previous arrow
next arrow
Slider

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing ให้ทรงพลัง! ระดับมืออาชีพ

Content Marketing คืออะไร ?

Content Marketing (คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้ง) เป็นการตลาดรูปแบบหนึ่งที่อยู่กับเรามานานตั้งแต่อดีต ผ่านการเสพข้อมูลต่าง ๆ ที่เราอาจไม่ทันรู้ตัว เช่น บทความบนนิตยาสาร โฆษณาทางทีวี หรือแม้กระทั่งใบปลิวตามท้องถนน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น Content Marketing ทั้งสิ้น ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่า Content Marketing คือกระบวนการทำการตลาดด้วยการสร้างเนื้อหาและเผยแพร่ และในยุคสมัยดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทอย่างมากกับผู้คน ทำให้ Content Marketing ปรับเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์การเผยแพร่บนโซเชียลมีเดียเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากสามารถเข้าถึงผู้คนจำนวนมากและกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนของโลก ทำให้เรารู้จัก Content Marketing ในบทบาทของเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ต

เมื่อเราอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็สามารถสร้าง Content Marketing ได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินซื้อสื่อโฆษณาราคาแพงเหมือนสมัยก่อน เพียงแค่คุณเผยแพร่คอนเทนต์บนช่องทางโซเชียลมีเดียของตัวเอง ผู้เสพคอนเทนต์ก็สามารถเข้ามามีส่วนร่วมบนพื้นที่สื่อของคุณได้เลย โดยที่ผู้เสพคอนเทนต์สามารถเลือกคอนเทนต์ที่ต้องการรับชมได้ด้วยตัวเอง และสามารถเข้าถึงคอนเทนต์ได้ทุกเวลา ทำให้การสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าสมัยก่อนมาก

จากการสำรวจโดย Content Marketing Institute พบว่าแบรนด์ต่าง ๆ มีแนวโน้มการใช้ Content Marketing ในแผนการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้นกว่า 90% ทำให้ปัจจุบัน Content Marketing ถือเป็นหัวใจสำคัญของการตลาดในยุคดิจิทัล หลายแบรนด์ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาด และสร้างคอนเทต์ให้มีความน่าสนใจ เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย

หากคุณเป็นคนที่กำลังเริ่มทำ Content Marketing และไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร? ต้องทำอะไรบ้าง? วันนี้เรามี 5 ขั้นตอนสำหรับการทำ Content Marketing มาฝาก รับรองได้ว่าคุณจะเข้าใจและสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้อย่างแน่นอน

5 กลยุทธ์การทำ Content Marketing

1. กำหนด Objective ให้กับคอนเทนต์

ขั้นตอนแรกคือการกำหนด Objective หรือจุดประสงค์ของคอนเทนต์ว่าจะทำไปเพื่ออะไร? คาดหวังผลลัพธ์อะไร? เพื่อใช้เป็นกรอบในการทำงานและเป็นแนวทางที่จะพาคอนเทนต์ให้บรรลุจุดประสงค์ สำหรับ Objective ในด้านการทำ Content Marketing จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ข้อหลัก ได้แก่

1.1 Awareness เพื่อเพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนต่าง ๆ
1.2 Evaluation เพื่อสร้างความต้องการให้กับสินค้า หรือตระหนักเกี่ยวกับแบรนด์ให้มากขึ้น
1.3 Conversion เพื่อเพิ่มยอดขายให้กับสินค้า หรือต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมกับแบรนด์

2. เลือกกลุ่มเป้าหมายของคอนเทนต์

ขั้นตอนก็ต่อคือการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการให้รับสารจากคอนเทนต์ของคุณ การระบุกลุ่มเป้าหมายนั้นควรระบุให้ละเอียดชัดเจน เช่น เพศ, อายุ, การศึกษา, รายได้, ครอบคลุมไปจนถึงไลฟ์สไตล์และพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และนำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์เพื่อหาความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย เพราะการทำ Content Marketing ไม่ใช่เพียงแค่การสื่อสารในสิ่งที่คุณต้องการ แต่เป็นการสื่อสารสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายมองหาและต้องการด้วยเช่นกัน

3. สร้างคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์กับกลุ่มเป้าหมาย

การทำ Content Marketing ให้สำเร็จ คอนเทนต์ของคุณจะต้องสามารถให้ประโยชน์แก่ผู้เสพคอนเทนต์ได้ไม่มากก็น้อย ซึ่งหากคอนเทนต์ของคุณมีประโยชน์และสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายได้ ก็จะช่วยทำให้คอนเทนต์บรรลุ Objective ได้มากยิ่งขึ้น วิธีทำคอนเทนต์สามารถแบ่งเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ได้ดังนี้

1.1 หาไอเดียร่วมกับทีม เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้น่าสนใจ
1.2 กำหนด Key Message ที่ต้องการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย
1.3 สร้าง Call-to-action เพื่อกระตุ้นกลุ่มเป้าหมายให้กระทำบางอย่าง เพื่อบรรลุ Objective

4. เลือกใช้ช่องทางโปรโมทให้เหมาะสมกับคอนเทนต์

หากคุณมีคอนเทนต์แต่ขาดการแนะนำหรือโปรโมทให้กลุ่มเป้าหมายได้รับรู้ ก็อาจจะบรรลุจุดประสงค์ได้ยากสักหน่อย คุณจึงต้องเลือกช่องทางการเผยแพร่ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์และกลุ่มเป้าหมาย โดยช่องทางการเผยแพร่จะแบ่งเป็น 3 ช่องทาง ได้แก่

1.1 Owned Media ช่องทางของคุณเอง เช่น Facebook, Instagram, YouTube หรือ Website
1.2 Earned Media ช่องทางที่บุคคลอื่นกล่าวถึงคุณ เช่น การรีวิว หรือการใช้ Influencer
1.3 Paid Media ช่องทางการโปรโมทแบบเสียเงิน เช่น Facebook Ads หรือ Google Ads

5. วัดผลคอนเทนต์เพื่อนำไปพัฒนาต่อ

หลังจากเผยแพร่คอนเทนต์ออกไปแล้ว สิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำก็คือการติดตามวัดผลคอนเทนต์ เพื่อที่จะสามารถประเมินได้ว่าคอนเทนต์ที่คุณทำไปนั้นบรรลุ Objective ที่กำหนดไว้หรือไม่? ตัวอย่างการวัดผลคอนเทนต์ เช่น Like, Comment, Share, Website Traffic จากนั้นให้นำผลลัพธ์ที่ได้จากการวัดผลคอนเทนต์มาวิเคราะห์และพัฒนาการทำคอนเทนต์ต่อไปได้ เช่น หากกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมกับคอนเทนต์คุณเป็นกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง และมีฟีดแบคในทางที่ดีก็อาจจะใช้คอนเทนต์ลักษณะนี้เป็นแนวทางต่อไป หรือหากมีฟีดแบคไม่ดีเราก็อาจจะต้องคิดหาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่ตั้งไว้

Top 5 Content Marketing Trends for 2020

“Tools are great, but content marketing success is about the wizard, not the wand.” – Jay Baer

Do you consider yourself the Dumbledore of content marketing or a muggle applying to Hogwarts? Whatever the decree, the right wizard will find their way because content marketing speaks with customers and not at them. And that’s just what we want, don’t we?

With the next decade on the horizon, underestimating the power of content would be a rookie mistake. And we’ve come way too far ahead for that. So, here’s our quick take on the top 5 trends that we think would rule the content marketing realm in 2020. Read on!

blog-image

1. Video Content: From being the ‘next big thing’ in content marketing, video is a norm now. The Social Media trinity (Facebook/Instagram, Twitter, and LinkedIn) is constantly emphasizing and investing in improving its video capabilities, primarily, because it’s directly proportional to higher engagement and customer retention. It leaves little to the imagination and diminishes the grey areas that prospects/customers despise. 81% of businesses use video as a marketing tool. Video is, now, a viral marketing method. Marketing videos can be in several forms, like:

  • Product Demos
  • Video Blogs (vlogs)
  • Interviews
  • Webinars
  • Tutorials
  • Live Event Videos
  • Ads
  • Presentations

A video marketing strategy is a sure-fire way of maximizing your content outreach, not just in 2020 but beyond.

2. Interactive Content: People love to interact. If you give them the opportunity to connect with your brand via 360-degree videos, AR/VR, shoppable posts, quizzes, and polls; there’s nothing like it. This kind of content breaks monotony, it’s new, fresh, and original. 93% of marketers agree that interactive content is effective in educating its buyers versus just 70% for static content. Every piece of interactive content is a form of a call-to-action (CTA) with or without another CTA. It gives your site visitor a reason to stay on the page other than just being informative or sales-y. Interactive content is shareable and shareability increases brand awareness. Therefore, interactive content is going to be big all through 2020.

3. Hyper-dynamic Content: Personalization isn’t special anymore. Everyone’s done it and is done with it. What customers expect and deserve now is insanely personalized information. This personalized content cannot happen in a day, it’s a pattern that you’d need to observe. The customer information that you need for this is:

  • Name
  • Title
  • Organization
  • Specific Interest
  • Demographics
  • Location
  • Weather Triggers

Utilize this information to create an insanely dynamic marketing message, send it at the right time, and you’d surely notice the difference in the impact of these campaigns and your regular ones. Hyper-dynamic content is here to stay for good and we might as well induce it with our marketing steroids.

4. SEO-centric Content: Google search algorithms constantly change. Keeping them in mind while creating content is the smartest thing for you to do if you want traction on your content. What’s the point of creating and publishing content if your audience can’t find it? SEO-centric writing does not mean just placing keywords on a page. If you’re creating content only to satisfy specific keyword queries, it would not add any value to the people searching for relevant information. The best way to approach SEO-centric writing is in steps:

  • Find your keywords, qualify them
  • Determine your search intent
  • Build your content around it, optimize it
  • Publish

Focus on what your readers would want to read and you’ll know that SEO-centric content is no rocket science.

5. Voice Search Tailored Content: According to Google, 20% of all searches are voice. Creating content tailored to voice search is tricky because how we speak is not always the same as we write. Take your time with it because voice search is going nowhere and will only continue to rise. Try using longtail keywords in headers and titles and create content with natural language search in mind. For your meta descriptions, incorporate full questions with a conversational tone. Furnish your content with traditional SEO value by structuring and writing it in a way that a search engine would understand its meaning and context. It’s imperative for content marketers to start figuring out the semantics of content tailored to voice search as we would see better voice technology unravel in 2020 and it only makes sense to get used to it.

2020 is going to be an exciting time for content marketers with endless possibilities. So, pick up that wand and cast these top 5 spells to become the next Dumbledore of the content marketing realm!

Want to ace content marketing like the pros? Talk to us, won’t you?!

