previous arrow
next arrow
Slider

สรุปเข้าใจง่าย ครบถ้วน กับกลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผล

ทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน (อ้างอิงสถิติจาก internetlivestats.com)

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของการทำ SEO ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดอย่างเดียว (อ้างอิงจาก  singlegrain.com)

กลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

กลยุทธ์ SEO ที่ว่าก็ประยุกต์มาจาก Digital marketing Strategy ในหนังสือ Marketing 4.0  (ภาพจาก Bangkok Insight)

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

Keyword Planner ถึงจะอยู่ใน Google Ads แต่ก็เป็นเครื่องมือสำรวจคีย์เวิร์ดได้ เมื่อล็อกอินเข้า Keyword Planner โดยใช้บัญชีของ Gmail ก็จะเห็นหน้าเพจแบบนี้

ถ้าจะหาคีย์เวิร์ดใหม่ ก็คลิกที่ Find new keywords แล้วลองพิมพ์คีย์เวิร์ดดู (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ SEO ของเรา) 

พิมพ์คีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปแล้ว เราจะเห็น Dashboard แบบนี้ ให้เราโฟกัสไปที่ Avg. monthly searches และ Competition อย่าลืมเปลี่นสถานที่ เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนช่วงเวลาด้วย แล้วลอง Download Kwyword Idea เก็บข้อมูลไว้

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

รวบรวมคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ข้อมูลใส่ใน Keyword Spreadsheet (จาก How to get to the top of Google search: A practical SEO guide)

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

ตัวอย่าง Content Calendar(จาก Hootsuite) เราสามารถปรับรายละเอียดและองค์ประกอบได้ตามที่ได้อธิบาย 

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับเว็บฯบน Google (สำรวจโดย MOZ)

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

ส่วนวิธีการติดตั้งสามารถดูได้ที่นี่ 

Search Analytics ใน Google Search Console เราสามารถดูจำนวน Click Impression, CTR และ position ได้

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ

ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ

ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง

ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”

จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด


สรุป

          การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO  เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

          ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

          ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน 

          หากทำได้ตามนี้เว็บฯของเราก็มีลุ้นติดหน้าแรกของ Google แล้วครับ

5 SEO ปลั๊กอินยอดนิยมแห่งปี 2019

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สร้างคอนเทนท์ขึ้นมาจนเข้าสู่กระแส ‘สึนามิ คอนเทนท์’ (Content Tsunami) หรือคอนเทนท์ล้นตลาด จะทำอย่างไรให้คอนเทนท์ของเราโดดเด่นเหนือคู่แข่งและตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด ถึงเวลาแล้วที่นักการตลาดต้องมีผู้ช่วยที่จะเปลี่ยนการสร้างคอนเทนท์ทั่วไปให้กลายเป็นคอนเทนท์การตลาด (Marketing Contents) ขั้นเทพ ด้วย 5 SEO ปลั๊กอินยอดนิยมแห่งปี 2019 เพื่อเปลี่ยนคนที่สนใจ (Consideration)ให้กลายเป็นลูกค้า(Purchase) หรือแฟนพันธ์แท้ของแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO Specialist และ Digital Marketing แห่งบริษัท SEO Heroes Bangkok แนะนำว่า ท่ามกลางคอนเทนท์มากมายในหลายช่องทางการทำSEO หรือ Search Engine Optimization ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยให้คอนเทนท์ของคุณติดการค้นหาหน้าแรกใน Google นั่นหมายถึงโอกาสในการที่ลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าและบริการของคุณก็มากขึ้นเช่นกัน ว่าแต่ 5 เครื่องมือหรือปลั๊กอินในการทำ SEO ยอดนิยมใน WordPress มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

Squirrly

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Squirrly และปลั๊กอิน SEO แบบ all-in-one อื่น ๆ คือมันช่วยให้คุณสามารถเขียนบทความหรือสร้างคอนเทนท์ที่เหมาะกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine) และพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่ามันเป็นปลั๊กอินการตลาดแบบครบวงจรเลยทีเดียว และ Squirrly เป็นปลั๊กอินที่สามารถโหลดใช้งานฟรี! (แต่ถ้าคุณอยากอัพเกรดเวอร์ชั่นให้ใช้งานได้เต็มรูปแบบก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ทั้งยังมีฟังก์ชั่น SEO Live Assistant ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของบทความ ผ่านเครื่องมือการวิเคราะห์ Keywords จากสิ่งที่ผู้คนพูดถึงอย่างมากใน Twitter และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยวัดจากความนิยมของหัวข้อและอันดับในการแข่งขัน ที่เหลือคุณก็แค่ปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ตามคำแนะนำของมันได้เลย ทั้งยังช่วยให้คุณทราบว่า การเขียนบทความของคุณสอดคล้องกับคำที่ผู้บริโภคใช้ค้นหาในโซเชียลฯ แล้วหรือไม่

