance สำหรับผู้ทำ SEO ที่จะต้องเข้าใจคำศัพท์และเทคนิคที่เกี่ยวข้องสำหรับการทำ SEO โดยผู้เขียนจะเลือกสิ่งที่ควรทำและศัพท์ที่ควรจำมาไว้ในหัวข้อนี้ในแบบรวบรัด มีรายละเอียดดังนี้ครับ

3.1  Mobile Friendly & Access Time    เทคนิคสำคัญที่คุณควรออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับ Smart Device พร้อมทั้งคำนึงถึงการเข้าถึงเว็บไซต์ที่ไม่กินเวลานาน (โหลดเว็บเสร็จอ่าน content ได้ ควรไม่เกิน 3 วินาที ) เพราะเว็บไซต์ที่รองรับหลาย Device ที่สามารถโหลดได้รวดเร็ว ผู้ใช้งานได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์โดยเร็ว จะสร้างความประทับใจและการเข้าถึงใหม่ๆ อยู่เสมอ มีหลายเว็บไซต์ที่ละเลยข้อนี้ ทำให้ฐานลูกค้าบน Smart Device หายไปมาก ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบัน

3.2 ติดตั้ง google search console   ถ้าคุณมีสิทธิ์ในการติดตั้งบนเว็บไซต์ของคุณ ขอแนะนำให้ติดตั้ง Google Search Console ไว้บนเว็บไซต์ โดยการติดตั้งทำเพียงการสร้างไฟล์ที่ google แนะนำไว้บนเว็บไซต์ของคุณเท่านั้นครับ  ที่ต้องแนะนำกันก็เพราะ Google Search Console เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ Google เรียนรู้ข้อมูลในเว็บไซต์ของคุณโดยตรงได้ง่ายขึ้น เราสามารถส่งข้อมูล Site Map โดยตรงไปหา Google Bot อีกทั้งยังมีข้อมูลวิเคราะห์ เทคนิคใหม่ ๆ ให้คุณได้นำข้อมูลดังกล่าวไปใช้กับเว็บไซต์ของคุณได้ทันที  เหมาะอย่างยิ่งกับกลยุทธ์ รู้เขา ที่ผู้เขียนได้กล่าวมา ที่สำคัญ ปลอดภัย  เพราะมาจาก google เอง

3.3 การเข้าสู่ SEO เต็มตัวด้วยการโฆษณาแบบเสียเงินกับ Google   หากคุณสนใจข้อนี้ นั่นแปลว่าคุณเน้นทางลัดการติดอันดับโดยเลือกมีค่าใช้จ่ายการทำ SEO  ซึ่งจะต้องมีทุนในการโปรโมทธุรกิจ  คุณต้องเข้าใจการคำนวณหาราคาที่พร้อมจะจ่าย ต้องเรียนรู้ศัพท์และเทคนิคที่ควรรู้ก่อนการเข้าสู่การโปรโมทเว็บไซต์ของคุณ  หัวข้อนี้ผู้เขียนอยากแนะนำหลักการและศัพท์เทคนิคที่ควรรู้สำหร้บมือใหม่ที่สนใจจะทำ SEO ในหัวข้อนี้ ดังนี้ครับ

3.3.1  การกำหนด Keyword Difficult ผ่าน tool ต่างๆ  เพื่อประเมินว่า คำที่เราจะนำไปทำ SEO นั้น มีผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด แล้วนำไปวิเคราะห์ต่อใน Google Adwords เพื่อวิเคราะห์ปริมาณการค้นหาและค่าใช้จ่าย คุณสามารถปรับปรุง keyword ให้มีปริมาณการแข่งขันที่น้อยลง เพิ่มหรือลดงบประมาณการโปรโมทพร้อมระยะเวลาในการโปรโมทเว็บไซต์ได้

3.3.2  การเข้าใจ Adtext และ Quality Score   เมื่อคุณตัดสินใจจ่ายเงินเพื่อการโปรโมท คุณจะได้ keyword ที่คุณต้องการ ผมแนะนำให้คุณใช้ keyword มาประกอบกับ Adtext (เป็นสิ่งที่ทาง Google Adwords มีให้เรากำหนด ) เพื่อให้การค้นหาสอดคล้องกับ Keywords ซึ่งนั้นจะเพิ่มค่า Quality Score ให้กับการโปรโมท ทำให้ค้นหาได้มากครั้งขึ้น ส่งผลให้ค่า CTR (Click Through Rate) สูงขึ้น ใช้วัดผลได้ว่า เราซื้อโฆษณาถูก Keyword ผู้ชมค้นหาเว็บไซต์เราตรงจุด และประหยัดค่าใช้จ่ายในการโปรโมทด้วย และยังมีคำศัพท์อื่นๆ ที่คุณต้องเรียนรู้อีกมากครับ เช่น impressions, Clicks,  CPC, CPL เป็นต้น แต่ขอไม่พูดถึงในที่นี้ เพราะสิ่งที่สำคัญสุดคือการกำหนด keywords ที่ดี จะนำมาซึ่งค่าต่าง ๆ ที่ดีครับ

3.3.3 เข้าใจศัพท์ที่เป็นตัวแปรส่งผลดีกับเว็บไซต์  แม้คุณจะเป็นสายใช้เงินหรือสายฟรีแบบถูกต้อง สิ่งที่คุณควรให้ความสำคัญคือ ควรเข้าใจในคำศัพท์ที่เป็นตัวแปรหลักๆ  สำหรับการทำ SEO  ดังนี้ครับ