Top 5 Content Marketing Trends for 2020

content marketing

9 ไอเดียวิธีค้นหาคำเด็ดๆ มาทำ SEO (ไม่ต้องเสียตังค์สักกะบาท)

หัวข้อนี้จะเป็นการรวบรวมวิธีหาไอเดีย keywords ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการของคุณมาทำ SEO

1. ระดมความคิด (Brain Strom)

วิธีแรกง่ายนิดเดียว เป็นการหากลุ่มคำตั้งต้นสัก 5-10 คำ ที่มีความเกี่ยวข้อง (Relevance) กับธุรกิจของคุณ เช่น ในกรณีของร้าน อ. หญิง นั้นจะให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับการสักคิ้ว สักปาก เป็นต้น ของคุณก็ให้นั่งคิด นอนคิด และลิสต์ออกมาว่า คุณขายอะไรบ้าง, ให้บริการอะไรบ้าง เป็นต้น 

พอได้ออกมาแล้วก็ให้จำ หรือจดไว้ก็ได้ เดี้ยวเราจะกลับมาใช้คำเหล่านี้กันทีหลัง

2. Autocomplete ของ Google

Keyword Vartiation คือคำค้นหาที่มีความหมายขยายออกไปจากคำค้นหาหลัก ทำให้มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

Search Engine อย่าง Google มีเครื่องมือที่เรียกว่า Autocomplete ที่คุณสามารถใช้หา keyword variation ได้ง่ายๆ

สมมุติว่าคุณเปิดร้านสักคิ้ว สักปาก และเมื่อคุณพิมพ์คำว่า “สักปาก” ลงไป Google ก็จะช่วยระดมความคิดให้คุณในทันที

ตัวอย่าง keyword varation จาก auto comlete

คุณสามารถใช้เครื่องมือตัวนี้หาคีย์เวิร์ดประเภท Long-Tail ได้มากมายด้วยการพิมพ์ในรูปแบบ…

วิธีใช้ auto complete - keyword + ก

ตัวอย่างเช่น สักปาก ก…

ตัวอย่างใช้งาน auto complete - สักปาก ก

หรือ

วิธีใช้ google auto complete - keyword + ข

ตัวอย่างเช่น สักปาก ข…

ตัวอย่างวิธีใช้ Google AutoComplete - สักปาก ข

คุณไม่จำเป็นต้องหยุดแค่ Google เท่านั้น คุณอาจจะใช้เครื่องมือประเภทเดียวกันนี้ใน Search Engine อื่นๆ ด้วย เช่น Yahoo (www.yahoo.com) เป็นต้น เพื่อหา keyword variations ไอเดียคำค้นหาใหม่ๆ ได้มากมายอย่างรวดเร็ว

Auto Complete ของ Yahoo

3. Autocomplete ของ YouTube

YouTube เป็น Search Engine อันดับ 2 ของโลก รองจาก Google ในแต่ละวันมีคนค้นหาอะไรต่อมิอะไรมากมายใน YouTube

Auto Complete ของ Youtube

ฉะนั้นคุณสามารถใช้ Autocomplete ของ Youtube ในการหาไอเดียคีเวิร์ดใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี

4. Answer the Public

Answer the Public – https://answerthepublic.com/ เป็นเครื่องมือที่ช่วยคุณหาคีย์เวิร์ดเพิ่มเติมได้ฟรีๆ โดยเฉพาะ keywords ประเภทคำถาม วิธีใช้ก็ง่ายนิดเดียว

ให้คุณใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้า/บริการของคุณลงลงไป จากนั้นเลือกประเทศที่คุณต้องการดูข้อมูล สุดท้ายกดปุ่ม Search

ผลลัพธ์ keyword จาก Answer the Public
ผลลัพธ์ keyword ที่ได้จาก Answer the Public

5. Google Related Keyword

Related Keyword คือคำที่มีความหมายเกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำค้นหาหลักที่คุณกำลังทำ SEO อยู่

การที่จะหาคำเกี่ยวข้องก็ง่ายนิดเดียว เราก็ยังจะขอพึ่ง Google ต่อไป ในการช่วยหา

เมื่อคุณพิมพ์ keyword ลงไปใน Google ก็ให้เลื่อนลงมาด้านล่างผลการค้นหา

ใช้ relate search

แล้วให้คุณมองหาประโยคที่ว่า Searches related to … (“การค้นหาที่เกี่ยวข้องกับ”) คุณจะเห็นคำที่กูเกิ้ลคิดว่าเกี่ยวข้องกับคำที่คุณใส่ลงไป คำไหนที่คุณคิดว่าตรงกับสินค้าของคุณก็บันทึก จดใส่เศษกระดาษไว้

6. Google Trend

Google Trend เป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างขึ้นมาให้ใช้ฟรีอีกเช่นกัน คุณสามารถหาไอเดีย keywords เพิ่มเติมได้ง่ายๆ

ตัวอย่างเช่น: ช่วงนี้เป็นยุค COVID 19 ครองเมือง ใครๆ เขาก็ทำหน้ากากอนามัยขาย ผมเลยอยากรู้ว่าถ้าผมจะทำบ้างมีคำอะไรบ้างที่ผมสามารถหยิบมาทำได้ คิดได้ดังนี้ผมก็เริ่มด้วยการป้อนคำว่า “หน้ากากอนามัย” ลงไป

หน้าตาของ Google Trend

ในหัวข้อ “Related queries” จะแสดงคำที่เกี่ยวข้อง (กับคำที่ผมป้อนลงไป) ที่กำลังได้รับความนิยม ณ ตอนนี้ ที่ผมอาจหยิบมาทำ SEO ได้

คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง

แต่พอดูข้อมูลแล้วกลับเห็นว่าไอเดียที่ผมมีถ้าจะนำมาทำจริงอาจจะไม่เวิร์คก็เป็นได้ เพราะคนส่วนมากสนใจที่จะทำหน้ากากอนามัยเอง แทนที่จะซื้อหามาใช้.. 

เมื่อผมดูกราฟความสนใจ (Interest Over Time) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ยิ่งมั่นใจเลยว่าไอเดียนี้ไม่น่าจะดี เนื่องจากความสนใจถีงจะถีบตัวขึ้นมาสูงมาก (ช่วงกุมภาพันธ์ 25663) แต่ก็กราฟก็ตกลงอย่างฮวบฮาบในเวลาอันสั้น

กราฟความสนตามเวลา

อาจเป็นเพราะว่าผู้คนเริ่มเชื่อว่าประเทศเราเอาอยู่ ไม่จำเป็นต้องกักตุนหา Mask มาเก็บไว้ จึงทำให้กราฟความสนใจตกลงดังกล่าว และไม่มีวี่แววว่าความนิยมจะกลับมาสูงอีก

7. Soovle

Soovle เป็นเครื่องมือที่สามารถดึงไอเดียมาจากหลายๆ โปรแกรม เช่นจาก Google, Bing, Yahoo เป็นต้น มาแสดงไว้ในที่เดียว วิธีใช้ก็ง่ายแค่ป้อน keywords ลงไป

หา keyword ด้วย Soovle

คุณสามารถบันทึกรายการคีย์เวิร์ดได้ง่ายๆ ด้วยการลากแล้วปล่อย

เสร็จแล้วคุณยังสามารถโหลดรายการนี้เป็นไฟล์ CSV ได้อีกต่างหาก

8. ติดหน้า 1 Google ใน 30-90 วัน ด้วย Google Search Console

หน้าผลลัพธ์การค้นหา SERP

Google Search Console หรือ GSC เป็นเครื่องมือสารพัดประโยชน์ในการทำ SEO ซึ่ง Google สร้างขึ้นมาให้ใช้กันฟรีๆ

โลโก้ Google Search Console

เดี้ยวเรามาดูวิธีใช้เครื่องมือตัวนี้ในการหาคำง่ายๆ มาทำ SEO กัน สำหรับท่านที่ได้ติดตั้ง GSC ในเว็บไซต์มาแล้ว 3 เดือน เป็นอย่างน้อย

ขอขยายความคำว่า “ง่าย” ดังนี้

คีย์เวิร์ดที่ผมว่า “ง่ายๆ” ในที่นี้ ผมหมายถึง keyword ที่เว็บเพจของคุณติดอันดับดีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ดีที่สุด นั่นก็คือ อันดับ 6 ถึงอันดับที่ 10 หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Below The Fold ไล่ไปจนถึงหน้าสอง (อันดับที่ 11 ถึง 20) ของผลลัพธ์การค้นหา

การที่เว็บเพจติดอันดับอยู่ในครึ่งล่างของหน้าแรก Google (Below the Fold) ไปจนถึงหน้าที่สอง ชี้ให้เห็นว่า Google พอใจกับคุณภาพของเว็บเพจนั้น ๆ ที่ติดอันดับอยู่พอสมควรแล้ว

ดังนั้นเมื่อคุณปรับปรุงประสิทธิภาพหน้าเพจเหล่านี้เพิ่มเติมอีกสักหน่อย คำที่คุณกำลังทำ SEO อยู่สามารถขึ้นไปยืนอยู่ในอันดับที่คุณคาดหวังไว้ เช่น Top 3, Top 5, หรือ Top 10 เป็นต้น ได้โดยไม่ยากมาก และไม่เสียเวลาเนิ่นนานนัก กล่าวคือ ระยะหวังผลอยู่ในช่วง 30-90 วัน

ต่อไปเรามาดูวิธีการหาว่าหน้าเว็บเพจใดในเว็บไซต์ของคุณมีคำติดอันดับดีๆ (ไม่เกินหน้า 2 ของ Google) ขั้นแรก เข้าไปที่ https://search.google.com/search-console/about เพื่อเปิด GSC ขึ้นมา

หน้า Dashboard ของ GSC

จะเห็นว่าหน้าจอถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนของเมนู และส่วนของฟังก์ชันการใช้งานให้คุณคลิกที่เมนู “ผลการปฏิบัติงาน” (Performances)

คลิกที่เมนู ผลการปฏิบัติงาน

ในส่วนของฟังก์ชันการใช้งานจะแสดงผลการปฏิบัติงาน ทั้งในรูปแบบกราฟเส้นและในแบบตาราง
สำหรับกรณีของกราฟ คุณสามารถตีกราฟเส้นได้เอง เช่น จำนวนครั้งที่เว็บไซต์ของคุณถูกแสดงผลใน Google (Impressions) หรือจำนวนครั้งที่ถูกคลิก (Clicks) เป็นต้น

กราฟแสดงสมรรถะ

ให้คุณคลิกเลือก “จำนวนการแสดงผลทั้งหมด” (Impressions) และ “อันดับเฉลี่ย” (Position) เพื่อตีกราฟ และนำข้อมูลทั้งสองมาแสดงในตาราง เป็นคอลัมน์ “การแสดงผล” และ “ตำแหน่ง” ตามลำดับ

ในส่วนของตารางจะแสดงข้อมูลที่เราต้องการนั่นก็คือ “ข้อความค้นหา” (Queries) ที่ผู้คนพิมพ์ลงไปใน Google และทำให้ “หน้า” เว็บเพจ (Pages) ของคุณถูกแสดง เทียบกับ “ตำแหน่ง” (Position) เฉลี่ยของข้อความค้นหาเหล่านั้น

ตารางแสดงสมรรถนะข้อความค้นหา

ในเบื้องต้นอันดับของข้อความค้นหาหรือ keyword จะถูกแสดงทั้งหมด ทั้งคำที่ติดอันดับดีและไม่ดีปะปนกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราจำเป็นต้องกรองเลือกเอาเฉพาะคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพสูงในการทำอันดับในระยะสั้น กล่าวคือ คีย์เวิร์ดที่อันดับอยู่ระหว่าง 1-20 โดยทำตามขั้นตอนดังนี้…

ปรับแต่งตาราง
  1. ให้คุณคลิกตัวกรอง
  2. จากนั้นให้เลือก “ตำแหน่ง”
  3. เลือกกรองตามตำแหน่งที่น้อยกว่า 20

คุณสามารถดูได้ว่าคำที่คุณต้องการหยิบมาทำ SEO อยู่ในหน้าเว็บเพจไหน ด้วยการคลิกที่คีย์เวิร์ดที่คุณสนใจ จากนั้นให้คลิกคอลัมน์ “หน้า”

