previous arrow
next arrow
Slider

เรียนรู้คำศัพท์การตลาดจาก A ถึง Z เพื่อความเข้าใจการตลาดดิจิทัลให้มากขึ้น

การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) คือการทำการตลาดที่จะต้องผ่านสื่อดิจิทัล โดยการทำการตลาดในรูปแบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากการตลาดแบบดั้งเดิม เพื่อปรับให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป และสำหรับนักการตลาดมือใหม่ที่อยากผันตัวเข้าสู่วงการ การตลาดดิจิทัล

สิ่งแรกที่คุณควรเรียนรู้ก็คือคำศัพท์พื้นฐานทางด้านการตลาดที่มีอยู่มากมาย โดยวันนี้ Am2b Marketing ได้นำคำศัพท์ทางการตลาดที่คุณสามารถพบเจอได้บ่อยๆ หากเลือกทำการตลาดในลักษณะนี้ มาให้ทุกท่านได้ศึกษาแบบจุใจหากต้องนำไปใช้จริง ก็มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง ไม่อายใครแน่นอน

 A

Ad Extensions หรือส่วนขยายโฆษณาเพิ่มเติมในโฆษณา Google Adwords ที่รวมไปถึงบทวิจารณ์ ส่วนขยายโฆษณาจะช่วยให้ผู้โฆษณาสร้างโฆษณาที่มีข้อมูลมากขึ้นและมีประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้เกิดอัตราคลิกผ่านที่สูงขึ้น

Ad Manager Account บัญชีโฆษณาบน Facebook ที่อนุญาตให้คุณแสดงโฆษณาบนเครือข่ายโฆษณาของ Facebook

Ad Network หรือแปลเป็นไทยว่าเครือข่ายโฆษณา ตัวอย่างเช่น Google มีเครือข่ายโฆษณา 2 เครือข่าย: เครือข่ายการค้นหา (โฆษณาแบบข้อความที่ปรากฏในผลการค้นหา) และเครือข่ายดิสเพลย์ (โฆษณาแบบรูปภาพที่ปรากฏบนเว็บไซต์หลายล้านแห่งที่เป็นพันธมิตรกับ Google)

Advertainment การทำโฆษณาโดยแฝงไปกับความบันเทิง ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน ของธุรกิจบันเทิง กับโฆษณา ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก

Alt Text หรือ Alternative Text แอตทริบิวต์ที่ถูกเพิ่มลงในโค้ด HTML สำหรับรูปภาพที่ใช้เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของรูปภาพแก่ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์

Anchor Text คำที่คลิกได้ในไฮเปอร์ลิงก์ หรือเรียกง่ายๆ ว่าตัวอักษรที่สามารถกดคลิกเข้าไปเพื่อไปสู่หน้าอื่นๆ ที่ต้องการได้

Algorithm คือรูปแบบกระบวนการแก้ไขปัญหาที่สามารถอธิบายมาเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน อย่างเช่นการนำเข้าอะไรสักอย่าง แล้วส่งผลลัพธ์บางอย่างออกมาหรือจะยกตัวอย่างง่ายๆ เวลามีข่าวออกมาว่า Facebook ทำการปรับ Algorithm ใหม่ส่งผลให้การมองเห็นข่าวสารต่างๆ บนหน้าฟีดลดน้อยลง

Algorithm Update การเปลี่ยนแปลงที่ทำกับอัลกอริทึม โดยทั่วไปการอัพเดทจะมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ Google หรือสิ่งที่ทำการอัพเดทโดยตรง

Alexa (Amazon Alexa) อุปกรณ์ช่วยอำนวยความสะดวกในบ้านของ Amazon ที่ควบคุมด้วยเสียง เช่นการสั่งให้เปิดเพลง ถามข้อสงสัยต่างๆ

Automation คือการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อทำงานที่ซ้ำซ้อน ที่จะเข้ามาจัดการงานบางสิ่งบางอย่างแทนมนุษย์

Average Position หรือตัวชี้วัดใน Google Adwords ที่ช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าใจว่าโฆษณาของพวกเขาแสดงอยู่ที่ไหน ในหน้าผลการค้นหาของ Google โดยผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคือตำแหน่งเฉลี่ยระหว่าง 1 – 4 และตั้งแต่อันดับที่ 5 ขึ้นไป แสดงว่าโฆษณาของคุณปรากฏที่ด้านล่างของหน้าผลการค้นหา

Awareness คือการตระหนักถึง การสร้างการรับรู้ ให้กลุ่มเป้าหมายของคุณ รับรู้ตระหนักถึงการมีอยู่ของสินค้า หรือแบรนด์ของคุณ ไม่ว่าจะมาจากการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หรือการกระทำต่างๆ ที่เป็นการย้ำเตือนกลุ่มเป้าหมายให้จดจำถึงสินค้า หรือแบรนด์ของคุณ

B

Backlink หรือลิงก์ย้อนกลับเมื่อเว็บไซต์หนึ่งเชื่อมโยง ไปยังเว็บไซต์อื่นโดยใช้รหัส html href Google การใช้ลิงก์ย้อนกลับมีประโยชน์ และส่งผลต่อการทำ SEO ตัวอย่างเช่น “เว็บไซต์ A” มีลิงก์ย้อนกลับขาเข้าจากเว็บไซต์ที่มีคุณภาพอื่น ๆ (เว็บไซต์ B, C และ D) ลิงก์จะได้รับคะแนนความเชื่อถือสำหรับเว็บไซต์ A และ เว็บไซต์ A ได้รับสิทธิ์บางอย่างจาก B, C และ D ผ่านลิงก์

Banner Ad โฆษณารูปแบบดิจิทัลยอดนิยมที่สามารถวางภาพโฆษณาไว้ตามเว็บไซต์ทึ่ต้องการได้

Bing เครื่องมือค้นหาเว็บที่ให้บริการค้นหาผลิตภัณฑ์ วิดีโอ ภาพ และแผนที่การค้นหา Bing ถูกดำเนินการดูแลโดย Microsoft Bing จะควบคุมประมาณ 20% ของส่วนแบ่งการค้นหา

Bing Ads แพลตฟอร์มที่ให้บริการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกทั้ง Bing และ Yahoo! เป็นเครื่องมือการค้นหา บริการ Bing Ads จะช่วยให้ธุรกิจของคุณสามารถสร้างโฆษณา ซึ่งสามารถกำหนดเป้าหมายเช่นสถานที่ตั้งข้อมูลประชากร และการกำหนดเป้าหมายอุปกรณ์แสดงผล

Big Data คือข้อมูลทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบริษัทของคุณ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่มีแหล่งที่มาจากบริษัท หรือข้อมูลที่มาจากภายนอกอย่างโซเชียลมีเดีย โดยจะเรียกข้อมูลเหล่านี้ว่าข้อมูลดิบ

Black Hat คือคำสแลงสำหรับนัก การตลาดดิจิทัล ที่เปรียบเทียบถึงค้นร้าย ผู้ร้าย หรือที่เรียกว่าแฮกเกอร์หมวกดำ (หรือแฮกเกอร์ผู้ร้าย) ที่ทำงานให้กับแก๊งอาชญากร หากมองในมุม SEO Black Hat ที่ใช้กลยุทธ์สแปมเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ เช่นบทความการสร้างลิงก์ Directory (ไดเรกทอรี) มวลหรือ SEO เชิงลบ

Blog หรือบล็อกเป็นหน้าเว็บหรือเว็บไซต์ที่มีการปรับปรุงเป็นประจำด้วยเนื้อหาที่เป็นลายลักษณ์อักษร บล็อกเป็นส่วนสำคัญของเว็บไซต์ในการทำ การตลาดดิจิทัล เนื่องจากพวกเขานำเสนอเนื้อหาใหม่ๆ เป็นประจำ ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้จะช่วยดึงดูดผู้เข้าชมรายใหม่เข้ามาบนเว็บไซต์หลักของคุณ

Bot โปรแกรมอัตโนมัติที่เข้าชมเว็บไซต์ที่บางครั้งก็ถูกเรียกว่า “โปรแกรมรวบรวมข้อมูล” หรือ “สไปเดอร์” บอตสแปมที่เข้าชมเว็บไซต์ด้วยเหตุผลที่ไม่แน่นอนซึ่งมักแสดงใน Google Analytics ว่าเป็นการเข้าชมที่ไม่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม Google ใช้บอตเพื่อรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์เพื่อให้สามารถจัดอันดับและเพิ่มในการค้นหาของ Google

Bounce Rate หรืออัตราการตีกลับที่ถูกคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ที่ออกโดยไม่ทำการคลิก หรือโต้ตอบกับส่วนใดๆ ของหน้าเพจ ตัวอย่างเช่นถ้ามีคน 100 คนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณ มีคนจำนวน 50 คนคลิกออกจากเว็บไซต์ของคุณนั้นทันที อัตราการตีกลับจะอยู่ที่ 50% นั่นเอง

Bread Crumbs ลิงก์การนำทางที่ด้านบนของหน้าเว็บที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจได้ดีขึ้นว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนบนเว็บไซต์ ลิงก์เหล่านี้มักปรากฏใกล้กับชื่อของหน้าเว็บและมีลักษณะดังนี้ หน้าแรก> บริการ> บริการเฉพาะ

Business Manager หรือผู้จัดการธุรกิจเป็นแพลตฟอร์ม Facebook ที่อนุญาตให้นักการตลาดเข้ามาจัดการงานเองได้ในหน้าจอเดียว

