previous arrow
next arrow
Slider

SEO คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้ยังไง สอนครบสูตร อ่านจบทำได้เลย

ความหมายของ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หมายถึง กระบวนการหรือกิจกรรมที่คุณทำกับสินทรัพย์ออนไลน์ของคุณเพื่อให้ทรัพสินย์เหล่านั้นมีอันดับที่ต้องการในผลการค้นหาของ Search Engine (SERP – Search Engine Result Pages) 

ขอขยายความ 2 องค์ประกอบในคำจำกัดความด้านบน ดังนี้

  •  สินทรัพย์ออนไลน์ (Online Property) ได้แก่สิ่งต่างๆ ที่สามารถเข้าถึงได้สาธารณะในอินเตอร์เน็ต เช่น ช่องยูทูป (Youtube Channel), เพจเฟสบุ้ค (Facebook Fan Page), บทความที่คุณลงไว้ใน Blog เป็นต้น สิ่งเหล่านี้สามารถทำ SEO ได้ทั้งสิ้น ไม่จำกัดอยู่เพียง เว็บไซต์
  •  กระบวนการหรือกิจกรรม ต่างๆ ที่คุณควรทำเพื่อให้ Online Properties ของคุณขึ้นไปติดหน้าแรก Google เป็นต้น พูดง่ายๆ ก็คือ วิธีและขั้นตอนการทำ SEO ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ที่ผมจะลงรายละเอียดกันต่อไปในบทควาวมนี้

ถึงตรงนี้ถ้าท่านใดยังงงๆ ไม่ค่อยเก็ตความหมายของ seo คือ อิหยังวะ วันนี้เอาให้เคลียร์ให้ได้ มาดูวีดีโอเล่าเป็นเรื่องเป็นราวกันมั่ง

จำแนกประเภทของ Search ใน Google ให้กระจ่างก่อนลงมือทำ?

ก่อนที่เราจะดำดิ่งสู่โลกของการทำ search engine optimization ผมขอปูพื้นอีกนิดเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน

เวลาที่คุณหาอะไรสักอย่างใน Google ในหน้าผลการค้นหา หรือ SERP จะประกอบไปด้วย 2 ส่วนด้วยกัน คือ

1. โฆษณาใน Google (Paid Search)

ดูตัวอย่างในรูปด้านบน (สีเหลืองๆ ที่ผมเน้นไว้) ส่วนนี้จะอยู่ด้านบนสุดของหน้าผลการค้นหา เป็นโฆษณา Google Ads ที่นักลงโฆษณาซื้อไว้ สังเกตง่ายๆ จะมีคำว่า ‘ads’ เล็กๆ กำกับอยู่ เราจะยังไม่ลงรายละเอียดกันเรื่อง SEM Marketing คืออะไรในบทความนี้ ไว้ในอนาคตถ้ามีโอกาสค่อยมาเล่าสู่กันฟัง

2. ผลลัพธ์จากการทำอันดับแบบธรรมชาติ (Organic Search)

ส่วนนี้ (สีเขียวในรูป) นี่เองที่เราจะเน้นกันในบทความนี้เพราะว่า ผลลัพธ์ในหน้าผลการค้นหาในส่วนคือผลจากการทำ SEO ล้วนๆ โดยไม่ต้องควักกระเป๋าตังค์ไปจ่าย Google ให้เมื่อยตุ้ม

SEO มีประโยชน์ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมต้องทำ?

เหตุผลที่คุณในฐานะนักธุรกิจออนไลน์ควรหันมาสนใจมาทำ SEO นั้น ผมเห็นว่ามี 2-3 เหตุผลหลักๆ ดังนี้:

1. เพิ่มช่องทางการพาคนเข้าชมเว็บไซต์

ฝรั่งเขาได้ทำการทดสอบสรุปออกมาให้เห็นถึงความสำคัญของการทำ SEO ว่าในบรรดาผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตที่เข้า web นี้ ออก web นั้น ผู้ใช้เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจาก search engine ประมาณ 70%

ที่เหลืออีก 29% มาจากแหล่งอื่นๆ เช่น เว็บ Social Media อย่าง Facebook, Youtube, Twitter หรือ instagram เป็นต้น ขออธิบายยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ดังนี้:

คุณทำธุรกิจขายรถมือสอง เว็บไซต์ ของคุณติดอันดับ 2 keyword “ซื้อรถมือสองที่ไหนดี?”  ทำให้มีคนราว 300 คนต่อเดือน เข้ามาเยี่ยมชมเว็บคุณ

บังเอิญคุณปรับเว็บไซต์ของคุณให้มีรูปร่างหน้าตาดี พร้อมทั้งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ ว่าที่ลูกค้า กลุ่มเป้า หมายเหล่านั้นก็เลยตัดสินใจโทรมาสอบถามแล้วนัดมาดูรถที่ร้าน สมมุติแบบอนุรักษ์นิยมเลยว่าคุณปิดการขายเฉลี่ยอยู่ที่ 10% หมายความคุณสามารถขายรถเพิ่มขึ้นเดือนละ 30 คัน! (ชักเริ่มเข้าท่าแล้ว?)

สรุปว่าถ้าคุณเพิกเฉยช่องทางดึงคนกลุ่ม เป้าหมาย เข้าเว็บใหม่ๆ จะทำให้คุณเสียว่าที่ถูกค้าใหม่ๆ ให้กับคู่แข่งของจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือน

2. กระจายความเสี่ยงธุรกิจ (Business Risk)

“บางท่านอาจบอกว่า SEO ไม่จำเป็น ทำก็นานกว่าจะเห็นผล ทุกวันนี้ทำ Marketing ใน Social Media ซื้อโฆษณาในเฟสบุ้ค ก็ขายของดีเป็นเททิ้งอยู่แล้วไม่เห็นต้องทำ”

ต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริงครับ แต่ผมว่าการเอาไข่ทั้งหมดใส่ไว้ในตระกร้าใบเดียว (ในที่นี้คือการซื้อโฆษณา) มันก็สุ่มเสี่ยงอยู่ 2 ประการ ดังนี้:

  1. คุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์ออนไลน์: เว็บไซต์ที่คุณไปลงโฆษณาไว้ วันดีคืนดีถ้าเขาเลิกทำไป หรืออยู่ดีๆ ก็ปิดบัญชีโฆษณา (Advertising account) ของคุณแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แบบนี้ก็เกิดขึ้นได้นะครับ มีตัวอย่างให้เห็นมาเรื่อยๆ
  2. การขาดสภาพคล่อง: การลงซื้อโฆษณาหรือยิง Ad ที่เขาเรียกกันทุกวันนี้ มันต้องมีเงินไปซื้อนะ อยู่ดีๆ COVID 19 ก็มา ทำให้ธุรกิจคุณขาดสภาพคล่องต้องตัดงบตัดรายจ่ายรัดเข็มขัดกันให้วุ่น นั่นหมายความว่าคนที่มาจาก PPC หรือ SEM Marketing ต้องเป็นศูนย์ทันที

แล้วจะทำยังไง งานเข้าเลยทีนี้ ช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวที่ดึงคนเข้าร้านมาแรมปีก็ไม่มีแระ จะขายของให้ใครล่ะอีหรอบนี้

3. การวัดผลที่มีประสิทธิภาพ (Digital Marketing Measurement)

คุณอาจจะนึกแย้งเล่นๆ ในใจเบาๆ (อีกแระ) ว่า ทำไมต้องทำ SEO ให้เมื่อยตุ้มไปใยในเมื่อคุณไปเล่น Marketing แบบเดิมๆ คือลง ads ในนิตยสารรถมือสองหรือหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็ได้ อาจขายได้เยอะกว่าด้วย!

ตอบว่า: มันก็จริงอยู่ที่ว่าคุณอาจขายได้ แต่ว่าผมเชื่อลึกๆ ว่าการซื้อโฆษณาในสื่อสิ่งพิมพ์เดี๋ยวนี้มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การลงหนังสือพิมพ์แจกฟรีตามรถไฟฟ้า (ยกตัวอย่างนะครับ) คุณอาจต้องกำเงินมาวันละเหยียบแสนในการลงโฆษณากรอบเล็ก หน้าในๆ

และที่สำคัญอย่างการวัดผลแบบละเอียดทำค่อนข้างลำบาก ไม่เหมือนการทำอะไรก็ตามออนไลน์ที่คุณสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ คุณสามารถวัดสมรรถนะ Campaign ที่คุณเสียตังค์ลงไปได้ลึกและหลากหลายกว่า อาทิ คุณสามารถดูใน Google Analytics ได้ว่าวันนี้มีคนเข้ามาเว็บไซต์คุณกี่คน, หน้าเพจไหนคนดูเยอะ, คนอ่านหน้าไหนนาน, มาหน้านี้แล้วไปไหนต่อ, โทรมาหาคุณกี่ครั้งต่อเดือน เป็นต้น”..อย่าเอาไข่ทั้งหมดมาใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว กระจายความเสี่ยง โดยในระยะสั้น การซื้อโฆษณาเห็นผลดี รวดเร็ว ก็ทำไป และให้ทำ SEO ควบคู่กันไปด้วย ในระยะกลาง และยาว เมื่อ keyword ต่างๆ เริ่มทำหน้าที่ของมันคือดึงคนเข้าเว็บไซต์ได้มากขึ้นจนเป็นที่พอใจ วันนั้นถ้าคุณตัดสินใจหยุดโฆษณาคุณก็ทำได้ ช่วยให้คุณประหยัดเงินได้แยะเลยทีเดียว”

