previous arrow
next arrow
Slider

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

19 พฤศจิกายน 2558 ทาง Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

How Search Works

เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

SEO Starter Guide(คู่มือเริ่มต้น SEO)

โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

กลับหน้าหลัก

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

9 อัลกอริทึม

9 อัลกอริทึม GOOGLE ที่คนทำเว็บต้องรู้!

อัลกอริทึม Google ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บทุกคนต้องรู้ เพราะผู้คนแทบทุกคนบนโลกใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลเป็นหลัก เรียกว่า “ถ้าอยากรู้อะไรบนโลกนี้ Google มีคำตอบ!”

เชื่อว่าคนรุ่นใหม่แทบทุกคนมีความคุ้นเคยกับวลีข้างบนนี้อย่างแน่นอน เพราะ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่มีคำตอบให้กับทุกๆ คำถามที่ผู้ใช้พิมพ์ถามเข้ามา โดย Google จะคัดเลือกเว็บไซต์ที่มีคำตอบ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword นั้นๆ มากที่สุดมาแสดงผล ถ้าเกี่ยวข้องมาก หรือมีคำตอบตรงกับคำค้นหามาก ก็จะแสดงผลในอันดับแรกๆ

ซึ่งระบบการค้นหาของ Google ไม่ได้มีความสำคัญกับตัวผู้ใช้อย่างเดียว แต่ยังสำคัญกับการทำธุรกิจอีกด้วย เพราะเว็บไซต์ที่แสดงผลในอันดับแรกๆ ของ Google จะมีจำนวนคลิกสูงกว่าอันดับอื่นๆ หรือหมายถึงการมีผู้เข้าชมจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการแข่งขันรูปแบบหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Search Engine Optimization หรือ SEO ที่เรารู้จักกัน

และแน่นอนว่าเมื่อมีการแข่งขันเกิดขึ้น หลายคนก็ทำตามกฎกติกาเพื่อขึ้นอันดับหนึ่งด้วยฝีมือ และศักยภาพของตัวเอง เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “SEO สายขาว” แต่อีกหลายคนก็พยายามหาช่องโหว่ในระบบการจัดการผลลัพธ์ของ Google เพื่อขึ้นอันดับหนึ่งให้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะ เราเรียกคนที่หาช่องโหว่เหล่านี้ว่า “SEO สายมืด”

เมื่อ Google รู้ว่ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้เผยแพร่เนื้อหา (ที่เป็นสายขาว) Google จึงได้พัฒนาระบบ อัลกอริทึม เพื่อใช้ตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่อยู่ในระบบการค้นหาว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้บ้าง ซึ่ง อัลกอริทึม ที่ Google สร้างขึ้นมานั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี และมีระบบใหม่ๆ ใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกัน และตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดบนโลกเว็บไซต์

วันนี้เราเลยจะพามารู้จักกับ AI Algorithm ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจตราชั้นยอดของ Google ว่า เจ้าพวก Bot เหล่านี้ ชอบอะไร และไม่ชอบอะไรกันบ้าง คนทำ SEO อย่างเราจะได้รู้ว่าอะไรทำได้ และอะไรควรเลี่ยง มาดูกันเลย!

ข้อมูล อัลกอริทึม Google ทั้งหมด

Panda

เจ้าหมีตัวนี้ถูกสร้างมาเพื่อลดอันดับของเว็บไซต์คุณภาพต่ำที่ไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาอันเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชม และเว็บไซต์ที่ไปก๊อปปี้เนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ มาใส่เป็นของตัวเอง ส่วนเว็บไหนที่ทำเนื้อหาดี ไม่ซ้ำ ไม่ก๊อป มีความทันสมัยตลอดเวลา หมีตัวนี้ก็จะให้รางวัลด้วยการส่งเว็บขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2011

หน้าที่ : ตรวจสอบการก๊อปปี้เนื้อหา และสแปมคีย์เวิร์ด

ทำยังไงให้ผ่าน : พยายามเขียนคอนเทนต์ขึ้นมาด้วยสำนวนของตนเอง อย่าก๊อปปี้เนื้อความ หรือเนื้อหาใดๆ มาจากแหล่งข้อมูลอื่น เพราะถ้าเจ้า Panda ตรวจเจอเข้า (ซึ่งเจอแน่ๆ) เว็บเราจะถูกตราหน้าเป็นพวกขี้ลอกแน่นอน ที่สำคัญคอนเทนต์นั้นๆ จะต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้ชมด้วย

Penguin

หลังจากเปิดใช้งานเจ้าแพนด้ามาเพื่อตรวจสอบ On-Site Content บนหน้าเว็บแล้ว ต่อมา Google ก็ได้สร้าง “นกเพนกวิน” ขึ้นมาสำหรับการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างลิงก์ หรือ Backlink บนเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่จะมีเพนกวินตัวนี้ พวก SEO สายมืดได้ทำการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำขึ้นมาเยอะมาก เพื่อปั่นอันดับหน้าเว็บให้สูงขึ้น ทำให้ Google ต้องสร้าง อัลกอริทึม Penguin ตัวนี้มาควบคุมปัญหาดังกล่าว