สมรรถนะของหน้าเพจ

ใครที่ถนัดใช้โปรแกรมประเภท Spread Sheet อย่าง Excel หรือ Google Sheet ก็สามารถ Export ตารางนี้ออกมา โดยคลิกที่ปุ่ม “ส่งออก” และเลือกประเภทของไฟล์ที่ต้องการ

ส่งข้อมูลออกไปวิเคราะห์ใน Excel

เท่านี้คุณก็จะได้รายการคำที่มีอันดับเฉลี่ยระหว่าง 1-20 ที่คุณสามารถนำมาจัดลำดับความสำคัญ และคัดสรรว่าคำไหนที่ควรทำก่อน-หลัง เช่น คุณอาจจะเน้นเฉพาะคำที่ติดอยู่ในหน้า 2 ก่อน หรือเฉพาะคำที่อยู่ด้านล่างของหน้าแรกก่อน อันนี้ก็สุดแท้แต่ความต้องการและจุดประสงค์ของธุรกิจ

9. Google Keyword Planner

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือใช้หาคีย์เวิร์ดได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ Google สร้างโปรแกรมตัวนี้มาไว้สำหรับการลงโฆษณาใน Google หรือที่เรารู้จักกันในนาม Google Ads ท่านใดที่ยังไม่มี account ก็ไปสร้างกันได้ฟรีตามลิ้งค์นี้ https://ads.google.com/intl/th_th/getstarted/ กันก่อน สมัครเสร็จสรรพเรียบร้อยก็ log in เข้าไป หาเครื่องมือวิจัยคีย์เวิร์ดได้จากเมนูด้านบน Tool > Keyword Planner

หลังจากคลิก Keyword Planner แล้ว ในหน้าจอต่อไปจะเป็นการใส่ Search Query ที่คุณได้จดไว้ข้างต้นลงไปช่อง “Find new keywords” แล้วกดปุ่ม GET STARTED

รูป - ป้อนคีย์เวิร์ด

… นอกจากคุณจะใช้ คีย์เวิร์ดตั้งต้นที่หามาได้ก่อนหน้าแล้ว คุณยังสามาารถใส่เว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บของคุณเองลงไปในช่อง กูเกิ้ลจะไปรวบรวมคำหลักจากเว็บไซต์ดังกล่าวให้คุณในชั่วอึดใจ

ถัดไป ตั้งค่าภาษา และประเทศ ถ้าตลาดที่คุณขายของอยู่ในไทยก็เลือกภาษา Thai และ เลือก Thailand สำหรับ Locations

รูป - ตั้งค่าภาษา, location

เสร็จสรรพเรียบร้อยก็ keyword tool ก็จะแสดงผลลัพธ์ตามคำที่คุณใส่ไป ดังนี้

ผลลัพธ์ตาราง keyword

คุณสามารถใช้ Filter เพื่อกรองให้ได้ผลลัพธ์ ที่เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น เช่นในกรณีนี้ผมต้องการกรองเอาแต่คำที่มีคำว่าปาก “ปาก” (เพราะอยากได้คำที่เกี่ยวข้องกับบริการสักปาก)

กรองผลลัพธ์

ต่อไปให้คุณโหลด keywords โดยคลิกปุ่ม DOWNLOAD KEYWORD IDEAS ตรงมุมขวาบนๆ หน่อย ของหน้าจอ

โหลด keyword

โหลดมาแล้วก็เปิดไฟล์ด้วย Microsoft Excel หรือ Open Office ก็ได้เหมือนกัน รูปร่างหน้าตาก็จะมี columns อะไรเยอะแยะดังรูปด้านล่าง

เปิดไฟล์ด้วย excel

ต่อไปก็เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออกไปให้หมด เหลือไว้ แค่ “Keyword”, กับ “Avg. monthly search (ปริมาณการค้นหาเฉลี่ยนต่อเดือน)”

เอา column ที่ไม่ได้ใช้ออก

ขั้นตอนต่อไปเป็นการ จัดกลุ่ม และคัดกรองคีย์เวิร์ด ในขั้นตอนนี้เราจะใช้ปัจจัยในการเลือกคำหลัก คือ relevance และ search volume 

3 ปัจจัยหลักที่คุณควรใช้ในการคัดคำมาทำ

ในกระบวนการเฟ้นหา keyword มาทำ SEO ผมแนะนำให้คุณใช้ปัจจัย 3 ประการดังต่อไปนี้ ประกอบการตัดสินใจทุกครั้ง เพื่อให้ได้คำที่เหมาะสม สามารถทำได้จริงตามระยะเวลาและงบประมาณ

3 ปัจจัยที่ใช้เลือก keyword

1. ปริมาณการค้นหา (Search Volume)

ปริมาณการค้นหา คือ จำนวนคนตัวเป็นๆ ทีค้นหาธุรกิจของคุณใน Google โดยทั่วไปในแต่ละเดือน ถ้ามีผู้คนค้นหาธุรกิจของคุณใน Search Engine เป็นจำนวนมาก ย่อมดีกว่าน้อย หรือไม่มีคนสนใจค้นหาเลย

2. ความแม่นตรง (Relevancy)

คีย์เวิร์ดที่ตอบโจทย์ทางธุรกิจ คือคำที่มีสิ่งที่เรียกว่า Relevancy ผมแปลแบบยาวๆ หน่อยว่า ความเกี่ยวข้องสอดคล้อง ในที่นี้ให้โฟกัสไปที่ธุรกิจของคุณ เช่นว่า คุณขายรถมือสองอย่างเดียว ไม่มีรถมือหนึ่ง แล้วคุณไปทำ SEO เพื่อดันคีย์กว้างๆ อย่างคำว่า “รถ” (ซึ่งอาจเหมารวมทั้งรถมือหนึ่งและมือสอง) หรือคำว่า “รถใหม่” เป็นต้น แบบนี้อาจทำให้คุณเสียลูกค้าไปส่วนหนึ่ง ในขณะที่ได้ลงทุนลงแรงไปแล้วไม่ใช่น้อยในการทำ SEO ก็อยากฝากว่า ในการเลือกคีย์เวิร์ดมาทำ ไม่ใช่เห็นว่ามี Search Volume มากมายแต่อย่างเดียว อยากให้พิจารณาความตรงกันกับธุรกิจของคุณด้วย

3. การแข่งขัน (Competition)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างกัน จึงมีความยากง่ายต่างกันไปเช่นกัน ดังนั้นในการเลือกคีย์เวิร์ดควรนำความสามารถในการแข่งขันของเว็บไซต์ของคุณ เช่น Domain Strength, ลิงก์ (Backlinks) เป็นต้น มาคิดคำนวณด้วย

ทั้ง 3 ปัจจัยที่ผมพูดถึงนี้ ไม่ควรใช้แยกกัน แต่ควรนำมาวิเคราะห์ร่วมกัน เช่น…

Search VolumeRelevancyCompetition
✔✖️✔

ถ้าคุณเลือก keywords ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคีย์เวิร์ด เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✖️✔✔

ถ้าคุณเลือก keyword ที่มีคนค้นหามากในแต่ละเดือน (Search Volume) แถมง่ายด้วย (Competition) แต่ไม่ตรงกับสินค้าหรือบริการของคุณ (Relevancy) ตัวอย่างเช่น คุณดำรงชีพด้วยการเป็นติวเตอร์สอนคณิตศาสตร์ ถ้าคุณเลือกทำคำ เช่น “สอนเลขฟรี” เป็นต้น ก็อาจทำให้เสียเวลาไปโดยใช่เหตุ

Search VolumeRelevancyCompetition
✔✔✖️

ถ้าคำที่คุณเลือกมาทำมีปริมาณค้นหารายเดือนดี (Search Volume) ตรงกับสินค้าที่คุณขายอยู่ด้วย (Relevancy) แต่ยากมาก (Competition)แบบนี้คุณอาจต้องเสียเวลาแรมปี เสียเงินหลักแสน กว่าจะถึงฝั่งฝันในที่สุด

คีย์เวิร์ดทีคุณต้องการเลือกมาทำ ควรที่จะมีคุณสมบัติครบทั้ง 3 ข้อ เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับที่ต้องการให้ได้มากที่สุด

ตัวอย่าง: วิเคราะห์หา Keyword ภาคปฏิบัติ

เรามาลงมือทำกัน นำสิ่งที่เราได้เรียนรู้จนตรงนี้มาคัดสรรค์หาคีย์เวิร์ดที่มีศักยภาพหยิบจับมาทำ SEO ที่สามารถหวังผลได้ในระยะเวลาอันสั้น

1. หาคำที่ตรงกับสินค้า/บริการ (Relevancy)

จากรายการ keywords ที่คุณหามาด้วยวิธีการต่างๆ นาๆ ที่ได้กล่าวไป ให้คุณนั่งไล่ดู ตัดคำที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจของคุณแล้วเก็บคำที่ตรงไว้ เช่น

  • ตัวอย่าง: สมมุติว่าที่ร้าน อ. หญิง ไม่ได้ทำปากชมพูด้วยการยิงเลเซอร์ ก็ตัดคำพวก “เลเซอร์ ปาก (ปริมาณการค้นหา 320 ครั้ง/เดือน), “เลเซอร์ ปาก ชมพู” (ปริมาณการค้นหา 1000 ครั้ง/เดือน) ถึงจะมีปริมาณการค้นหาที่ดี ก็เปล่าประโยชน์ ตัดทิ้งไปอย่าเสียดาย

ขั้นตอนนี้อาจจะใช้เวลาพอสมควร และน่าเบื่อบ้าง แต่ก็ต้องทำครับ ค่อยๆ ไล่ไปทีละคำ เสร็จแล้วคุณจะได้กลุ่มคำที่เมื่อติดอันดับแล้ว จะนำพาลูกค้ามาเข้าเว็บคุณอีกหลายต่อหลายปี

2. ปริมาณการค้นหา OK ไหม?

ถึงตรงนี้รายการคีย์เวิร์ดของคุณก็จะมีแต่คำที่ใช่ทั้งนั้น ต่อไปก็ให้พิจารณาปริมาณการค้นหาของแต่ละคำ โดยใช้ Google Keyword Planner

  • ยกตัวอย่างคำที่ผมจะไม่ทำ เช่น คำว่า “สัก ปาก ชมพู ถาวร” ถึงจะตรงกับสินค้า ร้าน อ. หญิง คือสักปากถาวร แต่พอดูปริมาณการค้นหาที่มีอยู่ประมาณ 10 ครั้ง/เดือน ก็คงต้องบอกผ่าน

3. วัดความสามารถในการแข่งขัน (Competitive Analysis)

ในการทำ SEO คำที่คุณจะทำแต่ละคำมีคู่แข่งแตกต่างๆ กันไป บางคำยาก บางคำง่าย ตรงนี้ต้องชั่งใจ และสมดุลให้ดีครับว่าถ้าต้องการทำคีย์ที่ค่อนข้างยาก ทำได้ครับ แต่งบประมาณและระยะเวลาในการประสบความสำเร็จนั้นก็จะมากตามไปด้วย โดยทั่วไปผมจะแนะนำลูกค้าว่าให้ทำคละกัน ทั้งคำที่ยากและง่ายในระยะสั้นคำที่ไม่ยากมากนักก็จะส่งผลก่อนคืออันดับจะดีเร็วกว่า

MOZ BAR – เครื่องมือวัดความแข็งแรง SEO

ในการวัดความสามารถในการแข่งขันของแต่ละคีเวิร์ดที่คุณได้หามา เราจะใช้เครื่องมือคือ MOZ Bar ซึ่งเป็น Chrome Extension ที่คุณ:

  • สามารถโหลดมาใช้กันได้ฟรีๆ อีกเช่นกันครับ ก็ให้ โหลดมา แล้วติดตั้ง ให้เรียบร้อยก่อน รูปลักษณ์เขาก็จะเป็นตัวเอ็มเล็กๆ ดังรูปด้านล่างในกรอบสีแดง
MOZ bar

ต่อไปจะเป็น 5 metrics หรือตัวแปรที่เราจะใช้เป็นตัววัดความสามารถในการแข่งขัน หรือความแข็งแรงเชิง SEO ของคู่แข่งแต่ละรายของคุณ

  1. Domain Authority (DA): ความแข็งแรงเชิง SEO ของ Domain, ทั้งเว็บ
  2. Page Authority (PA): ความแข็งแรงเชิง SEO เฉพาะหน้าเว็บ เป็นหน้าๆ ไป
  3. Links: ลิ้งค์ที่ชี้มายังหน้าเว็บเพจ คู่แข่งของคุณ
  4. Title: Page Title หรือชื่อเว็บเพจของคู่แข่ง
  5. Content: ประเภทเนื้อหาของเว็บเพจคู่แข่ง ว่าดีไม่ดียังไง คุณจะทำให้ดีกว่าได้ยังไง

ในขั้นตอนนี้ ให้คุณพิมพ์คีย์เวิร์ดที่ผ่านขั้นตอนที่ 1 และ 2 ลงไปใน Google ทำทีละคำนะครับ ในที่นี้ผมยกต้วอย่างโดยใช้คำว่า “สักปากชมพู” (ปริมาณการค้นหา 2900 ครั้ง/เดือน)

วิเคราะห์ความสามารถในการแข่งขัน

จะเห็นว่าเว็บร้าน อ. หญิง จะอยู่ในอันดับที่ 5 ดังนั้นจุดประสงค์ของผมก็คือ การดันต่อให้ไปติดอันดับ 1

ผมก็จะไล่จดค่าจาก Moz bar (แถบสีเทาใต้รายการ) Page Title, PA, DA, Link ของคู่แข่งที่อันดับดีกว่า และบันทึกค่าไว้ใน excel เพื่อความสะดวกในการวิเคราะห์ต่อไป

จากตารางที่ได้บันทึกค่าไว้จะเห็นว่า

  • Domain Authority: เว็บคู่แข่งแต่ละเว็บ เกิดมานาน เป็นที่รู้จักดีในวงกว้าง เช่น เว็บ Kapook, Pantip เป็นต้น และมีความแข็งแรงในเชิง SEO สูงมาก ดูได้จากค่า Domain Authoriy (DA) ตั้งแต่ 44-95 (จาก 100) ในขณะเดียวกันเว็บ อ. หญิง (ajying.com) มีค่า DA เพียง 15 ถือว่าต่ำมากกก
  • Page Authority (PA) ของเว็บสักปาก ร้าน อ. หญิง อยู่ที่ 29 จัดว่ามีความสามารถในการแข่งขันระดับที่พอใช้ เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
  • On-Page SEO: จะเห็นว่าเว็บ อ. หญิง และคู่แข่ง มีการทำ Onpage SEO ค่อนข้างดี กล่าวคือ มี keyword ใน Page Title กันหมด ตรงนี้ถือว่าไม่ได้เป็นแต้มต่อให้เว็บ ajying.com
  • ajying.com มี 72 ลิ้งค์ ถือว่าเป็น ปัจจัยหลัก ที่ทำให้เว็บ อ. หญิง ขึ้นมาติดหน้า 1 ได้

สรุปสิ่งที่ผมจะทำเพื่อให้อันดับดียิ่งขึ้น นอกจากสร้างลิ้งค์เพิ่มอย่างต่อเนื่องไปแล้ว ผมยังต้องเพิ่ม content ในลักษณะบทความ ที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้ามาเยี่ยมชมมากขึ้น นอกจากนี้เพิ่มรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากยิ่งขึ้นก็ช่วยได้ด้วยเช่นกัน

เรียนรู้คำศัพท์การตลาดจาก A ถึง Z เพื่อความเข้าใจการตลาดดิจิทัลให้มากขึ้น

การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) คือการทำการตลาดที่จะต้องผ่านสื่อดิจิทัล โดยการทำการตลาดในรูปแบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการตลาดแบบดั้งเดิม เพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่อยากผันตัวเข้าสู่วงการ การตลาดดิจิทัล

สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้ก็คือคำศัพท์พื้นฐานทางด้านการตลาดที่มีอยู่มากมาย โดยวันนี้ Am2b Marketing ได้นำคำศัพท์ทางการตลาดที่คุณสามารถพบเจอได้บ่อยๆ หากเลือกทำการตลาดในลักษณะนี้ มาให้ทุกท่านได้ศึกษาแบบจุใจหากต้องนำไปใช้จริง ก็มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่อายใครแน่นอน

 A

Ad Extensions หรือส่วนขยายโฆษณาเพิ่มเติมในโฆษณา Google Adwords ที่รวมไปถึงบทวิจารณ์ ส่วนขยายโฆษณาจะช่วยให้ผู้โฆษณาสร้างโฆษณาที่มีข้อมูลมากขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้เกิดอัตราคลิกผ่านที่สูงขึ้น

Ad Manager Account บัญชีโฆษณาบน Facebook ที่อนุญาตให้คุณแสดงโฆษณาบนเครือข่ายโฆษณาของ Facebook

Ad Network หรือแปลเป็นไทยว่าเครือข่ายโฆษณา ตัวอย่างเช่น Google มีเครือข่ายโฆษณา 2 เครือข่าย: เครือข่ายการค้นหา (โฆษณาแบบข้อความที่ปรากฏในผลการค้นหา) และเครือข่ายดิสเพลย์ (โฆษณาแบบรูปภาพที่ปรากฏบนเว็บไซต์หลายล้านแห่งที่เป็นพันธมิตรกับ Google)

Advertainment การทำโฆษณาโดยแฝงไปกับความบันเทิง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน ของธุรกิจบันเทิง กับโฆษณา ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

Alt Text หรือ Alternative Text แอตทริบิวต์ที่ถูกเพิ่มลงในโค้ด HTML สำหรับรูปภาพที่ใช้เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของรูปภาพแก่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

Anchor Text คำที่คลิกได้ในไฮเปอร์ลิงก์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าตัวอักษรที่สามารถกดคลิกเข้าไปเพื่อไปสู่หน้าอื่นๆ ที่ต้องการได้

Algorithm คือรูปแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาที่สามารถอธิบายมาเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน อย่างเช่นการนำเข้าอะไรสักอย่าง แล้วส่งผลลัพธ์บางอย่างออกมาหรือจะยกตัวอย่างง่ายๆ เวลามีข่าวออกมาว่า Facebook ทำการปรับ Algorithm ใหม่ส่งผลให้การมองเห็นข่าวสารต่างๆ บนหน้าฟีดลดน้อยลง

Algorithm Update การเปลี่ยนแปลงที่ทำกับอัลกอริทึม โดยทั่วไปการอัพเดทจะมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ Google หรือสิ่งที่ทำการอัพเดทโดยตรง

Alexa (Amazon Alexa) อุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกในบ้านของ Amazon ที่ควบคุมด้วยเสียง เช่นการสั่งให้เปิดเพลง ถามข้อสงสัยต่างๆ

Automation คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานที่ซ้ำซ้อน ที่จะเข้ามาจัดการงานบางสิ่งบางอย่างแทนมนุษย์

Average Position หรือตัวชี้วัดใน Google Adwords ที่ช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าใจว่าโฆษณาของพวกเขาแสดงอยู่ที่ไหน ในหน้าผลการค้นหาของ Google โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือตำแหน่งเฉลี่ยระหว่าง 1 – 4 และตั้งแต่อันดับที่ 5 ขึ้นไป แสดงว่าโฆษณาของคุณปรากฏที่ด้านล่างของหน้าผลการค้นหา

Awareness คือการตระหนักถึง การสร้างการรับรู้ ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณ รับรู้ตระหนักถึงการมีอยู่ของสินค้า หรือแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าจะมาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือการกระทำต่างๆ ที่เป็นการย้ำเตือนกลุ่มเป้าหมายให้จดจำถึงสินค้า หรือแบรนด์ของคุณ

B

Backlink หรือลิงก์ย้อนกลับเมื่อเว็บไซต์หนึ่งเชื่อมโยง ไปยังเว็บไซต์อื่นโดยใช้รหัส html href Google การใช้ลิงก์ย้อนกลับมีประโยชน์ และส่งผลต่อการทำ SEO ตัวอย่างเช่น “เว็บไซต์ A” มีลิงก์ย้อนกลับขาเข้าจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพอื่น ๆ (เว็บไซต์ B, C และ D) ลิงก์จะได้รับคะแนนความเชื่อถือสำหรับเว็บไซต์ A และ เว็บไซต์ A ได้รับสิทธิ์บางอย่างจาก B, C และ D ผ่านลิงก์

Banner Ad โฆษณารูปแบบดิจิทัลยอดนิยมที่สามารถวางภาพโฆษณาไว้ตามเว็บไซต์ทึ่ต้องการได้

Bing เครื่องมือค้นหาเว็บที่ให้บริการค้นหาผลิตภัณฑ์ วิดีโอ ภาพ และแผนที่การค้นหา Bing ถูกดำเนินการดูแลโดย Microsoft Bing จะควบคุมประมาณ 20% ของส่วนแบ่งการค้นหา

Bing Ads แพลตฟอร์มที่ให้บริการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกทั้ง Bing และ Yahoo! เป็นเครื่องมือการค้นหา บริการ Bing Ads จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถสร้างโฆษณา ซึ่งสามารถกำหนดเป้าหมายเช่นสถานที่ตั้งข้อมูลประชากร และการกำหนดเป้าหมายอุปกรณ์แสดงผล

Big Data คือข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริษัทของคุณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากบริษัท หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกอย่างโซเชียลมีเดีย โดยจะเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่าข้อมูลดิบ

Black Hat คือคำสแลงสำหรับนัก การตลาดดิจิทัล ที่เปรียบเทียบถึงค้นร้าย ผู้ร้าย หรือที่เรียกว่าแฮกเกอร์หมวกดำ (หรือแฮกเกอร์ผู้ร้าย) ที่ทำงานให้กับแก๊งอาชญากร หากมองในมุม SEO Black Hat ที่ใช้กลยุทธ์สแปมเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ เช่นบทความการสร้างลิงก์ Directory (ไดเรกทอรี) มวลหรือ SEO เชิงลบ

Blog หรือบล็อกเป็นหน้าเว็บหรือเว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงเป็นประจำด้วยเนื้อหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร บล็อกเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์ในการทำ การตลาดดิจิทัล เนื่องจากพวกเขานำเสนอเนื้อหาใหม่ๆ เป็นประจำ ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จะช่วยดึงดูดผู้เข้าชมรายใหม่เข้ามาบนเว็บไซต์หลักของคุณ

Bot โปรแกรมอัตโนมัติที่เข้าชมเว็บไซต์ที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “โปรแกรมรวบรวมข้อมูล” หรือ “สไปเดอร์” บอตสแปมที่เข้าชมเว็บไซต์ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่นอนซึ่งมักแสดงใน Google Analytics ว่าเป็นการเข้าชมที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม Google ใช้บอตเพื่อรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์เพื่อให้สามารถจัดอันดับและเพิ่มในการค้นหาของ Google