อัพเดตความพร้อมก่อนลงมือทำ

1. วางแผนกลยุทธ์ SEO 

การวางแผนกลยุทธ์ SEO คือ การวางแผนคิด คำนวณให้ได้ตัวเลขคร่าวๆ ที่คุณสามารถใช้เป็น KPI หรือตัวชี้วัดว่าที่คุณกำลังจะทำนั้น สำเร็จหรือไม่ ถ้าไม่สำเร็จต้องปรับปรุง ตรงไหน อย่างไร 

2. หาคำเหมาะๆ สำหรับดึง user เข้าชมเว็บไซต์ 

ก่อนลงมือทำ SEO นอกจากการ design วางแผนคำนวณต้นทุนอย่างรัดกุมแล้ว ยังมีอีกงานที่ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการทำวิจัยคีย์เวิร์ด (Keyword Research) ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจ Market ว่าคนที่สนใจและมีแนวที่จะซื้อสินค้าหรือบริการของคุณนั้นเขาใช้ Keywords อะไรค้นหากันธุรกิจของคุณ และอีกอย่างที่สำคัญคือคุณสามารถประเมิน user ที่มาเข้าเว็บไซต์คร่าวๆ ได้ว่าเดือนๆ นึงจะมีคนมาเข้าเว็บไซต์คุณเท่าไร

Keyword Planner เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ Google เขาสร้างมาไว้ให้คนที่ต้องการลงโฆษณาใน Google Ads ใช้ แต่เราชาว SEO สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 

ในกรณีที่คุณยังไม่เคยเกี่ยวข้องกับการลงโฆษณาใน Google เลย คุณอาจจะมีข้อจำกัดอยู่บ้างในส่วนของจำนวนการค้นหารายเดือน (Search Volume) ที่ดูเหมือนจะไม่เป๊ะๆ แต่จะกำหนดมาเป็นช่วงๆ เช่น 100-1000 เป็นต้น คุณไม่ต้องไปซีเรียสมาก ตัวเลขพวกนี้เป็นเพียงการประมาณเท่านั้น เจ้าไหนก็ไม่เป๊ะครับ Don’t Worry, Be Happy!

ใครที่ยังไม่มีบัญชีก็ให้ไปสมัครก่อนในหน้าสมัครโฆษณาของ Google ดังตัวอย่างในรูปด้านล่าง พร้อมแล้วก็เริ่มกระบวนการสมัครด้วยการคลิกปุ่ม “เริ่มเลย”

เพื่อไม่ให้บทความนี้ยาวเกินไปจนหน้าหมั่นไส้ ผมขอแยกขั้นตอนการทำ Keyword Research อย่างละเอียด (มั่กๆ) ไปเป็นอีกบนความนึง

SEO ทําอย่างไร? ให้ข้อความติดหน้า 1 ในกูเกิล (Ranking Factors) ล่ะ ทำยังไงล่ะฮึ?

หลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google นั่นมีไม่เยอะที่ต้องคำนึงถึงและท่องจำเก็บไว้ในใจ มีอยู่ 3 ประการด้วยกัน ดังนี้

  1. เนื้อหา (Content) ของเว็บไซต์ 
  2. โครงสร้างของเว็บไซต์
  3. ลิ้งค์ หรือ Backlink

เรามาไล่ดูกันไปทีละหัวข้อ

1. เนื้อหาข้อมูลเว็บต้องเลิศไว้ก่อน ให้อัปเดตตลอดถึงจะดี (Content is King)

ทั้งนี้เพราะว่าถึง Search Engines ต่างๆ โดยเฉพาะ Google จะมีความเก่งกล้าสามารถมากกว่าแต่ก่อนแยะ ในการตีความ rich media อย่าง รูปภาพ, gift animation หรือ แม้กระทั่งวิดีโอ เป็นต้น ในบางครั้งผลลัพธ์ที่ออกมาจากการตีความดังกล่าวก็ยังไม่ค่อยตรงกับใจของเจ้าของเว็บไซต์นัก 

เพื่อเป็นการจัดการกับความเสี่ยงถ้าจะใส่องค์ประกอบต่างๆ นอกเหนือจาก text ในหน้าเว็บให้คุณใส่ตัวหนังสืออธิบายกำกับไว้ด้วยจะดีที่สุด เช่น ใส่คำอธิบายรูปภาพ ไว้ใน Alt ของ HTML Image tag ด้วย เป็นต้น

ในการทำ content มี 2 สิ่ง ที่ต้องระลึกนึกถึงเสมอ มีดังนี้

1. ผู้ใช้ต้องการเนื้อหาแบบไหน (Search Intent)

สมมุติว่าคุณทำเว็บ Blog ที่เต็มไปด้วยบทความดีๆ แนะนำการเตรียมตัวเตรียมสอบงานราชการ เช่น เตรียมตัวอย่างไรให้สอบปลัดอำเภอติด เป็นต้น 

ถึงตรงนี้คุณอาจคิดว่าติดหน้าแรก keyword “หางานราชการ” นั้นไม่ไกลเกินฝัน .. 

ผมเสียใจที่ต้องบอกว่ามันไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ เพราะว่าคู่แข่งของคุณที่ติดหน้าแรกลักษณะ Content เว็บแต่ละหน้าประกอบไปด้วยงานราชการ (Job list) ทั้งนั้น ไม่ใช่บทความ (Article) ที่มุ่งเน้นให้ข้อมูล หรือความรู้

ดังนั้นก่อนที่จะลงทุนลงแรงเดินหน้าทำ คุณควรศึกษาให้ดีก่อนว่า Google ชอบที่จะแสดงเนื้อหาแบบไหนในหน้าผลลัพธ์การค้นหา แล้วก็พยายาม match เนื้อหาประเภทนั้นๆ ให้ใกล้เคียงมากที่สุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำอันดับดีๆ

2. คุณภาพ (Quality Content)

ข้อนี้ไม่ต้องสาธยายกันให้ยืดเยื้อครับ พยายามเขียนหรือสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิ 

  • เนื้อหาคอนเทนต์ใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร
  • มีข้อมูลงานวิจัยอ้างอิงประกอบ
  • ทำ วีดีโอ อธิบาย เพื่อความง่ายในการทำความเข้าใจ
  • มีรูปภาพเพื่อช่วยในการอธิบายหัวข้อยากๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายขึ้น เป็นขั้นเป็นตอน เป็นต้น

2. ปรับโครงสร้างข้อมูลเว็บไซต์บริษัทของคุณตามหลัก Onpage ให้กูเกิ้ล Love

ในภาษา SEO เราจะเรียกการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ว่าการทำ Onpage หรือ Onsite หมายถึงการปรับแต่ง Content โครงสร้างและ design ส่วนต่างๆ ที่อยู่ในเว็บคุณสอดคล้องกับ Algorithm ของ google

On-Page SEO คือ อิหยังวะในภาษาคน?

“คุณกำลังจะออกเดต หรือไปเที่ยวกับแฟนเป็นครั้งแรก สิ่งที่คุณต้องทำกับตัวเองคืออะไรครับ? ตัดผมให้ดูเป็นทรงหน่อย, ใส่เสื้อตัวเก่ง, ใส่น้ำหอม ทีคุณคิดว่าแฟนหรือว่าที่แฟนคุณชอบ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อสิ่งเดียวครับ คือ .. การสร้างความประทับใจแรก (First Impression) เพื่อให้ติดตราตรึงใจว่าที่แฟนคุณ เพื่อในอนาคตอาจมีการพัฒนาเปลี่ยนสถานะไปเป็นแฟนและภรรยาในที่สุด ..

เว็บคุณก็เหมือนกันเพื่อที่จะสร้างความประทับใจให้ Google แล้ว ก็ต้องปรับเว็บไซต์ในส่วนต่างๆ เพื่อในอนาคตอันใกล้ Google ถูกใจขึ้นมา อาจโปรโมทเว็บคุณให้ติดหน้าแรก ก็ได้ ใครจะรู้…

สำหรับท่านที่พอเข้าใจบ้างแล้วเรื่องเทคนิคการทำ On-page แล้ว ไปอ่านหัวต่อไปได้เลย สำหรับท่านที่ยังโก๊ะๆ งงๆ หรือลืมไปบ้างแล้ว ไปอ่านบทความนี้ก่อน >> ปรับเว็บให้แรงด้วย 7 ขั้นตอน Onpage-SEO

3. สร้างลิ้งก์ (Backlink) อย่างไรถึงจะได้ผลดี

ในการทำอันดับ SEO ให้ได้ผลดีนั้นนอกจากการปรับแต่งเว็บไซต์ (On-page SEO) ให้ถูกต้องเป็นที่ชื่นชอบของ Google แล้ว คุณมีความจำเป็นที่ต้องมีโปรแกรมที่ช่วยให้คุณวิเคราะห์ลิงก์ในเว็บคุณ และเว็บคู่แข่งเพื่อการวางแผนในการสร้าง backlink (Link Building Campaign) อย่างมีประสิทธิภาพ

อุปมาอุปมัยการทำ OffPage หรือการสร้างลิ้งค์ (Backlink) กับการออกเดท (ต่อ) เพื่อให้เห็นภาพครบรอบด้าน แบบนี้คร้บว่า….เอาเป็นว่า ผลการออกเดตครั้งแรกออกมาในทางที่ดี ตอนนี้เธอคนนั้นกลายมาเป็นแฟนคุณแล้ว คุณก็เดินหน้าสานความสัมพันธ์ต่อไปเพื่อให้ได้เธอมาเป็นศรีภรรยา 

ถึงตรงนี้คุณขาดอะไรครับ? ลำพังคุณหัวเดียวกระเทียมลีบ ทำได้เท่าที่คุณทำเท่านั้น แต่ถ้ามีเพื่อนๆของแฟนคุณ อีกทั้งญาติ พี่ น้อง ฝ่ายสาวเจ้า ต่างก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่าคุณเป็นคนดีศรีสยาม ไม่มีหนุ่มใดเทียมหาไม่ได้อีกแล้วในใจใต้หล้า .. เสียงโหวตจากบุคคลที่ 3 ที่น่าเชื่อถือเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้คุณสมหวังเร็วขึ้น และแล้วคุณก็ได้ตบแต่ง ได้เธอคนนั้นมาใช้นามสกุลเดียวกันจนด้ายยย..