  • Organic Keywords  หมายถึง คำสำคัญหรือ Keyword ที่เป็นปลายเปิด เหมาะสำหรับการดึง traffic มากๆ เข้าสู่เว็บไซต์ เช่น หาก keyword เราคือ กล้วย  organic keyword อาจเป็น กิน กล้วย , ปลูก กล้วย,  กล้วย  น้ำว้า เป็นต้น คุณจะพบว่า มีคีย์เวิร์ดปนอยู่ในคำที่สอดคล้องในแนวทางเดียวกันโดยไม่เป็นเจตนาแสปม เหล่านี้จะสร้าง traffic การเข้าเว็บไซต์ของคุณ เมื่อมีการค้นหาผ่าน google
  • Organic Traffic  คือการเข้าถึงเว็บไซต์ของคุณจากการค้นหาผ่าน google  หรือการ link เข้าถึงเว็บไซต์โดยตรงผ่าน url ถือเป็นค่าคะแนนที่สำคัญสำหรับการเพิ่มอันดับของคุณ
  • Domain Authority (DA) เป็นค่าการวัดความนิยมของโดเมนเพื่อใช้ในการคิดคะแนนอันดับ ถึงแม้จะมีหลักการมากมายอธิบายว่าการวัด DA ต้องทำในหลายหมวดหมู่ แต่ผู้เขียนขอแนะนำว่า การทำ Content ที่ดี มีความเคลื่อนไหวสม่ำเสมอ รวมถึงอายุโดเมนที่ยาวนาน คือปัจจัยสำคัญในการทำให้ค่า DA มีคะแนนสูง
  • Page Authority  (PA)  มีความคล้ายกับ DA แต่เป็นการวัดความนิยมของหน้าเพจแต่ละเพจในด้านการเข้าถึง การมีคุณภาพของ content และอีกหลายปัจจัยที่ปรับเปลี่ยนไปตลอดเวลา สูตรสำเร็จคือการสร้าง Content ที่ดี จะทำให้ค่า PA มีคะแนนที่สูงเช่นกัน
  • Ahrefs Rank (AR)  คุณอาจจะเคยได้รับการแนะนำว่าควรแลก link ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อการสร้าง back link และ Traffic ที่มากขึ้นให้กับเว็บไซต์ของคุณเพื่อการไต่อันดับบนหน้า google แต่ปัญหาคือ เว็บไซต์เหล่านั้นดีและมีคุณภาพพอในการนำมาพิจารณาคะแนนอันดับหรือไม่  มีหลายแห่งไม่สนใจ AR Traffic ที่มาจากแหล่งสีเทาหรือเว็บไซต์ที่ไม่ถูกต้อง เช่น เว็บไซต์ที่เปิดมาเพื่อการแลก Link หรือมีเจตนาเพียงหวังเพิ่ม traffic โดยไม่หวังด้านคุณภาพอื่นๆ  เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ google ลดทอนอันดับคุณภาพ link ของเว็บไซต์ของคุณ ต้องระวังนะครับ

คำศัพท์ต่างๆ ที่ยกมาเป็นเพียงส่วนย่อย แต่ต้องคำนึงถึงบ่อยๆ ครับ ทุกวันนี้การเพิ่มเติมตัวแปรหรือคำศัพท์เพื่อใช้ในการจัดอันดับมีมาก แต่สิ่งที่ผู้เขียนย้ำเสมอคือ หาก content คุณดีและมีคุณภาพ คุณไม่ต้องกังวลเรื่องเหล่านี้ให้มากนักครับ      

3.3.4  การวัดผลเชิงสถิติหลังการโปรโมท   อย่าลืมใช้ google analytic หรือ google search console เพื่อการวัดสถิติหลังการทำ SEO  ทั้งแบบเสียเงินหรือแบบฟรี เพราะนี่เป็นสิ่งที่ใช้วัดความสำเร็จหลังจากการทุ่มเทอย่างหนักของคุณทั้งก่อนและหลังการเข้าสู่ SEO ครับ

บทสรุป   ถึงแม้ Google จะเปลี่ยนกฎกติกาหลายอย่างเพื่อการจัดอันดับ Ranking บนเว็บไซต์ ซึ่งโดยหลักการแล้วจะปรับเพื่อป้องกันการโกงหรือปรับให้มีความยุติธรรมในการจัดอันดับมากขึ้นผ่าน algorithm และกติกาใหม่ๆ แน่นอนว่าผู้ทำ SEO ต้องใส่ใจและศึกษาเป็นแนวทาง แต่สิ่งที่ทาง Google เองย้ำเสมอคือการสร้าง Content ที่ดี โปร่งใส เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และมีคุณภาพ นั่นต่างหากครับเป็นแนวทางที่ถูกต้องและยั่งยืนเสมอ บทความนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอสรุปแนวทางที่ยั่งยืนมาเป็นแบบฉบับรวบรัดและหวังว่าผู้สนใจการทำ SEO ทั้งมือใหม่และมือเก่าจะได้นำไปพิจารณาเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ท้ายสุดนี้ผู้เขียนก็นึกถึงคำสุภาษิตของไทย ที่น่าจะใช้ได้กับโลก SEO ครับคือ “สวยแต่รูป จูบไม่หอม”  ย่อมไม่ยั่งยืน (อันนี้เติมเอง ^^)

กลยุทธ์ 3 รู้สู่ SEO

ความรู้เกี่ยวกับ SEO

Marketing online การตลาดออนไลน์

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

“SEO” คืออะไร? สามตัวอักษรนี้ น่าจะเป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยหรือรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะคนที่มีเว็บไซต์ของตัวเองหรือรับทำเว็บไซต์ก็ตาม เพราะนอกจากจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นได้แล้ว SEO ยังมีความสำคัญกับเว็บไซต์มากชนิดที่เรียกได้ว่า ถ้าเว็บไซต์ไหนไม่มี หรือไม่ได้ทำ SEO ไว้ เว็บนั้นอาจต้องเตรียมปิดตัวลงในอีกไม่นานก็เป็นได้….

SEO คืออะไร?

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือ การปรับปรุงเว็บไซต์ (ทั้งหมด) ให้มีความเหมาะสมในการติดอันดับการค้นหาของเครื่องมือค้นหายอดนิยมอย่าง Google แต่การที่จะทำให้เว็บไซต์ของเราไต่ขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ในหน้าการค้นหาหน้าแรกของ Google ได้นั้น จำเป็นที่่จะต้องการปรับปรุงเว็บไซต์ในหลายๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น Content (เนื้อหา) , ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ หรือแม้แต่โครงการของเว็บไซต์ ก็มีผลด้วยเช่นกัน

SEO มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร?

ก่อนอื่นลองคิดจินตนาการตามนะครับว่า ถ้าสมมุติว่า คุณต้องการหาคนเขียนเว็บไซต์ และเข้าไปค้นหาข้อมูลบน Google โดยใช้คำว่า “บริการเขียนเว็บไซต์” ซึ่งเป็น Keyword ในการค้นหา ผลลัพธ์ที่ได้กลับมาก็คือ รายชื่อของของเว็บไซต์ ที่มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword ที่ใช้ค้นหาไป ที่นี้พอจะนึกภาพออกใช่ไหมครับ ถ้าเว็บไซต์ของเรา ถูก Google นำไปเสนอเป็นข้อมูลในการค้นหาลำดับต้นๆ ให้กับผู้ที่ค้นหา ก็จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ของเรามีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นด้วยนั้นเอง

SEO กับธุรกิจร้านค้าออนไลน์

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้วว่า SEO สามารถช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเราให้มากขึ้นได้ ดังนั้นเมื่อมีคนเข้ามาบนเว็บไซต์ของเรามากเท่าไร โอกาสที่เราจะขายของก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น ถ้าคุณไม่เชื่อ! ลองมองดูโลกของความจริงดูนะครับที่ว่า ถ้าหากเราเปิดร้านขายของในแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยม ที่มีผู้คนพลุกพล่าน ร้านค้าของเรา ก็จะมีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชมมากแค่ไหน และโอกาสที่เราจะขายสินค้าได้ก็มีมากตามไปด้วย ซึ่งโลกของอินเทอร์เน็ตก็เช่นกัน ถ้าเว็บไซต์ของเราถูกจัดอันดับให้แสดงผลอยู่ในอันดับแรกๆ ของผลการค้นหา นั้นหมายถึง “ที่ทำเลทอง” เพราะจะมีผู้เข้าชมคลิกเข้าสู่เว็บไซต์ของเรามากมาย และโอกาสที่จะเปลี่ยนให้ผู้เข้าชมเหล่านั้นกลายเป็นลูกค้าก็มีมากตามไปด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การทำ SEO กับเว็บไซต์ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นเป็นอย่างมาก จนน่าจะเป็นสิ่งตัดขาดจากกันไม่ได้ซะแล้ว โดยเฉพาะคนที่ต้องการทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับ SEO เป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำให้ธุรกิจคุณดังและปังได้ทันทีในพริบตา!!