นอกจากนี้ Squirrly ยังสามารถวิเคราะห์เนื้อหาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการทำ SEO ในบทความนั้น ๆ และนำเสนอภาพรวมโดยละเอียดเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ จึงช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ความน่าทึ่งอีกอย่างของปลั๊กอินนี้คือมันง่ายต่อการใช้งานมาก ๆ คุณแค่ใส่ชื่อธุรกิจและโลโก้เท่านั้นล่ะ! จากนั้นปลั๊กอินจะวิเคราะห์โครงสร้างและข้อมูลในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ บันทึกข้อมูลทุกครั้งที่ดาวน์โหลด ทำความเข้าใจธุรกิจผ่านบทความที่นำเสนอ เพื่อให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และช่วยในการบูสท์ยอด CTR (Click Through Rate) หรืออัตราส่วนที่บ่งบอกว่า มีผู้คลิกเข้าชมโฆษณาของคุณบ่อยแค่ไหนใน GDN (Google Display Network) แน่นอนมันส่งผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ใน Google นั่นเอง

Redirection

เคยมั้ย? ตั้งชื่อเว็บไซต์หรือโดเมน (Domian)แล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากใช้ชื่อใหม่ที่โดนใจกว่า แต่กลับต้องปวดใจเมื่อขั้นตอนการเปลี่ยนลิงก์ URL นั้นแสนจะยุ่งยากซับซ้อน บางครั้งธุรกิจของคุณอาจต้องการปรับปรุงเว็บไซต์หรือเปลี่ยนที่อยู่โดเมน ซึ่งคงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคคลิกเข้าไปเจอกับหน้าเพจ 301Redirects หรือ 404 Page Error ซึ่งมอบประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภค และ Google ก็ลดคะแนนของเว็บไซต์ลงด้วย เพราะมันสะท้อนความไม่น่าเชื่อถือของเว็บไซต์หรือแม้แต่ธุรกิจของคุณอีกด้วย ไหนจะต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด (แค่คิดก็ปวดหัวแล้วใช่มั้ยล่ะ) จากนี้ชีวิตของคุณจะง่ายขึ้นทันทีเมื่อติดปลั๊กอินที่ชื่อ ‘Redirection’

Redirection เป็นปลั๊กอินฟรี! ที่น่าเชื่อถือและเก่าแก่ที่สุดของ WordPress จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยามที่ธุรกิจต้องการเปลี่ยนโดเมน เพราะมันจะเชื่อมต่อลิงก์ URL ใหม่แบบอัตโนมัติ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงลิงก์ของโพสต์หรือเว็บเพจ แม้แต่การเปลี่ยนแปลง Permalinks ก็สามารถตรวจสอบผ่านปลั๊กอินได้เช่นกัน ทั้งยังช่วยให้คุณตั้งค่าเฉพาะที่สามารถสร้างการลิงก์ URL แบบมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ซึ่งคุณสามารถใช้องค์ประกอบหลายอย่างเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ของคุณ เช่น Referrer, Browser, IP, Server, HTTP Header, Cookies, Login Status, Page Type เป็นต้น

ShortPixel Image Optimizer

คงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคหรือลูกค้าคลิกลิงก์เข้าไปที่หน้าเว็บฯ ของคุณ แล้วต้องอดทนรอดาวน์โหลดนาน ๆ เพราะขนาดรูปภาพที่อัพโหลดลงในเว็บไซต์ใหญ่เกินไปนั่นล่ะ สุดท้ายผู้บริโภคก็ตัดสินใจปิดหน้าเว็บไซต์ของคุณแล้วไปค้นหาเจ้าอื่นใน Google แทน (นั่นเท่ากับคุณเสียลูกค้าไปแล้ว) แต่จะให้นั่งปรับไซส์รูปภาพที่ละอันคงจะปวดหัวและเสียเวลาไม่น้อย เรามีปลั๊กอินฟรี! ที่ช่วยในการบีบอัดรูปภาพที่ดีที่สุดสำหรับWordPress ที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และบล็อกเกอร์ทั่วโลกนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เพราะมันเป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้ปรับขนาดของรูปโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเว็บฯ นั่นเอง

วิธีง่าย ๆ แค่ติดตั้งปลั๊กอิน ShortPixel ลงในเว็บฯ จากนั้นระบบจะทำการปรับขนาดของรูปภาพอัตโนมัติ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องปวดหัวและเสียเวลากับการปรับขนาดรูปภาพก่อนลงเว็บฯ อีกต่อไป ทั้งยังช่วยให้การโหลดเข้าเว็บฯ เป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ ประหยัดเวลาและพื้นที่ในการจัดเก็บ แบ็คอัพ หรือโยกย้ายข้อมูล เรียกว่า ประทับใจผู้บริโภคที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลแบบฉับไวและ Google ก็ปลื้มด้วยเช่นกัน