ฉันท์ใดก็ฉันนั้นถ้าเพียงคุณปรับปรุงเว็บไซต์คุณเพียงลำพังอย่างเดียว คุณอาจติดอับดับดีได้เฉพาะ keyword ที่มีการแข่งขันน้อย-ปานกลาง แต่ถ้าคุณได้เสียงโหวต (ในที่นี้คือ ลิ้งค์) จากเว็บอื่นๆ ชี้มาที่เว็บคุณด้วย google ก็จะมองว่า อืมม์..ของคุณมันดีจริง จึงไว้ใจ และให้รางวัลเป็น คะแนน SEO Rankings ดีๆ ที่คุณพอใจ

ในการสร้าง backlink ให้คำนึง คุณภาพมาเป็นอันดับแรก คำว่าคุณภาพในบริบทการทำ Backlinks ผมจะมอง 2 สิ่งเป็นหลัก :

3.1 ลิ้งค์จาก Web ที่มีความน่าเชื่อถือสูง (High Domain Authority Link)

คำว่า Domain rating (DR) หรือ Domain authority (DA) นี้เป็นคำกลางๆ ที่ถูกสร้างมาเป็นตัวชี้วัดความแข็งแรงของเว็บไซต์ โดยจะมีคะแนนเต็มที่ 100 เว็บไซต์ มีแต้มยิ่งเยอะ ยิ่งดี ยิ่งมีความสามารถในการแข่งขัน seo ในการทำอันดับสูง

ยกตัวอย่าง Facebook.com หรือ Google.com มี DR = 100 แนะนำว่าสร้าง backlink ที่มี DR หรือ DA สูงๆ ไว้ก่อน จะดีกว่าลิ้งค์เล็กๆ น้อยๆ

3.2 ลิ้งค์จาก Web ที่มีสินค้า,บริการ คล้ายๆ กัน (Relevant Link)

เลือกที่จะสร้าง backlink ที่มีคอนเทนต์เว็บไซต์เหมือน คล้ายๆ หรืออยู่ใน topic เดียวกันกับเว็บของคุณครับ แนะนำๆ

ตัวอย่างเช่น: เว็บคุณเป็นเว็บเกี่ยวกับการหา งาน ถ้าคุณมีลิ้งค์มาจากเว็บหา งาน ยอดนิยมอย่าง Job DB ถือว่าดีมาก เป็น backlink เกรด A ลิงก์ลักษณะนี้เพียงลิงก์เดียวอาจทำให้ตำแหน่ง keyword ที่คุณทำกระโดดขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของ Google เลยก็เป็นได้

ใช้เครื่องวัดอันดับ

จะทำอะไรถ้าจะให้ดีก็ต้องมีการวัดผล การทำ SEO ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีการวัดผลคุณก็จะไม่สามารถรู้ว่า เวลาและเงินทองที่เสียไปมันเวิร์คหรือไม่เวิร์คถูกจุดหรือไม่ แล้วจะปรับปรุงแก้ไขอะไรยังไงก็ไม่รู้ 

ถ้าคุณทำ SEO แบบจริงจังไม่ได้ทำแบบเล่นๆ หรือเป็นงานอดิเรก แนะนำว่าให้มีการวัดผลชอย่างต่อเนื่อง จะได้มีข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์หาข้อดี ด้อยและปรับปรุงได้

.แนะนำให้อ่านบทความนี้ “วิธีการเช็คอันดับเว็บไซต์ SEO Ranking แบบง่ายๆ” ผมนำเสนอเครื่องมือและวิธีการตรวจเช็คอันดับ keyword ไว้อย่างละเอียด

หลีกให้ห่างจากบริษัทที่ให้บริการ “สายดำ”

เหรียญมี 2 ด้านฉันท์ใด การทำ SEO ก็มี 2 ด้านฉันท์นั้น  อันที่จริงคนที่กำหนดว่าดำ ว่าเทา ว่าขาว ก็ไม่ใช่ใครอื่น พี่ Google นี่แหละครับเขากำหนดเกณฑ์ขึ้นมาให้ชาวเรา SEO community ได้มีไว้เป็นแนวทาง

เขาไม่ได้บังคับให้เดินตามหรอกครับ ผมเองได้ลองออกนอกลู่ ประมาณพยายามจะหาทางเอาชนะ Algorithm มาแรมปี ผลที่ได้ออกมาเรียกว่าน่าประทับใจพอสมควร แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลัพธ์ระยะสั้นครับ

SEO คืออะไร? ช่วยธุรกิจของคุณได้ยังไง สอนครบสูตร อ่านจบทำได้เลย

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO by seo-winner.com

ในการทำ SEO อย่างน้อยที่สุดเราอาจจำเป็นต้องเข้าใจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำ SEO มากที่สุด เพื่อให้การทำ SEO นั้นออกมาสมบูรณ์และสามารถใช้งานแล้วได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ต้องรู้จัก SEO ภายใน site ของตัวเอง
เมื่อต้องทำ SEO เกี่ยวกับ Site ของตัวเอง สิ่งที่ต้องรู้คือพื้นฐานเกี่ยวกับเว็บไซต์ ซึ่งอาจประกอบด้วย เนื้อหาในข้อความที่ไม่ซ้ำ การตกแต่งลิงก์ภายใน การเข้าถึง Bot การวางแผนผังเว็บไซต์ โครงสร้าง URL เป็นต้น เพื่อให้การทำ SEO นั้นมีประสิทธิภาพ มีศักยภาพในการจัดอันดับได้ดีที่สุดจำเป็นต้องให้มีพื้นฐานข้อมูลเหล่านี้ให้มั่นคงและแข็งแรงตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ

2. เนื้อหาเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำ
เพื่อให้เนื้อหามีคุณภาพและเป็นที่น่าสนใจ ดึงดูดให้มีผู้ชมและผู้ติดตามมากขึ้น เนื้อหาต้องหลากหลายไม่ซับซ้อน เพื่อให้ Google จัดอับดับเว็บไซต์ของเราให้อยู่อันดับที่น่าพึงพอใจและผู้ใช้งานก็สามารถค้นหาได้ง่ายขึ้น หากมีเนื้อหาที่ซ้ำกันอาจทำให้ Google สับสนและไม่นำมาจัดอันดับ นอกจากนั้นทำให้กลายเป็น Content ที่ไม่มีผู้สนใจได้ และ Google Analytics จะช่วยบอกให้เราทราบว่าหน้าเว็บใดมีผู้เข้าชมมากหรือน้อย หรือไม่มีเลย เพื่อมห้เราได้ปรับปรุงและแก้ไขเนื้อหาให้ดีขึ้น

3. Title Tag
การใส่ Title Tag ในการทำ SEO จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถทำการค้นหาเจอได้เพิ่มมากขึ้นหากใส่ Title Tag ให้ตรงนอกจากผู้ใช้งานจะค้นหาเจอแล้ว Google ก็ค้นเจอได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

4. Backlinks ที่มีคุณภาพ
เป็นสิ่งสำคัญเพราะเมื่อเรามีโครงสร้างเว็บไซตืที่ดีเราก็ต้องเน้นให้มี Backlinks ด้วย Backlinks จะเป็นตัวเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ เราจึงต้องให้ความสำคัยกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

5. การโปรโมทรูปแบบดิจิทัล
เพราะยุคนี้คนส่วนใหญ่มักรับข่าวสารทางรูปแบบดิจิทัล สื่อออนไลน์ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นมากกว่าช่องทางอื่น ประกอบกับการใช้สมาร์ทโฟนอย่างแพร่หลายในสังคม ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องโปรโมทธุรกิจ สินค้าผ่านช่องทางเหล่านี้ด้วย เช่นกันการมีเว็บไซต์อื่นๆ พูดถึงอย่างสม่ำเสมอก็ช่วยให้เราสร้าง Backlinks ที่เป็นประโยชน์กับ SEO ของเราได้

6. หลีกเลี่ยง Backlinks ที่เป็นสแปม
การสร้างลิงก์เป็นสิ่งสำคัญในการทำ SEO มีผู้คนจำนวนมากที่ต้องการสร้างลิงก์หรือการเพิ่มรายชื่อเข้าไปอยู่ในไซต์ไดเรกทอรีสแปม เรื่องนี้อาจจะนำไปสู่การลงโทษของ Google ก็เป็นได้ 

7.อาศัย SEO ท้องถิ่น
บางธุรกิจที่ติดอันดับต้นๆ ของ Google นั้นมาจากการให้ความสำคัญกับการโปรโมทหรือการทำความรู้จักเกี่ยวกับท้องถิ่นนั้นๆ เพราะเมื่อคนในท้องถิ่นค้นหาก็จะเจอเว็บไซต์ของเราเป็นอันดับแรกและส่งผลให้ติดอันดับต้นๆ ในท้องถิ่นและข้อมูลเหล่านี้เองก็มาจาก Google My Business 