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบความสัมพันธ์ และคุณภาพของ Backlink

ทำยังไงให้ผ่าน : การใส่ Backlink ลงไปในคอนเทนต์เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเช็คให้ดีว่า Backlink ที่นำมาใส่นั้นมีคุณภาพ, น่าเชื่อถือ และมีความเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ในหน้านั้นๆ ด้วย ถ้าใครใช้วิธีจ่ายเงินซื้อ Backlink หรือสแปม Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ก็เตรียมตัวโดนคัดออกได้เลย

Pirate

นอกจาก Google จะเป็นผู้ตรวจตรา และควบคุมมาตรฐานของคอนเทนต์บนโลกเว็บไซต์แล้ว Google ยังเปรียบเสมือนตำรวจไซเบอร์ที่คอยหาผู้ร้ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ร้ายที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทุกประเภท ด้วยการสร้างอัลกอริธึมชื่อว่า “Pirate” หรือ “โจรสลัด” ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าชื่อจะเป็นโจรสลัด แต่เจ้าโจรสลัดรายนี้จะทำการล่าโจรสลัดรายอื่นที่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็น เว็บดูทีวีออนไลน์ (ที่ไม่ใช่ Official), เว็บ Torrent หรือเว็บดูหนังฟรี ฯลฯ ซึ่งการจัดการของ Google คือ จะลดการแสดงผลของเว็บไซต์นั้นๆ ลงสูงถึง 98% เลยทีเดียว

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

ทำยังไงให้ผ่าน : อย่าทำเว็บแบบนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันไม่ดีเลย!

Hummingbird

อัลกอริทึม Hummingbird ตัวนี้ไม่ได้ใช้หาคนร้าย แต่สร้างมาเพื่อให้คาดเดากลุ่มคียเวิร์ดที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาล่วงหน้า เรียกง่ายๆ ก็คือ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวนี้จะเป็น “นกวิเศษ” ที่มองเห็นคำตอบล่วงหน้าได้ว่า ผู้ใช้จะพิมพ์ว่าอะไร

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2013

หน้าที่ : ค้นหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการแบบล่วงหน้า

Pigeon

พิราบน้อยตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการค้นหาเช่นเดียวกับ Hummingbird ด้านบน  โดยเจ้าพิราบตัวนี้ทำหน้าที่จัดอันดับผลการค้นหาตาม Location ของผู้ Search ซึ่งอิงตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดอันดับเว็บไซต์แบบ SEO

หากใช้คำอธิบายอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพ เราขอยกตัวอย่างมาสักหนึ่งเคส เช่น ร้านอาหารในละแวกการค้นหาที่ Google จะนำมาแสดงเป็นอันดับแรกๆ จะต้องมีการลงข้อมูลกับ Google My Business, ระบุตำแหน่งที่ตั้งของร้านให้ถูกต้อง และแม่นยำที่สุด, การตั้งชื่อ Title และประเภทธุรกิจต้องครบ และสัมพันธ์กับพื้นที่ หรือเมือง ณ จุดนั้น, ควรมีเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เสิร์ชทราบข้อมูลของร้านมากยิ่งขึ้น และเว็บไซต์นั้นควรมี Domain Name น่าเชื่อถือด้วย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ถ้าร้านนั้นมีครบ Google ก็จะนำร้านนั้นไปแสดงให้ผู้ค้นหาเห็นได้ในลำดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กรกฎาคม 2014

หน้าที่ : จัดอันดับผลการค้นดีที่สุดตาม Location

Mobile Friendly Update

หลังจากที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน การทำกิจกรรมในโลกออนไลน์กว่า 90% เกิดขึ้นบนมือถือทั้งหมด เช่นเดียวกับการค้นหาสิ่งต่างๆ ผ่าน Google บนมือถือ ทำให้ Google ต้องเพิ่มอัลกอริธึมการจัดอันดับเว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือได้ดี หรือที่เรียกว่าเป็น Mobile Responsive มาอีกหนึ่งตัว โดยอัลกอริธึมตัวนี้จะเพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บที่ไม่เป็น Responsive ลง เพราะถือว่าไม่มีความสะดวกแก่ผู้ใช้

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2015

หน้าที่ : เพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บไซต์ที่ไม่เป็น Responsive

ทำยังไงให้ผ่าน : ทำเว็บไซต์ของตนเองให้เป็นแบบ Responsive ก็จะช่วยให้อันดับ SEO ขึ้นได้

RankBrain

RankBrain เป็น AI ที่ช่วยในเรื่องการค้นหาความหมายของคำ หรือกลุ่มคำที่ใช้ค้นหา เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงตามที่ต้องการมากที่สุด โดยอิงจากความเกี่ยวข้องกันระหว่างคอนเทนต์บนหน้าเพจ และคำค้นหา ซึ่งหมายความว่า RankBrain จะวัดผลลัพธ์จากคอนเทนต์ว่าเว็บไหนดีไม่ดีอย่างไรแล้วเลือกไปแสดงผล และที่สำคัญคือ RankBrain สามารถเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพในการคัดกรองนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจาก RankBrain เป็น Machine Learning นั่นเอง