WP Rocket

การรวมร่างขั้นสุดยอดของ 2 ปลั๊กอินที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณรวดเร็วขึ้นอีกเยอะ นั่นคือคุณสมบัติในการปรับขนาดรูปภาพของShort PixelImage Optimizer เข้ากับ WP Rocket ซึ่งเป็นปลั๊กอินแบบเสียเงิน (Paid) ที่คุ้มค่าและดีที่สุดในการจัดการกับแคช (Caching)การพรีโหลด(PreLoad) การบีบอัด (Compression)การเพิ่มประสิทธิภาพ​(Optimization)เป็นต้น แม้จะเป็นปลั๊กอินที่ต้องเสียเงินแต่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพราะมันช่วยติดสปีดให้เว็บไซต์ของคุณจัดการกับระบบต่างๆ ที่ซับซ้อนได้อย่างสะดวกสบาย

ปัจจุบันมีปลั๊กอินมากมายใน WordPress ที่ช่วยให้คุณจัดการกับแคชสำคัญต่าง ๆ ในเว็บไซต์ แต่ด้วยระบบการทำงานที่มีความซับซ้อนมากเกินจำเป็นของปลั๊กอินอื่น ๆ หรือแม้แต่ Google Analytics ก็ตาม ส่งผลให้ WP Rocket กลายเป็นสุดยอดปลั๊กอินที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งในท้องตลาดเวลานี้ พร้อมคุณสมบัติเด่นอีกเพียบ

ไม่ว่าจะเป็น​ ดาวน์โหลดรูปภาพได้ตามต้องการเพิ่มประสิทธิภาพหรือปรับขนาดไฟล์ HTML, CSS และ JSบันทึกข้อมูลของคอนเทนท์ที่มีคนกลับเข้ามาอ่านซ้ำบ่อย ๆ เพื่อให้การแสดงผลหน้าเว็บฯ เร็วขึ้น​,ช่วยให้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งยังช่วยให้ developers ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าหรือโปรเจกต์พิเศษอีกด้วย

นอกจากนี้ WP Rocket จะค้นหาช่องทางในการเข้าถึงบทความ อุปกรณ์ เพศ อายุ ความสนใจ ฯลฯ เพื่อเชื่อมต่อผู้คนให้เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น ทั้งยังตรวจสอบประสิทธิภาพและรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์ผ่านการเข้าชม เปอร์เซ็นต์การเข้าชมเว็บไซต์ (แค่หน้าใดหน้าหนึ่ง) แล้วก็ไม่ไปที่หน้าอื่นต่อ (Bounce Rate) ระยะเวลาเฉลี่ยในการเข้าชมเว็บไซต์ (Average visit duration) อัตราการโต้ตอบหรือแสดงความคิดเห็น (Conversion Rate) รวมถึงตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น รายได้ การทำธุรกรรม เป็นต้น


Smartlook

อีกหนึ่งปลั๊กอินขั้นเทพที่จะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น นั่นคือ Smartlook เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นมือถือ ที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งานของผู้บริโภคไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่บันทึกการเข้าชมเว็บไซต์ การตรวจวัดอุณหภูมิหรือตำแหน่งที่คนให้ความสนใจมากที่สุด (Heatmaps) , Conversion Funnel และระบบการติดตามอัตโนมัติ (Automatic Tracking) เพื่อช่วยระบุปัญหาในการใช้งานได้อย่างชัดเจนและช่วยในการปรับปรุงแก้ไขได้ตรงจุด ทั้งยังช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายดายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คู่ควรอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าออนไลน์หรือแบรนด์ที่ต้องการมอบประสบการณ์การช้อปที่สะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว

Smartlook เป็นปลั๊กอินที่อนุญาตให้คุณทดลองใช้ในแบบ Free Trial ซึ่งคว้าใจนักการตลาดทั่วโลกที่ให้ความสนใจปลั๊กอินนี้เป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ใด้อย่างเจาะลึก เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ปรับแต่ง หรือตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงสินค้าและบริการ การค้นหา และการกลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยครั้ง (จนกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ในที่สุด) เมื่อพวกเขามั่นใจในแบรนด์ก็จะกลับมาใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังบอกต่อให้กับคนอื่นๆ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน แน่นอนที่สุดมันช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของ Google อีกด้วย

Google แจกจ่ายเอกสารเกี่ยวกับ Search Quality Rating จำนวน 160 หน้า

19 พฤศจิกายน 2558 ทาง Google ได้เปิดให้บุคคลทั่วไปได้เข้าถึงเอกสารเกี่ยวกับ How Search Works คือรายละเอียดการทำงานของ Search Engine โดยมีความยาวกว่า 160 หน้า และที่สำคัญเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด !!