8.รายชื่อธุรกิจในท้องถิ่น
การสร้างชื่อหรือทำให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักไม่ว่าจะกับผู้บริโภคหรือ Google ก็จะทำให้ธุรกิจของเรามีความก้าวหน้าและสำคัญมากขึ้น นอกจากนั้นเมื่อมีผู้ค้นหาก็จะทราบได้ว่าธุรกิจนี้ เกี่ยวกับสิ่งนี้ ในท้องถิ่นนั้นๆ ยังมีอยู่และสามารถติดต่อได้ และเมื่อให้มีรายชื่อเว็บไซต์ เบอร์โทรศัพท์ หรือรายละเอียดอื่นๆ นั้นมีอยู่ใน Yelp, Bing Places, สมุดหน้าเหลืองอินเทอร์เน็ตและ Yahoo Local เป็นต้น ก็จะส่งเสริมให้ข้อมูลทางธุรกิจทั้งหมดของคุณมีความสอดคล้องกันทั่วทั้งหมดและที่สำคัญต้องเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายในท้องถิ่นด้วย

9.ติดตามความสำเร็จ
การติดตามผลลัพธ์ของสิ่งที่ทำหรือความสำเร็จต่างๆ ของธุรกิจเรานั้นจะทำให้เราทราบว่ามีสิ่งใดต้องปรับปรุงหรือแก้ไข หรือต้องทำอย่างไรกับธุรกิจของคุณ กับตลาดที่เรากำลังเผชิญอยู่ อีกทั้งการวัดความสำเร็จนี้จะช่วยให้วัดความคืบหน้าของ SEO ได้ และเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจอีกหลายด้าน

10.ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง
Google นั้นต้องการทราบว่าเรามีเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายและมีการเข้าชมที่ถูกต้อง หมายความว่าเนื้อหาต้องเป็นหลัก และมีความสำคัญ มีความน่าสนใจ อีกทั้งควรมีลิงก์หรือข้อความบน Facebook เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ของเรามากขึ้นผ่าน Backlinks ดังนั้นจำเป็นต้องมีเนื้อหาและข้อมูลที่ดีให้คุณค่าแก่ผู้อ่าน

10 หลักเกณฑ์ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ SEO

วิธีการหาและสมัครงานด้าน SEO

วันนี้เป็นวันดี เหมาะแก่การทำให้จิตใจเราชาว SEO และ Online marketers ทั้งหลายกระชุ่มกระชุ่ม ซู่ซ่าขึ้นมานิดหน่อย การทำงานนั้นก็ต้องได้เงิน และสายนี้ถ้าเก่งจริงเงินดีเสียด้วย ในบทความนี้ผมจะมาลองหลับตานึกๆ ออกมาเป็นตัวหนังสือว่า

  • การหางานด้านนี้ยากง่ายเพียงใด
  • ความต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน
  • คุณสมบัติที่จะได้งานด้านนี้ แล้วเงินดีๆ นั้นมีอะไรบ้า
  • ตัวอย่างตำแหน่งาน และเงินเดือน

โอเคเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวร่ำเวบากันจนเกินพอดีเราลงลึกกันเลย

1. การหางานด้านนี้ยากง่ายเพียงใด

อันนี้จากประสบการณ์ส่วนตัวนะ ภายในระยะเวลา 3-4 ปีมานี้ คือราวๆ ปี 57 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2560) ความต้องการของตลาดแรงงานมีมาเรื่อยๆ จะเห็นได้จากการประกาศรับสมัครงาน กันเรื่อยๆ ตลอดทั้งปีในหลากหลายตำแหน่งด้าน Search engine optimization นี่ ยกตัวอย่างถ้าคุณไปที่เว็บหางานอย่าง JOBDB

13 ตำแหน่งงานงานที่มีคำว่า seo

แล้วค้นหาคำว่า ‘seo’ ก็จะมีตำแหน่งขึ้นมาให้คุณได้เลือกสมัคร หลากหลายสาขางานในหมวด SEO 10-20 ตำแหน่ง ซึ่งผมถือว่าตัวเลขนี้ใช้ได้ไม่น้อยไป ไปสมัครงานด้านนี้ที่ Careerlink, JOBBKK หรือ JOBthai ตำแหน่งงานก็จะแตกต่างกันไป เล็กน้อย

2. ตำแหน่งที่มีความต้องการในตลาด

ต่อไปจะขอยกตัวอย่าง และ scope งานด้านนี้กันพอสังเขป

1. SEO Specialist

ตำแหน่งนี้เรียกได้ว่าเป็น hard core SEO เลยเพราะว่าเป็นหน่วยทำงานตัวจริงเสียงจริง ตำแหน่งต่างๆด้านseoต้องรู้รอบ อาจจะไม่ลึกมาก แต่ต้องลงมือทำได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นงานด้าน การวิเคราะห์โครงสร้างเว็บ วิธีการสร้างลิ้งค์ จิปาถะ เงินเดือนก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ถ้าไม่มีเลย แต่มีความรู้ และองค์กรเห็นว่าเอามาสอนได้ เรียนรู้ไว้ และเป็นบริษัทต่างชาติ

คุณสามารถรับขั้นต่ำที่ 25000 บาท ขึ้นไป ถ้ามีประสบการณ์ 2 ปีอัพ แล้วละก็ เคยเห็นโก่งค่าตัวกันขึนไปได้ถึง 40000 ขึ้น โดยการทำงานนอกจากจะทำในหน้าที่ของตนคือ Search Engine Optimization แล้ว ยังต้องประสานงากับเพื่อนในทีมอื่น เช่น ทีมเขียนบทความ หรือ developer ด้วย เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ในบางบริษัทเล็กๆ จะรับคุณไปคนเดียว แล้วใช้ทุกอย่าง เขียนบทความก็ใช้ แก้โค้ดก็ต้องทำ อันนี้ ให้พิจารณาเรียกเงินเดือนขึ้น ตามความเหมาะสมได้

2. SEO Content writer

ตำแหน่งนี้ ออกแนวนักเขียน แต่เขียนไม่เฉพาะแนว คือต้องเขียนมันได้ทุกแนวนั่นแหละ ยิ่งถ้าคุณทำให้ agency หรือบริษัทรับทำ seo ให้บริษัทอื่นแล้ว คุณได้เขียนงานอย่างน้อยๆ 10+ อุตสาหกรรมขึ้นไป ดังนั้นเนี่ย งาน SEO writer จะไม่เน้นเขียนเอาโล่ห์แต่จะเน้น 1. สามารถเขียนได้ไหมทุกหัวข้อ ไม่ต้องลึกมาก 2. เน้นความรวดเร็ว และข้อที่ 3 คือ รู้จักผนวกงานเขียนทั่วๆไป เข้ากับหลักการ seo อาทิ keyword density นี่ ไม่ รู้ไ่ม่ได้ ผมเคยมีประสบการณ์ทำงานให้ agency ต่างชาติในไทยมาก็หลายที่ ขอยกตัวอย่างเงินเดือน ถ้าจบนอกเริ่มที่ 3 หมื่นขึ้น

3. SEO Developer

งานนี้ก็คือานแก้ไข โปรแกรม ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการแก้ไขเว็บไซต์ของลูกค้านั่นแหละครับ จะแก้ไขอะไรนั้น ก็สุดแท้แต่ว่า SEO Specialist จะฟันธง (หลังจากวิเคราะห์เว็บแล้ว) ว่าจะต้องแก้ไขอะไรบ้าง อันนี้ ขึ้นกับปัญหาของเว็บไซต์ที่คุณทำว่ามีปัญหามากน้อยแค่ไหน ใช้ skill ทางด้าน coding ไม่สูงมาก แต่ต้อบรู้เฉพาะที่คาบเกี่ยวกับ SEO ด้วยเช่น การแก้ไข htaccess เพื่อการ redirect เป็นต้น การปรับแต่งให้เว็บเร็วขึ้น ก็เป็นส่วนหนึ่งของงาน การทำ mobile friendly site นี่ก็ด้วย เงินเดือน junior seo developer ผมจ้างเริ่ม 2 หมื่น ถึง สองหมื่นห้า

4. Manager/Director

อันนี้ดูภาพรวมบางบริษัทใหญ่หน่อย ต้องดูหลายสาขาที่ new york ที่ กรุงเทพ อะไรทำนองนี้ เขาก็เรียนก SEO Director โดยอาจจะมี SEO manager คือ ผู้จัดการด้าน seo นี่แหละในสาขาท้องถิ่นเป็นคนคุมงาน หรือ operation อีกที พวกนี้จะไม่ลงรายละเอียด แต่จะวางโครงสร้าง รวมเป็นถึงสร้างทีมงาน และตีเส้นทาง จากเริ่ม จนไปถึงจุดหมายว่า องค์กรต้องการอะไรจากการใช้ SEO เงินเดือน เริ่มตั้งแต่ 50,000 ไปเรื่อยๆ จน แสนกว่าๆ ครับ
หลักๆ ตำแหน่งงานด้านนี้ก็จะมีประมาณนี้ อาจจะมีแตกย่อย หรือเรียกชื่อผิดแผกแตกต่างไป ก็เอาทีสบายใจเลย เราเน้น gist หรือ แก่นของสิ่งต่างๆ มากกว่า

3. ทักษะสำคัญที่คุณควรมี (เพื่อเรียกเงินได้ดีๆ)

เอาละถึงตรงนี้ก็วาดฝันกันไป ระดับนึงแล้วว่าเราสามารถสมัครงานตำแหน่งอะไรได้บ้าง ต่อไปเรามาเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริงกันเลยว่า เราต้องมีอะไรบ้าง เขาถึงจะจ้างเราแพงๆ