Bounce Rate หรืออัตราการตีกลับที่ถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ออกโดยไม่ทำการคลิก หรือโต้ตอบกับส่วนใดๆ ของหน้าเพจ ตัวอย่างเช่นถ้ามีคน 100 คนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ มีคนจำนวน 50 คนคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณนั้นทันที อัตราการตีกลับจะอยู่ที่ 50% นั่นเอง

Bread Crumbs ลิงก์การนำทางที่ด้านบนของหน้าเว็บที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนบนเว็บไซต์ ลิงก์เหล่านี้มักปรากฏใกล้กับชื่อของหน้าเว็บและมีลักษณะดังนี้ หน้าแรก> บริการ> บริการเฉพาะ

Business Manager หรือผู้จัดการธุรกิจเป็นแพลตฟอร์ม Facebook ที่อนุญาตให้นักการตลาดเข้ามาจัดการงานเองได้ในหน้าจอเดียว

C

Campaign ชุดข้อความโฆษณาสำหรับทำการตลาดผลิตภัณฑ์ หรือบริการแคมเปญสามารถทำงานผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์ (เช่น Google, Bing), โซเชียลมีเดีย, อีเมลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

Canonical (rel=canonical) คือชิ้นส่วนของรหัสที่เพิ่มลงในส่วนหัว html ของหน้าเว็บเพื่อระบุถึง Google ว่าเนื้อหานั้นเป็นต้นฉบับหรือทำซ้ำจากที่อื่น เนื้อหาต้นฉบับควรเป็นที่ยอมรับในตัวของมันเอง และเนื้อหาที่นำมาจากที่อื่นควรชี้ให้เป็นที่ยอมรับไปยัง URL ต้นฉบับ Canonicals

Click-Through-Rate คืออัตราการคลิกผ่านที่เป็นตัวชี้วัดแสดงความถี่ที่ผู้คนคลิกโฆษณาหลังจากที่พวกเขาเห็น สามารถคำนวณได้โดยหารจำนวนการคลิกโฆษณาหาร กับจำนวนการแสดงผล (จำนวนครั้งที่มีผู้คนเห็นโฆษณา) อัตราการคลิกผ่านจะมีประโยชน์ เมื่อคุณนำไปพิจารณาว่าข้อความโฆษณานั้นตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคค้นหาหรือไม่

Code คือรหัสภาษาที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ ภาษาที่ใช้บ่อยที่สุดในการออกแบบเว็บคือ HTML, CSS, JS และ PHP

Contact Form คือแบบฟอร์มการติดต่อ ที่อยู่ในเว็บไซต์ที่มีช่องให้ระบุ หรือกรอกข้อมูลสำหรับผู้เข้าชมเพื่อติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการรวบรวมชื่อหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมลของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า

Conversion คือการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อสื่อทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น การตอบรับโดยการกล่าวถึง การเข้าร่วม การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อ หรือกดปุ่มรับข้อมูลข่าวสาร ก็ได้ทั้งนั้น

Content คือสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบที่สามารถอ่านดูหรือโต้ตอบได้ โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่สามารถรวบรวมรูปภาพ และวิดีโอเข้าไปด้านในด้วย

Content Marketing หรือก็คือการทำการตลาดโดยใช้เนื้อหา หรือบทความ ที่ดี มีประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า บางครั้งการนำเสนอเนื้อหาก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นการสร้างเนื้อหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกิจการของตนเอง หรือการเขียนบทความที่กำลังเป็นกระแส เป็นที่นิยม เพื่อตอบสนองความต้องการให้แก่กลุ่มลูกค้า ที่อาจจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาทางตรงด้วยซ้ำ

Conversion Rate หรืออัตราการแปลง ที่หมายถึงอัตราที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คำนวณได้ด้วยการหารจำนวนความสำเร็จของเป้าหมาย กับจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด ตัวอย่างเช่นหากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 100 คน มี 10 คนที่ทำการกรอกข้อมูลการติดต่อกลับ อัตราการเปลี่ยนแปลงก็จะเท่ากับ 10%

CPA (Cost Per Acquisition) คือตัวชี้วัดในแพลตฟอร์มโฆษณาแบบชำระเงินซึ่งวัดจำนวนเงินที่ใช้ไปเพื่อรับลูกค้าเป้าหมายใหม่หรือลูกค้าใหม่ สามารถคำนวณได้โดย หารการใช้จ่ายทั้งหมดด้วยจำนวนการแปลงในช่วงเวลาที่กำหนด ตัวอย่างเช่นหากในหนึ่งเดือนบัญชี PPC ใช้จ่าย $ 1,000 ดอลลาร์ ได้รับ 10 Conversion (โอกาสในการขาย) ค่าใช้จ่ายต่อการซื้อคือ $ 100

CPC (Cost Per Click) หรือต้นทุนต่อคลิกที่ถูกจ่ายในการทำโฆษณา ที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านของราคา และคำหลักที่เลือกใช้ ราคาต่อคลิกจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาจริง เมื่อมีผู้โฆษณาที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกับเสนอราคาที่มากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อคลิกจะเริ่มน้อยกว่า $ 1 ดอลลาร์สำหรับคำหลักหางยาว หรือคำหลักที่มีการแข่งขันต่ำ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่อคลิกที่สูงถึง $ 100 ต่อคลิก

CPM “Cost Per Thousand” คือจำนวนเงินที่ผู้โฆษณาจ่ายสำหรับการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้ง

CRO (Conversion Rate Optimization) การเพิ่มประสิทธิภาพอัตราการแปลงที่นำไปสู่เป้าหมาย หรือความสำเร็จ

CSS ย่อมาจาก “Cascading Style Sheets” คือเอกสารรหัสที่บอก HTML ของเว็บไซต์ว่าควรปรากฏบนหน้าจออย่างไร CSS เป็นเอกสารที่ช่วยประหยัดเวลาสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์เนื่องจากพวกเขาสามารถกำหนดสไตล์ของ HTML ได้เป็นส่วนใหญ่

CTA (Call to Action) หรือการเรียกร้องให้ดำเนินการ คือองค์ประกอบบนหน้าเว็บที่ใช้เพื่อผลักดันผู้เข้าชมไปสู่การกระทำหรือการแปลงเฉพาะ CTA สามารถเป็นปุ่มที่คลิกได้พร้อมข้อความรูปภาพ หรือข้อความก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประโยคลักษณะกระตุ้นความรู้สึกอย่าง “โทรเลยวันนี้” “ซื้อเลย” “ด่วน จำนวนจำกัด” เป็นต้น

D

Dashboard คือหน้าแรกที่รวบรวมสิ่งต่างๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์หรือแคมเปญการตลาด การตลาดดิจิทัล คำศัพท์เฉพาะสำหรับงานออนไลน์ที่รวมถึงวิธีปฏิบัติทางการตลาดเฉพาะอย่างเช่น SEO, PPC, CRO, การออกแบบเว็บ, การเขียนบล็อก, เนื้อหา และการโฆษณารูปแบบต่างๆ

Directory คือรูปแบบของเว็บไซต์ที่จัดหมวดหมู่ด้วยธีมที่คล้ายกัน อย่างเช่นการรวบรวมธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับ SEO

Display Ads คือโฆษณาบนเครือข่ายดิสเพลย์ซึ่งรวมถึงรูปแบบต่าง ๆ มากมายเช่น: รูปภาพ, แฟลช, วิดีโอและเสียง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นโฆษณาแบนเนอร์สิ่งเหล่านี้คือโฆษณาที่ปรากฏในเว็บในเว็บไซต์ข่าวบล็อกและโซเชียลมีเดีย

Display Network หรือเครือข่ายดิสเพลย์ คือเครือข่ายเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่แสดงโฆษณาแบบรูปภาพบนหน้าเว็บ เครือข่ายดิสเพลย์ของ Google ครอบคลุมกว่า 2 ล้านเว็บไซต์ที่เข้าถึงผู้คนกว่า 90% บนอินเทอร์เน็ตธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคในเครือข่ายดิสเพลย์ตามคำหลัก

DNS หรือดีเอ็นเอส คือระบบการตั้งชื่อโดเมน เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน จะถูกใช้งานสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต

Dofollow วลีที่แสดงถึงไฮเปอร์ลิงก์ที่ไม่มีแท็ก “nofollow” โดยค่าเริ่มต้นการเชื่อมโยงจะเป็นลิงก์ dofollow จนกว่าจะมีการเพิ่มโค้ด “nofollow” ในส่วนนั้น ลิงก์ Dofollow ส่งผ่าน SEO ไปยัง URL ปลายทางในขณะที่ลิงก์ “nofollow” ไม่ทำเช่นนั้น

Duplicate Content หรือเนื้อหาที่ซ้ำกัน อ้างถึงอินสแตนซ์ที่พบข้อความบางส่วนในที่ต่างๆ 2 แห่งบนเว็บเมื่อพบเนื้อหาเดียวกันในหลายเว็บไซต์อาจทำให้เกิดปัญหาการจัดอันดับเว็บไซต์หนึ่งหรือทั้งหมดเนื่องจาก Google ไม่ต้องการแสดงเว็บไซต์หลายแห่งในผลการค้นหาที่มีข้อมูลเดียวกัน เนื้อหาที่ซ้ำกันประเภทนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากอาจเกิดจากการลอกเลียนแบบ นอกจากนี้เนื้อหาที่ซ้ำกันอาจเป็นปัญหามาจากภายในเว็บไซต์เดียวกัน อย่างการมีหน้าแสดงผลแบบเดียวกันในหนึ่งไซต์ Google อาจไม่เข้าใจว่าจะแสดงเวอร์ชันใดในผลการค้นหา

E

Ecommerce หรืออีคอมเมิร์ซ หมายถึงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดหมวดหมู่สำหรับธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจออนไลน์ รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซคือผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่ขายสินค้าโดยตรงต่อผู้บริโภค

Email Automation ระบบการตลาดที่ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อส่งอีเมลโดยอัตโนมัติตามตัวกระตุ้นที่กำหนด ตัวอย่างเช่นช่องทางอัตโนมัติสามารถตั้งค่าให้ส่งอีเมล 1 ฉบับ เมื่อมีผู้ให้ที่อยู่อีเมลของพวกเขาจากนั้นอีเมล 2a หรือ 2b จะถูกส่งโดยพิจารณาจากพฤติกรรมของบุคคลนั้นว่าได้ทำการคลิกที่อีเมลฉบับแรกหรือไม่

Email List ชุดของที่อยู่อีเมลที่สามารถใช้ส่งแคมเปญการตลาดอีเมลให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยทั่วไปรายการจะแบ่งตามการจัดหมวดหมู่ผู้ใช้เพื่อให้รายชื่อลูกค้าปัจจุบันสามารถรับการสื่อสารประเภทหนึ่งได้ในขณะที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าสามารถได้รับการสื่อสารส่งเสริมการขายมากขึ้น

Email Marketing การใช้อีเมลโดยมีเป้าหมายในการขายให้กับลูกค้า หรือการกระตุ้นประเภทอื่นๆ

 Engagement คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นการสร้างเรื่องราว หรือบทความที่ดี และมีประโยชน์ให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อทำให้เกิดการติดตาม กดไลค์ กดแชร์ เพื่อทำให้กลุ่มลูกค้านั้นรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของคุณ

F

Featured Snippet ชิ้นส่วนข้อมูลสรุปที่ Google ดึงจากเว็บไซต์ และวางลงในผลการค้นหาโดยตรงเพื่อแสดงคำตอบอย่างรวดเร็วสำหรับคำค้นหาทั่วไป

Facebook Advertising คือช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าถึงผู้ใช้ผ่านเครือข่ายโฆษณาของพวกเขา สามารถสร้างประเภทโฆษณาหลากหลายประเภทเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดโดยผู้จัดทำ