C

Campaign ชุดข้อความโฆษณาสำหรับทำการตลาดผลิตภัณฑ์ หรือบริการแคมเปญสามารถทำงานผ่านแพลตฟอร์มโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหาและดิสเพลย์ (เช่น Google, Bing), โซเชียลมีเดีย, อีเมลหรือแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ

Canonical (rel=canonical) คือชิ้นส่วนของรหัสที่เพิ่มลงในส่วนหัว html ของหน้าเว็บเพื่อระบุถึง Google ว่าเนื้อหานั้นเป็นต้นฉบับหรือทำซ้ำจากที่อื่น เนื้อหาต้นฉบับควรเป็นที่ยอมรับในตัวของมันเอง และเนื้อหาที่นำมาจากที่อื่นควรชี้ให้เป็นที่ยอมรับไปยัง URL ต้นฉบับ Canonicals

Click-Through-Rate คืออัตราการคลิกผ่านที่เป็นตัวชี้วัดแสดงความถี่ที่ผู้คนคลิกโฆษณาหลังจากที่พวกเขาเห็น สามารถคำนวณได้โดยหารจำนวนการคลิกโฆษณาหาร กับจำนวนการแสดงผล (จำนวนครั้งที่มีผู้คนเห็นโฆษณา) อัตราการคลิกผ่านจะมีประโยชน์ เมื่อคุณนำไปพิจารณาว่าข้อความโฆษณานั้นตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคค้นหาหรือไม่

Code คือรหัสภาษาที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์ ภาษาที่ใช้บ่อยที่สุดในการออกแบบเว็บคือ HTML, CSS, JS และ PHP

Contact Form คือแบบฟอร์มการติดต่อ ที่อยู่ในเว็บไซต์ที่มีช่องให้ระบุ หรือกรอกข้อมูลสำหรับผู้เข้าชมเพื่อติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ในการรวบรวมชื่อหมายเลขโทรศัพท์และที่อยู่อีเมลของผู้มีโอกาสเป็นลูกค้า

Conversion คือการตอบสนองของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อสื่อทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็น การตอบรับโดยการกล่าวถึง การเข้าร่วม การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อ หรือกดปุ่มรับข้อมูลข่าวสาร ก็ได้ทั้งนั้น

Content คือสื่อออนไลน์ทุกรูปแบบที่สามารถอ่านดูหรือโต้ตอบได้ โดยทั่วไปหมายถึงเนื้อหาที่เขียนขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่สามารถรวบรวมรูปภาพ และวิดีโอเข้าไปด้านในด้วย

Content Marketing หรือก็คือการทำการตลาดโดยใช้เนื้อหา หรือบทความ ที่ดี มีประโยชน์ต่อกลุ่มลูกค้า บางครั้งการนำเสนอเนื้อหาก็ไม่ได้ทำขึ้นเพื่อขายสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะเป็นการสร้างเนื้อหา เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกิจการของตนเอง หรือการเขียนบทความที่กำลังเป็นกระแส เป็นที่นิยม เพื่อตอบสนองความต้องการให้แก่กลุ่มลูกค้า ที่อาจจะได้ผลดีกว่าการโฆษณาทางตรงด้วยซ้ำ

Conversion Rate หรืออัตราการแปลง ที่หมายถึงอัตราที่ผู้เข้าชมเว็บไซต์บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คำนวณได้ด้วยการหารจำนวนความสำเร็จของเป้าหมาย กับจำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด ตัวอย่างเช่นหากมีผู้เข้าชมเว็บไซต์ทั้งหมด 100 คน มี 10 คนที่ทำการกรอกข้อมูลการติดต่อกลับ อัตราการเปลี่ยนแปลงก็จะเท่ากับ 10%

CPA (Cost Per Acquisition) คือตัวชี้วัดในแพลตฟอร์มโฆษณาแบบชำระเงินซึ่งวัดจำนวนเงินที่ใช้ไปเพื่อรับลูกค้าเป้าหมายใหม่หรือลูกค้าใหม่ สามารถคำนวณได้โดย หารการใช้จ่ายทั้งหมดด้วยจำนวนการแปลงในช่วงเวลาที่กำหนด ตัวอย่างเช่นหากในหนึ่งเดือนบัญชี PPC ใช้จ่าย $ 1,000 ดอลลาร์ ได้รับ 10 Conversion (โอกาสในการขาย) ค่าใช้จ่ายต่อการซื้อคือ $ 100

CPC (Cost Per Click) หรือต้นทุนต่อคลิกที่ถูกจ่ายในการทำโฆษณา ที่มีความแตกต่างกันทั้งในด้านของราคา และคำหลักที่เลือกใช้ ราคาต่อคลิกจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาจริง เมื่อมีผู้โฆษณาที่ใช้คีย์เวิร์ดเดียวกับเสนอราคาที่มากขึ้น ค่าใช้จ่ายต่อคลิกจะเริ่มน้อยกว่า $ 1 ดอลลาร์สำหรับคำหลักหางยาว หรือคำหลักที่มีการแข่งขันต่ำ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่อคลิกที่สูงถึง $ 100 ต่อคลิก

CPM “Cost Per Thousand” คือจำนวนเงินที่ผู้โฆษณาจ่ายสำหรับการแสดงผลโฆษณา 1,000 ครั้ง

CRO (Conversion Rate Optimization) การเพิ่มประสิทธิภาพอัตราการแปลงที่นำไปสู่เป้าหมาย หรือความสำเร็จ

CSS ย่อมาจาก “Cascading Style Sheets” คือเอกสารรหัสที่บอก HTML ของเว็บไซต์ว่าควรปรากฏบนหน้าจออย่างไร CSS เป็นเอกสารที่ช่วยประหยัดเวลาสำหรับนักออกแบบเว็บไซต์เนื่องจากพวกเขาสามารถกำหนดสไตล์ของ HTML ได้เป็นส่วนใหญ่

CTA (Call to Action) หรือการเรียกร้องให้ดำเนินการ คือองค์ประกอบบนหน้าเว็บที่ใช้เพื่อผลักดันผู้เข้าชมไปสู่การกระทำหรือการแปลงเฉพาะ CTA สามารถเป็นปุ่มที่คลิกได้พร้อมข้อความรูปภาพ หรือข้อความก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นประโยคลักษณะกระตุ้นความรู้สึกอย่าง “โทรเลยวันนี้” “ซื้อเลย” “ด่วน จำนวนจำกัด” เป็นต้น

D

Dashboard คือหน้าแรกที่รวบรวมสิ่งต่างๆ ที่สำคัญเกี่ยวกับประสิทธิภาพของเว็บไซต์หรือแคมเปญการตลาด การตลาดดิจิทัล คำศัพท์เฉพาะสำหรับงานออนไลน์ที่รวมถึงวิธีปฏิบัติทางการตลาดเฉพาะอย่างเช่น SEO, PPC, CRO, การออกแบบเว็บ, การเขียนบล็อก, เนื้อหา และการโฆษณารูปแบบต่างๆ

Directory คือรูปแบบของเว็บไซต์ที่จัดหมวดหมู่ด้วยธีมที่คล้ายกัน อย่างเช่นการรวบรวมธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์สำหรับ SEO

Display Ads คือโฆษณาบนเครือข่ายดิสเพลย์ซึ่งรวมถึงรูปแบบต่าง ๆ มากมายเช่น: รูปภาพ, แฟลช, วิดีโอและเสียง หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นโฆษณาแบนเนอร์สิ่งเหล่านี้คือโฆษณาที่ปรากฏในเว็บในเว็บไซต์ข่าวบล็อกและโซเชียลมีเดีย

Display Network หรือเครือข่ายดิสเพลย์ คือเครือข่ายเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่แสดงโฆษณาแบบรูปภาพบนหน้าเว็บ เครือข่ายดิสเพลย์ของ Google ครอบคลุมกว่า 2 ล้านเว็บไซต์ที่เข้าถึงผู้คนกว่า 90% บนอินเทอร์เน็ตธุรกิจสามารถกำหนดเป้าหมายผู้บริโภคในเครือข่ายดิสเพลย์ตามคำหลัก

DNS หรือดีเอ็นเอส คือระบบการตั้งชื่อโดเมน เป็นระบบที่ใช้เก็บข้อมูลของชื่อโดเมน จะถูกใช้งานสำหรับเครือข่ายขนาดใหญ่อย่างอินเทอร์เน็ต

Dofollow วลีที่แสดงถึงไฮเปอร์ลิงก์ที่ไม่มีแท็ก “nofollow” โดยค่าเริ่มต้นการเชื่อมโยงจะเป็นลิงก์ dofollow จนกว่าจะมีการเพิ่มโค้ด “nofollow” ในส่วนนั้น ลิงก์ Dofollow ส่งผ่าน SEO ไปยัง URL ปลายทางในขณะที่ลิงก์ “nofollow” ไม่ทำเช่นนั้น