  1. ทักษะด้าน seo: อันนี้ตอบเหมือนกำปั้นทุบดิน คือ จะทำงานด้าน seo ก็ต้องมีทักษะด้านนี้ แต่มีมากน้อยแตกต่างกันครับ ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่คุณจะทำ แต่ภาพโดยรวมทุกตำแหน่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องว่า seo คืออะไร และเราหรือ องค์กรทำกันไปเพื่ออะไร สำหรับ seo specialist ต้องแน่นทั้งเรื่อง on-page และ off-page หรือการสร้างลิ้งค์ นั่นเอง
  2. การวิจัยคีย์เวิร์ด: ส่วนนี้จะตกไปอยู่ในตำแหน่งของ seo specialist โดยมาก ครับคือต้อง รู้ว่าคำหรือ keyword ที่จะทำ seo นี่ ที่เหมาะๆ กับเวลา และทรัพากร ขนาดที่บริษัทมีเนี่ย ต้องใช้กี่คำ และใช้คำประเภทไหน อันนี้เรียกได้ว่า โครงการ seo จะล้ม หรือจะรุ่งก็ขึ้นอยู่กับการวิจัย keyword ทำดีรุ่ง ทำไม่ดีร่วง แน่นอน
  3. การวิเคราะห์คู่แข่ง: จริงแล้วข้อนี้ กับข้อ 2 นี่ เกียวเนื่องกัน วิเคราะห์คีย์เวิร์ดว่ายาก ง่ายยังไง วัดมาจากวิเคราะห์คู่แข่งนั่นเอง ยกความดีความชอบให้กับ seo specialist ครับ
  4. การปรับแต่งเว็บไซต์: นักเขียนเว็บทั้งหลายสามารถทำงานนี้ได้ skills กว้างที่ต้องเป็นคือ HTML, CSS and JavaScript, php, .net เป็นต้น แต่อย่างที่กล่าวไว้ว่า ต้องรู้จักพื่นฐานของ seo ด้วย เพราะต้องมีการนำศาสตร์ 2 แขนงนั้นมาประยุกต์เข้าด้วยกัน เวลาทำงานจริง จะคุยกับ seo specialist ทำงานร่วมกัน
  5. ทักษะด้านการรวบรวมเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล: อันนี้ seo หลายท่านที่ค่อยๆ สะสมประสบการณ์ขึ้นมาจะมองข้าไป ในส่วนนี้สำคัญไม่น้อย ก็คือการวิเคราะห์พฤติกรรมของ visitors เพื่อมาปรับปรุงประสิทธิภาพของโครงการ seo อาทิ ถ้าเว็บเราขายของออนไลน์ ก็เก็บข้อมูลสักพัก แล้วก็ใช้ข้อมูลนี้มาวิเคราะห์ดูว่าจุดไหนจะเพิ่มยอดขายได้! เครื่องมือยอดฮิตที่ใช้กันได้ฟรีๆ ก็เห็นจะไม่พ้น Google Analytics หัดใช้ให้เก่ง จะมีประโยชน์มาก บางบริษัทเปิดอบรมพื้นๆ เก็บค่าเรียก ร่วมแสนนะครับขอบอก
  6. ทักษะด้านการทำงานร่วมกัน: อันนี้ไม่ต้องสาธยายให้ยืดยาว กล่าวคือ คุณเก่ง แต่คุยกับ computer ทั้งวัน ไม่ โงหัวมาสื่อสารกับชาวโลกบ้างเลย อันนี้เห็นว่า …
  7. ทักษะด้านภาษา: อันนี้เหมือนกัน ใครๆ ก็รู้ แต่ใครๆ ก็ทำไม่ได้ครับ เพราะภาษามันเป็นเรื่องไม่ง่าย แต่ก็ไม่อยากเกินความพยายาม คุณไม่ต้องจบนอกมาถึงคุยกับฝรั่งง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ได้ จบไทยนี่แหละ มีเพื่อนรุ่นน้องที่เคยทำงานด้วยกัน จบไทย เรียน AUA แบบตั้งใจ และฝีกฝน อ่านอังกฤษปร๊อเลย พูดอังกฤษได้เยี่ยม ต้องการสื่ออะไรก็ได้ กระชับ รวดเร็ว ขอบอกว่าภาษาเป็นปัจจัยอัพเงินเดือนได้ดีมากเลยทีเดียว

บทความที่เกี่ยวข้อง งานเกี่ยวกับ seo การทำ seo

วิธีการหาและสมัครงานด้าน SEO

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

หนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์ ก็คือการทำ SEO ที่หลาย ๆ คนคงเคยได้ยิน แต่ก็ยังไม่ได้เข้าใจว่ามันคืออะไร บางคนสับสนกับ Google Ads (หรือเดิมเรียกว่า Google AdWords) ในบทความนี้จะขออธิบายแบบเข้าใจง่ายที่สุด โดยที่จะพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าใจแนวคิดของการทำ SEO เบื้องต้นก่อนค่ะ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ถ้าแปลตามตัว Search Engine จะแปลว่า เครื่องมือในการค้นหาซึ่งมีหลายเว็บไซต์ เช่น Google, Yahoo, Bing แต่เครื่องมือที่นิยมใช้กันในการค้นหามากที่สุด ก็คือ Google ส่วน Optimization แปลว่า  การทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ โดยการทำ SEO ก็มีด้วยกันหลายร้อยวิธีการ หลัก ๆ คือการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้ตรงกับที่ Google ชอบ และนั่นจะทำให้เว็บของเรามีโอกาสสูงที่จะติดหน้าแรก ถามว่าทำไมต้องติดหน้าแรก? เพราะพฤติกรรมในการ search Google ของคนเรา อย่างมากก็ดู 1-2 หน้า แทบไม่มีใครดูหน้าที่ 7-8

SEO หรือ Search Engine Optimization ก็คือการทำให้การค้นหาคำ มีประสิทธิภาพสูงสุด หรือแปลง่าย ๆ กว่านั้นก็คือ ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรก ติดอันดับแรก ในการค้นหา Google อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

แล้ว SEO ต่างจาก Google Ads อย่างไร? ในการค้นหาเราจะพบสองส่วน ถ้าดูจากในรูปแล้วเราจะเห็นสองส่วน ส่วนบนที่มีป้ายสีเขียวเขียนว่า “โฆษณา หรือ Ads” เราเรียกว่า Google Ads แต่ส่วนด้านล่างที่ไม่มีป้ายอะไรกำกับ มาจากการทำ SEO นั่นเอง

ข้อแตกต่าง ๆ หลัก ๆ เลยระหว่างสองอย่างนี้ คือ Google Ads จะต้องเสียเงินค่า keyword ที่เราเลือก (ซึ่งบางทีอาจจะแพงมาก ๆ) แต่ SEO จะไม่ต้องเสียเงิน เพียงแต่จะต้องรู้ “วิธี” ที่จะทำให้ Google ชอบ และให้ติดหน้าแรก แน่นอนถ้าเราทำ SEO เอง ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่หากเราต้องการจะจ้างผู้เชี่ยวชาญให้มาให้คำปรึกษาและช่วยทำ SEO ก็มีผู้ให้บริการอยู่มากมายเช่นเดียวกัน

มีอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยในการทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ?

Content คือ เนื้อหาที่อยู่ใน VDO, รูปภาพ, บทความ ที่เราทำขึ้นมา สิ่งนี้มีส่วนสำคัญมาก ๆ เพราะมาจากความคิดสร้างสรรค์ ความตั้งใจของเรา Content ที่ดีควรจะมีความน่าสนใจ แปลกใหม่ สร้างสรรค์ ถูกต้องและครบถ้วน ถ้าในหนึ่งบทความมีทั้งตัวอักษร รูปภาพ หรือ VDO พร้อมทั้งมีความน่าสนใจ ก็จะยิ่งทำให้บทความนั้น Perfect และ Google ก็พร้อมจะเป็นป๋าดันให้เว็บของเราติดหน้าแรก เพราะแสดงถึงความตั้งใจทำ

  • Backlink คือ การที่ Link เว็บไซต์ของเรา ไปปรากฎในเว็บของที่อื่น อย่างเช่น ไปเป็นเครดิตในบทความในเว็บไซต์แห่งหนึ่ง หรือ Link ของเราถูกแชร์ลง Facebook ก็นับว่าเป็น Backlink เช่นกัน การมี Backlink มาก ๆ แสดงถึงความมีคุณภาพของเว็บไซต์เรา เป็นการได้รับเครดิต ได้รับคุณค่า และได้รับคะแนนเป็นบวกสำหรับ Google แต่ทั้งนี้ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เพราะเราอาจจะเจอบทลงโทษได้ หากเป็น Backlink ที่ไม่ได้คุณภาพ หรือการสร้าง Backlink นั้น มาจากเจตนาที่ไม่ถูกต้อง
  • จำนวนการคลิกและการเข้าสู่เว็บไซต์ จำนวนการเข้าเว็บก็มีส่วนสำคัญเช่นเดียวกันกับ SEO เช่นเดียวกัน หลักการง่าย ๆ คือลองนึกถึง VDO ใน YouTube ถ้าคลิปไหนมียอดวิวสูง ๆ ก็จะมีโอกาสสูงที่จะขึ้นมาหน้าแรกของ YouTube หรืออยู่อันดับต้น ๆ ในการค้นหา หลักการเดียวกันเลย ซึ่งการเข้าถึงเว็บไซต์ก็โยงกับสองข้อแรกด้านบน คือถ้าเนื้อหาน่าสนใจ และมีการแปะ Backlink ด้วย ก็ทำให้โอกาสในการเข้าถึงหน้าเว็บนั้นสูงขึ้น
  • Social Media เครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สามสิ่งนี้มีส่วนสำคัญต่อการทำ SEO เช่นกัน Social Media ตัวอย่างเช่น Facebook, YouTube, Twitter, Instagram ฯลฯ จะเป็นตัวช่วยเสริมให้เกิดการแชร์เว็บไซต์และสร้างโอกาสในการเข้าถึง ดังนั้นแล้วจึงควรที่จะทำ Content ลงบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ใน Social Media ที่เราเห็นสมควร