SEO คืออะไร? มีประโยชน์กับเว็บไซต์อย่างไร

SEO กับ SEM สองสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้

การทำธุรกิจในยุคปัจจุบัน “เว็บไซต์” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่เปรียบเสมือนหน้าร้านบนโลกออนไลน์ ซึ่งการจะโปรโมทเว็บไซต์เพื่อขยายฐานลูกค้านั้นทำได้หลายวิธี แต่แนวทางที่นิยมที่สุดในปัจจุบันคือการทำ SEO กับ SEM ทีนี้ คำถามที่เหล่านักการตลาดไปจนถึงเอเจนซี่ทั้งหลายมักได้รับก็คือ SEO กับ SEM นั้นเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรและแบบไหนดีกว่ากัน แต่ก่อนที่จะไปดูว่าแบบไหนดีกว่าเราอยากจะให้คุณเข้าใจความหมายระหว่างสองสิ่งนี้ก่อนว่าคืออะไร

SEO กับ SEM คืออะไร

SEO (Search Engine Optimization) คือกระบวนการที่จะช่วยผลักดันให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกของระบบ Search Engine ทั้งหลาย อาทิ Google, Bing, Yahoo เป็นต้น จะใช้คำค้นหาหลัก (Keyword) ที่กำหนดไว้เป็นตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนลำดับ (Ranking) อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อโฆษณา แต่ต้องอาศัยองค์ประกอบต่างๆ อาทิ “บทความ” ซึ่งก็จะถูกแยกออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  1. SEO Onsite, On Page

คือการเพิ่มประสิทธิภาพในส่วนของข้อความทั้งหมดที่เราควบคุมแก้ไขได้บนเว็บไซต์ซึ่งในที่นี้รวมถึงบทความประเภท Blog ด้วย โดยจะต้องมีการแทรกคำค้นหาหลักกระจายอยู่ตามจุดต่างๆ บนเว็บไซต์แต่ละหน้าในปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป จุดประสงค์เพื่อเป็นการปรับปรุง เตรียมพร้อม จัดระเบียบเว็บไซต์และยังเป็นการเตรียมข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้ที่เข้ามาบนเว็บไซต์ผ่านช่องทางการค้นหาซึ่งจะช่วยให้ Google Bot สามารถตรวจสอบเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้นอันมีผลต่อคะแนนเว็บไซต์ด้วย

  1. SEO Outreach, Off Page, Link Building

คือการนำส่งบทความที่มีการแทรกคำค้นหาหลักพร้อมกับลิงก์ที่ชี้กลับมายังหน้าเว็บไซต์ของเรา (เนื้อหาในบทความจะต้องสอดคล้องหรือเกี่ยวข้องกับหน้าเว็บไซต์ที่จะลิงก์กลับมาด้วย) โดยขั้นตอนนี้จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือจากนอกเว็บไซต์ของเราเพราะ Google มักจะให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายอย่างมีประสิทธิภาพไม่ใช่แค่เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์เดียวกันเพียงอย่างเดียว

***ความจริงแล้ว SEO ถือเป็นกระบวนการหนึ่งที่อยู่ภายใต้การทำ SEM 

Image

SEM (Search Engine Marketing) เป็นคำเรียกวิธีการทำการตลาดบน Search Engine โดยมี 2 วิธีการหลักๆ นั่นคือ SEO ดังที่กล่าวไปข้างต้นและ PPC หรือ Pay Per Click คือการซื้อโฆษณาโดยมีการเรียกเก็บเงินในรูปแบบจ่ายตามจำนวนคลิก ซึ่งผู้ทำจะต้องประมูล Keyword เพื่อที่จะให้โฆษณาปรากฎเมื่อมีการค้นหาใน Search Engine นั้นๆ โดยโฆณาจะแสดงที่ตำแหน่งใดนั้นจะถูกกำหนดโดยค่าประมูลที่เรียกว่า Max. CPC หรือ Maximum Cost Per Click คือการกำหนดเพดานราคาที่เราจะต้องจ่ายให้กับแพลตฟอร์ม (ในที่นี้คือ Google) ว่าจะต้องจ่ายครั้งละไม่เกินเท่าไหร่ รวมไปถึง Quality Score ที่เป็นอีกหนึ่งปัจจัย หากคำที่ประมูล (Keyword) ตรงกับสิ่งที่โฆษณาและตรงกับหน้าเว็บไซต์ ก็จะได้คะแนนที่สูงกว่า การประมูลคำที่ไม่ตรงกับสิ่งที่จะโฆษณาจึงทำให้ค่า CPC ของแต่ละ Keyword ไม่เท่ากันยิ่ง Keyword ไหนเป็นที่นิยมมีคนค้นหามาก คู่แข่งในการประมูลมาก ราคาประมูลของคำนั้นๆ ก็จะสูงตามไปด้วย

ข้อได้เปรียบของการทำ PPC นั้นคือโฆษณาที่ทำจะเห็นผลได้ทันทีไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการนานเท่ากับการทำ SEO ทั้งยังสามารถปรับเพิ่ม Keyword ได้ตลอดเวลา มีเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว อาทิ Landing Page ก็สามารถทำได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าไม้ได้ทันทีทันใดแต่การซื้อโฆษณาแบบ PPC จะเสียเปรียบ SEO ตรงที่เมื่อหยุดจ่ายเงินโฆษณาก็จะหยุดไปด้วย ต่างจาก SEO ที่เมื่อทำไปแล้วจะเห็นผลในระยะยาวได้ดีกว่าแต่ SEO ก็ไม่สามารถวัดผลออกมาเป็นตัวเลขได้ ต่างจาก PPC ที่สามารถวัดผลเป็นข้อมูลให้คุณได้นำมาวิเคราะห์เพื่อใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ต่อไปได้