Duplicate Content หรือเนื้อหาที่ซ้ำกัน อ้างถึงอินสแตนซ์ที่พบข้อความบางส่วนในที่ต่างๆ 2 แห่งบนเว็บเมื่อพบเนื้อหาเดียวกันในหลายเว็บไซต์อาจทำให้เกิดปัญหาการจัดอันดับเว็บไซต์หนึ่งหรือทั้งหมดเนื่องจาก Google ไม่ต้องการแสดงเว็บไซต์หลายแห่งในผลการค้นหาที่มีข้อมูลเดียวกัน เนื้อหาที่ซ้ำกันประเภทนี้อาจเกิดขึ้นได้เนื่องจากอาจเกิดจากการลอกเลียนแบบ นอกจากนี้เนื้อหาที่ซ้ำกันอาจเป็นปัญหามาจากภายในเว็บไซต์เดียวกัน อย่างการมีหน้าแสดงผลแบบเดียวกันในหนึ่งไซต์ Google อาจไม่เข้าใจว่าจะแสดงเวอร์ชันใดในผลการค้นหา

E

Ecommerce หรืออีคอมเมิร์ซ หมายถึงการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดหมวดหมู่สำหรับธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจออนไลน์ รูปแบบที่พบบ่อยที่สุดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซคือผู้ค้าปลีกออนไลน์ที่ขายสินค้าโดยตรงต่อผู้บริโภค

Email Automation ระบบการตลาดที่ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อส่งอีเมลโดยอัตโนมัติตามตัวกระตุ้นที่กำหนด ตัวอย่างเช่นช่องทางอัตโนมัติสามารถตั้งค่าให้ส่งอีเมล 1 ฉบับ เมื่อมีผู้ให้ที่อยู่อีเมลของพวกเขาจากนั้นอีเมล 2a หรือ 2b จะถูกส่งโดยพิจารณาจากพฤติกรรมของบุคคลนั้นว่าได้ทำการคลิกที่อีเมลฉบับแรกหรือไม่

Email List ชุดของที่อยู่อีเมลที่สามารถใช้ส่งแคมเปญการตลาดอีเมลให้กับกลุ่มเป้าหมายโดยทั่วไปรายการจะแบ่งตามการจัดหมวดหมู่ผู้ใช้เพื่อให้รายชื่อลูกค้าปัจจุบันสามารถรับการสื่อสารประเภทหนึ่งได้ในขณะที่ผู้มีโอกาสเป็นลูกค้าสามารถได้รับการสื่อสารส่งเสริมการขายมากขึ้น

Email Marketing การใช้อีเมลโดยมีเป้าหมายในการขายให้กับลูกค้า หรือการกระตุ้นประเภทอื่นๆ

 Engagement คือการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือกลุ่มเป้าหมาย อาจเป็นการสร้างเรื่องราว หรือบทความที่ดี และมีประโยชน์ให้กับกลุ่มลูกค้า เพื่อทำให้เกิดการติดตาม กดไลค์ กดแชร์ เพื่อทำให้กลุ่มลูกค้านั้นรู้สึกผูกพันกับแบรนด์ของคุณ

F

Featured Snippet ชิ้นส่วนข้อมูลสรุปที่ Google ดึงจากเว็บไซต์ และวางลงในผลการค้นหาโดยตรงเพื่อแสดงคำตอบอย่างรวดเร็วสำหรับคำค้นหาทั่วไป

Facebook Advertising คือช่วยให้ผู้โฆษณาเข้าถึงผู้ใช้ผ่านเครือข่ายโฆษณาของพวกเขา สามารถสร้างประเภทโฆษณาหลากหลายประเภทเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดโดยผู้จัดทำ

Facebook Business Page หน้าเว็บสาธารณะบน Facebook ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของ บริษัท การใช้หน้าธุรกิจให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงตัวจัดการโฆษณาของ Facebook นอกจากนี้ยังช่วยให้ธุรกิจมีส่วนร่วมกับผู้ใช้ (เช่นการถูกใจ การตอบกลับข้อความ)

Facebook Ads Manager ตัวจัดการโฆษณาเป็นเครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณาบน Facebook

G

Google Adword เครื่องมือสำหรับการทำโฆษณาบนกูเกิล ให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ด้านบนสุดของการค้นหาบนกูเกิล โดยค่าบริการจะคิดก็ต่อเมื่อมีคนคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น

Google Analytic เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือของกูเกิล ที่ใช้สำหรับการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล ภายในเว็บไซต์ของคุณ โดยสามารถดูว่ามีคนเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเป็นจำนวนเท่าไหร่ มาจากช่องทางไหนบ้าง ระยะเวลาที่อยู่บนเว็บไซต์ของคุณนานเท่าไหร่ ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาธุรกิจของคุณเป็นอย่างมาก

Google Adsense เป็นเครื่องสำหรับกระจายสื่อโฆษณาของกูเกิล ไปยังเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสสำหรับการสร้างรายได้ โดยการนำโฆษณาจากกูเกิล มาใส่ไว้ในเว็บของคุณ เมื่อมีคนคลิกที่โฆษณาที่คุณนำมาไวในเว็บ คุณก็จะได้รับเงินในส่วนนั้น

Google My Business บริการฟรีจาก Google ที่ช่วยสนับสนุนร้านค้า และธุรกิจท้องถิ่น ให้สามารถเพิ่มข้อมูลธุรกิจลงไปในฐานข้อมูลของ Google เพื่อให้เกิดการแสดงผลเมื่อมีการค้นหาชื่อธุรกิจของคุณ

Google Home อุปกรณ์สำหรับผู้ใช้งานที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายในบ้านของพวกเขา และสามารถทำงานตามคำสั่งขั้นพื้นฐานมากมายผ่านเสียง อย่างการใช้งานทั่วไปบนหน้าแรกของ Google อย่างการถามคำถามพื้นฐานทำการค้นหาโดย Google กำหนดเวลาการนัดหมายเล่นเพลง หรือตั้งค่าการเตือนในชีวิตประจำวัน

Google Maps บริการระบุตำแหน่ง และการนำทางที่จัดทำโดย Google

Google Algorithm คือระบบโปรแกรมเชิงคณิตศาสตร์ที่กำหนดว่าจะให้เว็บไซต์ปรากฏบนหน้าผลการค้นหาของ Googleเมื่อใดก็ตามที่มีการสืบค้นจำนวนมากที่ถูกเรียกว่าอัลกอริทึม อัลกอริทึมของ Google ได้รับการอัพเดทอย่างต่อเนื่อง (ประมาณ 500 – 600 ครั้งต่อปี หรือสองครั้งต่อวัน) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ทั่วโลก

Google Reviews คือรีวิวที่มาจาก Google My Business ที่สามารถเข้าไปเขียนบทวิจารณ์ได้ โดยการให้คะแนน 1-5 ดาวและเขียนข้อความสั้นๆ

Google Search Console คือบริการฟรีจาก Google ที่ช่วยคุณในการตรวจสอบและดูแลให้เว็บไซต์ของคุณปรากฏในผลการค้นหาของ Google ตลอดจนแก้ปัญหาในเรื่องดังกล่าว

GCLID ย่อมาจาก Google Click Identifier คือตัวเลขและตัวอักษรเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เป็นป้าย ID ที่ไม่ซ้ำกันสำหรับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยทั่วไปจะใช้เพื่อติดตามผู้ใช้แต่ละรายเมื่อพวกเขาคลิกโฆษณา PPC เพื่อให้พวกเขามีปฏิสัมพันธ์กับเว็บไซต์ (ไม่ว่าพวกเขาจะแปลงในหน้าใด และใช้วิธีการใด) สามารถติดตาม และนำมาใช้อย่างเหมาะสมโดยใช้ Google Analytics

Gravity Forms คือปลั๊กอิน WordPress ที่เพิ่มแบบฟอร์มการติดต่อที่ปรับแต่งได้ไปยังเว็บไซต์ ปลั๊กอินนี้จะติดตามการส่งแบบฟอร์มทั้งหมดที่เสร็จสมบูรณ์ และอนุญาตให้ปรับแต่งฟิลด์ทั้งหมดในแบบฟอร์ม Gravity Forms เป็นปลั๊กอินแบบฟอร์มติดต่อมาตรฐานที่ใช้กับเว็บไซต์ที่สร้างโดย Geek Powered Studios

H

Hashtag วลีที่ขึ้นต้นด้วยสัญลักษณ์ “#” ที่ใช้ในโซเชียลมีเดียเป็นวิธีในการติดแท็กเนื้อหาให้ผู้ใช้ค้นพบ การเพิ่มแฮชแท็กในโพสต์ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาโพสต์นั้นเมื่อค้นหาหัวข้อที่สร้างแฮชแท็กไว้

Header ด้านบนสุดของหน้าเว็บไซต์ที่มักจะมีโลโก้ หรือเมนูที่เป็นส่วนหัว

Header Code โดยปกติของเว็บไซต์จะมีการการวางรหัสบางส่วนในส่วนหัวเพื่อให้สามารถเข้าถึง ทุกหน้าของเว็บไซต์ โดยทั่วไปในรหัสส่วนหัวคุณจะพบสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่บนหน้าเว็บไซต์

Header Tags คือแท็กส่วนหัวใช้ใน HTML เพื่อจัดหมวดหมู่ส่วนหัวของข้อความบนหน้าเว็บ โดยพื้นฐานแล้วชื่อเรื่อง และหัวข้อสำคัญของหน้าเว็บจะบอกให้ผู้เข้าชมทราบว่าหน้าเว็บนั้นเกี่ยวกับอะไร

Heatmap เป็นภาพกราฟิกแสดงให้เห็นว่าผู้ใช้โต้ตอบกับเว็บไซต์ของคุณอย่างไร ซอฟต์แวร์ Heatmapping ใช้สำหรับติดตามตำแหน่งที่ผู้ใช้คลิกบนหน้าเว็บ สรุปได้ง่ายๆ ว่า Heatmaps ใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ ที่สามารถนำไปช่วยในการออกแบบ และเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ได้

HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language HTML คือชุดของรหัสที่ใช้บอกเว็บเบราว์เซอร์ถึงวิธีแสดงหน้าเว็บ แต่ละรหัสเรียกว่าองค์ประกอบ หรือแท็ก HTML มีองค์ประกอบเริ่มต้นและสิ้นสุดสำหรับมาร์กอัพส่วนใหญ่

HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol HTTP เป็นโปรโตคอลที่ใช้โดย World Wide Web เพื่อกำหนดวิธีการจัดรูปแบบและส่งข้อมูลการดำเนินการที่เว็บเบราว์เซอร์และเว็บเซิร์ฟเวอร์ควรใช้เพื่อตอบสนองต่อคำสั่ง เมื่อคุณเข้าสู่เว็บไซต์ในเว็บเบราว์เซอร์ของคุณและกด Enter สิ่งนี้จะส่งคำสั่ง HTTP ไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ซึ่งบอกให้เซิร์ฟเวอร์ดึงและส่งข้อมูลสำหรับเว็บไซต์นั้นไปยังเบราว์เซอร์ของคุณ

HTTPS หรือ Hypertext Transfer Protocol Secure คือโปรโตคอลการสื่อสารอินเทอร์เน็ตที่ช่วยรักษาความสมบูรณ์ถูกต้องของข้อมูลผู้ใช้ และเก็บข้อมูลไว้เป็นความลับระหว่างคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้กับเว็บไซต์

Hreflang Tag รหัสใน html ของเว็บไซต์ที่บอกเครื่องมือค้นหาเช่น Google ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ในหน้าเว็บ สิ่งเหล่านี้มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเว็บไซต์ที่มีหน้าหลายเวอร์ชันในหลายภาษาเนื่องจากช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าเว็บใดบ้างที่เกี่ยวข้องและควรแสดงต่อผู้ชมเฉพาะกลุ่ม

Hyperlink หรือแปลแบบตรงตัวคือการเชื่อมโยงหลายมิติ ซึ่งก็คือการสร้างการเชื่อมโยงจากหน้าเว็บหนึ่งไปยังอีกหน้าเว็บหนึ่งซึ่งมักจะเป็นคำหรือรูปภาพที่ไฮไลต์ซึ่งจะนำคุณไปยังตำแหน่งปลายทางเมื่อคุณคลิกที่รายการที่เน้นไว้นั้น

I

Ideation คือแนวความคิด ความคิด ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ได้

Iframe เอกสาร HTML ที่อยู่ในเอกสาร HTML อื่นในเว็บไซต์ Iframes มักใช้เพื่อฝังเนื้อหาจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกหน้าเว็บหนึ่ง

Impression ความประทับใจที่มีต่อสื่อทางการตลาด โดยแสดงผลเป็นจำนวนครั้งที่มีการแสดงผลขึ้นมา โดยที่ไม่คำนึงการปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าหรือไม่ สามารถพบเห็นได้บ่อยๆ จากการแชร์ หรือการแท็ก

Impression Share ใช้ในการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิกตัวชี้วัดนี้อ้างอิงถึงเปอร์เซ็นต์ของจำนวนครั้งที่ผู้ชมเห็นโฆษณาของผู้โฆษณาซึ่งสัมพันธ์กับจำนวนเงินทั้งหมดที่เป็นไปได้ที่โฆษณาอาจได้เห็น หากส่วนแบ่งการแสดงผลของแคมเปญโฆษณาเป็น 70% แสดงว่าโฆษณาแสดงเวลา 7 ใน 10 เท่าที่เป็นไปได้

Immersive Experience คือการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับกลุ่มลูกค้าเพื่อให้เกิดความสนใจ และจินตนาการต่อยอดออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความตื่นเต้นโดยการใช้สิ่งเร้าต่อระบบประสาทสัมผัสทั้งหกของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และความรู้สึก ให้แก่กลุ่มลูกค้า

Inbound Marketing การตลาดขาเข้าหมายถึงกิจกรรมและกลยุทธ์ที่ใช้ในการดึงดูดผู้ใช้หรือลูกค้าไปยังเว็บไซต์การตลาดขาเข้ามีความสำคัญต่อการมีเว็บไซต์ที่ดีเนื่องจากเป็นวิธีการดึงดูดลูกค้าในอนาคตโดยให้ความรู้ และสร้างความเชื่อมั่นในบริการผลิตภัณฑ์ หรือตราสินค้าของคุณ

Index หมายถึงหน้าเว็บทั้งหมดที่ Google รวบรวมข้อมูล และจัดเก็บไว้เพื่อแสดงต่อผู้ค้นหาของ Google

Infographic (Information Graphic) คือภาพกราฟิกที่บ่งบอกถึงข้อมูล อาจจะเป็นสถิติ เกร็ดความรู้ หรือเรียกได้ว่าคือข้อมูลอย่างย่อเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจที่ง่าย เพียงแค่กวาดตามอง

IP Address เป็นหมายเลขเฉพาะที่ระบุอุปกรณ์ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อสื่อสารผ่านเครือข่าย อุปกรณ์แต่ละชิ้นมีที่อยู่ IP ที่ไม่ซ้ำกัน และสามารถใช้ในการค้นหาแยกความแตกต่างของอุปกรณ์นั้นจากอุปกรณ์อื่นๆ ทั้งหมดเมื่อใช้อินเทอร์เน็ต คุณสามารถค้นหาที่อยู่ IP สาธารณะของคุณได้โดยไปที่ Google

J

Java เป็นภาษาการเขียนโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างแอปพลิเคชันที่สามารถทำงานบนอุปกรณ์ดิจิตอล Java สามารถใช้ด้วยตนเองในขณะที่ Javascript สามารถใช้ได้ในเว็บเบราว์เซอร์เท่านั้น

Javascript เป็นภาษาสคริปต์ที่ใช้บนเว็บเบราว์เซอร์เพื่อจัดองค์ประกอบแบบอินเทอร์แอคทีฟไปยังหน้าเว็บที่ทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้ที่จะทำได้ด้วย HTML หรือ CSS เท่านั้น

K

Keyword หรือคำสำคัญในการค้นหาผ่านกูเกิล และเป็นคำที่คุณสามารถกำหนดขึ้นมาได้ เพื่อให้บทความ หรือเว็บไซต์ของคุณถูกนั้นถูกค้นพบได้ง่าย

Keyword Phrase กลุ่มของคำสองคำขึ้นไปที่ใช้ในการค้นหาข้อมูลในเครื่องมือค้นหา บางครั้งเมื่อค้นหาบางอย่างคำหลักคำเดียวจะไม่ให้ข้อมูลที่คุณค้นหาซึ่งวลีคำหลักช่วยให้คุณสามารถรวมคำหลายคำเข้าด้วยกันเพื่อค้นหาข้อมูลที่ดีกว่า

Keyword Density ความหนาแน่นของคำหลักหมายถึงร้อยละของความถี่ที่คำหลักจะปรากฏบนหน้าเว็บที่เกี่ยวข้องกับคำทั้งหมดในหน้าเว็บนั้น

Keyword Stuffing เมื่อเว็บเพจใช้คำหลักบ่อยเกินไปหรือไม่จำเป็นโดยมีเจตนาในการจัดการกับเครื่องมือค้นหา พฤติกรรมประเภทนี้ สามารถนำไปสู่การลดค่าอัลกอริทึมอย่างใดอย่างหนึ่งในการค้นหา หรือการลงโทษจาก Google

KPI (Key Performance Indicator) คือดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน โดยจะแสดงรายละเอียดของงานที่สำเร็จ หรือไม่สำเร็จออกมา โดย KPI เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

L

Landing Page หน้าเว็บปลายทางที่ผู้ใช้เข้าสู่ระบบหลังจากคลิกที่ลิงก์ (ไม่ว่าจะในโฆษณาหรือที่ใดก็ตาม) หน้า Landing Page บางหน้าได้รับการออกแบบโดยมีจุดประสงค์ในการสร้างโอกาสในการขายหรืออื่นๆ

Lead คือกลุ่มคนที่อาจมาเป็นลูกค้า หรือว่าที่ลูกค้า ที่กำลังสนใจในสิ่งที่คุณได้ทำการเสนอออกไป

Link หรือที่เรารู้จักกันอีกชื่อว่า Hyperlink ที่เป็นสตริงของโปรโตคอลการถ่ายโอนข้อความไฮเปอร์เท็กซ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อเว็บเพจบนอินเทอร์เน็ต มีลิงก์รูปแบบหลักสองแบบ: ลิงก์ภายในที่ชี้ไปที่หน้าบนเว็บไซต์เดียวกันและลิงก์ภายนอกที่ชี้ไปที่หน้าเว็บในเว็บไซต์อื่น

Link profile การรวมกลุ่มของลิงก์ทั้งหมดที่ชี้ไปยังเว็บไซต์หนึ่งๆ โปรไฟล์ของลิงก์มีความสำคัญในการพิจารณาว่าเว็บไซต์ใดจัดอันดับในผลการค้นหาของ Google หากเว็บไซต์มีลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ (ผิดศีลธรรม ข้อมูลเท็จ) ลิงก์จะมีผลเสียต่อการจัดอันดับ หากเว็บไซต์มีลิงก์จำนวนมากจากเว็บไซต์ที่เป็นผู้ให้บริการที่แข็งแกร่งด้านเนื้อหา หรือแหล่งข้อมูลที่มีชื่อเสียงจะมีผลในเชิงบวกต่อการจัดอันดับ