ส่วนปัจจัยเรื่องของเครือข่ายและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นั้นมีประเด็นอยู่ตรงที่ว่า เครือข่ายต่างกัน อุปกรณ์ต่างกัน เช่น โทรศัพท์มือถือ กับคอมพิวเตอร์ ก็แสดงผลลัพธ์ SEO ไม่เหมือนกัน

และนี่ก็คือเรื่องราวเบื้องต้นของ SEO ที่เหมาะสำหรับคนไม่ได้มีพื้นฐาน ให้เข้าใจภาพรวมคร่าว ๆ ก่อน โอกาสหน้าเราจะมาคุยแบบลงรายละเอียด เจาะลึกกันมากขึ้น ติดตามต่อไปในบทความหน้านะคะ

SEO คืออะไร? อธิบายแบบง่าย ๆ ให้กับคนไม่มีพื้นฐาน

SEO คืออะไร ทำไมคนทำธุรกิจออนไลน์ ต้องรู้และเข้าใจ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization หรือถ้าจะแปลเป็นไทยแบบง่ายๆ ก็คือ การทำ เว็บไซต์ ให้รองรับ หรือเหมาะสมกับ เสิร์ชเอ็นจิ้น แต่แบบนี้ มันก็ยังไม่เหมือนกับการแปลความหมาย ที่จะทำให้คนทั่วๆ ไป สามารถเข้าใจได้เลย เอาแบบนี้ครับ ผมจะอธิบายให้เข้าใจกันง่ายๆ แบบภาษาทั่วๆ ไป คือการทำ Search Engine Optimization ถ้าจะพูดไปแล้ว มันก็คือ วิธีการทำเว็บไซต์ ให้มันมีข้อมูลทุกอย่าง ถูกใจ Google แล้วถ้าทำได้ดีมากๆ ถูกใจ Google มากๆ หน้าเว็บนั้นๆ ก็จะไปติดอยู่ในผลการค้นหา ที่หน้าแรกของกูเกิ้ล ซึ่งก็แปลว่า จะทำให้มีคนเข้ามาดูหน้าเว็บนั้นๆ มากมาย เป็นการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บนั้นๆ ได้อีก และถ้าหากหน้าเว็บนั้น เป็นหน้าเว็บ ที่ขายสินค้า และบริการแล้วล่ะก็ จะยิ่งทำให้ สินค้า และบริการนั้นๆ มีโอกาสขายได้มากขึ้น ฟังดู ก็ไม่น่าจะมีอะไรยากนะครับ แต่ลองนึกแบบนี้ครับ ทุกวันนี้ มีเว็บเกิดขึ้นใหม่ทั่วโลก วันละไม่ต่ำกว่า 1,000 เว็บ แต่ละเว็บ มีอย่างน้อย 10 หน้าขึ้นไป บวกกับจำนวนเว็บเดิมๆ ที่มีอยู่แล้ว รวมๆ ก็น่าจะเกิน 50 – 60 ล้าน Web page แล้วคุณคิดว่า คุณจะสามารถแซงคู่แข่ง เพื่อขึ้นไปอยู่ในหน้าแรกของกูเกิ้ลได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือครับ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ เพื่อความเข้าใจ ผมก็จะเปรียบเทียบแบบนี้ครับ เราให้ Google หรือ Yahoo เปรียบเสมือน คุณครู ส่วนเว็บของเรา ก็เปรียบเสมือน นักเรียน ส่วนเว็บอื่นๆ ที่เป็นคู่แข่งทั่วโลก ก็เหมือนกับ นักเรียนคนอื่นๆ การที่เรา จะได้รับรางวัล นักเรียนดีเด่น ประจำปีนั้น คุณครู จะต้องดูในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เกรดเฉลี่ย คะแนนความประพฤติ ความเห็นของคุณครูคนอื่นๆ คะแนนกิจกรรม การเสียสละ และการให้ความร่วมมือ หรือมีส่วนร่วม ในการทำกิจกรรมเพื่อโรงเรียน ซึ่งถ้าจะดูแล้ว จะมีหลายอย่างมากๆ ถ้าอยากจะได้เป็นนักเรียนดีเด่น เราก็ต้องทำคะแนนให้ได้สูงกว่านักเรียนคนอื่นๆ ให้ได้ ถูกต้องมั้ยครับ เช่นเดียวกันครับ ถ้าอยากให้ หน้าเว็บของเรา ติดหน้าแรก Google เราก็ต้องทำให้ทุกอย่าง สมบูรณ์ และถูกใจกูเกิ้ล มากที่สุด ถึงจะสามารถติดอันดับ อยู่ในหน้าแรก ของกูเกิ้ล และ Yahoo ได้ครับ

ความหมายของการทำ SEO นั้น ต้องบอกว่า ไม่ใช่แค่ คนทั่วไปเท่านั้น ที่ไม่เข้าใจ นักโปรแกรมเมอร์ ที่จบโดยตรงมาทางด้านคอมพิวเตอร์เอง ก็ไม่เข้าใจเหมือนกันครับ ว่ามันคืออะไร เพราะคนที่เป็นนักเขียนโปรแกรม ก็ย่อมเข้าใจแต่ในงานของตัวเอง ที่เป็นการเขียนโปรแกรมให้ออกมา ตรงกับความต้องการของลูกค้า แต่การทำ Search Engine Optimization แบบนี้ เป็นเรื่องของการ โปรโมทเว็บ และการทำ Online Marketing มันเป็นศาสตร์ ที่ต้องใช้ความรู้ บวกกับประสบการณ์ เข้ามาช่วยในการทำ ไม่ง่ายเหมือนกับ การเขียนโปรแกรม หรือเขียนเกมนะครับ

SEO ส่งผลดีกับ ธุรกิจออนไลน์ อย่างไร

ได้ลูกค้าตรงกลุ่มเป้าหมาย เพราะลูกค้าเหล่านั้น ถ้าพวกเขาไม่ต้องการ ไม่อยากรู้ เขาจะมาค้นหาทำไม จริงมั้ยครับ? นั่นแปลว่า แนวโน้ม ที่ท่านจะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นมานั้น กำลังเพิ่มสูงขึ้นครับ

มีโอกาสขายได้มากกว่า วิธีการโฆษณาทุกๆ แบบ และเมื่อพวกเขา ต้องการมากๆ เขาก็จะค้นหา ซึ่งส่วนใหญ่ ก็ต้องการจะซื้ออยู่แล้ว เรียกได้ว่า เตรียมใจมาซื้อแล้ว 50% ถ้ามาเจอเว็บดีๆ เชื่อถือได้ ก็ซื้อทันที แน่นอนครับ

ใช้ได้กับสินค้า และบริการทุกประเภท ไม่เหมือนกับการโฆษณา ที่ไม่สามารถใช้ได้กับสินค้า และบริการหลายๆ ประเภท คือ ถ้าเป็นสินค้า ที่มีกลุ่มลูกค้าไม่เยอะ การลงทุนโฆษณาเป็นวงกว้าง ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มทุนอย่างแน่นอน จริงมั้ยครับ? แต่การทำ Search Engine Optimization ไม่ต้องโฆษณาครับ เดี๋ยวลูกค้า จะเป็นคนที่วิ่งมาหาเอง ใช้ได้กับธุรกิจทุกประเภท รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ ใช้กับ การทำ Social Marketing ได้อีกด้วย

ประหยัดงบประมาณ เพราะการทำ Search Engine Optimization ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไม่เหมือนกับการลงทุน เสียเงินค่าโฆษณา ถ้าท่านทำเองไม่เป็น ก็มีทางเลือก 3 ทาง คือ ศึกษาเอง หรือจ้างผู้ที่รู้ มาสอน หรือ จ้างให้คนอื่นทำให้เลย

ถ้าให้เปรียบเทียบ ระหว่าง การจ้างให้คนอื่นทำให้ กับศึกษาและทำ SEO ด้วยตัวเอง ผมแนะนำว่า ให้ศึกษา และหัดทำ ด้วยตัวเอง จะดีที่สุดครับ เพราะการทำ Search Engine Optimization มันเป็นการทำงานที่ยาวนาน มันต้องทำตลอดเวลา และให้เวลากับมัน เพื่อจะได้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่า ทำเดี๋ยวนี้ พรุ่งนี้ต้องติดหน้าแรก Google เลย อันนั้นมันก็เป็นไปไม่ได้ครับ ( ยกเว้น เว็บใหญ่ๆ อย่างเว็บข่าวทั้งหลาย ที่มีการอัพเดตตลอดเวลา ทุก ชม. ) แต่การที่จะไปซื้อหนังสือ เพื่อมานั่งอ่าน ศึกษา และลองผิดลองถูกนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำครับ เพราะมันใช้เวลามาก และยังต้องลองผิดลองถูก เพื่อหาประสบการณ์อีกด้วย ดังนั้นการจ้างที่ปรึกษา หรือ Specialist ในเรื่องนี้ มาให้คำแนะนำ และช่วยสอนให้ จะทำให้เป็นเร็ว และไม่ต้องไปลองผิดลองถูกให้เกิดข้อผิดพลาด ให้เสียเวลาอีกด้วย