Image

SEO กับ SEM สองสิ่งที่ไม่ควรแยกออกจากกัน

อย่างที่กล่าวไปว่า SEO คือส่วนหนึ่งในกระบวนการการทำ SEM ดังนั้นเฉกเช่นเดียวกับการทำการตลาดทุกประเภทนั่นคือคุณไม่ควรเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งให้เป็นหนทางแบบเบ็ดเสร็จเพราะคุณจะสูญเสียผลประโยชน์ที่อาจกลายเป็นของคุณไปอย่างน่าเสียดาย ในกรณีนี้คือ SEO กับ PPC ที่มีความแตกต่างกันในเรื่องของกระบวนการและผลลัพธ์บางอย่าง ทำให้เราไม่ควรที่จะตัดสินว่าทำ SEO หรือ PPC อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วจะดีกว่าอีกอย่าง

สิ่งที่ควรเป็นก็คือ “ทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไป” เหตุผลที่ควรทำไปพร้อมๆ กันก็เพราะว่าการทำ SEO นั้นจะต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าจะเริ่มเห็นผล (อย่างต่ำก็ 6 เดือน) ซึ่งแน่นอนว่าระหว่าง 6 เดือนนั้นคุณคงไม่อยากปล่อยให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้น PPC จึงเป็นทางออกที่จะช่วยให้โฆษณาค้นหาของคุณมีประสิทธิภาพและกระจายสู่ลูกค้าเป้าหมายได้ทั้งง่าย สะดวกและระยะเวลาสั้นกว่า ในทางเดียวกันหากคุณเข้าใจเรื่อง SEO กับ PPC และทำไปพร้อมๆ กัน เมื่อเว็บไซต์มีประสิทธิภาพที่ดีจากการทำ SEO จะส่งผลให้ Quality Score ของคำทีประมูลในแคมเปญ PPC ดียิ่งขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

Image

อยากเพิ่มประสิทธิภาพของเว็บไซต์ต้องทำอย่างไร

สำหรับ SEO นั้นเมื่อคุณเข้าใจองค์ประกอบที่เราได้เขียนไปแล้วข้างต้นก็จะต้องเตรียมสิ่งต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการดำเนินการในขั้นถัดไป

โดยลำดับขั้นตอนในการทำ SEO มีดังต่อไปนี้

1. ข้อมูลในทุกๆ หน้าบนเว็บไซต์จะต้องเกี่ยวข้องกับแต่ละ Keyword ที่ใช้อีกทั้งยังเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เป็นข้อมูลที่สร้างหรือดัดแปลงขึ้นมาด้วยตัวเอง (ไม่คัดลอกจากที่อื่นมาโดยเด็ดขาด) 

2. ทำบทความสำหรับส่งออกเป็น Off Page โดยใส่ลิงก์เพื่อให้ผู้อ่านคลิกกลับมาที่หน้าเว็บไซต์ที่เรากำหนดไว้ (เพียงบทความละ 1 ลิงก์ก็เพียงพอแล้ว)

*** เหตุผลที่บทความแบบ Off Page ต้องมีการลิงก์กลับมาที่หน้าเว็บไซต์เพราะระบบอย่าง Google จะให้คะแนนกับเว็บไซต์ที่มีการเชื่อมโยงทั้งภายในเว็บไซต์ของตัวเองและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นจากเว็บไซต์อื่นๆ หรือโซเชียลมีเดีย ยิ่งมีการลิงก์กลับมามากเท่าไร (แบบไม่เยอะเกินไปเพราะจะถูกตัดสินว่าเป็น Spam) จะยิ่งทำให้เว็บไซต์ของเรามีความน่าเชื่อถือขึ้น คะแนนคุณภาพของเว็บไซต์เราสูงขึ้นและช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้นนั่นเอง

3. ปรับปรุงเว็บไซต์ให้เอื้อต่อการเพิ่มประสิทธิภาพด้วย SEO ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ UX&UI ง่ายต่อการใช้งาน เว็บไซต์ดาวน์โหลดรวดเร็ว ภาพสวยคมชัดแต่ขนาดต้องไม่ใหญ่จนเกินไปเพราะจะทำให้เว็บไซต์ดาวน์โหลดช้า ข้อมูลครบถ้วน ลิงก์หน้าเว็บต่างๆ (Slug) ควรมีคำค้นหาหลักซ่อนอยู่ (เป็นการบอกกับระบบตรวจสอบทางอ้อมว่า หน้านั้นๆ นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอะไร)

ส่วนการทำ PPC นั้นหากคุณต้องการให้โฆษณาของคุณแสดงในตำแหน่งสูงๆ (โฆษณาจะขึ้นแสดงที่หน้าแรกของ Google เป็นปกติอยู่แล้ว) คุณก็จะต้องใส่ราคาประมูล Max. CPC ของแต่ละ Keyword ให้สูงกว่าคู่แข่ง แต่ในระบบของ Google Ads นั้นจะมีค่า Quality Score ที่เป็นตัวแปรสำคัญอีกอย่างที่ใช้กำหนดว่าโฆษณาจะขึ้นไปปรากฎที่ตำแหน่งใดโดยจะคำนวณจากคุณภาพของโฆษณานั้นๆ

Image

อย่างไรก็ตาม บทความนี้น่าจะพอไขความกระจ่างเรื่อง SEO กับ SEM ที่หลายต่อหลายคนยังสับสนว่าแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่อยู่ได้ แต่ใจความสำคัญที่เราอยากจะนำเสนอคือการให้คุณทำความเข้าใจถึงวงจรของการทำการตลาดดิจิทัลทั้งหมดว่า ไม่มีวิธีใดที่เป็นหนทางที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการตลาดแบบ Serach หรือ Social Media ดังนั้นการเรียนรู้ที่จะพลิกแพลงเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางการตลาดให้ดีที่สุดจึงเป็นสิ่งที่นักการตลาดดิจิทัลมืออาชีพควรมี เพราะโลกดิจิทัลนั้นไม่มีกฎตายตัวตราบใดที่แพลตฟอร์มต่างๆ ยังมีการอัปเดตปรับ Algorithm อยู่ตลอดเวลาเฉกเช่นปัจจุบัน

UX เกี่ยวข้องกับ SEO อย่างไรบ้าง? (ตอนแรก)

บทความนี้ ผู้เขียนได้เขียนได้โพสต์ลงบนเว็บไซต์ ณ วันที่ 2/4/2020 ก่อนที่ Google จะตัดสินใจประกาศ ณ วันที่ 30/6/2020 อย่างเป็นทางการว่า “User Experience จะมีผลต่อ SEO ตั้งแต่ปีหน้า (2021) เป็นต้นไป”

UX ที่เรียกกันอย่างติดปากนั้น จริงๆแล้วย่อมาจากคำว่า User Experience นั่นเอง การทำ UX ก็คือการปรับปรุงเว็บไซต์หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆเพื่อให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ที่ดีกับเว็บไซต์ของเรา ทั้งในด้านความยาก-ง่ายของการใช้งาน (usability) และประสิทธิภาพในการใช้งาน (efficiency)