สามารถ Download ได้ที่นี่

How Search Works

เมื่อก่อนหน้านั้น (หลายปีที่ผ่านมา) Google ก็ได้ออกเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งอธิบายอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเขียนเนื้อหาบนเว็บไซต์ เพื่อทำให้เหมาะสมกับ SEO โดยเอกสารนั้นมีชื่อว่า SEO Starter Guide (คู่มือเริ่มต้น SEO ) ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาในหลายๆภาษารวมทั้งแปลเป็นภาษาไทยด้วย

สามารถ Download ภาษาไทยได้ที่นี่

SEO Starter Guide(คู่มือเริ่มต้น SEO)

โดย Search Quality Rating จำนวน 160 หน้านั้นประกอบด้วย 4 หมวดใหญ่ๆคือ

  1. การวัดผลว่า Page นั้นๆ มีคุณภาพแค่ไหน
  2. ความเข้าใจของ Search Engine ต่อความต้องการของผู้ใช้งานผ่าน Mobile
  3. การจับคู่ระหว่างผู้ใช้งานที่ทำการค้นหา กับคำค้นหา บนผลการค้นหาของ Search Engine
  4. การจับคู่ระหว่างคำค้นหา กับคะแนนคุณภาพเว็บไซต์ บนผลการค้นหาของ Search Engine

ซึ่งรายละเอียดนั้นมีจำนวนมากๆ ดังนั้นทาง SEO Modify จะมาทยอยแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย แล้วเขียนลงในบทความบนเว็บไซต์ให้ทีหลังนะครับ

กลับหน้าหลัก

SEO อัพเดท : Google ยกเลิกแถบโฆษณา Adwords ด้านขวามือ

Google AdWords : คือ โฆษณาในรูปแบบ pay per click มีข้อดี คือ เสียค่าใช้จ่ายตามจริง เมื่อผู้ใช้บริการค้นหาข้อมูลคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของคุณเท่านั้น และโฆษณาก็จะปรากฏให้ผู้ชมเห็นตามคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือ กลุ่มคำที่คุณเลือกไว้ซึ่งเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

ในส่วนของค่าใช้จ่ายในการลงโฆษณา ผ่าน Search engine ในรูปแบบของCost Per Clickซึ่งแต่ละแคมเปญจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับกลุ่มคำหรือคีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ คีย์เวิร์ด (Keyword) คำใดที่เป็นที่นิยม และมีคู่แข่งขันเป็นจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชำนาญในการเลือกคีย์เวิร์ด (Keyword) การเลือกเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ช่วงเวลา และความต่อเนื่องของแคมเปญ จำนวนชิ้นงานโฆษณาของแต่ละแคมเปญ ระบบการดูแลบริหารแคมเปญ เพื่อทำให้ราคาต่อคลิกที่มีประสิทธิผลสูงสุด   ทั้งหมดนี้ล้วนส่งผลถึงงบประมาณที่ใช้ในการโฆษณาทั้งสิ้น

ที่ผ่านมานั้น โฆษณาในระบบ AdWords ของกูเกิลจะแสดงในหน้าผลการค้นหา (Search Result Page) คือด้านบน ด้านล่าง และในแถบ sidebar ด้านขวามือ  ซึ่งก็สามารถดึงดูดความสนใจและเป็นแหล่งที่จะทำให้คนที่ลงโฆษณาสามารถนำเสนอสิ่งที่ตัวเองขายได้ แต่ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนอีกครั้ง โฆษกของกูเกิลยืนยันกับเว็บไซต์ Search Engine Land ว่ากูเกิลเลิกแสดงผล AdWords ในแถบด้านขวามือในเกือบทุกกรณีแล้ว ซึ่งเมื่อจะมีการเอาส่วนที่เป็น Adwords ด้านขวามือออกโฆษณาจะถูกแสดงเฉพาะด้านบนหรือด้านล่างของผลการค้นหาเท่านั้น โดยก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และการเปลี่ยนครั้งนี้มีผลกับหน้า Google Search Engine ทุกภาษาทั่วโลก การเปลี่ยนแปลงนี้ มีการเพิ่มจำนวนโฆษณาที่อยู่ในส่วนด้านบนและด้านล่าง จากเดิมที่มี 2-3 โฆษณา กูเกิลยังเพิ่มตำแหน่งแสดงผลโฆษณาด้านบนเป็น 4 ตำแหน่ง สำหรับคีย์เวิร์ดที่มีมูลค่าสูงมากๆ ด้วย  ด้านล่างก็ยังคงปริมาณเดิม ซึ่งจะมีการเรียกส่วนตรงนี้ว่าเป็น “highly commercial queries” ซึ่งการถอดโฆษณาด้านขวามือออก ยังส่งผลให้หน้าผลการค้นหาบนเดสก์ท็อปและบนอุปกรณ์พกพา มีความคล้ายคลึงกันมากขึ้นด้วย

ส่วนในกล่องที่แสดงรายละเอียดของแบรนด์ ก็จะยังคงแสดงผลด้านขวามืออยู่ตามปกติ 

ส่วนผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น คือ ค่าโฆษณาหรือสงครามการ Bid จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะการช่วงชิงตำแหน่งที่สูงๆ ย่อมต้องจ่ายเงินสูงมากขึ้นตามไปด้วย แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การมีสงครามก็เป็นทางนึงที่กระตุ้นให้คนที่ทำเว็บไซต์เอาใจใส่กับโครงสร้าง และการทำ SEO มากขึ้น เพราะนี่คือ Organic Search แบบเพียวๆ

ซึ่งระยะนี้ทาง Google เริ่มทยอยการปรับโฆษณาด้านขวาออกเรื่อยๆ แต่เท่าที่ลองเช็คดูของไทย ยังคงมีโฆษณานี้อยู่ในบางคำค้นหา เช่น เสื้อผ้าขายส่ง เป็นต้น

9 อัลกอริทึม

9 อัลกอริทึม GOOGLE ที่คนทำเว็บต้องรู้!