สำหรับการจ้างให้คนอื่น มาทำ SEO ให้เลยนั้น ก็ถือเป็นทางเลือก อีกทางหนึ่ง ที่ง่าย และรวดเร็ว แต่ผมต้องย้ำว่า เป็นการจ้างให้ทำ Search Engine Optimization สายขาว นะครับ ไม่ใช่สายเทา หรือสายมืด อันนี้อาจจะเป็นศัพท์ทางเทคนิคสักหน่อย แต่เดี๋ยวผมจะมาอธิบายกันต่อแน่นอน ว่าอะไรคือ สายขาว สายเทา และสายมืด นอกจากนี้ เหนือสิ่งอื่นใดเลยก็คือ ตัวบุคคล หรือ บริษัทเอง ทีต้องการจะจ้างมาทำให้นั้น ต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถจริงๆ ไม่อย่างนั้น จะไม่ใช่แค่เพียง ทำให้เว็บ ไม่ติดหน้าแรกกูเกิ้ลเท่านั้น แต่อาจจะทำให้เว็บ ถูกแบนจากกูเกิ้ล คือ พิมพ์คำค้นหาเข้าไป แต่ก็ไม่เจอเว็บเรา เพราะถูก Google แบนไปแล้ว อันนี้ก็มีนะครับ ดังนั้น ต้องระวังให้มากๆ ถ้าต้องการคำปรึกษา หรือต้องการให้สอนวิธีการทำ SEO แบบที่ได้ผลจริงๆ ในปัจจุบัน ก็ติดต่อมาได้เลยครับ เพราะมันเป็นหนึ่งในบริการของ บริษัท แอพเทพ อยู่แล้วครับ

SEO คืออะไร ทำไมคนทำธุรกิจออนไลน์ ต้องรู้และเข้าใจ

SEO และ Ads โฆษณาต่างกันอย่างไร

SEO และ Ads โฆษณาต่างกัน ทั้งสองอย่างนี้คือ กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ อย่างหนึ่งโดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้เห็นเว็บไซต์ของเราหรือเพิ่ม Traffic ใน Search engine สิ่งที่แตกต่างกันคือการคิดค่าใช้จ่ายหรือต้นทุน ซึ่งค่าใช้จ่ายของ SEO จะมาจากการเปลี่ยนแปลงโค้ด และเนื้อหาของเว็บไซต์ การทำ On-Page และ Off-Page ให้เหมาะสม แต่ Ads (Google Ads) โฆษณาจะคิดเงินเป็นต่อจำนวนคลิก ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันของคำค้นหา (Keyword) นั้นๆ และทั้งสองกลยุทธ์นี้จะเกื้อหนุนกันและให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

Google Ads คืออะไร

Google Ads คืออะไร
เดิมที Google Ads มีชื่อว่า Google Adwords ในอดีต ที่หลายคนคงเคยเห็นกันบ้าง ซึ่งเป็นโฆษณาออนไลน์ที่อยู่บนหน้า Google ที่เป็น Search Engine อันดับหนึ่งของโลก นับเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายพบคุณจากการค้นหาคุณเจอ และเพิ่มยอดขายของสินค้าและบริการของคุณ โดยที่คุณสามารถกำหนดงบประมาณที่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวคุณเอง โดยโฆษณา Google Ads สามารถทำได้ในเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็สามารถติดหน้าแรก Google และนอกจากนี้คุณยังสามารถติดตามผลจากการเก็บสถิติ เพื่อนำไปต่อยอดในการทำและพัฒนาเว็บไซต์หรือโฆษณาของคุณได้ในอนาคต

SEO Trend 2020

SEO Trend 2020 ถ้าคุณยังไม่แก้ อันดับร่วงแน่นอน
ปัจจุบัน คงปฎิเสธ ไม่ได้ว่า Search Engine มีผลต่อการตัดสินใจของ Userสำหรับผู้ทำงานสาย Digital Marketing คงไม่มีใครไม่รู้จัก SEO ( Search Engine Optimization ) นั้นก็คือการทำให้ Keyword ติดหน้า แรกของ การ Search ดังนั้นต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ ที่จะทำให้ Keyword ติดหน้าแรก ได้ ในช่วง ปีที่ผ่านมาเราเห็นความเปลี่ยนแปลงของ Algorithm บน Google หลายตัวที่ส่งผล ต่ออันดับ บนเว็บของเรา ดังนั้น Ario Marketiong จะมาบอกเคร็ดลับ 5 สิ่งที่ไม่ควรทำ บน เว็บไซต์ เพราะจะทำให้อันดับ ของเว็บ บน Google ดิ่งลงเหว ได้

ความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆที่ เกี่ยวกับ SEO

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระอันอัดแน่นเกี่ยวกับ SEO เราจะขอนำความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆ มาให้คุณได้ทำความรู้จักเพื่อง่ายต่อการทำความเข้าใจในเนื้อหาทั้งหมดต่อไป

ความหมายของคำศัพท์เฉพาะต่างๆที่ เกี่ยวกับ SEO
  • Search Engine = เครื่องมือในการค้นหา เช่น Google, Yahoo, Bing
  • Ranking = การจัดอันดับหน้าเว็บไซต์เมื่อค้นหา
  • Blog = บทความที่ถูกเขียนเพื่อจุดประสงค์ในการให้ความรู้ แสดงความคิดเห็น ความสนุก ไม่มีการแฝงโฆษณา และสรุปประเด็นจบใน 1 บทความ
  • Onsite = ข้อความหรือรายละเอียดที่ปรากฎบนหน้าเว็บไซต์ เช่น ข้อมูลสินค้า ข้อมูลบริการ รายละเอียดบริษัท ฯลฯ
  • SEO Outreach = บทความที่ถูกส่งไปเพื่อลงในเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ของตัวเอง ซึ่งจะมีการใส่ลิงก์และKeywordลงไปเพื่อให้คุณคลิกแล้วกลับเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเจ้าของบทความ
  • Optimise = การจัดการดูแลจุดประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  • Keyword = คำที่ใช้ในการค้นหา
  • Search Volume = จำนวนการค้นหาคำ Keyword นั้นๆ ว่ามีการค้นหาทั้งหมดกี่ครั้ง
  • Anchor Link = ลิงก์ที่ถูกใส่เอาไว้ในคำที่เป็น Keyword ต่างๆ จุดประสงค์เพื่อขยายความหมาย ข้อมูล ของคำๆ นั้น โดยที่ไม่ต้องแทรกเข้าไปในบทความ
  • Content = คำโดยรวมที่ใช้สำหรับเรียกแทนเนื้อหา โดยนับรวมทั้ง ตัวหนังสือ ภาพ และองค์ประกอบอื่นๆ เช่น Blog Content, Outreach Content ฯลฯ ก็หมายถึง ประเด็นที่เขียน เนื้อหา รวมถึงภาพ วิดีโอ ทุกสิ่งที่ใส่เข้าไปในบทความนั้นๆ
  • Backlink = ลิงก์ที่ถูกใส่ไปกับคอนเทนต์ หรือถูกแฝงอยู่ในตำแหน่งต่างๆ ของเว็บภายนอก โดยมีการตั้งเป้าให้ลิงก์กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา (เอาไว้ใส่ใน Outreach คอนเทนต์)
  • Organic = ในที่นี้คือ การกระทำทางด้านการตลาดที่ไม่ผ่านการซื้อโฆษณา

มากันที่สาระสำคัญสำหรับบทความนี้คือจะอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด ให้คุณรู้จักว่า SEO คืออะไรอย่างลึกซึ้งเพื่อที่ว่าหากใครกำลังเริ่มธุรกิจหรือคิดจะสร้างหน้าร้านบนโลกออนไลน์จะได้นำไปปรับใช้เพื่อทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์การทำ On-page SEO

กลยุทธ์การทำ On-page SEO

ารใส่ Keyword เป้าหมายและ Keyword ที่เกี่ยวข้อง

  • ควรเลือก Keyword สอดคล้องกับเนื้อหาในหน้าเว็บไซต์ และดูจากปริมาณการค้นหาและหาไอเดียเพิ่มเติมด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น Google Keyword Planner, KWFinder, Ahrefs
  • ควรใส่ Keyword อย่างพอเหมาะในส่วนที่มีความสำคัญต่างๆ ภายในเว็บไซต์ เช่น Title Tag, Meta Description, H1 tag, H2 tag, เนื้อหาส่วนที่เป็น Plain Text (p tag), alt tag ในรูปภาพ
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ Keyword ซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมากเพื่อไม่ให้เป็น Keyword Spam หรือ Keyword Stuffing อีกทั้งยังไม่เป็นธรรมชาติเวลา User (ผู้ใช้งาน) มาอ่านเนื้อหา
กลยุทธ์การทำ On-page SEO

การเพิ่มเติมเนื้อหาที่มีคุณภาพ

  • ควรสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการทำ SEO ในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ ตลอดจนหน้าเว็บไซต์อื่นๆ ที่มีเนื้อหาสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกัน พร้อมทำลิงค์เชื่อมโยงเพื่อให้อ่านต่อ
  • ควรสร้างหน้าเว็บไซต์ใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเพิ่มจำนวนหน้าในเว็บไซต์ เช่น บล็อก สาระความรู้ โดยเนื้อหาควรมีความเกี่ยวข้องกับธีมเนื้อหาหลักของเว็บไซต์
  • ควรเขียนเนื้อหาที่ให้ข้อมูลที่เจาะลึกและมีประโยชน์ พร้อมตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการค้นหา Keyword เพื่อให้เป็นเนื้อหาที่มีคุณภาพมากที่สุดในสายตาของ User
  • ควรเขียนเนื้อหาหรือเรียบเรียงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ด้วยตัวเอง ไม่คัดลอกมาจากที่อื่น และไม่ใช้เครื่องมืออัตโนมัติในการสร้างบทความ

การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้เป็นมิตรกับ Search Engine และ User