Facebook Business Page หน้าเว็บสาธารณะบน Facebook ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ บริษัท การใช้หน้าธุรกิจให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงตัวจัดการโฆษณาของ Facebook นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจมีส่วนร่วมกับผู้ใช้ (เช่นการถูกใจ การตอบกลับข้อความ)

Facebook Ads Manager ตัวจัดการโฆษณาเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณาบน Facebook

G

Google Adword เครื่องมือสำหรับการทำโฆษณาบนกูเกิล ให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ด้านบนสุดของการค้นหาบนกูเกิล โดยค่าบริการจะคิดก็ต่อเมื่อมีคนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น

Google Analytic เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของกูเกิล ที่ใช้สำหรับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ภายในเว็บไซต์ของคุณ โดยสามารถดูว่ามีคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไหร่ มาจากช่องทางไหนบ้าง ระยะเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก

Google Adsense เป็นเครื่องสำหรับกระจายสื่อโฆษณาของกูเกิล ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสสำหรับการสร้างรายได้ โดยการนำโฆษณาจากกูเกิล มาใส่ไว้ในเว็บของคุณ เมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาที่คุณนำมาไวในเว็บ คุณก็จะได้รับเงินในส่วนนั้น

Google My Business บริการฟรีจาก Google ที่ช่วยสนับสนุนร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ให้สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจลงไปในฐานข้อมูลของ Google เพื่อให้เกิดการแสดงผลเมื่อมีการค้นหาชื่อธุรกิจของคุณ

Google Home อุปกรณ์สำหรับผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้านของพวกเขา และสามารถทำงานตามคำสั่งขั้นพื้นฐานมากมายผ่านเสียง อย่างการใช้งานทั่วไปบนหน้าแรกของ Google อย่างการถามคำถามพื้นฐานทำการค้นหาโดย Google กำหนดเวลาการนัดหมายเล่นเพลง หรือตั้งค่าการเตือนในชีวิตประจำวัน

Google Maps บริการระบุตำแหน่ง และการนำทางที่จัดทำโดย Google

Google Algorithm คือระบบโปรแกรมเชิงคณิตศาสตร์ที่กำหนดว่าจะให้เว็บไซต์ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Googleเมื่อใดก็ตามที่มีการสืบค้นจำนวนมากที่ถูกเรียกว่าอัลกอริทึม อัลกอริทึมของ Google ได้รับการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 500 – 600 ครั้งต่อปี หรือสองครั้งต่อวัน) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ทั่วโลก

Google Reviews คือรีวิวที่มาจาก Google My Business ที่สามารถเข้าไปเขียนบทวิจารณ์ได้ โดยการให้คะแนน 1-5 ดาวและเขียนข้อความสั้นๆ

Google Search Console คือบริการฟรีจาก Google ที่ช่วยคุณในการตรวจสอบและดูแลให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาของ Google ตลอดจนแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว

GCLID ย่อมาจาก Google Click Identifier คือตัวเลขและตัวอักษรเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นป้าย ID ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยทั่วไปจะใช้เพื่อติดตามผู้ใช้แต่ละรายเมื่อพวกเขาคลิกโฆษณา PPC เพื่อให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ (ไม่ว่าพวกเขาจะแปลงในหน้าใด และใช้วิธีการใด) สามารถติดตาม และนำมาใช้อย่างเหมาะสมโดยใช้ Google Analytics

Gravity Forms คือปลั๊กอิน WordPress ที่เพิ่มแบบฟอร์มการติดต่อที่ปรับแต่งได้ไปยังเว็บไซต์ ปลั๊กอินนี้จะติดตามการส่งแบบฟอร์มทั้งหมดที่เสร็จสมบูรณ์ และอนุญาตให้ปรับแต่งฟิลด์ทั้งหมดในแบบฟอร์ม Gravity Forms เป็นปลั๊กอินแบบฟอร์มติดต่อมาตรฐานที่ใช้กับเว็บไซต์ที่สร้างโดย Geek Powered Studios

H

Hashtag วลีที่ขึ้นต้นด้วยสัญลักษณ์ “#” ที่ใช้ในโซเชียลมีเดียเป็นวิธีในการติดแท็กเนื้อหาให้ผู้ใช้ค้นพบ การเพิ่มแฮชแท็กในโพสต์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาโพสต์นั้นเมื่อค้นหาหัวข้อที่สร้างแฮชแท็กไว้

Header ด้านบนสุดของหน้าเว็บไซต์ที่มักจะมีโลโก้ หรือเมนูที่เป็นส่วนหัว

Header Code โดยปกติของเว็บไซต์จะมีการการวางรหัสบางส่วนในส่วนหัวเพื่อให้สามารถเข้าถึง ทุกหน้าของเว็บไซต์ โดยทั่วไปในรหัสส่วนหัวคุณจะพบสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่บนหน้าเว็บไซต์

Header Tags คือแท็กส่วนหัวใช้ใน HTML เพื่อจัดหมวดหมู่ส่วนหัวของข้อความบนหน้าเว็บ โดยพื้นฐานแล้วชื่อเรื่อง และหัวข้อสำคัญของหน้าเว็บจะบอกให้ผู้เข้าชมทราบว่าหน้าเว็บนั้นเกี่ยวกับอะไร

Heatmap เป็นภาพกราฟิกแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้โต้ตอบกับเว็บไซต์ของคุณอย่างไร ซอฟต์แวร์ Heatmapping ใช้สำหรับติดตามตำแหน่งที่ผู้ใช้คลิกบนหน้าเว็บ สรุปได้ง่ายๆ ว่า Heatmaps ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ ที่สามารถนำไปช่วยในการออกแบบ และเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้

HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language HTML คือชุดของรหัสที่ใช้บอกเว็บเบราว์เซอร์ถึงวิธีแสดงหน้าเว็บ แต่ละรหัสเรียกว่าองค์ประกอบ หรือแท็ก HTML มีองค์ประกอบเริ่มต้นและสิ้นสุดสำหรับมาร์กอัพส่วนใหญ่

HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol HTTP เป็นโปรโตคอลที่ใช้โดย World Wide Web เพื่อกำหนดวิธีการจัดรูปแบบและส่งข้อมูลการดำเนินการที่เว็บเบราว์เซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ควรใช้เพื่อตอบสนองต่อคำสั่ง เมื่อคุณเข้าสู่เว็บไซต์ในเว็บเบราว์เซอร์ของคุณและกด Enter สิ่งนี้จะส่งคำสั่ง HTTP ไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ซึ่งบอกให้เซิร์ฟเวอร์ดึงและส่งข้อมูลสำหรับเว็บไซต์นั้นไปยังเบราว์เซอร์ของคุณ

HTTPS หรือ Hypertext Transfer Protocol Secure คือโปรโตคอลการสื่อสารอินเทอร์เน็ตที่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลผู้ใช้ และเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับระหว่างคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้กับเว็บไซต์

Hreflang Tag รหัสใน html ของเว็บไซต์ที่บอกเครื่องมือค้นหาเช่น Google ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในหน้าเว็บ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ที่มีหน้าหลายเวอร์ชันในหลายภาษาเนื่องจากช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าเว็บใดบ้างที่เกี่ยวข้องและควรแสดงต่อผู้ชมเฉพาะกลุ่ม

Hyperlink หรือแปลแบบตรงตัวคือการเชื่อมโยงหลายมิติ ซึ่งก็คือการสร้างการเชื่อมโยงจากหน้าเว็บหนึ่งไปยังอีกหน้าเว็บหนึ่งซึ่งมักจะเป็นคำหรือรูปภาพที่ไฮไลต์ซึ่งจะนำคุณไปยังตำแหน่งปลายทางเมื่อคุณคลิกที่รายการที่เน้นไว้นั้น

I

Ideation คือแนวความคิด ความคิด ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้

Iframe เอกสาร HTML ที่อยู่ในเอกสาร HTML อื่นในเว็บไซต์ Iframes มักใช้เพื่อฝังเนื้อหาจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกหน้าเว็บหนึ่ง

Impression ความประทับใจที่มีต่อสื่อทางการตลาด โดยแสดงผลเป็นจำนวนครั้งที่มีการแสดงผลขึ้นมา โดยที่ไม่คำนึงการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ จากการแชร์ หรือการแท็ก

Impression Share ใช้ในการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกตัวชี้วัดนี้อ้างอิงถึงเปอร์เซ็นต์ของจำนวนครั้งที่ผู้ชมเห็นโฆษณาของผู้โฆษณาซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนเงินทั้งหมดที่เป็นไปได้ที่โฆษณาอาจได้เห็น หากส่วนแบ่งการแสดงผลของแคมเปญโฆษณาเป็น 70% แสดงว่าโฆษณาแสดงเวลา 7 ใน 10 เท่าที่เป็นไปได้

Immersive Experience คือการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เกิดความสนใจ และจินตนาการต่อยอดออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตื่นเต้นโดยการใช้สิ่งเร้าต่อระบบประสาทสัมผัสทั้งหกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความรู้สึก ให้แก่กลุ่มลูกค้า

Inbound Marketing การตลาดขาเข้าหมายถึงกิจกรรมและกลยุทธ์ที่ใช้ในการดึงดูดผู้ใช้หรือลูกค้าไปยังเว็บไซต์การตลาดขาเข้ามีความสำคัญต่อการมีเว็บไซต์ที่ดีเนื่องจากเป็นวิธีการดึงดูดลูกค้าในอนาคตโดยให้ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นในบริการผลิตภัณฑ์ หรือตราสินค้าของคุณ

Index หมายถึงหน้าเว็บทั้งหมดที่ Google รวบรวมข้อมูล และจัดเก็บไว้เพื่อแสดงต่อผู้ค้นหาของ Google

Infographic (Information Graphic) คือภาพกราฟิกที่บ่งบอกถึงข้อมูล อาจจะเป็นสถิติ เกร็ดความรู้ หรือเรียกได้ว่าคือข้อมูลอย่างย่อเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย เพียงแค่กวาดตามอง

IP Address เป็นหมายเลขเฉพาะที่ระบุอุปกรณ์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารผ่านเครือข่าย อุปกรณ์แต่ละชิ้นมีที่อยู่ IP ที่ไม่ซ้ำกัน และสามารถใช้ในการค้นหาแยกความแตกต่างของอุปกรณ์นั้นจากอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งหมดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ต คุณสามารถค้นหาที่อยู่ IP สาธารณะของคุณได้โดยไปที่ Google

J

Java เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถทำงานบนอุปกรณ์ดิจิตอล Java สามารถใช้ด้วยตนเองในขณะที่ Javascript สามารถใช้ได้ในเว็บเบราว์เซอร์เท่านั้น

Javascript เป็นภาษาสคริปต์ที่ใช้บนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อจัดองค์ประกอบแบบอินเทอร์แอคทีฟไปยังหน้าเว็บที่ทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ด้วย HTML หรือ CSS เท่านั้น

K

Keyword หรือคำสำคัญในการค้นหาผ่านกูเกิล และเป็นคำที่คุณสามารถกำหนดขึ้นมาได้ เพื่อให้บทความ หรือเว็บไซต์ของคุณถูกนั้นถูกค้นพบได้ง่าย

Keyword Phrase กลุ่มของคำสองคำขึ้นไปที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลในเครื่องมือค้นหา บางครั้งเมื่อค้นหาบางอย่างคำหลักคำเดียวจะไม่ให้ข้อมูลที่คุณค้นหาซึ่งวลีคำหลักช่วยให้คุณสามารถรวมคำหลายคำเข้าด้วยกันเพื่อค้นหาข้อมูลที่ดีกว่า