ใช้งานครั้งแรก : ตุลาคม 2015

หน้าที่ : คัดกรองผลลัพธ์ให้ตรงตามคำค้นหา

Possum

อัลกอริธึมตัวนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผู้ใช้มากนัก เพราะ Possum ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดเรียง และแสดงข้อมูลในบริเวณของผู้ค้นหาเท่านั้น เช่น ถ้าสมมติคุณเสิร์ชว่า “ร้านอาหาร” Google ก็จะดึงข้อมูลมาจาก Google My Business ว่ามีร้านใดอยู่ใกล้เคียง และน่าจะตรงความต้องการของคุณบ้าง นี่แหละคือหน้าที่ของ Possum

ใช้งานครั้งแรก : กันยายน 2016

หน้าที่ : คัดกรอง และแสดงผลการค้นหาในบริเวณของผู้ Search

Fred

Fred เป็น อัลกอริทึม Google ตัวล่าสุดที่เปิดใช้งาน โดย Fred มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานของเว็บไซต์ทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของคอนเทนต์ที่ไร้คุณภาพ, เว็บไซต์ที่แสดง Ads หรือมี Affiliate Link เยอะเกินไป ซึ่ง Fred จะมองว่าถ้าสิ่งเหล่านี้มากเกินไปก็จะไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ และจัดการลดอันดับเว็บนั้นๆ ทันที

ใช้งานครั้งแรก : มีนาคม 2017

หน้าที่ : ตรวจสอบ และลดอันดับเว็บไซต์ที่คอนเทนต์ไร้คุณภาพ หรือสแปม Ads

ทำยังไงให้ผ่าน : เขียนคอนเทนต์ที่มี Value หรือเกิดประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ และอย่ายัดเยียดการขายของมากจนเกินไป

จะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์แทบทุกอย่างที่ Google ตั้งขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่ต้องมีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ แม้ว่าคนที่ต้องการทำ SEO สายขาวแต่ทำคอนเทนต์ไม่มีประโยชน์ หรือไม่เกิด Value ต่อผู้อ่าน ก็ไม่ทำให้อันดับ SEO ขยับขึ้นอยู่ดี รวมไปถึงการตั้งค่าต่างๆ ที่เป็น Text ใน Title + Description เพื่อให้ Bot ของ Google อ่านได้ว่ามีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่ รวมไปถึงเทคนิคเชิงลึกต่างๆ อีกมากมายที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก หากใครสนใจเพิ่มเติม ติดตามจากบทความด้านล่างนี้ได้ครับ

Posted in SEO

SEO คืออะไร ?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำค้นหาที่คุณต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์เว็บไซต์จะปรากฏบนเว็บ Search Engine ทางด้านซ้ายของ Search Engine ซึ่งการแสดงผลจะแสดงหน้าละ 10 อันดับ หน้าแรก (อันดับ 1-10) และ หน้าที่สอง ( อันดับ 11-20) ซึ่งการทำ SEO ที่ดีและได้ผลนั้นเว็บที่ทำ SEO ควรที่จะอยู่หน้าแรกแต่ไม่ควรอยู่เกินหน้าที่ 2 ซึ่งจะได้รับการเข้าเยี่ยมชม บ่อยครั้งมากที่สุด ยิ่งอันดับสูงเท่าไรอัตรการคลิกเข้าสู่เว็บก็สูงขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราต้องทำ SEO ?

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จัก เราให้ได้มากที่สุด การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

ปัจจัยในการทำ SEO นั้นมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน

SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO สามารถแบ่งได้ตามปัจจัยในการทำ SEO ซึ่งหลักๆ มีดังต่อไปนี้

  1. ควรเลือกโฮสติ้งที่ดีมีมาตรฐานไม่ล่มบ่อย มี bandwidth ในการเข้าถึงที่ดีจากต่างประเทศเพราะ bots หรือ spider ของเว็บ Search Engine นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม ควรใช้ชื่อที่สื่อความหมายได้ตรงกับสินค้าหรือตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์ ต้องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์ ต้องสามารถอธิบายและขยายความ title ที่เรากำหนดได้เป็นอย่างดีและสั้นกระชับได้ใจความ
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และต้องตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ ต้องเขียนขยาย description อีกทีนึงให้รายละเอียดที่ครบถ้วน
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย เช่นการใช้ SSL เข้ามาช่วยในการเข้ารหัสการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องลูกค้ากับเครื่อง server แม่ข่ายอีกที

SEO สายดำสายขาว ที่เรียกกันต่างกันยังไง

พูดง่ายๆก็คือ SEO สายดำ คือการโกง ส่วน SEO สายขาว คือการทำ SEO ที่ถูกต้องตามหลักของเว็บ Search Engine นั่นเอง ซึ่ง SEO สายขาวขั้นตอนการทำได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั่นเอง ส่วนการทำ SEO สายดำ หรือสาย Dark นั้นขั้นตอนก็ไม่ยากเช่น การซื้อ link, การทำ spam keyword, การทำเขียน script ไปแป๊บไว้ที่เว็บอื่นให้ redirect มายังเว็บของเรา เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนผิกกฏและเป็นข้อห้ามในการทำ SEO