อัลกอริทึม Google ถือเป็นสิ่งสำคัญที่คนทำเว็บทุกคนต้องรู้ เพราะผู้คนแทบทุกคนบนโลกใช้ Google เพื่อค้นหาข้อมูลเป็นหลัก เรียกว่า “ถ้าอยากรู้อะไรบนโลกนี้ Google มีคำตอบ!”

เชื่อว่าคนรุ่นใหม่แทบทุกคนมีความคุ้นเคยกับวลีข้างบนนี้อย่างแน่นอน เพราะ Google เป็น Search Engine อันดับหนึ่งที่มีคำตอบให้กับทุกๆ คำถามที่ผู้ใช้พิมพ์ถามเข้ามา โดย Google จะคัดเลือกเว็บไซต์ที่มีคำตอบ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับ Keyword นั้นๆ มากที่สุดมาแสดงผล ถ้าเกี่ยวข้องมาก หรือมีคำตอบตรงกับคำค้นหามาก ก็จะแสดงผลในอันดับแรกๆ

ซึ่งระบบการค้นหาของ Google ไม่ได้มีความสำคัญกับตัวผู้ใช้อย่างเดียว แต่ยังสำคัญกับการทำธุรกิจอีกด้วย เพราะเว็บไซต์ที่แสดงผลในอันดับแรกๆ ของ Google จะมีจำนวนคลิกสูงกว่าอันดับอื่นๆ หรือหมายถึงการมีผู้เข้าชมจำนวนมาก จึงทำให้เกิดการแข่งขันรูปแบบหนึ่งขึ้นมาชื่อว่า Search Engine Optimization หรือ SEO ที่เรารู้จักกัน

และแน่นอนว่าเมื่อมีการแข่งขันเกิดขึ้น หลายคนก็ทำตามกฎกติกาเพื่อขึ้นอันดับหนึ่งด้วยฝีมือ และศักยภาพของตัวเอง เราเรียกคนเหล่านี้ว่า “SEO สายขาว” แต่อีกหลายคนก็พยายามหาช่องโหว่ในระบบการจัดการผลลัพธ์ของ Google เพื่อขึ้นอันดับหนึ่งให้ได้โดยไม่ต้องทำอะไรเยอะแยะ เราเรียกคนที่หาช่องโหว่เหล่านี้ว่า “SEO สายมืด”

เมื่อ Google รู้ว่ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น และทำให้เกิดความไม่ยุติธรรมต่อทั้งผู้ใช้ และผู้เผยแพร่เนื้อหา (ที่เป็นสายขาว) Google จึงได้พัฒนาระบบ อัลกอริทึม เพื่อใช้ตรวจสอบเนื้อหาของเว็บไซต์ทั้งหมดที่อยู่ในระบบการค้นหาว่าเว็บไซต์ไหนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้บ้าง ซึ่ง อัลกอริทึม ที่ Google สร้างขึ้นมานั้นมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี และมีระบบใหม่ๆ ใช้งานอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกัน และตรวจสอบเนื้อหาทั้งหมดบนโลกเว็บไซต์

วันนี้เราเลยจะพามารู้จักกับ AI Algorithm ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจตราชั้นยอดของ Google ว่า เจ้าพวก Bot เหล่านี้ ชอบอะไร และไม่ชอบอะไรกันบ้าง คนทำ SEO อย่างเราจะได้รู้ว่าอะไรทำได้ และอะไรควรเลี่ยง มาดูกันเลย!

ข้อมูล อัลกอริทึม Google ทั้งหมด

Panda

เจ้าหมีตัวนี้ถูกสร้างมาเพื่อลดอันดับของเว็บไซต์คุณภาพต่ำที่ไม่ได้เผยแพร่เนื้อหาอันเป็นประโยชน์ต่อผู้เข้าชม และเว็บไซต์ที่ไปก๊อปปี้เนื้อหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ มาใส่เป็นของตัวเอง ส่วนเว็บไหนที่ทำเนื้อหาดี ไม่ซ้ำ ไม่ก๊อป มีความทันสมัยตลอดเวลา หมีตัวนี้ก็จะให้รางวัลด้วยการส่งเว็บขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กุมภาพันธ์ 2011

หน้าที่ : ตรวจสอบการก๊อปปี้เนื้อหา และสแปมคีย์เวิร์ด

ทำยังไงให้ผ่าน : พยายามเขียนคอนเทนต์ขึ้นมาด้วยสำนวนของตนเอง อย่าก๊อปปี้เนื้อความ หรือเนื้อหาใดๆ มาจากแหล่งข้อมูลอื่น เพราะถ้าเจ้า Panda ตรวจเจอเข้า (ซึ่งเจอแน่ๆ) เว็บเราจะถูกตราหน้าเป็นพวกขี้ลอกแน่นอน ที่สำคัญคอนเทนต์นั้นๆ จะต้องเป็นประโยชน์แก่ผู้ชมด้วย