ซึ่งหากจะเกริ่นว่า UX เกี่ยวกับ SEO ยังไงก็ต้องเริ่มที่ business model ของ Google ก่อนเลย

ถ้าเราดู Google เป็นตัวอย่าง สาเหตุหนึ่งที่ Google เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประสบความสำเร็จจนถึงตอนนี้ ก็คือการพัฒนาแพลทฟอร์มโดยมีผู้ใช้เป็นจุดศูนย์กลาง (User-Centered)

ทุกผลิตภัณฑ์ของ Google จะมี core value ข้อหนึ่งของบริษัทที่เป็นตัวชี้นำ Core value นั้นก็คือ

ทำให้ User Experience กลายเป็นเกณฑ์ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google นั่นเอง

โดยหน้าเว็บไหนที่ถูกจัดให้ขึ้นอันดับแรกๆ คือหน้าเว็บที่ Google คาดว่าน่าสร้างประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีให้กับผู้ใช้ได้มากที่สุด ทั้งในด้านเนื้อหา ความน่าเชื่อถือ และความยากง่ายในการใช้งาน

เช่น ถ้าเราค้นหาว่า “what is ux”  สังเกตว่าหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Query นี้เยอะแยะไปหมด เนื้อหาทุกอย่างคล้ายๆ กัน แต่ Google จะดันแค่ไม่กี่เว็บขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ เท่านั้น

ตัวอย่างการค้นหาคำว่า what is us และ Google แสดงผลการค้นหาที่เกี่ยวข้องให้เห็น
ผลการค้นหาเมื่อค้นคำว่า what is ux

ซึ่งการติดอันดับสูงๆเป็นสิ่งที่สำคัญกับทุกเว็บไซต์ เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่จะดูแค่เว็บที่ติดอันดับแรกๆเท่านั้น จากกราฟด้านล่างจะเห็นว่าอันดับของเว็บไซต์ในหน้าค้นหาของ Google ที่ถูกคลิกจะโฟกัสอยู่ที่อันดับตั้งแต่ 1-8 เท่านั้น

กราฟแสดงให้เห็นเปอร์เซนต์ในการคลิกที่จะโฟกัสอยู่ที่อันดับ1-8เท่านั้น
กราฟแสดงให้เห็นเปอร์เซนต์ในการคลิกจากคีย์เวิร์ด 964,307 คำ

แล้วเว็บไซต์ที่จะทำให้ผู้ใช้มีประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีจนทำให้ติดอันดับสูงๆในมุมมองของ Google ต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

เว็บไซต์ที่ดีต่อผู้ใช้งานประกอบด้วยอะไรบ้าง

Google มี algorithm ที่เป็นปัจจัยในการตัดสินว่าเว็บไซต์นั้นได้มาตรฐานและจะมีประโยชน์แก่ผู้ใช้หรือไม่ อยู่ 2 แบบหลักๆคือปัจจัยแบบ On-page และ Off-page

  1. แบบ Off-page คือปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อเว็บไซต์ของเรา เช่น  เว็บไซต์ต่างๆ มีการลิงค์มาหาเว็บไซต์เรา นั่นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เว็บเรานั้นดูมีคุณภาพดีขึ้นในสายตาของ Search Engine ต่างๆ นอกจากเรื่องของลิงค์แล้วยังมีส่วนอื่นๆ ได้แก่ Social Network ต่างๆเป็นต้น
  2. แบบ On-page คือเนื้อหา หรือโครงสร้างต่างๆที่อยู่ภายในเว็บไซต์ของเรา เช่น ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ (Page Speed), ขนาดของภาพที่อยู่ในหน้าเว็บไม่ใหญ่เกินไป (Image Size) หรือ แม้กระทั่งการจัดว่า Heading หรือ หัวข้อต่างๆที่อยู่ภายในหน้าเว็บ 

ซึ่งปัจจัยทั้งภายนอกและภายในล้วนมีผลกับประสบการณ์กับผู้ใช้งานทั้งนั้น

สำหรับปัจจัยภายนอก จำนวนของลิงค์ต่างๆ ไม่ใช่แค่ทำให้หน้าเว็บไซต์ของเราดูน่าเชื่อถือกับ Google มากขึ้นเท่านั้น แต่หากตัวผู้ใช้เองเห็นเว็บไซต์ไหนถูกแชร์หรือพูดถึงบ่อยก็ทำให้มีความน่าเชื่อถือกับผู้ใช้มากขึ้นด้วย

ส่วนในทางปัจจัยภายใน เนื้อหาที่ดีก็เป็นส่วนที่สำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานเช่นกัน อย่างแรกเลยก็คือความถูกต้องของเนื้อหา มีการสะกดผิด หรือคัดลอกมาจากเว็บไซต์อื่นหรือไม่ และมีเนื้อหาที่น่าอ่าน น่าติดตามหรือเปล่า

แต่คราวนี้ สิ่งที่เราจะมาพูดถึงก็คือปัจจัยภายใน ซึ่งเป็นการปรับปรุงโครงสร้างและประสิทธิภาพของเว็บไซต์ที่มีผลต่อการใช้งานเป็นหลัก และเป็นสิ่งที่สำคัญพอๆกับเนื้อหาสำหรับ Google เพราะถึงเว็บจะมีเนื้อหาที่ดี แต่ถ้าอ่านยาก โหลดช้า ตัวหนังสือเล็กเกินไป หาสิ่งที่ต้องการไม่เจอ คนก็ปิดหนีอยู่ดี

Update SEO 2019 พร้อมไขความเชื่อผิดๆกับ SEO

นี่คือความรู้ที่ทาง J2J DESIGN อยากให้ทุกคนได้เรียนรู้กันถึงความสำคัญของการทำ SEO เพราะเว็บไซต์ที่สวยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ติด SEO ได้ มันมีองค์ประกอบอีกเยอะแยะมากมาย เช่น เว็บไซต์โหลดเร็ว รองรับมือถือ หรือมี SSL ก็เพื่อให้ติดอันดับการค้นหาแล้ว การทำ SEO ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อเว็บไซต์เป็นอย่างมากเช่นกัน แต่ก็ยังมีนักการตลาด หรือคนทำ SEO ส่วนใหญ่ที่มักจะยังมีความเชื่อที่ผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องการทำ SEO ซึ่งในวันนี้ J2J DESIGN จะมาแชร์ 10 ความเชื่อที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องกันดีกว่า (ซึ่งถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจหรือไม่รู้จะเริ่มยังไง สามารถ ให้ J2J DESIGN ดูแลท่านได้ เพราะเราคือ ที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ มืออาชีพ)