  • ควรแบ่งหมวดหมู่เนื้อหาหรือสินค้าให้เป็นระบบตามลำดับชั้น และทำเมนูนำทาง (Navigation) ให้เป็นระเบียบดูเข้าใจง่าย เช่น Home > Product > Category
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ Search Engine สามารถอ่านได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ URL แบบ Dynamic ที่มีเครื่องหมาย ? และ =
  • ควรเลือกใช้โครงสร้าง URL ที่ User สามารถอ่านได้ง่าย โดยใช้คำภาษาอังกฤษ และใช้เครื่องหมาย – แบ่งระหว่างคำ เช่น …./what-is-seo/
  • ควรแยก URL หากเว็บไซต์มีหลายภาษา เช่น …/en/ …/jp/ โดยไม่ใช้ Cookies ในการเปลี่ยนภาษา เพราะ URL จะไม่มีการเปลี่ยนตาม ทำให้ Search Engine ไม่สามารถอ่านภาษาอื่นๆ ได้
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วเพื่อไม่ให้ User ต้องรอนาน เช่น ใช้ระบบ Cache, ลดขนาดรูปภาพและไฟล์, แปลงไฟล์รูปภาพเป็น WebP, ทำ Lazy Loading ให้โหลดรูปเมื่อเลื่อนมาถึง
  • ควรเลือกใช้บริการ Hosting ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เว็บไซต์มีความสเถียร ไม่ล่มง่าย รองรับการใช้งานเมื่อมีผู้เข้าใช้เป็นจำนวนมาก และทำให้โหลดได้เร็ว
  • ควรทำหน้าเว็บไซต์ให้รองรับกับอุปกรณ์มือถือ (Mobile-friendly) ซึ่งปัจจุบันยอดผู้เข้าชมส่วนใหญ่ประมาณ 80% มาจากช่องทางนี้

การอัพเดตเว็บไซต์

  • ควรปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อความในหน้าเว็บไซต์ที่ต้องการให้ติดอันดับ เพื่อเนื้อหามีการอัพเดตอยู่ตลอด
  • ควรเพิ่มข้อมูลใหม่ๆ ในเว็บไซต์ เช่น สินค้ามาใหม่ ข่าวสาร โปรโมชั่น ผลงานล่าสุด เพื่อให้เว็บไซต์มีความสดใหม่อยู่เสมอ

ข้อดีและข้อเสียของการทำ SEO

เมื่อเราทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ในแต่ละครั้ง แน่นอนว่าเราต้องหวังผลให้เว็บไซต์ของเรานั้นติดอันดับการค้นหา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของเรา ซึ่งการทำ SEO นี้ก็มีทั้งข้อดีเพื่อให้เห็นประโยชน์ในการใช้งานอย่างชัดเจน และข้อเสียเพื่อที่จะทำให้เราเตรียมรับกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับการทำ SEO ในอนาคตได้

ข้อดีของ SEO

  1. ประหยัดค่าใช้จ่าย เมื่อเทียบกับการลงโฆษณาประเภทอื่นๆ
  2. สร้างภาพลักษณ์ให้กับสินค้า บ
  3. ช่วยสร้างมาตรฐาน รูปแบบ เนื้อหาของเว็บไซต์ หรือการแก้ไขปรับปรุงให้เว็บไซต์มี Code ที่เป็นมาตรฐาน
  4. เพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และเป็นช่องทางในการสร้างลูกค้าใหม่
  5. การทำ SEO ช่วยให้ได้ลูกค้าตรงตามกลุ่มเป้าหมาย โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายตามกลุ่มของ Keyword
  6. ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจเป็นการแข่งขันกับคู่แข่งในประเภทธุรกิจเดียวกัน เพราะหากอยู่อันดับต้นๆ ก็ได้เปรียบคู่แข่งแล้ว
  7. สามารถขยายตลาดและขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศต่างๆ การทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจสามารถขยายไปต่างประเทศได้ เช่น การสร้างเว็บไซต์มากกว่า 1 ภาษา เพื่อรองรับการค้นหาของกลุ่มลูกค้าในประเทศนั้นๆ
  8. ช่วยสร้าง Brand Visibility สำหรับการทำอันดับบน Search Engine นั้น
  9. ช่วยทำให้เกิด Repeat Business ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มาจาก Search Engine จะใช้เวลาในเว็บไซต์ค่อนข้างยาวนาน
  10. การทำ SEO ให้ปรากฏอยู่บน Search Engine เทียบเท่ากับการจ้างบริษัททำโฆษณา เสมือนการทำโฆษณาและประชาสัมพันธ์ให้ธุรกิจตลอด 24 ชม.

ข้อเสียของ SEO

  1. การทำ SEO ต้องอาศัยทักษะ ความสามารถและประสบการณ์ เทคนิคในแต่ละบุคคล และการติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Search Engine อยู่เสมอ
  2. การลงทุนจ้างบริษัททำ SEO สามารถตรวจสอบได้ยากว่าได้กำลังจากส่วนนี้มากน้อยเพียงใด
  3. Keyword ที่นำมาใช้กับ SEO นั้นใส่ได้เพียง 2 – 5 คำต่อหน้าเว็บไซต์
  4. ลำดับการแสดงผลในหน้า Search Engine มีความไม่แน่นอน และขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีการแก้ไขเว็บไซต์ แต่ลำดับการแสดงผลก็สามารถลดลงได้
  5. การเก็บลำดับของ Robots / Crawler มีระยะเวลาประมาณ 7 – 30 วัน ซึ่งมีระยะเวลานาน เกิดเป็นความล่าช้าในการปรับปรุงลำดับการแสดงผลในหน้า Search Engine

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

สิ่งสำคัญที่สุดก่อนเริ่มต้นทำ SEO คือ การเลือก Keyword ที่ใช่ให้กับเว็บไซต์ของเรา หากเราเริ่มต้นทำ SEO ด้วย Keyword ที่ผิด ไม่ตอบโจทย์การค้นหาของคนเสิร์ช ก็ยากที่เว็บไซต์ของคุณจะมีคนเข้ามาชม และติดอันดับบน Google

แล้วเราจะรู้ได้ไงว่า Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา ไปดูกัน!

Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา

1.Keyword ต้องเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ หรือธุรกิจ
คุณอาจใช้เป็นประเภทของสินค้า ปัญหาของลูกค้า หรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามาใช้เป็น Keyword ตัวอย่างเช่น

  • สินค้า “เสื้อกันหนาว” นอกจากจะใช้คำกว้างๆ คุณสามารถใช้คำร่วมเพื่อให้ Keyword มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น เสื้อกันหนาวไหมพรม, เสื้อกันหนาวเกาหลี หรือเสื้อกันหนาวพร้อมส่ง
  • การใช้ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจง จะช่วยเพิ่มโอกาสที่จะเปลี่ยนผู้ชมเว็บไซต์ ให้กลายเป็นลูกค้าได้

2.Keyword ที่ดี ต้องมีคนใช้ค้นหา
Keyword ที่ดี บางครั้งก็ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของคำ หรือประโยคที่สะกดถูกต้อง แต่มันคือคำที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหากันมากกว่า

  • สมมติว่าผมต้องการทำ SEO สำหรับธุรกิจ คอร์สเรียนกราฟิก
    เราจะเลือกใช้ Keyword คำว่า “เรียนกราฟฟิก” เหตุผลที่ไม่ใช้คำว่า กราฟิก(คำที่สะกดถูก) เพราะว่าคนที่ใช้คำว่า เรียนกราฟฟิก ในการค้นหามีมากกว่าคำว่า กราฟิก นั่นเองค่ะ

3.มีปริมาณการค้นหา
ต่อจากข้อ 2 นอกจาก Keyword จะมีคนใช้ค้นหาแล้ว ต้องมีปริมาณการค้นหาในระดับหนึ่งด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลายๆ อย่างเข้ามาเกี่ยวข้องขึ้นอยู่กับประเภทของธุรกิจ และความเฉพาะเจาะจงของสินค้า เว็บไซต์ธุรกิจแต่ละประเภทมีจำนวนการค้นหาไม่เท่ากัน
กลับมาที่คอร์สสอนกราฟิกกันอีกครั้ง เรารู้ได้ยังไงว่า Keyword “เรียนกราฟฟิก” มีคนเสิร์ชมากกว่า “เรียนกราฟิก”
เรามีวิธีการเช็คปริมาณการค้นหาอยู่ 3 วิธีครับ

  • เช็คด้วยเครื่องมือ Keyword Planner จาก Google Ads
  • เช็คด้วยเครื่องมือ SEO ที่ผมซื้อเอาไว้ ชื่อว่า Mangools
  • เช็คด้วยเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ใช้แสนง่าย อย่าง Google Trend

4.เป็น Keyword ประเภท High Commercial Intent
Keyword High Commercial Intent ถือว่าเป็น Keyword ที่ช่วยทำเงินให้กับธุรกิจของเราเป็นอย่างมาก เพราะเป็นคำที่คนเสิร์ช ใส่ความต้องการของตัวเองลงในคำค้นหาด้วย ยกตัวอย่างเช่น

  • บ้านพัก ชะอำ ติดทะเล ไม่เกิน 2000
  • พรีออเดอร์ ลิปสติก A สี BR420
  • พรีออเดอร์ เกม PPP แผ่นญี่ปุ่น
  • จองที่นั่ง ร้าน GGG ราคา
    เมื่อเราได้ Keyword ที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเราแล้ว ทีนี้เรามาดูกันเลยว่า ควรปรับแต่งเว็บไซต์อย่างไรให้ได้คะแนน SEO ดีๆ จาก Google!
Keyword แบบไหนที่เหมาะกับเว็บไซต์ของเรา
Keyword Trend 2019 ที่คนไทยนิยมค้นหาบน Google