Penguin

หลังจากเปิดใช้งานเจ้าแพนด้ามาเพื่อตรวจสอบ On-Site Content บนหน้าเว็บแล้ว ต่อมา Google ก็ได้สร้าง “นกเพนกวิน” ขึ้นมาสำหรับการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างลิงก์ หรือ Backlink บนเว็บไซต์ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่จะมีเพนกวินตัวนี้ พวก SEO สายมืดได้ทำการสร้าง Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำขึ้นมาเยอะมาก เพื่อปั่นอันดับหน้าเว็บให้สูงขึ้น ทำให้ Google ต้องสร้าง อัลกอริทึม Penguin ตัวนี้มาควบคุมปัญหาดังกล่าว

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบความสัมพันธ์ และคุณภาพของ Backlink

ทำยังไงให้ผ่าน : การใส่ Backlink ลงไปในคอนเทนต์เป็นเรื่องสำคัญ ต้องเช็คให้ดีว่า Backlink ที่นำมาใส่นั้นมีคุณภาพ, น่าเชื่อถือ และมีความเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ในหน้านั้นๆ ด้วย ถ้าใครใช้วิธีจ่ายเงินซื้อ Backlink หรือสแปม Backlink จากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ ก็เตรียมตัวโดนคัดออกได้เลย

Pirate

นอกจาก Google จะเป็นผู้ตรวจตรา และควบคุมมาตรฐานของคอนเทนต์บนโลกเว็บไซต์แล้ว Google ยังเปรียบเสมือนตำรวจไซเบอร์ที่คอยหาผู้ร้ายตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะผู้ร้ายที่กระทำการละเมิดลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทุกประเภท ด้วยการสร้างอัลกอริธึมชื่อว่า “Pirate” หรือ “โจรสลัด” ขึ้นมา ซึ่งแม้ว่าชื่อจะเป็นโจรสลัด แต่เจ้าโจรสลัดรายนี้จะทำการล่าโจรสลัดรายอื่นที่ทำการละเมิดลิขสิทธิ์ให้หมดไป ไม่ว่าจะเป็น เว็บดูทีวีออนไลน์ (ที่ไม่ใช่ Official), เว็บ Torrent หรือเว็บดูหนังฟรี ฯลฯ ซึ่งการจัดการของ Google คือ จะลดการแสดงผลของเว็บไซต์นั้นๆ ลงสูงถึง 98% เลยทีเดียว

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2012

หน้าที่ : ตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์

ทำยังไงให้ผ่าน : อย่าทำเว็บแบบนี้ตั้งแต่แรก เพราะมันไม่ดีเลย!

Hummingbird

อัลกอริทึม Hummingbird ตัวนี้ไม่ได้ใช้หาคนร้าย แต่สร้างมาเพื่อให้คาดเดากลุ่มคียเวิร์ดที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาล่วงหน้า เรียกง่ายๆ ก็คือ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวนี้จะเป็น “นกวิเศษ” ที่มองเห็นคำตอบล่วงหน้าได้ว่า ผู้ใช้จะพิมพ์ว่าอะไร

ใช้งานครั้งแรก : สิงหาคม 2013

หน้าที่ : ค้นหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการแบบล่วงหน้า

Pigeon

พิราบน้อยตัวนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการค้นหาเช่นเดียวกับ Hummingbird ด้านบน  โดยเจ้าพิราบตัวนี้ทำหน้าที่จัดอันดับผลการค้นหาตาม Location ของผู้ Search ซึ่งอิงตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดอันดับเว็บไซต์แบบ SEO

หากใช้คำอธิบายอย่างเดียวคงไม่เห็นภาพ เราขอยกตัวอย่างมาสักหนึ่งเคส เช่น ร้านอาหารในละแวกการค้นหาที่ Google จะนำมาแสดงเป็นอันดับแรกๆ จะต้องมีการลงข้อมูลกับ Google My Business, ระบุตำแหน่งที่ตั้งของร้านให้ถูกต้อง และแม่นยำที่สุด, การตั้งชื่อ Title และประเภทธุรกิจต้องครบ และสัมพันธ์กับพื้นที่ หรือเมือง ณ จุดนั้น, ควรมีเว็บไซต์เพื่อให้ผู้เสิร์ชทราบข้อมูลของร้านมากยิ่งขึ้น และเว็บไซต์นั้นควรมี Domain Name น่าเชื่อถือด้วย ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้ถ้าร้านนั้นมีครบ Google ก็จะนำร้านนั้นไปแสดงให้ผู้ค้นหาเห็นได้ในลำดับต้นๆ