1.เชื่อว่าการทำ SEO นั้นมีสูตรตายตัว

การปรับแต่ง SEO อย่างเต็มที่แล้วจะได้ผลเสมอนั้นไม่มีจริง เพราะคนทำ SEO จะรู้ดีว่าแม้ปรับ SEO ให้เหมือนกัน 100% ก็ไม่ได้แปลว่าเว็บไซต์นั้นๆ จะติดอันดับดีเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน เพราะการติดอันดับได้ต้องขึ้นอยู่กับ Traffic คนเข้าเว็บ และผู้ใช้งานที่เข้าไปดูเว็บไซต์ด้วย เพราะ Google นั้นจะเก็บการเข้าใช้งานจาก Users ทุกคน ไม่ใช่ว่าทำตามสูตรเดียวกันแล้วจะมีอันดับที่ดีเหมือนกันได้

2. เชื่อว่าทำ Duplicate Content ไม่ได้

นี่เป็นอีกความเชื่อหนึ่งที่ว่า Google จะลงโทษเว็บไซต์ที่ทำ SEO โดยการก๊อบปี้บทความหรือลอกกันมา แต่เอาเข้าจริงแล้วลองคิดดูให้ดีว่าบนโลกออนไลน์นั้นมันมีเรื่องราวที่เหมือนกัน ซ้ำกันเยอะมาก มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่ google จะมานั่งตาม ถึงแม้จะขู่ด้วยแพนด้าก็เหอะ คุณลองนึกดูแล้วกันอย่างพวกเว็บใหญ่ๆ ไปคัดลอกบทความคนอื่นมาแต่อันดับดันดีกว่าซะอีกแน่ะ

3. เชื่อว่าทำเว็บไซต์ขึ้นมาแล้วจะติดอันดับได้ดี

การสร้างเว็บไซต์ที่ดีต้องทำควบคู่ไปกับการทำ SEO และการทำ SEO ให้ได้ผลที่ดีก็ต้องการเว็บที่มีพื้นฐานที่ดี ในการทำเว็บไซต์ให้ดีนั้นเราควรจะต้องนึกถึงความสำคัญในเรื่อง SEO ด้วยนอกจากความสวยงาม แต่หากทำแต่เว็บโดยไม่คำนึงถึงเรื่องการปรับแต่ง SEO เลย มันก็ไร้ประโยชน์ ดังนั้นนักทำเว็บไซต์รุ่นใหม่ต้องพยายามหันมาสร้างความโดดเด่นให้กับงานตัวเองทางด้าน seo กันให้มากยิ่งขึ้น

4. เชื่อว่า Meta Keyword ยังสำคัญอยู่

นักทำ SEO ที่ยึดติดและพยายามยัดคีย์เวิร์ดใน Meta Tag อันนี้ก็ขอให้เลิกนะครับ เพราะ Google เคยบอกเรื่องที่ไม่ใช้ Meta Keywords ในการพิจารณาจัดอันดับแล้ว เชื่อว่าหลายคนยังคงใส่ด้วยเหตุผลเพราะความเชื่อ และบ้างก็คิดว่าใส่ดีกว่าไม่ใส่ แต่ถ้าใส่แล้วรู้สึกสบายใจก็ใส่ไปเถอะครับ

5. เชื่อว่าต้องทำตามตำรา SEO อันดับจะดี

ต้องบอกว่าเรื่องของ SEO นั้น เมื่อคุณได้ลงมือทำ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง คุณจะพบคำถามมากมาย ที่บางทีคัมภีร์ SEO ไม่ได้บอกไว้ ฉะนั้นอย่าเชื่อผู้อื่นมากเกินไป การทำ seo นั้น ทักษะเกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง การเชื่อคำกล่าวอ้าง หรือแม้ตำราโดยไม่ลองทำเอง เพราะบางทีมันอาจจะไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง เนื่องจากปัจจัยต่างๆ ที่ไม่เหมือนกันนั่นเอง

6. เชื่อว่าต้องไป Submit เว็บไซต์กับ Google

สมัยก่อนการ Submit เว็บไซต์กับ Google จะทำให้เว็บไซต์คุณถูกเข้าไปจัดอันดับ โดยต้องทำการส่งเว็บไซต์เข้าไปให้ Google นั้นรู้จักก่อน แต่ในปัจจุบันขั้นตอนนี้ไม่มีแล้ว เพราะ Google มันสามารถเข้ามาหาเราเองได้เลย พร้อมทั้งมาจับเนื้อหา และลิงก์ของเว็บไซต์ต่างๆ ของเราขึ้นไปอัพเดทอัตโนมัติบน Google Search แทน แต่เพื่อนๆ ก็อย่าลืมไปใส่ข้อมูลใน Google Search Console ด้วยล่ะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้น

7. เชื่อว่าทำ Backlinks เยอะๆ แล้วจะดี

ตอนนี้ Google ได้ลดความสำคัญของปัจจัยการจัดอันดับจากจำนวน Backlink ลงไป โดยหันไปเน้นที่คุณภาพของลิงค์เป็นหลักแทน มิหนำซ้ำยังเพิ่มบทลงโทษกับการสร้างลิงค์ที่ไม่มีคุณภาพเข้ามาอีก ซึ่งมีผลโดยตรงกับการจัดอันดับเว็บ แต่การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks นั้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้าง Link เกินความจำเป็น การซื้อลิงค์ ลิงค์ขยะ หรือโพสต์ในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องจะทำให้ถูกตำหนิจากผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ และอาจโดน Google ลงโทษได้ ดังนั้นแบคลิงค์ที่เราควรจะได้คือแบคลิงค์แบบธรรมชาติครับ

8. เชื่อว่าการทำ SEO ต้องทำตลอดเวลา

หลายคนมีความเชื่อที่ว่า การทำ SEO จะต้องทำให้ได้ตลอดเวลา และห้ามหยุดทำเป็นอันขาด เพราะอันดับจะลดฮวบทันที ซึ่งในส่วนนี้ถือได้ว่าเป็นความเชื่อที่ผิด คนที่ทำ SEO เป็น มักจะรู้และเข้าใจช่วงเวลาและจุดที่จะต้องทำ ทำให้เป็นธรรมชาติ เปรียบเสมือนกับต้นไม้ หากเราใส่ปุ๋ยมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียต่อต้นไม้มากกว่าส่งผลดี นั่นเอง

9. เชื่อว่า Social Media เป็นคนละเรื่องกันกับ SEO

การที่เราไปโพสต์บทความต่างๆ บน Social Media หรือ Facebook นั้น มันไม่ได้มีผลต่อ Backlink อะไรหรอกครับ แต่การโพสต์บน Social นี้เองที่มีความสำคัญอย่างมากขึ้น เพราะมันสามารถสร้าง Engagement ให้กับคุณ ถ้าใครค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจคุณใน Social media ต่างๆ ก็จะทำให้สามารถค้นพบคุณได้อย่างง่ายดายมากกว่าคู่แข่ง และทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนเข้ามาเพิ่มมากขึ้นจนมีผลต่ออันดับ SEO

10. เชื่อว่าต้องจ้างคนที่รู้ SEO มาทำให้อย่างเดียว

จริงๆ แล้วการทำ SEO สามารถศึกษาเรียนรู้ และทำด้วยตัวเองได้ การทำ seo เป็นเรื่องที่ยากก็จริง แต่ถ้าคุณเปิดใจ เพียงเข้ามาอ่านหาความรู้ ไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถเข้าใจได้ เนื่องจากมีข้อมูลให้เราศึกษามากมาย สิ่งที่เรารู้คือ know how เท่าๆกัน แตกต่างกันที่การลงมือทำเท่านั้นเอง จะมากหรือน้อยก็ว่ากันไป และสิ่งที่เราลงมือทำเรื่อยๆนั้น จะช่วยเพิ่มพูนทักษะให้เราเองอยู่ตลอดเวลาด้วย

หลายความคิด หลายความเชื่อเกี่ยวกับความรู้ SEO ที่คนส่วนใหญ่ยังคงเข้าใจผิดอยู่ ถือได้ว่ายังคงมีอีกหลากหลายเรื่องนอกเหนือจากที่เราได้กล่าวถึงในข้างต้น ทางที่ดีผู้ที่สนใจอยากจะทำ SEO จริงๆ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการทำให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่คุณจะได้ปรับแต่งความคิด และเปลี่ยนความคิดที่ผิดให้กลายเป็นถูกได้ครับ

ที่ปรึกษาการตลาด Online Marketing จ้างก่อนหรือหลังเริ่มทำธุรกิจ เรามีคำตอบ

ที่ปรึกษาการตลาด Online Marketing จ้างก่อนหรือหลังเริ่มทำธุรกิจ เรามีคำตอบ ไปนั่งเรียนตามคอร์สต่างๆ มากมาย เพราะว่า ที่ปรึกษาจะให้ความรู้กับเราด้วย ช่วยแนะนำเรา ให้ทำ Online Marketing ได้อย่างถูกต้อง ถูกทิศทาง ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งผลที่ได้ นอกจากยอดขายจะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นการช่วยปั้นแบรนด์ให้ดัง และได้รับความนิยมอีกด้วย เมื่อแบรนด์ดังแล้ว ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องทำการตลาดอย่างหนักอีกแล้ว เพราะเมื่อแบรนด์ติดตลาด ก็จะมีคนวิ่งเข้ามาหาเอง ประเด็นก็คือ นักธุรกิจมือใหม่ส่วนใหญ่ จะไปไม่ถึงจุดนั้น จุดที่สามารทำให้แบรนด์แจ้งเกิดได้ พอทำไม่ได้ รู้สึกว่า ยอดขายตกต่ำ ก็ค่อยมาจ้าง ที่ปรึกษา ให้ไปช่วย ถ้าให้เปรียบง่ายๆ มันก็เหมือนกับการจะซื้อรถยนต์ป้ายแดงสักคันนั่นแหละครับ ก่อนจะซื้อ ก็ไม่ปรึกษาใคร เลือกเอาแบบที่ตัวเองชอบ และคิดว่า มันจะต้องดีแน่ๆ แต่พอซื้อมาแล้ว เจอปัญหามากมาย ถึงค่อยเริ่มหาผู้รู้ มาช่วยให้แก้ไขปัญหา ซึ่งส่วนใหญ่ ก็แก้ไม่ได้หรอกครับ สุดท้ายก็ต้องขายทิ้งแบบยอมขาดทุน แล้วก็ค่อยมาหาซื้อรถใหม่

การจ้าง ที่ปรึกษาการตลาด Online Marketing ต้องจ้างก่อนเริ่มทำธุรกิจ

เพื่อไม่ให้ลงทุนผิดพลาด หรือตัดสินใจพลาด จำเป็นมากๆ ที่ต้องจ้าง ที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ตั้งแต่แรก เอาเป็นว่า ตั้งแต่เริ่มมีความคิดว่าอยากจะทำธุรกิจเลยดีกว่า จะได้รู้ว่า ถ้าลงทุนทำธุรกิจแบบนี้ มันจะไปรอดไหม คู่แข่งเยอะไหม จุดแข็งของผลิตภัณฑ์ที่เราคิดเอาไว้ มันจะดีหรือไม่ และแนวทางการทำการตลาดออนไลน์ ต้องทำอย่างไร ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ จะได้คำตอบทั้งหมด จากที่ปรึกษาอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นก็คือ ประโยชน์ของที่ปรึกษา มันเป็นการป้องกันความผิดพลาด เพราะเรื่องของการทำ การตลาด ในทุกๆ ธุรกิจ ถ้าอยากประสบความสำเร็จ มันต้องเข้าใจเรื่องการสร้างแบรนด์ด้วย ซึ่งนั่นหมายถึง การออกแบบโลโก้ และหน้าตาของ Product Packaging มาจนถึงภาพลักษณ์ หรือ Theme ของแบรนด์ สรุปก็คือ มันคือทุกอย่างครับ ดังนั้นถ้าทำอะไรตามอารมณ์ความชอบ โดยไม่คำนึงถึงเรื่องของแบรนด์ ไม่กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน รับรองได้ว่า ทำอย่างไร ก็ไปไม่รอดครับ แจ้งเกิดก็ยาก สุดท้ายก็ต้องปิดตัวเองลงไป เพราะไปไม่ถึงดวงดาว

การจ้าง ที่ปรึกษาการตลาด ควรจะเลือกจ้างแบบไหนดี?

ในปัจจุบัน มีบริษัท หรือบุคคลที่ รับจ้างทำการตลาดออนไลน์ อยู่มากมาย ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ ที่ขาดความรู้ ความเข้าใจ มักจะเลือก บริษัทที่ รับทำการตลาด แบบเต็มรูปแบบ มากกว่า ที่จะจ้างที่ปรึกษา เพราะคิดว่า มันคงจะดีกว่า ถ้าจ้างให้เขาทำให้เลย ซึ่งนั่น เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก และเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจ ไปไม่ถึงดวงดาว

“ไม่มีใคร ที่จะรู้และเข้าใจเกี่ยวกับ สินค้าและบริการ ของคุณ ได้ดีเท่ากับคุณ ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจ”

ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ มันต้องมีการทำงานร่วมกัน และถ้าอยากจะประหยัดงบประมาณ และอยู่ได้ในระยะยาว ต้องไม่จ้างบริษัทฯ หรือบุคคล ให้มาทำการตลาดให้ เพราะนั่น คือการเอาชื่อเสียงของแบรนด์ ไปฝากไว้กับคนอื่น แต่ที่ควรจะทำก็คือ จ้างที่ปรึกษา มาเป็นพี่เลี้ยง ช่วยแนะนำ ช่วยสอน หรือที่เค้าฮิตเรียกกันในปัจจุบันนี้ว่า มา Coaching Online Marketing ให้นั่นเอง ซึ่งแบบนี้ จะคุ้มกว่า และมีค่าใช้จ่ายพอๆ กัน แต่ข้อดีก็คือ ธุรกิจจะสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะสามารถทำการตลาดในโลกออนไลน์เป็นแล้ว

ลักษณะของบริษัท หรือบุคคล ที่ควรจะจ้างมาเป็นที่ปรึกษาการตลาดออนไลน์

ต้องมีความเชี่ยวชาญ ต้องแยกให้ออกนะครับ ว่านี่คือ การทำการตลาดในโลกออนไลน์ ผู้ที่เชี่ยวชาญจริงๆ ควรจะจบการศึกษาทางด้านคอมพิวเตอร์ มาจะดีที่สุด ไม่ใช่เลือก หรือกำหนดว่า ต้องมีพื้นฐาน หรือเก่งเรื่องการตลาด

ต้องมีประสบการณ์ อันนี้สำคัญมากๆ ครับ เรื่องของการทำ Online Marketing มันอยู่ที่ประสบการณ์จริงๆ ยิ่งทำมานาน มีความรู้มาก ยิ่งเก่ง และเชี่ยวชาญมาก

ต้องมีความเป็นมืออาชีพ ต้องเน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ มีความจริงใจ ซึ่งตรงนี้ สามารถสัมผัสได้ง่ายๆ ครับ ลองพบปะ พูดคุย และลองวานให้ทำงานง่ายๆ ดู เพื่อดูว่า บริษัท หรือคนๆ นั้น เก่งจริงหรือไม่ และมีความจริงใจ มีน้ำใจมากแค่ไหน ถ้าเจอแบบหน้าเงิน เห็นแก่ตัว ก็อย่าไปจ้างครับ

ราคาต้องเหมาะสม ซึ่งอาจจะดูว่ามันแพง แต่ก็ต้องเข้าใจนะครับ นี่คือการเอา ความรู้ และประสบการณ์ มาถ่ายทอดโดยตรงให้กับ บุคลากรในธุรกิจของเรา มันก็ต้องมีราคานะครับ ซึ่งถ้าเทียบกับผลกำไรที่จะเกิดขึ้น จากการทำการตลาดอย่างได้ผล มันคุ้มเกินคุ้มครับ

ควรจะเลือกแบบเป็นบริษัท มากกว่าบุคคล ควรทำสัญญาแบบ B2B คือ จ้างให้บริษัทนั้นๆ มาเป็นที่ปรึกษาด้านการตลาดของบริษัทเรา แบบนี้จะปลอดภัย และมั่นใจได้มากกว่า การจ้างบุคคล อาจจะมีปัญหาความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้บ่อยๆ ซึ่งสุดท้าย ก็ต้องเสียเงิน เสียเวลา และต้องมีการดำเนินคดีอีก ไม่คุ้มเลยครับ

ขนาดของบริษัทที่จ้าง ไม่สำคัญ ขอแค่เป็นบริษัท ที่จดทะเบียนมาอย่างถูกต้อง มีตัวตน และที่สำคัญ มีคุณสมบัติตามข้อ 1 – 5 แค่นี้ก็สุดยอดแล้วครับ อย่าไปคิดว่า ต้องจ้างบริษัทใหญ่ๆ เสมอไป การเป็นที่ปรึกษา ต้องมีการใช้เวลา ดูแล แนะนำกันอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง จะบริษัทใหญ่ หรือบริษัทเล็ก สุดท้าย มันก็ขึ้นอยู่กับ คนที่จะมาเป็น ที่ปรึกษา และแนะนำบริษัทของเรา ดังนั้น ควรจะเลือกเอาบริษัทที่จะดูแลเราได้ดีจริงๆ ไม่ใช่วันนี้ ให้คนนี้มา พรุ่งนี้ ให้อีกคนนึงมา โดยอ้างว่า คนก่อนหน้า ไม่สะดวก ผลลัพธ์ มันจะทำให้ไม่เกิดความต่อเนื่อง และไม่ลื่นไหลของงานนะครับ

การทำการตลาดออนไลน์ นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ ทุกท่านมีความสามารถที่จะเรียนรู้ได้อยู่แล้ว ขอเพียงแค่ ได้เรียนรู้ จากแหล่งที่ถูกต้องจริงๆ ก็จะทำให้ทุกท่าน สามารถทำการตลาดให้กับธุรกิจของตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องไปจ้าง ให้ใครมาทำการตลาดให้ อย่างที่ผมบอกไปแล้ว การสร้างแบรนด์ ก็ถือเป็นการตลาดอย่างหนึ่ง ถ้าท่านสามารถทำให้แบรนด์ของท่าน ติดตลาดได้ ท่านก็จะประสบความสำเร็จ แล้วถ้าท่าน เลือกที่จะจ้างให้ใคร ก็ไม่รู้ มาทำการตลาดให้ ก็เท่ากับว่า ท่านกำลังเสี่ยง โดยการยื่นชื่อเสียงของแบรนด์ท่าน ไปให้กับใครก็ไม่รู้ ถ้าบริษัทเหล่านั้น ไม่เข้าใจหลักการเรื่องการสร้างแบรนด์ เขาก็จะทำแต่ยอดสถิติคนเข้าเว็บ หรือคนเข้าเพจ มาให้ท่านดูอย่างเดียว แต่สิ่งที่ท่านจะเสียไปโดยไม่รู้ตัวคือ แบรนด์ของท่าน จะตกต่ำในสายตาคนอื่นๆ และยอดขายก็จะไม่กระเตื้องขึ้น ยิ่งเวลาผ่านไป ท่านก็จะยิ่งขายไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องเจ๊ง สิ่งที่ผม และบริษัทแอพเทพ ที่ปรึกษาการตลาด Online Marketing ที่เน้นคุณภาพ มากกว่าบริการ มีความมุ่งมั่นที่จะทำก็คือ การช่วยแนะนำ วางกลยุทธ์ การตลาดออนไลน์ ให้กับท่าน ควบคู่ไปกับ การสร้างความรู้ ความเข้าใจว่า การปั้นแบรนด์ให้ติดตลาด และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เกี่ยวกับแบรนด์ของท่าน ให้กับลูกค้า ต้องทำอย่างไร ผมจะไม่ทำการตลาดให้ แต่ผมจะสอน และทำการตลาดออนไลน์ ร่วมกันกับเจ้าของธุรกิจทุกท่าน เพื่อเพิ่มยอดขาย ไม่ใช่แค่เพียงในระยะสั้น แต่ต้องเป็นยอดขาย ที่จะค่อยๆ เติบโตขึ้นในระยะยาว เพื่อความมั่นคงของธุรกิจของทุกท่าน

seo

Online Marketing