Linkedin เว็บไซต์เครือข่ายสังคมที่มุ่งเน้นไปที่การเชื่อมต่อมืออาชีพกับงานธุรกิจ และผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ในอุตสาหกรรมของพวกเขา Linkedin ยังเป็นแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งสำหรับการตลาดโพสต์งาน และแบ่งปันเนื้อหาระดับมืออาชีพ

Linkedin Advertising แพลตฟอร์มโฆษณาของ LinkedIn ผ่านรูปแบบโฆษณาที่แตกต่างกันผู้โฆษณาสามารถเสนอราคาในพื้นที่โฆษณา และกำหนดเป้าหมายผู้ชมที่ไม่ซ้ำกันตามตำแหน่งงานประสบการณ์หลายปีในอุตสาหกรรม และกลุ่มประชากรอื่นๆ

Link Network กลยุทธ์การสร้างลิงก์ที่ใช้เครือข่ายของเว็บไซต์ทั้งหมดเชื่อมโยงกับลิงก์ เพื่อเพิ่มโปรไฟล์ลิงก์ย้อนกลับ และจัดอันดับเว็บไซต์บางแห่งที่สูงขึ้นในผลการค้นหาของ Google

Lookalike Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายกัน คือตัวเลือกการกำหนดเป้าหมายที่เสนอโดยบริการโฆษณาของ Facebook จากรายการนี้ Facebook จะระบุลักษณะทั่วไประหว่างสมาชิกผู้ชม Facebook จะกำหนดเป้าหมายผู้ใช้ที่แสดงความสนใจหรือคุณภาพใกล้เคียงกัน

Long Tail Keyword คือวลีคำหลักที่มีความยาว และยาวเกินไปซึ่งตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้คำหลักแบบหางยาวได้รับการค้นหาน้อยลงต่อเดือน แต่มีจุดประสงค์ในการค้นหาที่สูงกว่า และโดยทั่วไปแล้วการแข่งขันจะน้อยลง

M

Map Pack ส่วนของหน้าผลการค้นหาของ Google ที่มีธุรกิจที่ระบุไว้ในส่วนแผนที่ท้องถิ่น แผนที่จะแสดงข้อความค้นหาในท้องถิ่นประเภทธุรกิจทั่วไป หรือค้นหา “ใกล้ฉัน”

Meta Tags ข้อมูลโค้ด HTML ที่ถูกเพิ่มเข้าไปในโค้ดของหน้าเว็บที่เพิ่มข้อมูลเชิงบริบทสำหรับโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บและเครื่องมือค้นหา เครื่องมือค้นหาใช้ข้อมูลเมตาเพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าข้อมูลใดจากหน้าเว็บที่จะแสดงในผลลัพธ์ ตัวอย่างเมตาแท็กประกอบด้วยวันที่เผยแพร่หน้าชื่อหน้าผู้เขียนและคำอธิบายรูปภาพ

Meta Description หรือเรียกว่าคำอธิบาย Meta ที่ถูกใช้เพื่ออธิบายหน้าเว็บไซต์ใน 160 ตัวอักษร คำอธิบายเมตาเป็นสิ่งสำคัญของหน้าเว็บเพราะเป็นสิ่งที่ปรากฏในการค้นหาของ Google และผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหาอื่นๆ

Meta Keywords ส่วนที่บ่งบอกคำค้นหาของหน้าเว็บนั้นๆ

N

Nofollow แอตทริบิวต์ลิงก์ HTML ที่สื่อสารกับโปรแกรมรวบรวมข้อมูลเว็บ และเครื่องมือค้นหาที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บปลายทางตามหลักเกณฑ์ของ Google ลิงก์ใดๆ ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เช่นคุณจ่ายให้คนเขียนข่าวประชาสัมพันธ์ หรือคุณให้สิทธิพิเศษแก่นักข่าวในการเขียนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของคุณ ควรมีแท็ก nofollow

P

Panda อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาที่พัฒนาโดย Google เพื่อให้คะแนนคุณภาพ ที่มีความเกี่ยวข้องของเนื้อหาบนหน้าเว็บ

Penguin อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาที่พัฒนาโดย Google เพื่อกำหนดคุณภาพของลิงก์ที่ชี้ไปยังไซต์ใดไซต์หนึ่ง ที่เปิดตัวขึ้นมาเพื่อยับยั้งผู้ส่งอีเมลขยะ

Pigeon อัลกอริทึมเครื่องมือค้นหาของ Google ที่ตั้งใจจะให้บริการข้อมูลเป้าหมายในพื้นที่สำหรับการค้นหาบางอย่าง

PPC / Pay-Per-Click รูปแบบการโฆษณาออนไลน์ที่ผู้โฆษณาจะถูกเรียกเก็บเงินสำหรับโฆษณาของพวกเขาเมื่อมีการคลิกจากผู้เข้าชม

Q

Quality Score หรือคะแนนคุณภาพของ Google Adwords ที่มีความเกี่ยวข้องกับคุณภาพของคำหลักที่ใช้ในแคมเปญ PPC คะแนนเหล่านี้ส่วนใหญ่พิจารณาจากความเกี่ยวข้องของข้อความโฆษณาอัตราการคลิกผ่านที่คาดหวังรวมถึงคุณภาพของหน้า Landing Page และความเกี่ยวข้องคะแนนคุณภาพเป็นองค์ประกอบในการพิจารณาการประมูลโฆษณาดังนั้นการมีคะแนนสูงสามารถนำไปสู่การจัดอันดับโฆษณาที่สูงขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง

Query หรือข้อความค้นหาที่ใช้กำหนดการค้นหาโดยใช้เครื่องมือค้นหา เช่น Google, Bing และ Yahoo ตัวอย่างของข้อความค้นหารวมถึง “ระยะทางไปยังร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุด” และอีกมากมาย

R

Rankings คืออันดับที่เว็บไซต์ปรากฏในผลลัพธ์ของเครื่องมือค้นหา การจัดอันดับนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละคำหลักดังนั้นเว็บไซต์อาจมีคำหลักที่จัดอันดับในหน้าแรก และอื่นๆ ที่ไม่มี

Reach คือจำนวนที่คนที่เข้าถึงสื่อทางการตลาดของคุณ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม รูปภาพ วิดีโอ หรือข้อความต่างๆ

Redirect หรือการเปลี่ยนเส้นทางที่เว็บเบราว์เซอร์นำผู้ใช้จากหน้าหนึ่งไปอีกหน้าหนึ่งโดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องคลิกหรือป้อนข้อมูลใดๆ

Referral สื่อที่แสดงถึงใน Google Analytics ที่แสดงถึงการเข้าชมเว็บไซต์ที่มาจากเว็บไซต์อื่น เมื่อผู้ใช้คลิกที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บภายนอกผู้ใช้จะถูกกล่าวถึงว่ามีการ “อ้างอิง” ที่นั่น

Responsive Web Design ปรัชญาของการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้เนื้อหาทั้งหมดแสดงอย่างถูกต้องโดยไม่คำนึงถึงขนาดหน้าจอ หรืออุปกรณ์ เว็บไซต์ของคุณจะ “ตอบสนอง” ต่อขนาดของหน้าจอที่ผู้ใช้แต่ละรายอาจมีลดขนาด จัดโครงสร้างใหม่บนหน้าจอขนาดเล็ก และขยายเพื่อให้เหมาะสมกับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่

ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend ตัวชี้วัดทางการตลาด PPC ที่แสดงให้เห็นถึงผลกำไรที่เกิดขึ้นเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ใช้ไปกับโฆษณา คล้ายกับ ROI

Robots.txt เป็นไฟล์ที่บอกให้ Search Engine เช่น google yahoo มาเก็บข้อมูลในหน้าเว็บของเรา ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว มันจะเก็บทุกส่วนของเว็บไซต์เรา ซึ่งถ้าเราไม่ต้องการให้มันเรียกเก็บข้อมูลในส่วนไหน เราก็สามารถป้องกันได้ ด้วยไฟล์ robots.txt นี้เอง

RSS คือหนึ่งในประเภทเว็บฟีด ซึ่งมีรูปแบบข้อมูลเอกซ์เอ็มแอล (XML) ซึ่งใช้สำหรับในการกระจายข้อมูลที่มีการเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงบ่อยจากเว็บไซต์ (web syndication) และบล็อก

ROI (Return on Investmen) คือวิธีการคำนวณค่าตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งให้ค่าการประเมินตรวจสอบที่มีความเที่ยงตรง และทรงประสิทธิภาพมาก โดยสามารถทำได้หลายวิธีการ

S

Schema Markup รหัสที่ถูกเพิ่มเข้าไปใน HTML ของเว็บไซต์เพื่อให้เครื่องมือค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับธุรกิจ บุคคลสถานที่ผลิตภัณฑ์ หรือสิ่งของที่เรียกว่าตัวอย่างโค้ดที่สมบูรณ์ หรือข้อมูลที่มีโครงสร้าง

SEO (Search engine optimization) คือการทำให้เว็บไซต์ของคุณ ติดอันดับต้นๆ ของการค้นหาผ่าน เสิร์ชเอนจินด้วยคีย์เวิร์ด ที่คุณได้ใส่ลงไปในเว็บไซต์ หรือบทความของคุณ