Keyword Density ความหนาแน่นของคำหลักหมายถึงร้อยละของความถี่ที่คำหลักจะปรากฏบนหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกับคำทั้งหมดในหน้าเว็บนั้น

Keyword Stuffing เมื่อเว็บเพจใช้คำหลักบ่อยเกินไปหรือไม่จำเป็นโดยมีเจตนาในการจัดการกับเครื่องมือค้นหา พฤติกรรมประเภทนี้ สามารถนำไปสู่การลดค่าอัลกอริทึมอย่างใดอย่างหนึ่งในการค้นหา หรือการลงโทษจาก Google

KPI (Key Performance Indicator) คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน โดยจะแสดงรายละเอียดของงานที่สำเร็จ หรือไม่สำเร็จออกมา โดย KPI เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

L

Landing Page หน้าเว็บปลายทางที่ผู้ใช้เข้าสู่ระบบหลังจากคลิกที่ลิงก์ (ไม่ว่าจะในโฆษณาหรือที่ใดก็ตาม) หน้า Landing Page บางหน้าได้รับการออกแบบโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างโอกาสในการขายหรืออื่นๆ

Lead คือกลุ่มคนที่อาจมาเป็นลูกค้า หรือว่าที่ลูกค้า ที่กำลังสนใจในสิ่งที่คุณได้ทำการเสนอออกไป

Link หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อว่า Hyperlink ที่เป็นสตริงของโปรโตคอลการถ่ายโอนข้อความไฮเปอร์เท็กซ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเว็บเพจบนอินเทอร์เน็ต มีลิงก์รูปแบบหลักสองแบบ: ลิงก์ภายในที่ชี้ไปที่หน้าบนเว็บไซต์เดียวกันและลิงก์ภายนอกที่ชี้ไปที่หน้าเว็บในเว็บไซต์อื่น

Link profile การรวมกลุ่มของลิงก์ทั้งหมดที่ชี้ไปยังเว็บไซต์หนึ่งๆ โปรไฟล์ของลิงก์มีความสำคัญในการพิจารณาว่าเว็บไซต์ใดจัดอันดับในผลการค้นหาของ Google หากเว็บไซต์มีลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ (ผิดศีลธรรม ข้อมูลเท็จ) ลิงก์จะมีผลเสียต่อการจัดอันดับ หากเว็บไซต์มีลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์ที่เป็นผู้ให้บริการที่แข็งแกร่งด้านเนื้อหา หรือแหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียงจะมีผลในเชิงบวกต่อการจัดอันดับ

Linkedin เว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อมืออาชีพกับงานธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ในอุตสาหกรรมของพวกเขา Linkedin ยังเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการตลาดโพสต์งาน และแบ่งปันเนื้อหาระดับมืออาชีพ

Linkedin Advertising แพลตฟอร์มโฆษณาของ LinkedIn ผ่านรูปแบบโฆษณาที่แตกต่างกันผู้โฆษณาสามารถเสนอราคาในพื้นที่โฆษณา และกำหนดเป้าหมายผู้ชมที่ไม่ซ้ำกันตามตำแหน่งงานประสบการณ์หลายปีในอุตสาหกรรม และกลุ่มประชากรอื่นๆ

Link Network กลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่ใช้เครือข่ายของเว็บไซต์ทั้งหมดเชื่อมโยงกับลิงก์ เพื่อเพิ่มโปรไฟล์ลิงก์ย้อนกลับ และจัดอันดับเว็บไซต์บางแห่งที่สูงขึ้นในผลการค้นหาของ Google

Lookalike Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน คือตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่เสนอโดยบริการโฆษณาของ Facebook จากรายการนี้ Facebook จะระบุลักษณะทั่วไประหว่างสมาชิกผู้ชม Facebook จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่แสดงความสนใจหรือคุณภาพใกล้เคียงกัน

Long Tail Keyword คือวลีคำหลักที่มีความยาว และยาวเกินไปซึ่งตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้คำหลักแบบหางยาวได้รับการค้นหาน้อยลงต่อเดือน แต่มีจุดประสงค์ในการค้นหาที่สูงกว่า และโดยทั่วไปแล้วการแข่งขันจะน้อยลง

M

Map Pack ส่วนของหน้าผลการค้นหาของ Google ที่มีธุรกิจที่ระบุไว้ในส่วนแผนที่ท้องถิ่น แผนที่จะแสดงข้อความค้นหาในท้องถิ่นประเภทธุรกิจทั่วไป หรือค้นหา “ใกล้ฉัน”

Meta Tags ข้อมูลโค้ด HTML ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในโค้ดของหน้าเว็บที่เพิ่มข้อมูลเชิงบริบทสำหรับโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บและเครื่องมือค้นหา เครื่องมือค้นหาใช้ข้อมูลเมตาเพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดจากหน้าเว็บที่จะแสดงในผลลัพธ์ ตัวอย่างเมตาแท็กประกอบด้วยวันที่เผยแพร่หน้าชื่อหน้าผู้เขียนและคำอธิบายรูปภาพ

Meta Description หรือเรียกว่าคำอธิบาย Meta ที่ถูกใช้เพื่ออธิบายหน้าเว็บไซต์ใน 160 ตัวอักษร คำอธิบายเมตาเป็นสิ่งสำคัญของหน้าเว็บเพราะเป็นสิ่งที่ปรากฏในการค้นหาของ Google และผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหาอื่นๆ

Meta Keywords ส่วนที่บ่งบอกคำค้นหาของหน้าเว็บนั้นๆ

N

Nofollow แอตทริบิวต์ลิงก์ HTML ที่สื่อสารกับโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บ และเครื่องมือค้นหาที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บปลายทางตามหลักเกณฑ์ของ Google ลิงก์ใดๆ ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่นคุณจ่ายให้คนเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ หรือคุณให้สิทธิพิเศษแก่นักข่าวในการเขียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ ควรมีแท็ก nofollow

P

Panda อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาที่พัฒนาโดย Google เพื่อให้คะแนนคุณภาพ ที่มีความเกี่ยวข้องของเนื้อหาบนหน้าเว็บ

Penguin อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาที่พัฒนาโดย Google เพื่อกำหนดคุณภาพของลิงก์ที่ชี้ไปยังไซต์ใดไซต์หนึ่ง ที่เปิดตัวขึ้นมาเพื่อยับยั้งผู้ส่งอีเมลขยะ

Pigeon อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาของ Google ที่ตั้งใจจะให้บริการข้อมูลเป้าหมายในพื้นที่สำหรับการค้นหาบางอย่าง

PPC / Pay-Per-Click รูปแบบการโฆษณาออนไลน์ที่ผู้โฆษณาจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับโฆษณาของพวกเขาเมื่อมีการคลิกจากผู้เข้าชม

Q

Quality Score หรือคะแนนคุณภาพของ Google Adwords ที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพของคำหลักที่ใช้ในแคมเปญ PPC คะแนนเหล่านี้ส่วนใหญ่พิจารณาจากความเกี่ยวข้องของข้อความโฆษณาอัตราการคลิกผ่านที่คาดหวังรวมถึงคุณภาพของหน้า Landing Page และความเกี่ยวข้องคะแนนคุณภาพเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาการประมูลโฆษณาดังนั้นการมีคะแนนสูงสามารถนำไปสู่การจัดอันดับโฆษณาที่สูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

Query หรือข้อความค้นหาที่ใช้กำหนดการค้นหาโดยใช้เครื่องมือค้นหา เช่น Google, Bing และ Yahoo ตัวอย่างของข้อความค้นหารวมถึง “ระยะทางไปยังร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุด” และอีกมากมาย

R

Rankings คืออันดับที่เว็บไซต์ปรากฏในผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา การจัดอันดับนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคำหลักดังนั้นเว็บไซต์อาจมีคำหลักที่จัดอันดับในหน้าแรก และอื่นๆ ที่ไม่มี

Reach คือจำนวนที่คนที่เข้าถึงสื่อทางการตลาดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อความต่างๆ

Redirect หรือการเปลี่ยนเส้นทางที่เว็บเบราว์เซอร์นำผู้ใช้จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกหรือป้อนข้อมูลใดๆ

Referral สื่อที่แสดงถึงใน Google Analytics ที่แสดงถึงการเข้าชมเว็บไซต์ที่มาจากเว็บไซต์อื่น เมื่อผู้ใช้คลิกที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บภายนอกผู้ใช้จะถูกกล่าวถึงว่ามีการ “อ้างอิง” ที่นั่น

Responsive Web Design ปรัชญาของการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้เนื้อหาทั้งหมดแสดงอย่างถูกต้องโดยไม่คำนึงถึงขนาดหน้าจอ หรืออุปกรณ์ เว็บไซต์ของคุณจะ “ตอบสนอง” ต่อขนาดของหน้าจอที่ผู้ใช้แต่ละรายอาจมีลดขนาด จัดโครงสร้างใหม่บนหน้าจอขนาดเล็ก และขยายเพื่อให้เหมาะสมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่

ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend ตัวชี้วัดทางการตลาด PPC ที่แสดงให้เห็นถึงผลกำไรที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ใช้ไปกับโฆษณา คล้ายกับ ROI

Robots.txt เป็นไฟล์ที่บอกให้ Search Engine เช่น google yahoo มาเก็บข้อมูลในหน้าเว็บของเรา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว มันจะเก็บทุกส่วนของเว็บไซต์เรา ซึ่งถ้าเราไม่ต้องการให้มันเรียกเก็บข้อมูลในส่วนไหน เราก็สามารถป้องกันได้ ด้วยไฟล์ robots.txt นี้เอง

RSS คือหนึ่งในประเภทเว็บฟีด ซึ่งมีรูปแบบข้อมูลเอกซ์เอ็มแอล (XML) ซึ่งใช้สำหรับในการกระจายข้อมูลที่มีการเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงบ่อยจากเว็บไซต์ (web syndication) และบล็อก

ROI (Return on Investmen) คือวิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งให้ค่าการประเมินตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรง และทรงประสิทธิภาพมาก โดยสามารถทำได้หลายวิธีการ

S

Schema Markup รหัสที่ถูกเพิ่มเข้าไปใน HTML ของเว็บไซต์เพื่อให้เครื่องมือค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับธุรกิจ บุคคลสถานที่ผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งของที่เรียกว่าตัวอย่างโค้ดที่สมบูรณ์ หรือข้อมูลที่มีโครงสร้าง

SEO (Search engine optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับต้นๆ ของการค้นหาผ่าน เสิร์ชเอนจินด้วยคีย์เวิร์ด ที่คุณได้ใส่ลงไปในเว็บไซต์ หรือบทความของคุณ

SEM (Search Engine Marketing) คือการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

SoLoMo (Social Location Mobile) เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จากการใช้โซเชียลมีเดีย เช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

Second Screen คือแนวคิดการใช้ประสบการณ์จากจอที่สอง หรือก็คือการใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างความรู้สึกใหม่ในการดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เพื่อการดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าให้กลับมาอยู่ในรายการที่รับชมอยู่ แทนการทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ

Social Commerce คือเครือข่ายสังคมค้าขายออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอีคอมเมิร์ซโดยวิธีการคือการใช้โซเชียลมีเดีย เข้ามายกระดับการทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์ ให้ดีกว่าเดิม ให้สะดวกกว่าเดิม

Synergy คือการทำงานร่วมกันของกลุ่ม องค์กร หรือธุรกิจ ที่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าการทำงานแยกกัน