ใช้งานครั้งแรก : กรกฎาคม 2014

หน้าที่ : จัดอันดับผลการค้นดีที่สุดตาม Location

Mobile Friendly Update

หลังจากที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน การทำกิจกรรมในโลกออนไลน์กว่า 90% เกิดขึ้นบนมือถือทั้งหมด เช่นเดียวกับการค้นหาสิ่งต่างๆ ผ่าน Google บนมือถือ ทำให้ Google ต้องเพิ่มอัลกอริธึมการจัดอันดับเว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือได้ดี หรือที่เรียกว่าเป็น Mobile Responsive มาอีกหนึ่งตัว โดยอัลกอริธึมตัวนี้จะเพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บที่ไม่เป็น Responsive ลง เพราะถือว่าไม่มีความสะดวกแก่ผู้ใช้

ใช้งานครั้งแรก : เมษายน 2015

หน้าที่ : เพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บไซต์ที่ไม่เป็น Responsive

ทำยังไงให้ผ่าน : ทำเว็บไซต์ของตนเองให้เป็นแบบ Responsive ก็จะช่วยให้อันดับ SEO ขึ้นได้

RankBrain

RankBrain เป็น AI ที่ช่วยในเรื่องการค้นหาความหมายของคำ หรือกลุ่มคำที่ใช้ค้นหา เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงตามที่ต้องการมากที่สุด โดยอิงจากความเกี่ยวข้องกันระหว่างคอนเทนต์บนหน้าเพจ และคำค้นหา ซึ่งหมายความว่า RankBrain จะวัดผลลัพธ์จากคอนเทนต์ว่าเว็บไหนดีไม่ดีอย่างไรแล้วเลือกไปแสดงผล และที่สำคัญคือ RankBrain สามารถเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพในการคัดกรองนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจาก RankBrain เป็น Machine Learning นั่นเอง

ใช้งานครั้งแรก : ตุลาคม 2015

หน้าที่ : คัดกรองผลลัพธ์ให้ตรงตามคำค้นหา

Possum

อัลกอริธึมตัวนี้ไม่ได้ส่งผลอะไรกับผู้ใช้มากนัก เพราะ Possum ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดเรียง และแสดงข้อมูลในบริเวณของผู้ค้นหาเท่านั้น เช่น ถ้าสมมติคุณเสิร์ชว่า “ร้านอาหาร” Google ก็จะดึงข้อมูลมาจาก Google My Business ว่ามีร้านใดอยู่ใกล้เคียง และน่าจะตรงความต้องการของคุณบ้าง นี่แหละคือหน้าที่ของ Possum

ใช้งานครั้งแรก : กันยายน 2016

หน้าที่ : คัดกรอง และแสดงผลการค้นหาในบริเวณของผู้ Search

Fred

Fred เป็น อัลกอริทึม Google ตัวล่าสุดที่เปิดใช้งาน โดย Fred มีหน้าที่ตรวจสอบมาตรฐานของเว็บไซต์ทั้งหมด โดยเฉพาะในเรื่องของคอนเทนต์ที่ไร้คุณภาพ, เว็บไซต์ที่แสดง Ads หรือมี Affiliate Link เยอะเกินไป ซึ่ง Fred จะมองว่าถ้าสิ่งเหล่านี้มากเกินไปก็จะไม่เกิดประโยชน์กับผู้ใช้ และจัดการลดอันดับเว็บนั้นๆ ทันที

ใช้งานครั้งแรก : มีนาคม 2017

หน้าที่ : ตรวจสอบ และลดอันดับเว็บไซต์ที่คอนเทนต์ไร้คุณภาพ หรือสแปม Ads

ทำยังไงให้ผ่าน : เขียนคอนเทนต์ที่มี Value หรือเกิดประโยชน์กับผู้อ่านจริงๆ และอย่ายัดเยียดการขายของมากจนเกินไป

จะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์แทบทุกอย่างที่ Google ตั้งขึ้นมานั้นเกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ที่ต้องมีประโยชน์ต่อผู้อ่านจริงๆ แม้ว่าคนที่ต้องการทำ SEO สายขาวแต่ทำคอนเทนต์ไม่มีประโยชน์ หรือไม่เกิด Value ต่อผู้อ่าน ก็ไม่ทำให้อันดับ SEO ขยับขึ้นอยู่ดี รวมไปถึงการตั้งค่าต่างๆ ที่เป็น Text ใน Title + Description เพื่อให้ Bot ของ Google อ่านได้ว่ามีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาหรือไม่ รวมไปถึงเทคนิคเชิงลึกต่างๆ อีกมากมายที่สามารถนำมาปรับใช้ได้อีก หากใครสนใจเพิ่มเติม ติดตามจากบทความด้านล่างนี้ได้ครับ

Posted in SEO

SEO คืออะไร ?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึงวิธีการปรับแต่งโครงสร้างหน้าตาเว็บไซต์ การปรับแต่งโค๊ด ปรับแต่งความเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์ และการเขียนเนื้อหาให้เป็นไปตามความต้องการของ เว็บ Search Engine เช่น เว็บ Google, Bing เป็นต้น ซึ่งผลลัพธ์ปรับแต่งเว็บไซต์ของการทำ SEO จะทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับอยู่ในลำดับต้นๆ ของผลการค้นหา ด้วยคีย์เวิร์ด (Keyword) หรือคำค้นหาที่คุณต้องการและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ ในส่วนของการแสดงผลลัพธ์เว็บไซต์จะปรากฏบนเว็บ Search Engine ทางด้านซ้ายของ Search Engine ซึ่งการแสดงผลจะแสดงหน้าละ 10 อันดับ หน้าแรก (อันดับ 1-10) และ หน้าที่สอง ( อันดับ 11-20) ซึ่งการทำ SEO ที่ดีและได้ผลนั้นเว็บที่ทำ SEO ควรที่จะอยู่หน้าแรกแต่ไม่ควรอยู่เกินหน้าที่ 2 ซึ่งจะได้รับการเข้าเยี่ยมชม บ่อยครั้งมากที่สุด ยิ่งอันดับสูงเท่าไรอัตรการคลิกเข้าสู่เว็บก็สูงขึ้นเท่านั้น

ทำไมเราต้องทำ SEO ?

เพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้รับการจัดลำดับ ในอันดับที่ดีขึ้น (ยิ่งเป็นอันดับที่ 1 ใน Keyword นั้น ๆ ด้วยยิ่งดี) เพื่อให้มีคนได้มีโอกาสเข้าเว็บเรามากขึ้นโดยการคลิกที่ลิงค์จากการค้นหาผ่าน Search Engine เพื่อเป็นการประหยัดค่าโฆษณาเว็บไซต์ของเรา ที่ไปติดโฆษณาในที่ต่าง ๆ เพื่อทำให้เว็บไซต์เราสามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น (อันนี้เหมาะกับเว็บ e-Commerce และ e-Marketing ต่าง ๆ ) เพราะการค้นหาข้อมูลผ่าน Search Engine มีคนใช้ถึง 81% เราต้องทำให้คนรู้จัก เราให้ได้มากที่สุด การทำ SEO เป็นการประหยัดเวลาระยะยาว (แต่ใช้เวลาทำนานไม่น้อยกว่า 6 เดือน) ถ้าคุณติดลำดับต้น ๆ ในหน้าแรกแล้วจะทำให้เกิดการคลิกและเข้าเว็บเรามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยในการทำ SEO มีอะไรบ้าง

ปัจจัยในการทำ SEO นั้นมี 7 ข้อหลักดังต่อไปนี้

  1. โฮสติ้งหรือที่ๆ เราใช้ฝากเว็บไซต์ของเรา
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย

ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำ SEO

  • สามารถทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้
  • สามารถโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • สร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของท่าน
  • ทำให้เว็บไซต์ของท่านติดอันดับบนเว็บเสิร์ชเอ็นจินได้
  • ประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเมื่อเทียบกับการโฆษณาประเภทอื่นๆ
  • ทำให้เว็บไซต์ของคุณง่ายต่อการค้นหาบนเว็บเสิร์ชเอ็นจิน

SEO ทำอย่างไร

วิธีการทำ SEO สามารถแบ่งได้ตามปัจจัยในการทำ SEO ซึ่งหลักๆ มีดังต่อไปนี้

  1. ควรเลือกโฮสติ้งที่ดีมีมาตรฐานไม่ล่มบ่อย มี bandwidth ในการเข้าถึงที่ดีจากต่างประเทศเพราะ bots หรือ spider ของเว็บ Search Engine นั้นมาจากต่างประเทศเป็นหลัก
  2. ชื่อเว็บไซต์หรือโดเมนเนม ควรใช้ชื่อที่สื่อความหมายได้ตรงกับสินค้าหรือตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  3. Title หรือชื่อจำกัดความของหน้าเว็บไซต์ ต้องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  4. Description หรือคำอธิบายของหน้าเว็บไซต์ ต้องสามารถอธิบายและขยายความ title ที่เรากำหนดได้เป็นอย่างดีและสั้นกระชับได้ใจความ
  5. Keyword หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ และต้องตรงกับ keyword ที่เราต้องการทำ SEO
  6. Content หรือเนื้อหาของเว็บไซต์ ต้องเขียนขยาย description อีกทีนึงให้รายละเอียดที่ครบถ้วน
  7. ความน่าเชื่อถือและความปลอดภัย เช่นการใช้ SSL เข้ามาช่วยในการเข้ารหัสการส่งข้อมูลระหว่างเครื่องลูกค้ากับเครื่อง server แม่ข่ายอีกที

SEO สายดำสายขาว ที่เรียกกันต่างกันยังไง

พูดง่ายๆก็คือ SEO สายดำ คือการโกง ส่วน SEO สายขาว คือการทำ SEO ที่ถูกต้องตามหลักของเว็บ Search Engine นั่นเอง ซึ่ง SEO สายขาวขั้นตอนการทำได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นนั่นเอง ส่วนการทำ SEO สายดำ หรือสาย Dark นั้นขั้นตอนก็ไม่ยากเช่น การซื้อ link, การทำ spam keyword, การทำเขียน script ไปแป๊บไว้ที่เว็บอื่นให้ redirect มายังเว็บของเรา เป็นต้น ซึ่งวิธีการเหล่านี้ล้วนผิกกฏและเป็นข้อห้ามในการทำ SEO