SEM (Search Engine Marketing) คือการทำการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ต

SoLoMo (Social Location Mobile) เป็นกลยุทธ์หนึ่งของการตลาดที่วิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคโดยใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ จากการใช้โซเชียลมีเดีย เช็กอินตามสถานที่ต่างๆ ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ

Second Screen คือแนวคิดการใช้ประสบการณ์จากจอที่สอง หรือก็คือการใช้แอพพลิเคชั่นในการสร้างความรู้สึกใหม่ในการดูโทรทัศน์ หรือภาพยนตร์ เพื่อการดึงความสนใจของกลุ่มลูกค้าให้กลับมาอยู่ในรายการที่รับชมอยู่ แทนการทำกิจกรรมเสริมอื่นๆ

Social Commerce คือเครือข่ายสังคมค้าขายออนไลน์ เป็นส่วนหนึ่งของระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบอีคอมเมิร์ซโดยวิธีการคือการใช้โซเชียลมีเดีย เข้ามายกระดับการทำธุรกิจค้าขายบนโลกออนไลน์ ให้ดีกว่าเดิม ให้สะดวกกว่าเดิม

Synergy คือการทำงานร่วมกันของกลุ่ม องค์กร หรือธุรกิจ ที่จะสร้างผลประโยชน์ให้แก่กันมากกว่าการทำงานแยกกัน

Showrooming คือพฤติกรรมการเลือกชมสินค้าหน้าร้าน แต่จะไปซื้อผ่านช่องทางออนไลน์

Siri เทคโนโลยีการค้นหาด้วยเสียงของ Apple ที่ช่วยให้สามารถค้นหาผ่าน iPhone และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Apple ได้ฟรี

T

Tag ใน WordPress แท็กคือเครื่องหมายระบุตำแหน่งที่ใช้เพื่อจัดหมวดหมู่โพสต์ต่างๆ ตามคำหลักและหัวข้อ คล้ายกับหมวดหมู่ของ WordPress แต่แท็กนั้นละเอียดและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในขณะที่หมวดหมู่นั้นกว้างและมีเนื้อหาเฉพาะ

Title Tag องค์ประกอบ HTML ที่ใช้เพื่ออธิบายหัวข้อเฉพาะของหน้าเว็บ แท็กชื่อจะปรากฏในแถบด้านบนแท็บของเว็บเบราว์เซอร์ ใน SEO วิธีที่ดีที่สุดคือการมีแท็กชื่ออธิบายที่มีคำหลักของคุณมากกว่าสิ่งพื้นฐานเช่น “บ้าน”

U

Unique Visitors ตัวชี้วัดที่ใช้ในการวิเคราะห์เว็บเพื่อแสดงจำนวนคนที่แตกต่าง และไม่ซ้ำใครในการเข้าชมเว็บไซต์ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำจะถูกวิเคราะห์จากที่อยู่ IP ของพวกเขา หากผู้เข้าชมเยี่ยมชมเว็บไซต์เดียวกันหลายครั้งพวกเขาจะถูกนับเพียงครั้งเดียวในการวัดผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำ

UI (User Interface) คือชุดของหน้าจอ หน้าเว็บ และองค์ประกอบแบบรูปภาพต่างๆ เช่น ปุ่มและไอคอน ซึ่งจะช่วยให้บุคคลสามารถโต้ตอบกับผลิตภัณฑ์ หรือบริการบนหน้าเว็บไซต์ของคุณได้

UX (User eXperience) คือประสบการณ์ของผู้ใช้งาน ต่อการใช้งานของผู้ใช้งาน และการเข้าถึงโดยทั่วไปมักจะโยงในความหมายของการใช้งานของระบบงาน ที่มองถึงประสบการณ์การสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ใช้งาน (User) ต่อการใช้งานระบบงาน

V

Viral หรือ Viral Marketing เรียกแบบไทยๆ ก็คือการทำการตลาดแบบไวรัส โดยอาศัยหลักการเสนอความแปลกใหม่ ความแตกต่างที่โดนใจ ให้แก่กลุ่มลูกค้า เพื่อให้เกิดการส่งต่อที่รวดเร็ว ผ่านสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ

Value Proposition คือคุณค่าที่นำเสนอต่อลูกค้า ซึ่งทางการตลาดหมายถึงคุณค่าของสินค้า และบริการที่เราได้ขายให้กับลูกค้า

X

XML ย่อมาจาก Extensible Markup Language ถูกใช้เป็นหลักในการจัดการหมวดหมู่ข้อมูลต่างๆ สำหรับคอมพิวเตอร์และมนุษย์ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในแง่พื้นฐาน XML อนุญาตให้แท็กที่ปรับแต่งได้สำหรับการทำเครื่องหมายข้อมูลที่ยากต่อการเข้าใจคอมพิวเตอร์

XML Sitemap เอกสารในรูปแบบ XML ที่จัดหมวดหมู่หน้าเว็บโพสต์ไฟล์ ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของเว็บไซต์ เอกสารนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับการใช้งานของมนุษย์แม้ว่ามนุษย์สามารถดูได้ แต่แผนผังเว็บไซต์ XML ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้บอตตัวสืบค้นของเครื่องมือค้นหาสามารถค้นหาทุกหน้าของเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดายคล้ายกับแผนงานหรือแผนที่ที่จะใช้เมื่อขับรถในระยะทางไกล

Y

Yelp แพลตฟอร์มการตรวจสอบทางสังคม และเครื่องมือค้นหาที่อนุญาตให้ผู้ใช้ออกความเห็นสำหรับธุรกิจ Yelp เป็น Directory ธุรกิจออนไลน์ที่องค์กรต่างๆ สามารถลงทะเบียนร้านค้าได้ เพราะ Yelp จะรวมรายชื่อธุรกิจไว้เพื่อให้ผู้ค้นหา หรือลูกค้าพบเจอ

YouTube แพลตฟอร์มชื่อดังที่โดดเด่นด้านการนำเสนอวิดีโอ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายโฆษณา Google ปัจจุบัน Youtube เป็นเครื่องมือค้นหาที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดอันดับสองของโลก

YouTube advertising หรือการทำโฆษณาบน YouTube ที่มีให้เลือกถึง 6 รูปแบบที่แตกต่างกัน

Yahoo! Search อีกหนึ่งเครื่องมือค้นหาที่ใหญ่เป็นอันดับสามในสหรัฐอเมริกา

สำหรับคำศัพท์ทาง การตลาดดิจิทัล พื้นฐานที่ Am2b Marketing ได้นำมาฝากทุกๆ คนในวันนี้ เราขอบอกเลยว่าล้วนเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการทำ การตลาดดิจิทัล ที่คุณมีโอกาสพบเจอได้ทุกวัน และเป็นคำศัพท์เกี่ยวกับการทำ การตลาดดิจิทัล ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของคุณอย่างแน่นอน หากคุณสนใจบทความอื่นๆ ของเรา หรือต้องการทำการตลาดออนไลน์โดยผู้เชี่ยวชาญสามารถสอบถามได้

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

Content Marketing

การตลาดในยุคดิจิตอลดังเช่นปัจจุบัน รู้หรือไม่ว่ากลยุทธ์สำคัญที่ทุกบริษัทควรจะมีก็คือ Content Marketing ซึ่งหากคุณสามารถสร้างมันได้อย่างถูกต้อง ก็จะสามารถสร้างผลลัพธ์และความสำเร็จได้จนคุณต้องตกใจเลยล่ะค่ะ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา จะเห็นว่าหลายๆ ธุรกิจเริ่มหันเหออกจากการตลาดแบบเดิมๆ มาเน้นเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์มากยิ่งขึ้น ทำให้การทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมีการแข่งขันสูงขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ Am2b Marketing เขียนบทความนี้ขึ้น ก็เพื่อให้ผู้อ่านสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณได้นั่นเอง

1. คอนเทนต์ดีๆ ไม่ได้มีเฉพาะตัวหนังสือ

เมื่อพูดถึงคอนเทนต์ หลายๆ คนก็มักจะนึกบทความเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้ไหมคะว่าสมัยนี้การเขียนบทความที่มีตัวหนังสืออย่างเดียวไม่สามารถสร้างอิมแพคให้เกิดขึ้นได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว แถมรสนิยมของผู้บริโภคในยุคนี้ยังเปลี่ยนไปด้วย ทำให้การทำคอนเทนต์เองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย, Infographics, eBooks, vlogs (เล่าเรื่องราวในบล็อกผ่านวิดีโอ) เป็นต้น

2. ส่งต่อข้อมูลดีๆ โดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย

ต้องยอมรับว่าใครๆ ก็ชอบของฟรี ยิ่งถ้าเป็นของดีแล้วฟรีด้วยก็ยิ่งชอบใหญ่ ซึ่ง Content Marketing ถือเป็นช่องทางที่เหมาะสมสำหรับการพีอาร์ให้เห็นว่าบริษัทของเรานั้นมีความเป็นมืออาชีพในเรื่องใดบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หากบริษัทของคุณมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการทำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งก็ทำอีบุ๊ครวบรวมข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับการทำการตลาดแบบนี้เสียเลย จะทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกบริษัทของคุณมีความน่าไว้วางใจ และเหมาะที่จะใช้บริการในโอกาสต่อไปนั่นเอง

3. ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบ B2B และ B2C ก็เหมาะกับการใช้ Content Marketing

นั่นก็เพราะว่า Content Marketing ให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมเสมอ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะเป็นแบบ B2B หรือ B2C ก็ตาม แต่วิธีใช้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนให้แตกต่างกันบ้าง ดังนี้

  • B2B (Business to Business) คือธุรกิจที่เน้นการให้บริการแก่บรรดาผู้ประกอบการด้วยกัน, ผู้ผลิตกับผู้ผลิต, ผู้ผลิตกับผู้ส่งออก, ผู้ผลิตกับผู้ค้าส่งหรือค้าปลีก หรือผู้ผลิตกับผู้นำเข้า โดยส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตเพื่อผู้บริโภคนั่นเอง ซึ่งจุดนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งมาใช้ในการสร้าง Infographic เพื่อแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติเด่นของสินค้า เป็นต้น
  • B2C (Business to Consumer) คือธุรกิจที่เน้นการขายสินค้าไปยังผู้บริโภคโดยตรง โดยตัดบริษัทที่เป็นตัวกลางออกไป ไม่ว่าจะเป็นผู้นำเข้า ผู้จัดจำหน่าย พ่อค้าส่ง และพ่อค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อให้สินค้าสามารถทำกำไรได้มากขึ้น และมีราคาถูกลง เนื่องจากไม่ต้องแบ่งกำไรให้พ่อค้าคนกลางนั่นเอง โดยธุรกิจแบบนี้คุณอาจนำคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งเข้ามาช่วยด้วยการทำคลิปวิดีโอ หรือวิดีโอโฆษณา เพื่อสร้างการจดจำในตัวสินค้าให้แก่ผู้บริโภคก็ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีมาก

4. ใช้ตัวชี้วัด (KPIs) เพื่อวัดผลความสำเร็จและความล้มเหลวของงาน

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งที่เราทำนั้นให้ผลลัพธ์ของความสำเร็จหรือล้มเหลว ถ้าไม่มีการตรวจสอบหรือวัดผล ดังนั้นการใช้ตัวชี้วัด หรือ KPIs จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพของคอนเทนต์ของเราได้ จากนั้นเมื่อได้ผลลัพธ์มาแล้ว จึงค่อยนำผลไปปรับปรุงคอนเทนต์ของเราให้ดีขึ้น ซึ่งวิธีการวัดผลนั้นเราสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้

  • วัดจากจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยการใช้ Google’s URL builder และ Google Analytics เพื่อช่วยตรวจสอบ
  • วัดจากจำนวนผู้ใช้งานในโซเชียลมีเดีย โดยวัดผลจากจำนวนผู้เข้าถึงคอนเทนต์ ผู้ไลค์ และผู้แชร์คอนเทนต์ ถือเป็นวิธียอดนิยมในไทยที่พบเจอได้บ่อยมาก
  • วัดจากจำนวนการตีกลับหรือ Bounce Rate โดยหากมีจำนวนการตีกลับที่มาก ก็หมายถึงว่าคอนเทนต์ของเราไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะผู้ชมเมื่อเห็นเนื้อหาแล้วปิดหน้าต่างทิ้งทันที แถมยังไม่เปิดคลิกไปหน้าอื่นๆ บนเว็บไซต์ด้วย
  • วัดจากจำนวน Inbound Links Earned เพราะหากคอนเทนต์ของเรามีคุณค่าที่ดีมากพอ ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะต้องนำลิงก์ไปแปะหรือแชร์บนเว็บอื่นอย่างแน่นอน โดยวิธีนี้ยังสามารถช่วยให้คอนเทนต์ของเรามีผล SEO ที่ดีอีกด้วย
  • วัดจากระยะเวลาที่ผู้ชมใช้บนเว็บไซต์ ว่าพวกเขาอยู่ในหน้าเนื้อหาของเรากี่นาที ซึ่งหากผู้ใช้งานอยู่ในหน้านั้นไม่ถึง 15 วินาที ก็อาจแสดงว่าคอนเทนต์ของเราไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาได้นั่นเอง
  • วัดจาก Conversion rate ยกตัวอย่างเช่น จำนวนผู้สมัครเป็นสมาชิก เป็นต้น
  • วัดจากจำนวนยอดขาย อันเป็นตัววัดผลสำคัญที่จะบอกว่า คอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งของเราประสบความสำเร็จหรือไม่ เพียงไร

5. ปรับแต่งคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้มีความหลากหลาย

แม้ว่าการทำคอนเทนต์มาร์เกตติ้งจะให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคอนเทนต์เพียงคอนเทนต์เดี๋ยวจะสามารถทำได้ ดังนั้นสิ่งที่เราจะต้องทำก็คือการรีเสิร์ชข้อมูล เพื่อค้นหาให้ได้ว่าลูกค้าหรือเป้าหมายของเรานั้นต้องการอยากทราบเกี่ยวกับอะไร นอกจากนั้น เราควรจะรู้ว่าคอนเทนต์แต่ละรูปแบบนั้นจะให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน อย่างเช่น บางชนิดอาจเหมาะสมสำหรับการสร้างการรับรู้ในตัวสินค้าหรือแบรนด์ แต่ไม่เหมาะสำหรับการดันยอดขาย เป็นต้น

เป็นอย่างไรบ้างคะ สำหรับการวางกลยุทธ์เพื่อการสร้างคอนเทนต์มาร์เก็ตติ้งให้ประสบความสำเร็จ หากคุณสามารถทำได้อย่างเป็นระบบและขั้นตอนตามที่ได้นำเสนอนี้ รับรองว่าความสำเร็จจะมาถึงคุณอย่างไม่ยากเลย แต่สำคัญที่สุดคุณต้องค่อยๆ ทำอย่างใจเย็น เพราะผลของความสำเร็จอาจไม่ได้มาเพียงแค่วันเดียว

วิธีสร้าง Content Marketing ยังไงให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO by seo-winner.com

ในการทำ SEO อย่างน้อยที่สุดเราอาจจำเป็นต้องเข้าใจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำ SEO มากที่สุด เพื่อให้การทำ SEO นั้นออกมาสมบูรณ์และสามารถใช้งานแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ต้องรู้จัก SEO ภายใน site ของตัวเอง
เมื่อต้องทำ SEO เกี่ยวกับ Site ของตัวเอง สิ่งที่ต้องรู้คือพื้นฐานเกี่ยวกับเว็บไซต์ ซึ่งอาจประกอบด้วย เนื้อหาในข้อความที่ไม่ซ้ำ การตกแต่งลิงก์ภายใน การเข้าถึง Bot การวางแผนผังเว็บไซต์ โครงสร้าง URL เป็นต้น เพื่อให้การทำ SEO นั้นมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการจัดอันดับได้ดีที่สุดจำเป็นต้องให้มีพื้นฐานข้อมูลเหล่านี้ให้มั่นคงและแข็งแรงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

2. เนื้อหาเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ
เพื่อให้เนื้อหามีคุณภาพและเป็นที่น่าสนใจ ดึงดูดให้มีผู้ชมและผู้ติดตามมากขึ้น เนื้อหาต้องหลากหลายไม่ซับซ้อน เพื่อให้ Google จัดอับดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับที่น่าพึงพอใจและผู้ใช้งานก็สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น หากมีเนื้อหาที่ซ้ำกันอาจทำให้ Google สับสนและไม่นำมาจัดอันดับ นอกจากนั้นทำให้กลายเป็น Content ที่ไม่มีผู้สนใจได้ และ Google Analytics จะช่วยบอกให้เราทราบว่าหน้าเว็บใดมีผู้เข้าชมมากหรือน้อย หรือไม่มีเลย เพื่อมห้เราได้ปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาให้ดีขึ้น

3. Title Tag
การใส่ Title Tag ในการทำ SEO จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำการค้นหาเจอได้เพิ่มมากขึ้นหากใส่ Title Tag ให้ตรงนอกจากผู้ใช้งานจะค้นหาเจอแล้ว Google ก็ค้นเจอได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

4. Backlinks ที่มีคุณภาพ
เป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อเรามีโครงสร้างเว็บไซตืที่ดีเราก็ต้องเน้นให้มี Backlinks ด้วย Backlinks จะเป็นตัวเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ เราจึงต้องให้ความสำคัยกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

5. การโปรโมทรูปแบบดิจิทัล
เพราะยุคนี้คนส่วนใหญ่มักรับข่าวสารทางรูปแบบดิจิทัล สื่อออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่าช่องทางอื่น ประกอบกับการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายในสังคม ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องโปรโมทธุรกิจ สินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ด้วย เช่นกันการมีเว็บไซต์อื่นๆ พูดถึงอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้เราสร้าง Backlinks ที่เป็นประโยชน์กับ SEO ของเราได้

6. หลีกเลี่ยง Backlinks ที่เป็นสแปม
การสร้างลิงก์เป็นสิ่งสำคัญในการทำ SEO มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการสร้างลิงก์หรือการเพิ่มรายชื่อเข้าไปอยู่ในไซต์ไดเรกทอรีสแปม เรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การลงโทษของ Google ก็เป็นได้ 

7.อาศัย SEO ท้องถิ่น
บางธุรกิจที่ติดอันดับต้นๆ ของ Google นั้นมาจากการให้ความสำคัญกับการโปรโมทหรือการทำความรู้จักเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเมื่อคนในท้องถิ่นค้นหาก็จะเจอเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรกและส่งผลให้ติดอันดับต้นๆ ในท้องถิ่นและข้อมูลเหล่านี้เองก็มาจาก Google My Business 

8.รายชื่อธุรกิจในท้องถิ่น
การสร้างชื่อหรือทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักไม่ว่าจะกับผู้บริโภคหรือ Google ก็จะทำให้ธุรกิจของเรามีความก้าวหน้าและสำคัญมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อมีผู้ค้นหาก็จะทราบได้ว่าธุรกิจนี้ เกี่ยวกับสิ่งนี้ ในท้องถิ่นนั้นๆ ยังมีอยู่และสามารถติดต่อได้ และเมื่อให้มีรายชื่อเว็บไซต์ เบอร์โทรศัพท์ หรือรายละเอียดอื่นๆ นั้นมีอยู่ใน Yelp, Bing Places, สมุดหน้าเหลืองอินเทอร์เน็ตและ Yahoo Local เป็นต้น ก็จะส่งเสริมให้ข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมดของคุณมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งหมดและที่สำคัญต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายในท้องถิ่นด้วย

9.ติดตามความสำเร็จ
การติดตามผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำหรือความสำเร็จต่างๆ ของธุรกิจเรานั้นจะทำให้เราทราบว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงหรือแก้ไข หรือต้องทำอย่างไรกับธุรกิจของคุณ กับตลาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ อีกทั้งการวัดความสำเร็จนี้จะช่วยให้วัดความคืบหน้าของ SEO ได้ และเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจอีกหลายด้าน

10.ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
Google นั้นต้องการทราบว่าเรามีเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีการเข้าชมที่ถูกต้อง หมายความว่าเนื้อหาต้องเป็นหลัก และมีความสำคัญ มีความน่าสนใจ อีกทั้งควรมีลิงก์หรือข้อความบน Facebook เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้นผ่าน Backlinks ดังนั้นจำเป็นต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่ดีให้คุณค่าแก่ผู้อ่าน

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ก็คือการทำ SEO ที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยิน แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางคนสับสนกับ Google Ads (หรือเดิมเรียกว่า Google AdWords) ในบทความนี้จะขออธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด โดยที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจแนวคิดของการทำ SEO เบื้องต้นก่อนค่ะ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ถ้าแปลตามตัว Search Engine จะแปลว่า เครื่องมือในการค้นหาซึ่งมีหลายเว็บไซต์ เช่น Google, Yahoo, Bing แต่เครื่องมือที่นิยมใช้กันในการค้นหามากที่สุด ก็คือ Google ส่วน Optimization แปลว่า  การทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยการทำ SEO ก็มีด้วยกันหลายร้อยวิธีการ หลัก ๆ คือการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ตรงกับที่ Google ชอบ และนั่นจะทำให้เว็บของเรามีโอกาสสูงที่จะติดหน้าแรก ถามว่าทำไมต้องติดหน้าแรก? เพราะพฤติกรรมในการ search Google ของคนเรา อย่างมากก็ดู 1-2 หน้า แทบไม่มีใครดูหน้าที่ 7-8

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

แล้ว SEO ต่างจาก Google Ads อย่างไร? ในการค้นหาเราจะพบสองส่วน ถ้าดูจากในรูปแล้วเราจะเห็นสองส่วน ส่วนบนที่มีป้ายสีเขียวเขียนว่า “โฆษณา หรือ Ads” เราเรียกว่า Google Ads แต่ส่วนด้านล่างที่ไม่มีป้ายอะไรกำกับ มาจากการทำ SEO นั่นเอง

ข้อแตกต่าง ๆ หลัก ๆ เลยระหว่างสองอย่างนี้ คือ Google Ads จะต้องเสียเงินค่า keyword ที่เราเลือก (ซึ่งบางทีอาจจะแพงมาก ๆ) แต่ SEO จะไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่จะต้องรู้ “วิธี” ที่จะทำให้ Google ชอบ และให้ติดหน้าแรก แน่นอนถ้าเราทำ SEO เอง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากเราต้องการจะจ้างผู้เชี่ยวชาญให้มาให้คำปรึกษาและช่วยทำ SEO ก็มีผู้ให้บริการอยู่มากมายเช่นเดียวกัน

มีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ?

Content คือ เนื้อหาที่อยู่ใน VDO, รูปภาพ, บทความ ที่เราทำขึ้นมา สิ่งนี้มีส่วนสำคัญมาก ๆ เพราะมาจากความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจของเรา Content ที่ดีควรจะมีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ ถูกต้องและครบถ้วน ถ้าในหนึ่งบทความมีทั้งตัวอักษร รูปภาพ หรือ VDO พร้อมทั้งมีความน่าสนใจ ก็จะยิ่งทำให้บทความนั้น Perfect และ Google ก็พร้อมจะเป็นป๋าดันให้เว็บของเราติดหน้าแรก เพราะแสดงถึงความตั้งใจทำ

  • Backlink คือ การที่ Link เว็บไซต์ของเรา ไปปรากฎในเว็บของที่อื่น อย่างเช่น ไปเป็นเครดิตในบทความในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง หรือ Link ของเราถูกแชร์ลง Facebook ก็นับว่าเป็น Backlink เช่นกัน การมี Backlink มาก ๆ แสดงถึงความมีคุณภาพของเว็บไซต์เรา เป็นการได้รับเครดิต ได้รับคุณค่า และได้รับคะแนนเป็นบวกสำหรับ Google แต่ทั้งนี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะเราอาจจะเจอบทลงโทษได้ หากเป็น Backlink ที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการสร้าง Backlink นั้น มาจากเจตนาที่ไม่ถูกต้อง
  • จำนวนการคลิกและการเข้าสู่เว็บไซต์ จำนวนการเข้าเว็บก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันกับ SEO เช่นเดียวกัน หลักการง่าย ๆ คือลองนึกถึง VDO ใน YouTube ถ้าคลิปไหนมียอดวิวสูง ๆ ก็จะมีโอกาสสูงที่จะขึ้นมาหน้าแรกของ YouTube หรืออยู่อันดับต้น ๆ ในการค้นหา หลักการเดียวกันเลย ซึ่งการเข้าถึงเว็บไซต์ก็โยงกับสองข้อแรกด้านบน คือถ้าเนื้อหาน่าสนใจ และมีการแปะ Backlink ด้วย ก็ทำให้โอกาสในการเข้าถึงหน้าเว็บนั้นสูงขึ้น
  • Social Media เครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สามสิ่งนี้มีส่วนสำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน Social Media ตัวอย่างเช่น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram ฯลฯ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้เกิดการแชร์เว็บไซต์และสร้างโอกาสในการเข้าถึง ดังนั้นแล้วจึงควรที่จะทำ Content ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใน Social Media ที่เราเห็นสมควร

ส่วนปัจจัยเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เครือข่ายต่างกัน อุปกรณ์ต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ ก็แสดงผลลัพธ์ SEO ไม่เหมือนกัน

และนี่ก็คือเรื่องราวเบื้องต้นของ SEO ที่เหมาะสำหรับคนไม่ได้มีพื้นฐาน ให้เข้าใจภาพรวมคร่าว ๆ ก่อน โอกาสหน้าเราจะมาคุยแบบลงรายละเอียด เจาะลึกกันมากขึ้น ติดตามต่อไปในบทความหน้านะคะ

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คืออะไร

ในสังคมที่โลกออนไลน์กำลังเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า สื่อออนไลน์ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อเราในทุกขณะ ตั้งแต่ตื่นเช้าจนกระทั่งเข้านอน อีกทั้งความรวดเร็วและความสะดวกสบายของโลกออนไลน์ยังถูกนำมาใช้ประโยชน์กับกลุ่มคนทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) ที่กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะสามารถทำให้ผู้อื่นรู้จักเราหรือสินค้าของเราได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งคือคำตอบของคุณ

การตลาดออนไลน์ (Online Marketing) คือ การทำการตลาดในสื่อออนไลน์ เช่น โฆษณา Facebook, โฆษณา Google, โฆษณา Youtube, โฆษณา Instagram มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำให้สินค้าของเราเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้น โดยใช้วิธีต่างๆ ในการ โฆษณาเว็บไซต์ หรือ โฆษณาขายสินค้าที่จะนำสินค้าของเราไปเผยแพร่ตามสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้อื่นได้รับรู้และเกิดความสนใจ จนกระทั่งเข้ามาใช้บริการหรือซื้อสินค้าของเราในที่สุด โดยการตลาดออนไลน์ (Online Marketing) สามารถทำได้หลายช่องทาง ดังนี้

Search Engine Marketing คือ การตลาดบน Search Engine เป็นการทำให้สินค้าของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับแรกๆ ซึ่งจะทำให้เราถูกค้นพบได้ง่ายและถูกคลิกได้บ่อยกว่าเว็บไซต์ที่อยู่ด้านล่างหรืออยู่ในหน้าถัดไป แบ่งออกเป็น SEO (การทำเว็บไซต์ของเราให้ติดอันดับของ Google) กับ PPC (การซื้อ Ads บน Google)

Email Marketing คือ การตลาดที่ทำผ่านอีเมล เพื่อส่งข่าวสาร โปรโมชั่นต่างๆ ถึงลูกค้าที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย เป็นการตลาดที่ต้นทุนต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับการตลาดในรูปแบบอื่นๆ อีกทั้งยังเป็นการทำการตลาดที่ตรงกลุ่ม และสามารถเข้าถึงผู้รับภายในเวลาอันรวดเร็ว