Showrooming คือพฤติกรรมการเลือกชมสินค้าหน้าร้าน แต่จะไปซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

Siri เทคโนโลยีการค้นหาด้วยเสียงของ Apple ที่ช่วยให้สามารถค้นหาผ่าน iPhone และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ได้ฟรี

T

Tag ใน WordPress แท็กคือเครื่องหมายระบุตำแหน่งที่ใช้เพื่อจัดหมวดหมู่โพสต์ต่างๆ ตามคำหลักและหัวข้อ คล้ายกับหมวดหมู่ของ WordPress แต่แท็กนั้นละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในขณะที่หมวดหมู่นั้นกว้างและมีเนื้อหาเฉพาะ

Title Tag องค์ประกอบ HTML ที่ใช้เพื่ออธิบายหัวข้อเฉพาะของหน้าเว็บ แท็กชื่อจะปรากฏในแถบด้านบนแท็บของเว็บเบราว์เซอร์ ใน SEO วิธีที่ดีที่สุดคือการมีแท็กชื่ออธิบายที่มีคำหลักของคุณมากกว่าสิ่งพื้นฐานเช่น “บ้าน”

U

Unique Visitors ตัวชี้วัดที่ใช้ในการวิเคราะห์เว็บเพื่อแสดงจำนวนคนที่แตกต่าง และไม่ซ้ำใครในการเข้าชมเว็บไซต์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำจะถูกวิเคราะห์จากที่อยู่ IP ของพวกเขา หากผู้เข้าชมเยี่ยมชมเว็บไซต์เดียวกันหลายครั้งพวกเขาจะถูกนับเพียงครั้งเดียวในการวัดผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำ

UI (User Interface) คือชุดของหน้าจอ หน้าเว็บ และองค์ประกอบแบบรูปภาพต่างๆ เช่น ปุ่มและไอคอน ซึ่งจะช่วยให้บุคคลสามารถโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้

UX (User eXperience) คือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ต่อการใช้งานของผู้ใช้งาน และการเข้าถึงโดยทั่วไปมักจะโยงในความหมายของการใช้งานของระบบงาน ที่มองถึงประสบการณ์การสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งาน (User) ต่อการใช้งานระบบงาน

V

Viral หรือ Viral Marketing เรียกแบบไทยๆ ก็คือการทำการตลาดแบบไวรัส โดยอาศัยหลักการเสนอความแปลกใหม่ ความแตกต่างที่โดนใจ ให้แก่กลุ่มลูกค้า เพื่อให้เกิดการส่งต่อที่รวดเร็ว ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ

Value Proposition คือคุณค่าที่นำเสนอต่อลูกค้า ซึ่งทางการตลาดหมายถึงคุณค่าของสินค้า และบริการที่เราได้ขายให้กับลูกค้า

X

XML ย่อมาจาก Extensible Markup Language ถูกใช้เป็นหลักในการจัดการหมวดหมู่ข้อมูลต่างๆ สำหรับคอมพิวเตอร์และมนุษย์ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในแง่พื้นฐาน XML อนุญาตให้แท็กที่ปรับแต่งได้สำหรับการทำเครื่องหมายข้อมูลที่ยากต่อการเข้าใจคอมพิวเตอร์

XML Sitemap เอกสารในรูปแบบ XML ที่จัดหมวดหมู่หน้าเว็บโพสต์ไฟล์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์ เอกสารนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการใช้งานของมนุษย์แม้ว่ามนุษย์สามารถดูได้ แต่แผนผังเว็บไซต์ XML ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้บอตตัวสืบค้นของเครื่องมือค้นหาสามารถค้นหาทุกหน้าของเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายคล้ายกับแผนงานหรือแผนที่ที่จะใช้เมื่อขับรถในระยะทางไกล

Y

Yelp แพลตฟอร์มการตรวจสอบทางสังคม และเครื่องมือค้นหาที่อนุญาตให้ผู้ใช้ออกความเห็นสำหรับธุรกิจ Yelp เป็น Directory ธุรกิจออนไลน์ที่องค์กรต่างๆ สามารถลงทะเบียนร้านค้าได้ เพราะ Yelp จะรวมรายชื่อธุรกิจไว้เพื่อให้ผู้ค้นหา หรือลูกค้าพบเจอ

YouTube แพลตฟอร์มชื่อดังที่โดดเด่นด้านการนำเสนอวิดีโอ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโฆษณา Google ปัจจุบัน Youtube เป็นเครื่องมือค้นหาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดอันดับสองของโลก

YouTube advertising หรือการทำโฆษณาบน YouTube ที่มีให้เลือกถึง 6 รูปแบบที่แตกต่างกัน

Yahoo! Search อีกหนึ่งเครื่องมือค้นหาที่ใหญ่เป็นอันดับสามในสหรัฐอเมริกา

สำหรับคำศัพท์ทาง การตลาดดิจิทัล พื้นฐานที่ Am2b Marketing ได้นำมาฝากทุกๆ คนในวันนี้ เราขอบอกเลยว่าล้วนเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการทำ การตลาดดิจิทัล ที่คุณมีโอกาสพบเจอได้ทุกวัน และเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการทำ การตลาดดิจิทัล ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของคุณอย่างแน่นอน หากคุณสนใจบทความอื่นๆ ของเรา หรือต้องการทำการตลาดออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญสามารถสอบถามได้

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

Content Marketing

การตลาดในยุคดิจิตอลดังเช่นปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่ากลยุทธ์สำคัญที่ทุกบริษัทควรจะมีก็คือ Content Marketing ซึ่งหากคุณสามารถสร้างมันได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จได้จนคุณต้องตกใจเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเริ่มหันเหออกจากการตลาดแบบเดิมๆ มาเน้นเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้การทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมีการแข่งขันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Am2b Marketing เขียนบทความนี้ขึ้น ก็เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้นั่นเอง

1. คอนเทนต์ดีๆ ไม่ได้มีเฉพาะตัวหนังสือ

เมื่อพูดถึงคอนเทนต์ หลายๆ คนก็มักจะนึกบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้ไหมคะว่าสมัยนี้การเขียนบทความที่มีตัวหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถสร้างอิมแพคให้เกิดขึ้นได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมรสนิยมของผู้บริโภคในยุคนี้ยังเปลี่ยนไปด้วย ทำให้การทำคอนเทนต์เองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย, Infographics, eBooks, vlogs (เล่าเรื่องราวในบล็อกผ่านวิดีโอ) เป็นต้น

2. ส่งต่อข้อมูลดีๆ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

ต้องยอมรับว่าใครๆ ก็ชอบของฟรี ยิ่งถ้าเป็นของดีแล้วฟรีด้วยก็ยิ่งชอบใหญ่ ซึ่ง Content Marketing ถือเป็นช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการพีอาร์ให้เห็นว่าบริษัทของเรานั้นมีความเป็นมืออาชีพในเรื่องใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งก็ทำอีบุ๊ครวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำการตลาดแบบนี้เสียเลย จะทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกบริษัทของคุณมีความน่าไว้วางใจ และเหมาะที่จะใช้บริการในโอกาสต่อไปนั่นเอง

3. ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบ B2B และ B2C ก็เหมาะกับการใช้ Content Marketing

นั่นก็เพราะว่า Content Marketing ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบ B2B หรือ B2C ก็ตาม แต่วิธีใช้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้แตกต่างกันบ้าง ดังนี้

  • B2B (Business to Business) คือธุรกิจที่เน้นการให้บริการแก่บรรดาผู้ประกอบการด้วยกัน, ผู้ผลิตกับผู้ผลิต, ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก, ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งหรือค้าปลีก หรือผู้ผลิตกับผู้นำเข้า โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งจุดนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมาใช้ในการสร้าง Infographic เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้า เป็นต้น
  • B2C (Business to Consumer) คือธุรกิจที่เน้นการขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยตัดบริษัทที่เป็นตัวกลางออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย พ่อค้าส่ง และพ่อค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้สินค้าสามารถทำกำไรได้มากขึ้น และมีราคาถูกลง เนื่องจากไม่ต้องแบ่งกำไรให้พ่อค้าคนกลางนั่นเอง โดยธุรกิจแบบนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยด้วยการทำคลิปวิดีโอ หรือวิดีโอโฆษณา เพื่อสร้างการจดจำในตัวสินค้าให้แก่ผู้บริโภคก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

4. ใช้ตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อวัดผลความสำเร็จและความล้มเหลวของงาน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งที่เราทำนั้นให้ผลลัพธ์ของความสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าไม่มีการตรวจสอบหรือวัดผล ดังนั้นการใช้ตัวชี้วัด หรือ KPIs จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนต์ของเราได้ จากนั้นเมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว จึงค่อยนำผลไปปรับปรุงคอนเทนต์ของเราให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการวัดผลนั้นเราสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยการใช้ Google’s URL builder และ Google Analytics เพื่อช่วยตรวจสอบ
  • วัดจากจำนวนผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดีย โดยวัดผลจากจำนวนผู้เข้าถึงคอนเทนต์ ผู้ไลค์ และผู้แชร์คอนเทนต์ ถือเป็นวิธียอดนิยมในไทยที่พบเจอได้บ่อยมาก
  • วัดจากจำนวนการตีกลับหรือ Bounce Rate โดยหากมีจำนวนการตีกลับที่มาก ก็หมายถึงว่าคอนเทนต์ของเราไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะผู้ชมเมื่อเห็นเนื้อหาแล้วปิดหน้าต่างทิ้งทันที แถมยังไม่เปิดคลิกไปหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์ด้วย
  • วัดจากจำนวน Inbound Links Earned เพราะหากคอนเทนต์ของเรามีคุณค่าที่ดีมากพอ ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะต้องนำลิงก์ไปแปะหรือแชร์บนเว็บอื่นอย่างแน่นอน โดยวิธีนี้ยังสามารถช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีผล SEO ที่ดีอีกด้วย
  • วัดจากระยะเวลาที่ผู้ชมใช้บนเว็บไซต์ ว่าพวกเขาอยู่ในหน้าเนื้อหาของเรากี่นาที ซึ่งหากผู้ใช้งานอยู่ในหน้านั้นไม่ถึง 15 วินาที ก็อาจแสดงว่าคอนเทนต์ของเราไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้นั่นเอง
  • วัดจาก Conversion rate ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น
  • วัดจากจำนวนยอดขาย อันเป็นตัววัดผลสำคัญที่จะบอกว่า คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงไร

5. ปรับแต่งคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้มีความหลากหลาย

แม้ว่าการทำคอนเทนต์มาร์เกตติ้งจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์เพียงคอนเทนต์เดี๋ยวจะสามารถทำได้ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการรีเสิร์ชข้อมูล เพื่อค้นหาให้ได้ว่าลูกค้าหรือเป้าหมายของเรานั้นต้องการอยากทราบเกี่ยวกับอะไร นอกจากนั้น เราควรจะรู้ว่าคอนเทนต์แต่ละรูปแบบนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่น บางชนิดอาจเหมาะสมสำหรับการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าหรือแบรนด์ แต่ไม่เหมาะสำหรับการดันยอดขาย เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการวางกลยุทธ์เพื่อการสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้ประสบความสำเร็จ หากคุณสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและขั้นตอนตามที่ได้นำเสนอนี้ รับรองว่าความสำเร็จจะมาถึงคุณอย่างไม่ยากเลย แต่สำคัญที่สุดคุณต้องค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น เพราะผลของความสำเร็จอาจไม่ได้มาเพียงแค่วันเดียว

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย