previous arrow
next arrow
Slider

5 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้จักก่อนทำ Search Marketing

ในการทำการตลาดบน Search Engine นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Keyword ถ้าเราเลือก Keyword ได้ดี โอกาสที่จะจูงใจลูกค้าให้ซื้อของหรือบริการก็จะมากขึ้นตามไปด้วย คนในวงการมักแบ่งประเภทของ Keyword ออกเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่าย ซึ่งบทความวันนี้ผมจะขอหยิบเอา 5 ประเภทหลักๆของ Keyword ที่นิยมใช้กันนั่นก็คือ Generic Keyword, Brand Keyword, Long tail Keyword, Misspelling Keyword, Competitor Keyword

ทั้ง 5 เป็นการจำแนกตามจุดประสงค์ของ Keyword ออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งการจัดประเภทนี้เป็นคนละอันกับ Match types ของ Keyword (Broad, Phrase, Exact) อ่านบทความนี้ให้จบรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอนสำหรับการทำ Search Marketing ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO หรือ Paid Search ก็ตาม

  1. Generic Keyword คือ Keyword ทั่วๆไปที่ผู้ค้นหาใช้โดยไม่ได้สื่อความหมายตรงๆไปยังแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือ สินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่มีจุดประสงค์กว้างๆในการค้นหาเช่น เที่ยวอเมริกาเหนือ, เสื้อยืด, กาแฟลาเต้, ลดน้ำหนัก จะเห็นว่า Keyword ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นคำกว้างที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหาเมื่อต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ
  2. Brand Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเจาะจงไปที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาเพื่อแสดงถึงความประสงค์ที่จะเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆเช่น Lazada, Sanook, Microsoft จะเห็นว่ามันเป็นกลุ่ม Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงในการค้นหามากในระดับหนึ่ง คนที่ค้นหาด้วย Keyword คำว่า Lazada นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ Lazada
  3. Long tail Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากๆ ผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาโดยมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ตัวอย่างเช่นผู้ค้นหาเข้าไป Search โดยใช้คำว่า “สมัคร บัตรเครดิต กรุงศรี First choice” เห็นมั้ยครับว่ามันเฉพาะเจาะจงสุดๆ คนที่ Search ด้วยคำนี้มีแนวโน้มที่จะสมัครเครดิตมากกว่าการ Search โดยใช้ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต” ในปัจจุบัน Long tail Keyword ได้รับความนิยมนำเอามาทำ Search Marketing เป็นอย่างมาก
  4. Competitor Keyword คล้ายๆกับ Brand Keyword แต่เป็น Keyword ที่สื่อถึง Brand ของคู่แข่ง โดยมากใช้เพื่อทำการแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่นธนาคาร XYZ อาจจะซื้อ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต ธนาคาร ABC” เพื่อแย่งลูกค้ามาจากธนาคาร ABC ก็เป็นได้
  5. Misspelling Keyword ตามชื่อเลยครับ มันก็คือ Keyword ทั่วๆไปนี่แหละเพียงแต่ผู้ค้นหาอาจจะพิมพ์คำนั้นผิด อาจจะเป็นเพราะว่าสะกดผิดหรือลืมเปลี่ยนภาษาเช่นผู้ค้นหาต้องการจะค้นหาคำว่า “iphone” แต่ดันลืมเปลี่ยนภาษาจนกลายเป็นคำว่า “รย้นำ” อะไรทำนองนี้ ทำให้การซื้อ Keyword ที่เขียนผิดดักเอาไว้ได้รับความนิยมมากในอดีต แต่ในปัจจุบันกลายเป็น Keyword ที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่แล้ว เนื่องจาก Volume ในการค้นหามีน้อยและ Search engine ส่วนใหญ่ก็จะมีการเดาคำผิดให้แทนอยู่แล้ว

ประโยชน์ของการแบ่ง Keyword ออกมาเป็นกลุ่มๆทั้ง 5 จะช่วยให้คนทำการตลาดในเครือข่ายค้นหา (Search Marketing) สามารถบริหารจัดการ Keyword ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถ Focus ไปยัง Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่างกันและเลือกหน้า landing page ที่เหมาะสมกับ Keyword แต่ละคำได้

นอกจากนี้การแบ่ง Keyword ออกเป็นกลุ่มๆตามประเภท ยังมีประโยชน์ในการวาง Campaign Structure เพื่อทำ Paid search ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย เอาไว้เดี๋ยวโพสหน้าจะมาเขียนบทความเรื่อง Campaign Structure ให้อ่านกันนะครับ

ก่อนจบบทความวันนี้ขอฝากเอาไว้สำหรับคนที่ทำการตลาดบนเครือข่ายค้นหาว่า

“มันไม่สำคัญว่าลูกค้าจะค้นหาด้วยคำว่าอะไรบ้าง แต่ถ้ามันเป็น Keyword ที่จะทำเงินให้เว็บเราได้ นั่นคือหน้าที่ของเราที่จะต้องไปโพล่อยู่ตรงนั้น”

ทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าใจ Long Tail Keyword

บทความนี้อาจจะยาวหน่อย แต่เมื่ออ่านจบแล้วจะเข้าใจเรื่อง Long Tail Keyword อย่างชัดเจน

หลายๆคนที่เคยมีประสบการณ์ลองทำ SEO มาบ้างคงจะเข้าใจดีว่า การพยายามที่จะ Rank Keyword ที่กว้างๆหรือที่เรียกว่า Broad Keyword นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ยิ่งสำหรับเว็บเล็กๆที่มี Traffic เข้าเว็บน้อยๆด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เพราะถึงแม้ Broad Keyword จะมี Volume ในการค้นหาค่อนข้างเยอะ แต่โอกาสที่เราจะ Rank Broad Keyword ไปติดอันดับต้นๆก็ไม่ใช่ง่ายๆ เนื่องมาจากการแข่งขันที่สูงมากๆ

Broad Keyword จะอยู่ทางด้านซ้ายมือซึ่งเป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาสูงๆ

และถึงแม้ว่าจะสามารถ Rank ขึ้นไปติดอันดับสูงๆได้ แต่ด้วยความที่การแข่งขันสูงทำให้เราไม่สามารถที่จะรับประกันได้เลยว่าเว็บไซต์ของเราจะอยู่ในอันดับสูงๆตรงนั้นได้นานแค่ไหน ข้อเสียอีกหนึ่งเรื่องคือคุณภาพของ Traffic ครับเพราะด้วยความที่มันเป็น Keyword แบบกว้างๆทำให้ Traffic ที่เข้ามาอาจจะไม่ก่อให้เกิด Conversion ใดๆขึ้นในเว็บของเรา

จากภาพตัวอย่างด้านบนนี้เป็นการ Search ด้วย Keyword คำว่า “คอนโดติด bts” ซึ่งจะเห็นเลยว่าเป็น Keyword ที่มีการแข่งขันสูงมาก อย่าว่าแต่ทำ SEO เลยครับ ในกรณีแบบนี้ทำ Adwords แข่งให้ติดอันดับ 1-3 ยังยากเลย

ไปดูแสงสว่างของการทำ SEO กันดีกว่าครับ นั่นก็คือการพยายาม Rank ใน Keyword กลุ่มที่เป็น Long Tail Keyword ใครยังไม่รู้จักว่ามันคืออะไร แล้วมีประโยชน์อย่างไร อ่านบทความนี้ให้จบนะครับ รับรองว่าการทำ SEO จะง่ายขึ้นอีกพอสมควรเลยครับ

Long Tail Keyword คืออะไร

Long Tail Keyword คือ Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงสูง คือเป็นคำที่สื่อความหมายที่ชัดเจนว่ากำลังหมายถึงอะไรอยู่ ส่วนใหญ่แล้ว Long Tail Keyword มักจะประกอบไปด้วยคำหลายๆคำมารวมกันหรือบางครั้งอาจจะอยู่ในรูปประโยคก็ได้ ลองดูภาพนี้ประกอบแล้วจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ

จากภาพจะเห็นว่าเป็นกราฟที่แนวตั้งแสดงจำนวนการค้นหาของ Keyword ที่เกี่ยวกับ Camera ไล่มาจากทางซ้ายสุดจะเป็น Broad Keyword หรือ Keyword ที่มีความหมายกว้างๆ

“Camera เป็น Broad Keyword ที่ยังไม่สื่ออย่างชัดเจนว่าหมายถึงกล้องแบบไหน

“Digital Camera เป็น Keyword ที่แคบลงมาแล้วเริ่มเข้าใจว่าจะสื่อถึงกล้องแบบไหน

“Sony Digital Camera ใส่ยี่ห้อเข้าไปทำให้มันแคบลงมาเรื่อยๆ

“Sony Digital Camera 7.1MP with 3x Optical Zoom เมื่อไล่มาจนมาถึงทางขวาสุดซึ่งจะเห็นว่า Keyword ยาวขึ้นมาจนแทบจะเป็นประโยคเลยทีเดียว นี่แหละครับเรียกว่า Long Tail Keyword เพราะสื่อความหมายอย่างชัดเจนเอามากๆ รู้เลยว่าเป็นกล้องแบบไหน ยี่ห้อไหน คุณสมบัติแบบไหน

Long Tail Keyword นั้นจะมีความ niche หรือความเฉพาะตัวสูงกว่า Broad Keyword ทั่วๆไป ซึ่งเราสามารถคาดหวังได้ว่า มีโอกาสที่ Traffic ที่เข้ามาจาก Long Tail Keyword จะเป็น Traffic ที่เข้ามาเพื่อทำให้เกิด Conversion (ซื้อของจากเว็บไซต์เรา, สมัครสมาชิกเว็บไซต์ของเรา, กรอกแบบฟอร์มในเว็บไซต์ของเรา) Long Tail Keyword ทำให้มีโอกาสเกิด Conversion มากกว่า Keyword กว้างๆที่คนอาจจะแค่เข้ามาดูผ่านๆเฉยๆ

Long Tail Keyword กับการทำ SEO

สำหรับเว็บไซต์หรือบล็อกเล็กๆการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นั้นมีประโยชน์มากๆครับ เพราะอย่างที่บอก การ Rank Keyword กว้างๆ การแข่งขันมันสูงมากๆและเจ้าใหญ่ๆอาจจะกินพื้นที่ไปหมดแล้ว โอกาสที่เราจะ Rank ติดก็ยากตามไปด้วย เราตัวเล็กกว่าก็ต้องไปเล่น Keyword ส่วนหางแบบนี้แหละครับ

มาถึงตรงนี้หลายคนอาจจะสงสัยว่าเจ้าใหญ่ๆเขาไม่ลงมาเล่น Long Tail Keyword กันหรอ แน่นอนครับว่าเจ้าใหญ่ๆเขาก็ต้องมาอยู่แล้วแต่ด้วยความที่มันเฉพาะเจาะจงสูงมากๆ โลกของ Long Tail เลยมี Keyword ให้เราเลือกใช้จำนวนมากถ้าคำไหนที่การแข่งขันสูงมากๆเราจะข้ามไปก็ไม่เสียหาย เพราะยังมีให้เลือกใช้อีกเยอะครับ

คำแนะนำในการใช้ Long Tail Keyword เพื่อ SEO

ถ้าลองกลับไปดูภาพ Long Tail Keyword ที่เกี่ยวกับกล้องดูจะพบว่ายิ่งแคบยิ่งเหลือ Traffic น้อยลงไปเรื่อยๆอันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะยิ่ง Keyword มีความเจาะจงมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนใช้คำนั้นในการค้นหาน้อยลงเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการทำ SEO ในกลุ่ม Long Tail Keyword นี้แนะนำว่าควรเลือกมาทำหลายๆคำ เพราะด้วยความที่มันมี Volume ในการ Search ค่อนข้างน้อยจึงต้องทดแทนด้วยจำนวน Volume รวมจาก Long Tail Keyword หลายๆคำแทน

บริบทในการค้นหาสำคัญต่อ SEO มากขนาดไหน

การทำ Keyword Research นั้นเป็นกระบวนการสำคัญในการทำ SEO มันเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นก่อนที่เราจะลงมือปรับแต่งเว็บไซต์และเขียน Content เข้าไปในเว็บไซต์ จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่มักจะเริ่มการทำ SEO จากการเลือก Keyword ก่อน แต่กระบวนการทำ Keyword Research ก็ยังมีความสับสนและมีโอกาสสร้างความลำบากให้กับชีวิตคนทำ SEO ได้มากถ้าหากคุณเลือก Keyword ไม่ถูกต้อง

หลายๆคนที่พอมีพื้นฐานการทำ SEO มาบ้างน่าจะพอเข้าใจว่า เวลาที่เราเลือก Keyword มาทำ SEO เรามักจะมองหาคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้

  • เป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์และธุรกิจของเรา
  • เป็น Keyword ที่มี Volume ในการค้นหาพอประมาณ
  • เป็น Keyword ที่มีการแข่งขันไม่สูงจนเกินไปนัก
  • เป็น Keyword แบบ Long tail ไม่ใช่ Keyword แบบกว้างๆ

ด้านบนนี้เป็นหลักการเลือก Keyword มาทำ SEO ที่ดีมากๆ แต่ยังขาดสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO หลายๆคนมักจะมองข้ามและไม่ให้ความสนใจนั่นก็คือ “บริบทในการค้นหาของ Keyword แต่ละคำ” ประโยคนี้หมายถึง ผู้ค้นหาแต่ละคนมีเจตนาที่ต้องการบางสิ่งบางอย่างจาก Google และเจตนานั้นจะถูกแสดงออกมาผ่าน Keyword ที่เขาใช้ ซึ่งแน่นอนว่า Google จะใช้เจตนาของผู้ค้นหาในการกำหนดว่าผลลัพธ์ (SERP) ควรจะเป็นอย่างไรด้วย

ถ้าอ่านแล้วงง อ่านต่อไปก่อนครับเดี๋ยวจะเข้าใจคำว่า “บริบทของ Keyword ในการค้นหา” แล้วการทำ SEO มันจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย ก่อนอื่นๆคุณลองเข้าไปค้นหาผ่าน Google ไปพร้อมๆกับตัวอย่างด้านล่างนี้ของผมนะครับ แล้วเดี๋ยวตอนท้ายผมจะบอกคุณเองว่าตัวอย่างด้านล่างนี้แสดงอะไรให้คุณ

เมื่อลองค้นหาผ่าน Google ด้วย Keyword คำกว้างๆว่า “Pizza” ผลลัพธ์ที่ Google คืนกลับมาจะเป็นร้านพิซซ่าที่อยู่ในระแวกนั้นๆ แสดงเป็น Rich Snippet แบบ Maps ที่จะระบุร้านพิซซ่าที่อยู่ใกล้ๆผู้ค้นหา (ในกรณีนี้คือสีลม)

เมื่อผมเติมคำว่า Cuisine ต่อท้ายเข้าไปด้านหลังเป็น “Pizza Cuisine” ผลลัพธ์การค้นหาจะเปลี่ยนกลายเป็นคนละเรื่องในทันที ผลลัพธ์เกือบทั้งหมดจะกลายเป็นเว็บที่ให้ข้อมูลการทำพิซซ่าและส่วนผสมแทน

ไปกันต่อครับ ถ้าผมลองค้นหาโดยใช้ชื่อของร้านพิซซ่าแทนนั่นคือ “Pizza Hut” ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนไปเป็นเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับร้าน Pizza Hut และสถานที่ตั้งของร้าน Pizza Hut ที่อยู่ใกล้ตัวผมมากที่สุด

และสุดท้ายเมื่อผมเติมคำว่า PNG เข้าไปต่อท้ายเป็น Keyword คำว่า “Pizza PNG” ผลลัพธ์การค้นหาจะดึงเอารูปภาพของ Pizza ที่เป็นไฟล์ PNG ขึ้นมาแสดง

จากการค้นหาทั้ง 4 ครั้งแม้จะเป็น Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Pizza ทั้งหมด แต่ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง นั้นก็เพราะ Google พยายามที่จะดูเจตนาของผู้ค้นหาที่แสดงออกมาผ่าน Keyword ว่าเขากำลังสื่อถึงความต้องการอะไร

  • เขากำลังหิว?
  • เขากำลังหาเส้นทางไปร้านพิซซ่า?
  • เขากำลังหารูปพิซซ่า?
  • เขากำลังหาวิธีทำพิซซ่า?

นี่เรียกว่าเป็นบริบทในการค้นหาที่ Google พยายามจะสังเกตและนำมาพัฒนาปรับปรุงผลการค้นหาให้ตรงกับความต้องการของผู้ค้นหามากที่สุด นั่นก็เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ทุกคน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการทำ SEO ของเรา

ถ้าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บขายของ แต่ไปเลือกเอา Keyword ประเภทให้ข้อมูลให้ความรู้มาทำ SEO ต่อให้คุณทำ On-page ดีแค่ไหน ทำ Backlink ดีแค่ไหน ก็อาจจะแพ้เว็บไซต์ที่ตรงจุดประสงค์มากกว่าอยู่ดี เรียกได้ว่าแพ้ตั้งแต่ออกตัวแล้ว

ในขณะเดียวกันถ้าเป็นเว็บไซต์ประเภทนำเสนอข้อมูลก็ต้องเลือก Keyword ที่ตรงกับบริบทของเว็บไซต์ด้วย เช่น Keyword ที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้, How-to Keyword ที่ช่วยสอนผู้ใช้ทำสิ่งต่างๆ, Keyword ที่นำเสนอเนื้อหาข่าวที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ

นอกจากนี้มันยังมีเรื่อง Personalization เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย ทำให้การทำ SEO ลำบากชีวิตยิ่งขึ้นไปอีก เช่น

  • ถ้าคุณไม่ได้อยู่แถวสีลมแบบผม คุณอาจจะได้ผลการค้นหาที่แตกต่างออกไป
  • ถ้าคุณค้นหาคำว่า Pizza บ่อยๆแต่ไม่เคยคลิกเข้าเว็บไซต์นั้นเลย ระบบจะเรียนรู้ว่าคุณไม่ชอบเว็บไซต์นั้นและอาจจะไม่แสดงมันอีกในครั้งถัดไปที่ค้นหา
  • ถ้าคุณค้นหาใน Device อื่นๆเช่น Mobile อาจจะได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างออกไป อาจจะมองไม่เห็นเว็บไซต์ที่ไม่รองรับการแสดงผลในมือถือ (Mobile-friendly)

จะเห็นว่าการทำ SEO ในปัจจุบันนี้จะโฟกัสไปที่ Keyword อย่างเดียวเหมือนเมื่อก่อนไม่เพียงพอแล้ว แต่ต้องสนใจบริบทที่เกี่ยวข้องกับตัวผู้ใช้ทั้งหมดว่าตรงกับคุณค่าที่เว็บไซต์ของเรามอบให้หรือไม่ เพราะว่าบริบทเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลการค้นหาที่ Google เลือกหยิบมาแสดงกับผู้ใช้ วันนี้ลาไปเท่านี้ครับ

ต้องใช้เวลาแค่ไหน? ถึงจะเห็นผล SEO

โลกวงการธุรกิจในยุคนี้ การทำการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งช่องทางออนไลน์ การแข่งขันก็จะยิ่งดุเดือดและเปิดกว้างมากขึ้น แล้วการทำ SEO ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเห็นผลล่ะ ติดตามได้จากบทความนี้กันเลย

     คำว่า SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งถ้าจะให้อธิบายคำนี้เป็นภาษาแบบง่ายๆ ก็คือการทำ SEO เป็นการที่คนเข้าไปหาข้อมูลบน Search Engine ค้นเจอและคลิ๊กเข้าไปดูเว็บไซต์ของคุณนั่นเอง

     SEO เหมาะกับบริษัทที่ต้องการความมั่นคงในระยะยาว เพราะต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผล แต่ไม่เหมาะกับบริษัทเปิดใหม่ที่ต้องการโปรโมทในระยะสั้น เพราะการซื้อโฆษณา จะเห็นผลชัดเจนในทันที

ต้องใช้เวลานานแค่ไหน ถึงจะเห็นผล SEO ปัจจัยหลัก มีดังนี้

1. On-page 

     On-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ของคุณ เช่นการทำเว็บไซต์ให้เร็ว การทำเว็บไซต์ให้รองรับการแสดงผลบนมือถือ การมี Content คุณภาพในจำนวนที่เหมาะสม การตั้งชื่อเว็บไซต์แต่ละหน้า และการใส่คำอธิบายในแต่ละหน้าอย่างเหมาะสม เป็นต้น

ทำไมต้องเป็นเว็บไซต์? จริงๆ แล้วการที่คุณมีแค่เพจ Facebook ( หรือ แอคเคาท์ Instagram ) คุณก็มีโอกาสติดบน Search Engine ได้ แต่ถ้าคู่แข่งของคุณมีเว็บไซต์ บนโลกของ Search Engine ยังไงคุณก็ไม่มีทางสู้ได้

Moz ได้คิดค้นตัวชี้วัดทางด้าน SEO ขึ้นมา 2 ตัวซึ่งคือ Domain Authority ( DA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของโดเมน และ Page Authority ( PA ) หรือค่าความมีอิทธิพลของเพจหน้านั้นๆ ซึ่งโดยปกติแล้ว เพจ Facebook ของคุณจะมีค่า DA อยู่ที่ 100 ( ได้คะแนนเต็มเพราะ facebook.com มีอิทธิพลมากสุดๆ ) แต่ PA ของคุณนั้นจะมีค่าแค่ 1 เท่านั้นไม่ว่าเพจคุณจะมีคนติดตามหลักสิบหรือหลักล้าน หรือไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ก็ตาม ( เพราะ Search Engine จะมองเพจของคุณเป็นแค่เสี้ยวนึงของ Facebook เท่านั้น )

แต่สำหรับเว็บไซต์ ถึงแม้ว่าค่า DA จะน้อยกว่าค่าของ Facebook มากๆ แต่ค่า PA ในเว็บไซต์แต่ละหน้านั้นเมื่อเวลาผ่านไป จะมีค่ามากกว่า 1 อย่างแน่นอน จากเหตุผลข้างต้น ก็เลยส่งผลให้เว็บไซต์ธรรมดาๆ นั้นมีโอกาสที่จะติด Search Engine มากกว่า Social Media ต่างๆ นั่นเอง

2. Off-page 

     Off-page คืออะไรก็ตามที่เกิดขึ้นนอกเว็บไซต์ของคุณ ซึ่งโดยปกติแล้ว การทำ Off-page SEO จะหมายถึงการทำให้เว็บไซต์ของคุณได้มาซึ่ง Backlink ( ลิงก์จากเว็บอื่น ) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เว็บไซต์ของคุณทำอยู่ โดยปกติแล้ว Backlink จะมีอยู่ 2 แบบคือ DoFollow และ NoFollow

Backlink แบบ DoFollow จะส่งผลตอบแทนจาก SEO ( SEO Juice ) มายังเว็บไซต์ของคุณด้วย กลับกัน Backlink แบบ NoFollow จะไม่ส่งผลตอบแทนจาก SEO มาให้

ใช้เวลาเท่าไหร่กว่าจะเห็นผลจากการทำ SEO?
คำถามนี้เรียกได้ว่าเป็นคำถามโลกแตก ใครก็ตามที่ทำธุรกิจบนโลกออนไลน์น่าจะเคยสงสัยหรือเคยได้ยินคำถามนี้มาบ้าง และใครก็ตามที่ได้ลองหาคำตอบดูก็น่าจะเห็นคนมาตอบไว้มากมาย บ้างก็ว่า 2 สัปดาห์ บ้างก็ว่า 6 เดือน บ้างก็ว่า 1 ปี ถ้าจะให้ตอบตามจริง คงต้องตอบว่า “ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป” ขึ้นอยู่กับความคาดหวัง ( ว่าคำว่า “เห็นผล” คืออะไร ), อุตสาหกรรมที่คุณอยู่มีการแข่งขันมากน้อยแค่ไหน, สถานการณ์ปัจจุบันของคุณเป็นยังไง เช่นเว็บไซต์ดีแค่ไหน, เคยสร้าง Content ดีๆ บ้างรึเปล่า หรือเคยโดน Search Engine ลงโทษบ้างไหม และความรู้ และงบประมาณที่คุณพร้อมจะลงให้กับการทำ SEO แต่ถ้าอยากได้เป็นกรอบตัวเลขกว้างๆ คิดว่าระยะเวลาที่ใช้ในการทำ SEO ให้เห็นผลลัพธ์ในเชิงธุรกิจจะอยู่ในช่วง 4-12 เดือนครับ

ซึ่งคำตอบนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานที่ว่าเว็บไซต์ของคุณเป็นเว็บใหม่ ยังไม่เคยทำ SEO มาก่อน และยังไม่เคยโดน Search Engine ลงโทษจากการทำ SEO สายดำ ( การทำ SEO แบบผิดกฏ เช่นการซื้อ Link หรือการฝัง Keyword ไว้ในหน้าเว็บไซต์เป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น ) ถ้าเป็นเว็บที่อยู่มานานพอสมควรแล้ว อาจจะเห็นผลเร็วกว่านี้ ( จากการเข้าไปปรับ On-page SEO ของเว็บไซต์ ) หรืออาจจะเห็นผลช้ากว่านี้ ( ถ้าเว็บของคุณเคยทำ SEO สายดำ และถูก Search Engine ลงโทษ )

     หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยของคุณ เพื่อนำไปปรับใช้ เพิ่มประสิทธิภาพการทำการตลาดของคุณให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

สรุปเข้าใจง่าย ครบถ้วน กับกลยุทธ์การทำ SEO ให้ได้ผล

ทุกวันนี้คนค้นหาสิ่งที่ตัวเองสงสัยหรือต้องการใน Google แล้ะใช้บ่อยไม่แพ้ Facebook, Instagram, Youtube หรือ Line จำนวนการค้นหาหรือคำถามที่ Google ได้รับอยู่ “ทุกวินาที” นั้นเกินกว่า 40,000 ครั้ง หมายความว่า Google ได้รับคำถามและคำที่ถูกค้นเกิน 3.5 พันล้านในแต่ละวัน (อ้างอิงสถิติจาก internetlivestats.com)

ฉะนั้นการเอาเว็บไซต์หรือแอปฯขึ้นหน้าหนึ่งและติดอันดับต้นๆบน Google จึงเป็นเรื่องที่ธุรกิจหลายๆเจ้าให้ความสำคัญ เมื่อคนค้นหาในสิ่งที่สงสัยหรือต้องการ เว็บไซต์ของเราจะต้องปรากฎให้คนนั้นเห็นเพื่อไปตอบข้อสงสัยหรือตอบโจทย์ความต้องการของคนนั้น (ทำเว็บฯดักรอให้คนเห็นตามหลัก Pull Marketing) ไม่เหมือนการทำเนื้อหาและโฆษณาบน Social Media ที่ต้องโพสให้คนเห็นเพื่อกระตุ้นให้คนสนใจและต้องการตามหลัก Push Marketing 

เราเลยอยากสรุปใจความสำคัญว่า SEO คืออะไรกันแน่ จากนั้นเราจะสอนกลยุทธ์ ขั้นตอนและเครื่องมือที่ใช้ทำ SEO รวมถึงปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับของเว็บไซต์บน Google

SEO คืออะไร ?

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

ภาพรวมของการทำ SEO ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของคีย์เวิร์ดอย่างเดียว (อ้างอิงจาก  singlegrain.com)

กลยุทธ์ในการทำ SEO

ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน 

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป 

1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน

กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้

2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ

ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ 

3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย

ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา

4. ขายของ

ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน

5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ

ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น

กลยุทธ์ SEO ที่ว่าก็ประยุกต์มาจาก Digital marketing Strategy ในหนังสือ Marketing 4.0  (ภาพจาก Bangkok Insight)

ขั้นตอนในการทำ SEO

1. หาคีย์เวิร์ดที่กลุ่มเป้าหมายใช้กัน

ซึ่งก็ต้องคิดมาก่อนแล้วว่า

  • จะทำเนื้อหาคอนเทนต์รองรับขั้นตอนไหนของกลยุทธ์ เพื่อที่จะกำหนดธีมของคีย์เวิร์ดได้ถูกต้อง
  • ลอง brainstorm และสุ่มถามลูกค้าถึงคีย์เวิร์ดที่จะใช้ แล้วทำรายการออกมาจากมุมมองของกลุ่มเป้าหมาย
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Google Keyword Planner แล้วป้อนคีย์เวิร์ดเข้าไป เครื่องมือนี้จะแนะนำคีย์เวิร์ตตัวอื่นๆมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาต่อเดือนและระดับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้เราโหลดข้อมูลทั้งหมดเป็นไฟล์ Excel
  • จากนั้นลองประเมินและจัดอันดับ High, Medium และ Low ให้กับแต่ละคีย์เวิร์ดใน Excel ว่าคำไหนเกี่ยวข้องกับธุรกิจและกลยุทธ์ของเรา และตัดคำที่ไม่เกี่ยวออกไป 

Keyword Planner ถึงจะอยู่ใน Google Ads แต่ก็เป็นเครื่องมือสำรวจคีย์เวิร์ดได้ เมื่อล็อกอินเข้า Keyword Planner โดยใช้บัญชีของ Gmail ก็จะเห็นหน้าเพจแบบนี้

ถ้าจะหาคีย์เวิร์ดใหม่ ก็คลิกที่ Find new keywords แล้วลองพิมพ์คีย์เวิร์ดดู (ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ SEO ของเรา) 

พิมพ์คีย์เวิร์ดใหม่เข้าไปแล้ว เราจะเห็น Dashboard แบบนี้ ให้เราโฟกัสไปที่ Avg. monthly searches และ Competition อย่าลืมเปลี่นสถานที่ เปลี่ยนภาษา เปลี่ยนช่วงเวลาด้วย แล้วลอง Download Kwyword Idea เก็บข้อมูลไว้

2. จับคู่คีย์เวิร์ดกับเว็บเพจที่มีเนื้อหาสอดคล้องกัน

ต่อจากขั้นตอนที่แล้วเรายังอยู่ในหน้า Excel อยู่ให้เรา

  • เปิด Google พิมพ์คำว่า intitle: “(คีย์เวิร์ดที่มีอยู่ใน Excel)” เพิ่อดูจำนวนเว็บไซต์ที่มีคีย์เวิร์ดตัวนั้นใน Title Tag มันจะทำให้เรารู้ว่าคีย์เวิร์ดตัวนั้นแข่งกันมากน้อยแค่ไหน จำนวนที่ได้ก็เอาไปใส่ใน Excel
  • ให้ลองพิมพ์คีย์เวิร์ดแต่ละตัวใน Google แล้วหาเพจที่คิดว่ามีคุณภาพดีสัก 1-2 เพจ เก็บ URL ของเพจนั้นไว้ใน Excel ข้างๆคีย์เวิร์ดตัวนั้น ซึ่งเพจที่ว่าก็อยู่ในหน้าแรกของ Google
  • มาดูว่าเพจไหนของเรามีคีย์เวิร์ดที่เราลิสต์ไว้บ้าง 

เมื่อทำทุกอย่างแล้ว เก็บข้อมูลนี้ไว้ให้ดีเพื่อเอามาวางแผนทำคอนเทนต์ในขั้นถัดไป

รวบรวมคีย์เวิร์ดและวิเคราะห์ข้อมูลใส่ใน Keyword Spreadsheet (จาก How to get to the top of Google search: A practical SEO guide)

3. ปรับปรุงเว็บเพจ และทำเนื้อหาให้มีคุณภาพ

ขั้นตอนนี้จะลงลึกถึงการทำคอนเทนต์ นอกจากเรารู้ว่าคีย์เวิร์ดไหนที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอนของกลยุทธ์ เรายังรู้ว่าเพจคู่แข่งคือใคร เพจนั้นทำได้ดีกว่าเพจเราตรงไหน นอกจากเรื่องของการออกแบบ UX UI (โดยเฉพาะเว็บเวลาเปิดในสมาร์ทโฟน) ก็ต้องดูว่า

  • Meta title เขียนอยู่ระหว่าง 50 – 60 ตัวอักษรใส่ชื่อแบรนด์ทางขวา และใส่คีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียน Meta description เชิญชวนให้คลิกใน 120 – 160 คำและใส่คีย์เวิร์ดไป 1-2 ตัวอักษรแตกต่างกันในแต่ละเพจ
  • เขียนหัวข้อ (Headers) ระหว่าง 20-50 ตัวอักษรให้คนรู้ว่ากำลังจะอ่านเรื่องอะไร
  • ข้อความที่ลิงค์ไปเพจอื่น (Anchor text) รวมถึงชื่อรูปภาพที่ใช้ประกอบบทความ

แล้วเอาข้อมูลทั้งหมดที่เรามีตั้งแต่แรกมาวางแผนทำ Content Calendar ซึ่งหลักๆต้องมี

  • ลิสด์รายการไอเดียคอนเทนต์จากคีย์เวิร์ด
  • เป้าหมายว่าจะสื่อสารถึงใครตามขั้นตอนของกลยุทธ์ SEO
  • ใช้รูปแบบไหนในการสื่อสาร – เป็นบทความภาพวีดีโอคลิปเสียงหรือ E-Book
  • ใช้สไตล์ไหนซึ่งสามารถหาดูได้ใน The content marketing matrix ของ Smartinsight
  • ชื่อคนทำคอนเทนต์
  • สถานะ (ยังไม่ได้ทำ, กำลังทำ, ตั้งเวลาโพส, โพสต์แล้ว)
  • คีย์เวิร์ดที่ใช้
  • ช่องทางที่เผยแพร่คอนเทนต์

ที่สำคัญคอนเทนต์ต้องเป็นประโยชน์กับคนอ่านต้องมีหลักฐานและความน่าเชื่อถือในคอนเทนต์ที่กำลังจะทำ (Expertise) ส่วนคนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีชื่อเสียงในเรื่องที่ทำ (Authority)  และต้องทำให้คนอ่านมั่นใจว่าคอนเทนต์ที่กำลังทำจะเป็นแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (Trust)

ที่สำคัญต้องเขียนให้ตรงกับหัวเรื่อง เขียนถูกต้อง อ่านง่าย สะกดไม่ผิด ให้คนได้อ่านง่ายๆ

ตัวอย่าง Content Calendar(จาก Hootsuite) เราสามารถปรับรายละเอียดและองค์ประกอบได้ตามที่ได้อธิบาย 

4. สร้าง Internal Link และ External Link

Internal Link คือลิงค์ที่เชื่อกับเพจในเว็บไซต์ของเราเอง แนะนำว่าเราควรลิสต์ออกมาว่าเว็บไซต์ของเรามีเพจอะไรบ้าง เนื้อหาของแต่ละเพจมีความเกี่ยวข้องกันมากน้อยแค่ไหน อยู่ในหมวดเดียวกันหรือเปล่า ฉะนั้นควรวางแผนว่าเพจไหนควรอ้างอิงหรือลิงค์ไปเพจไหนให้เกี่ยวข้องกันให้มากที่สุด และตรวจสอบด้วยว่าเพจที่เราลิงค์ไปหาเกี่ยวข้องกันและยังอยู่ดี

มิฉะนั้นจะทำให้อันดับของเพจเราตกได้

ส่วน External Link คือลิงค์ที่เชื่อมกับเว็บเพจภายนอก จริงๆหากเราทำคอนเทนต์ดีๆ เว็บฯอื่นก็จะลิงค์มาที่เพจเรา ทำให้ Google มองว่าเว็บฯของเราน่าเชื่อถือมากขึ้น

แต่ถึงอย่างนั้นเราไม่ควรมานั่งรอรอให้เว็บฯอื่นมารอลิงค์เพจของเรา เราควรแลกหรือแนะนำลิงค์ให้กับเพจอื่นที่เกี่ยวข้องแต่ไม่ใช่คู่แข่งโดยตรง ที่สำคัญต้องมีอันดับสูงๆ เช่นถ้าเราทำเนื้อหาเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับทารก เราสามารถแลกลิงค์กับเว็บฯติดอันดับสูงๆและเกี่ยวกับการดูแลลูกให้ลิงค์มาหาเราได้นั่นจะทำให้ Rank ของเว็บฯทั้งคู่เพิ่มขึ้นด้วย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องมีการอัพเดทอยู่ตลอดเวลา หากเว็บที่เพจของเราไปลิ้งค์เกิดเปลี่ยนหรือหายขึ้นมา (ลิงค์เสีย) ก็จะส่งผลกระทบกับ SEO ของเพจเราในอนาคต หากอ้างอิงตามกูรู SEO 150 คนทั่วโลกที่ MOZ ไปสอบถามมาในปี 2015 External link หรือ Domain-level link นี่แหละที่มีผลต่ออันดับของเว็บฯมากที่สุด๖มากกว่าคีย์เวิร์ดด้วยซ้ำ) รองมาเป็น Internal Link หรือ Page-level link และ Link จะมีอิทธิพลมากกว่าคีย์เวิร์ดต่อไปเรื่อยๆด้วย

ปัจจัยที่ส่งผลต่ออันดับเว็บฯบน Google (สำรวจโดย MOZ)

5. วัดผลและปรับแต่งเพจและเนื้อหา

เราสามารถให้ SEO Lighthouse เพื่อตรวจสอบจุดที่ผิดพลาดในการทำ SEO ได้คร่าวๆ แต่หากต้องการความละเอียดขึ้นต้องใช้ Google Search Console ไว้ตรวจสอบดูแลเว็บไซต์ของเราดู ว่าเว็บฯของเรามีช่องโหว่ตรงไหนบ้าง และจะแจ้งเตือนปัญหาให้รู้ เช่นแสดงผลผิดปกติ มีสแปม มีเพจซ้ำซ้อน เครื่องมือตัวนี้ยังบอกความถี่ที่เว็บฯของเราไปปรากฎตามคีย์เวิร์ดต่างๆ รวมถึงเว็บฯที่ลิงค์มาหาเว็บฯเรา

ส่วนวิธีการติดตั้งสามารถดูได้ที่นี่ 

Search Analytics ใน Google Search Console เราสามารถดูจำนวน Click Impression, CTR และ position ได้

สุดท้ายคือ Google Test My Site ที่นอกจากจะไว้ทดสอบความเร็วในการโหลดเว็บฯบนสมาร์ทโฟนแล้ว ยังช่วยแนะนำจุดที่ต้องแก้ไขเพื่อทำให้เว็บฯโหลดเร็วขึ้น

เพราะการที่เว็บฯโหลดช้าในมือถือส่งผลต่ออันดับบนหน้า Google แน่นอน

ข้อผิดพลาดที่เห็นประจำในการทำ SEO ให้กับเว็บฯบนมือถือ

1. ใส่ลูกเล่นหรือ Special Effect ในเพจ

ถ้าจะใส่ ต้องมั่นใจว่าลูกเล่นเช่น Animation หรือภาพเปลี่ยนเองได้โดยใช้ HTML5 เพื่อรองรับเว็บฯที่เปิดบนสมาร์ทโฟนได้ แต่หากเปิดแล้วกินเวลาโหลดก็เอาออกดีกว่าและควรออกแบบเพจให้ผู้ใช้ได้บรรลุเป้าหมายจบในเพจเดียวแทน เวลาจะกลับไปโฮมเพจก็ทำได้ง่าย

2. ใส่โปรโมชั่น โฆษณา หรือป๊อปอัพจนล้นจอ

ถ้าจะมีป็อปอัพให้กรอกข้อมูล ก็เปลี่ยนเป็นทำเพจที่ให้กรอกข้อมูลไปเลยดีกว่า เวลาคนเยี่ยมชมเว็บฯพิมพ์ก็มี Autofill ให้ด้วย

3. บังคับให้คนเยี่ยมชมเว็บฯต้องหาว่าอะไรอยู่ตรงไหนเอาเอง

ถ้าให้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงก็พอจะอนุโลม แต่บางเว็บต้องให้เลื่อนซ้ายขวาเพื่อดูข้อมูลด้วยมันอ่านยากหรือดูภาพยาก ถ้าอยากจะเอารูประดับ HD ลงเพจจริงๆ ต้องทำให้คนเข้าเว็บฯสามารถกดซูมดูเอาเองเพื่อดูรายละเอียดดีกว่า

4. “กดเพื่อดูขนาดเต็ม”

จริงๆมันหมายความว่า “กดเพื่อดูเว็บขนาด Desktop” น่ะแหละแต่คนเข้ามาไม่เข้าใจว่าขนาดเต็มคืออะไรทางที่ดีทำ responsive website สำหรับหน้าจอมือถือแต่ละขนาด ควรทำปุ่มเผื่อคนที่นิ้วเล็กนิ้วใหญ่ไม่เท่ากันด้วยจะดีที่สุด


สรุป

          การทำเว็บฯของตัวเองติดอันดับ 1 ในหน้าแรกของ Google อาจเป็นสุดยอดเป้าหมายของการทำ SEO  เพราะนั่นอาจทำให้เว็บของเราได้ CTR (Click Through Rate) สูงถึง 50% หากร่วงเป็นอันดับ 2-10 CTR จะร่วงอยู่ที่ 1-10%

          ฉะนั้นการวางแผน ตรวจสอบ และอัพเดทการใช้ Internal Link และ External Link อยู่เป็นประจำเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บฯ รวมถึงการค้นคว้า วิเคราะห์และวางแผนการใช้คีย์เวิร์ด เราต้องให้ความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพก่อนการออกแบบเว็บไซต์ที่สวยงาม

          ส่วนการออกแบบเว็บไซต์ ควรเป็นแบบ responsive ให้รองรับกับทุกขนาดของหน้าจอมือถือและต้องโหลดเว็บฯบนมือถือให้เร็ว เวลาคนกดดูเว็บฯต้องรู้ทันทีว่าตัวเองอยู่ตรงไหนของเว็บฯ ต้องคลิกตรงไหนก่อนหลัง รู้วิธีติดต่อบริษัท รู้ความหมายของคำต่างๆในเว็บฯรวมถึงรุปภาพและไอคอน 

          หากทำได้ตามนี้เว็บฯของเราก็มีลุ้นติดหน้าแรกของ Google แล้วครับ

Google Algorithm อัปเดตล่าสุด มีอะไรที่คนทำเว็บและ SEO ควรรู้บ้าง

การทำ SEO ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยตกยุคสมัยในการทำ Digital Marketing เลย จากประสบการณ์ตั้งแต่เริ่มเข้ามาทำงานด้าน Ecommerce เมื่อสิบกว่าปีก่อน ชีวิตการทำงานก็เกี่ยวข้องกับสิ่งนี้มาตลอดจนถึงขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ ส่วนตัวแล้วพูดได้เต็มปากว่าการทำ SEO มีความจำเป็นต่อทุกธุรกิจ และจะไม่มีทางหายไปจากการทำ Digital Marketing ได้เลย เพียงแต่มันอาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบ วิธีการ หรือจะเปลี่ยนชื่อไปเท่านั้นเอง เพราะตราบใดที่คนเรายังมี ปัญหา มีความต้องการ อยากรู้ อยากเห็น อยากไป อยากซื้อ อยากอะไรก็แล้วแต่ ที่พึ่งเดียวในตอนนี้และอาจจะตลอดไปก็คือ Google ดังนั้นสิ่งที่คนทำการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะการทำ Search Engine Marketing จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอก็คือ การเรียนรู้ ติดตามอัพเดท ข่าวสารเรื่อง SEO อย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้วางแผน และปรับกลยุทธ์ให้ทันกับเทคโนโลโยที่ Google ใช้ในการจัดอันดับแสดงผล บทความนี้มาอัพเดทกันว่าในปี 2020 ที่จะถึงนี้มีเรื่องอะไรบ้างที่เราจะต้องให้ความสำคัญในการทำ SEO

เทรนด์การทำ SEO ปี 2020

1) เพิ่มความน่าสนใจด้วย Featured Snippets

Featured Snippets ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรนัก คนที่ทำ SEO อาจจะรู้จักกันในชื่ออื่นเช่น  Answer Box หรือ Position Zero ที่เรียกว่า Position Zero เพราะ Featured Snippets จะแสดงผลอยู่ก่อนอันดับแรกนั่นแหละครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว Featured Snippets มักจะแสดงผลลัพธ์ในลักษณะของการให้ข้อมูลและตอบคำถามแบบสั้นๆ และมีรูปแบบที่พิเศษแตกต่างจากผลลัพธ์ทั่วไป โดยเฉพาะกับการค้นหาข้อมูลแบบ What is / คืออะไร หรือ How to / ทำอย่างไร ตามตัวอย่างนี้

what-is-google-analytics

ซึ่งแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร แต่หลายๆ เว็บต่างประเทศก็ยังยกให้เป็นเทรนด์ในปี 2020 นั่นเป็นเพราะ การแสดงผลของ Featured Snippets มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องบนหน้าผลการค้นหา โดยในปีนี้มีตัวเลขที่น่าสนใจว่า การค้นหาที่ไม่มีชื่อแบรนด์ (non-branded query) นั้นมีการแสดงผล Featured Snippets เป็นสัดส่วน 20% ของผลการค้นหาจาก Study(2019) ของทาง authorityhacker ซึ่งเป็นการเติบขึ้นถึงประมาณ 50% เมื่อเทียบกับผลการศึกษาของเว็บไซต์ Ahrefs เมื่อปี 2017

rich-snippets-on-first-page
search-queries-with-featured-snippets

Featured Snippets แย่ง Traffic จากเว็บไซต์ที่ติดอันดับแรกจริงหรือไม่

จากผลการศึกษาของ Ahrefs ตามภาพด้านล่างพบว่า กรณีที่ผลการค้นหาไม่แสดง Featured Snippets เว็บไซต์ที่แสดงผลอันดับแรกจะได้รับการคลิ้กประมาณ 26% แต่ผลการค้นหาที่แสดง Featured Snippets เว็บไซต์อันดับแรกจะได้รับจำนวนการคลิ้กที่ลดลงเหลือประมาณ 19.6% และ Featured Snippets จะได้จำนวนคลิ้กประมาณ 8.6% นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนที่ทำ SEO จึงให้ความสำคัญกับ Featured Snippets กันค่อนข้างมาก เพราะหากเว็บไซต์ยังไม่ติดอันดับ top 3 เช่นอยู่ที่อันดับ 6 หรือ 7 การที่เป็นแสดงผลใน Featured Snippets ก็ช่วยสร้าง Traffic เข้าเว็บไซต์ได้พอสมควรทีเดียว

featured-snippets-ctr

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาของ Ahrefs ก็พบว่าผลการค้นหาที่มี Featured Snippet แสดงอยู่ด้วยนั้น ทำให้จำนวนการคล้ิกโดยรวมทั้งหมดลดลง

ทำ SEO อย่างไรถึงจะแสดงผลบน Featured Snippets

นี่คงเป็นคำถามที่หลายคนสงสัยและอยากรู้ แต่ตอบแบบตรงๆ ก็คือ Google เป็นคนเลือกเองว่า “คำตอบ” ของเว็บไซต์ไหนดีที่สุด อาจจะดูตอบแบบกำปั้นทุบดินไปหน่อย แต่สิ่งที่ John Mueller ซึ่งเป็นคนของ Google ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ดูจะไม่มีอะไรชัดเจนเลย อ้างอิงจากบทความ how-to-rank-featured-snippets ของเว็บไซต์ Search Engine Journal ซึ่งสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้

  1. ไม่สามารถที่จะยืนยันได้ว่า Structured Data มีผลกับ Featured Snippets หรือไม่ แต่เขาคิดว่ามันไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
  2. เขากล่าวว่า เว็บไซต์ที่มีโครงสร้างแบบ Clear Structure นั้นจะมีส่วนช่วยได้มาก
  3. John Mueller แนะนำให้ใช้ Table ใน HTML เพราะเป็น content ที่เข้าใจง่ายและดึงเอาไปใช้งานได้ดี และ Table ก็เป็น Clear Structure ตามที่กล่าวในข้อ 2
  4. จาก Research พบว่า ordered และ unordered list (แท็ก <ol><ul>)มีส่วนช่วยในการแสดงผลบน Featured Snippets เรื่องนี้ John Mueller กล่าวว่าไม่ได้เกี่ยวกับ Ordered หรือ Unordered List โดยตรง แต่ที่เนื้อหาใน List มักจะแสดงผลบน Featured Snippets เป็นเพราะมันเป็นเนื้อหาที่ well-structure ตามที่กล่าวในข้อ 2 อีกแล้ว…

ดูจะเป็นคำตอบที่กว้างและไม่เฉพาะเจาะจงเท่าไรนัก แต่ค่อนข้างชัดเจนว่า Clear Structure นั้นมีผลต่อ Featured Snippets ดังนั้นในที่นี้จะหมายรวมถึงวิธีการคิด Content และเนื้อที่จะสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาบทความนี้ต้องการจะสื่อสารเรื่องอะไรเป็นหลัก และจะเล่าแยกเป็นหัวข้อ และหัวข้อย่อยอย่างไร ซึ่งก็จะไปมีผลกับ Tag H2 H3 H4 อีกที แบบนี้ก็ถือว่าเป็น Clear Structure เช่นเดียวกัน:)

2) WebP ไฟล์ฟอร์แมทใหม่สำหรับ image และ animation บนหน้าเว็บ

หนึ่งในปัจจัยที่คนทำ SEO ต่างรู้กันดีก็คือ เรื่องของ Website Speed หรือความเร็วในการโหลดหน้าเว็บไซต์ ซึ่ง Google เองก็เคยกล่าวไว้ว่า เว็บไซต์ที่โหลดช้ามีผลต่อ Ranking ของเว็บไซต์ ดังนั้นคนที่ทำ SEO จึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ และสิ่งหนึ่งที่่ส่งผลโดยตรงกับความเร็วของเว็บไซต์ก็คือรูปภาพและภาพเคลื่อนไหวที่ใช้บนหน้าเว็บ

ปกติแล้วฟอร์แมทรูปภาพบนหน้าเว็บที่เราคุ้นเคยกันดีก็คือ JPEG, PNG และ GIF ซึ่งเป็นฟอร์แมทไฟล์ที่ใช้กันมาอย่างยาวนานแล้ว ดังนั้น Google จีงได้พัฒนาไฟล์ภาพแบบใหม่ที่เรียกว่า WebP ซึ่งมีข้อดีหลายๆ อย่างเมื่อเทียบกับไฟล์ฟอร์แมทแบบเก่า โดยเฉพาะขนาดไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่าฟอร์แมทเก่าค่อนข้างมาก ซึ่งก็ส่งผลให้เว็บไซต์โหลดได้เร็วขึ้น Users Experience ก็ดีขึ้นตาม User Signals ซึ่งเป็นค่าสำคัญของการทำ SEO ก็ย่อมดีขึ้นแน่นอน แล้วยิ่งพัฒนาโดย Google เอง ทำไม Google จะไม่ชอบล่ะ ถูกไหมครับ 🙂

ไฟล์แบบ WebP ดีอย่างไร

  • WebP ฟอร์แมท จะมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่าภาพฟอร์แมทอื่นค่อนข้างมาก บางเว็บระบุว่าสูงถึง 50%
  • WebP รักษาคุณภาพของรูปได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับภาพ JPEG ซึ่งมีการบีบอัดแบบ Lossy Compression
  • WebP มีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า PNG และสามารถทำภาพแบบ Transparent ได้เหมือนกัน
  • WebP สามารถทำเป็นภาพ Animation แบบ GIF ได้ แต่ดีกว่า GIF ตรงที่จำนวนสีของ WebP จะเป็น 24 bit ส่วน GIF จะแค่ 8 bit เท่านั้น หมายความว่าภาพฟอร์แมท WebP จะมีสีสันเหมือนจริงกว่ามาก และมีขนาดไฟล์ที่เล็กกว่า GIF ถึง 90% ตามที่เว็บไซต์ www.whostalkinseo.com ระบุไว้
webp-benefits-seo

ตอนนี้ Browser ส่วนใหญ่ก็รองรับไฟล์ WebP กันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Firefox ยิ่ง Chrome Browser ที่คนส่วนใหญ่ใช้กันก็ไม่ต้องห่วง เพราะเป็นของ Google โดยตรง ส่วน Browser ที่ยังไม่รองรับไฟล์นี้ก็จะมี Safari ที่เป็น Browser หลักที่ยังไม่รองรับ ก็หวังว่าทาง Apple จะทำให้ Safari รองรับได้เหมือนกัน (จากข้อมูล Safari มี Browser Market Share ที่ประมาณ 15%) ดูรายละเอียดเพิ่มเติม Browser ที่รองรับ WebP ได้จากลิงค์นี้ Support browsers for WebP

ส่วนเครื่องมือหรือซอฟท์แวร์ในการจัดการไฟล์ฟอร์แมท WebP นั้นตอนนี้อาจจะยังไม่สะดวกเท่าไร แม้แต่ Photoshop เองก็ยังไม่รองรับไฟล์นี้ แต่ก็คาดว่าในเวอร์ชั่นถัดไปก็น่าที่จะรองรับไฟล์ WebP ได้เช่นกัน ส่วนใครที่อยากจะทดลองเล่น WebP สามารถทดลองใช้เครื่องมือฟรีในการ convert ไฟล์ได้จากเว็บที่ให้บริการนี้ ลองค้นหาด้วยคำว่า WebP Convertor ครับ ส่วนลิงค์นี้เป็นตัวอย่างภาพเปรียบเทียบไฟล์ประเภทต่างๆ ก่อนและหลังการ Convert เป็น WebP WebP Gallery

คำแนะนำสำหรับคนที่สนใจ WebP

ถ้าจะเริ่มต้นทำทันที สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเรื่องการแสดงผลบน Safari เนื่องจากในเวลานี้ Safari ยังไม่รองรับ WebP สิ่งที่ต้องทำคือการ detect browser ของคนที่เข้าเว็บก่อนว่ารองรับ WebP หรือไม่ ถ้าเป็น Safari ก็จะต้องทำการส่งฟอร์แมทไฟล์ภาพแบบเดิมไปก่อน แต่ถ้าใครใช้ CDN provider อยู่ลองตรวจสอบกับ Provider ดูก่อน เพราะว่าบาง CDN ซับพอร์ทเรื่องการ Detect Browser ให้ด้วยและสามารถเลือกส่งไฟล์ภาพแบบ WebP ให้กับเฉพาะ Browser ที่รองรับ

3) Voice Search ไม่เร็วก็ช้า มาแน่ๆ

แม้จะพูดถึงเรื่องนี้กันมาสักหลายปีแล้ว แต่ที่ผ่านมาอาจจะไม่เห็นตัวเลขอะไรที่น่าสนใจมากนัก Voice Search ก็เลยกลายเป็นแค่ buzz word คำหนึ่ง แต่ต้องยอมรับกันว่าในปีสองปีที่ผ่านมานี้ มีความน่าสนใจอยู่หลายเรื่องเกี่ยวกับ Voice Search โดยเฉพาะความฉลาดขึ้นจากระบบ AI ของ Google ที่ทำให้เข้าใจภาษาต่างๆ ได้ดีขี้นมาก ตอนนี้แม้แต่ภาษาไทยเองถือว่าดึขึ้นอย่างมาก ใครที่ใช้ Google Assistant ลองไปเซ็ตติ้งให้เป็นภาษาไทยดูครับ ลองถามคำถามง่ายๆ เช่น “กี่โมงแล้ว” มันก็จะตอบเวลาปัจจุบันออกมา ที่น่าสนใจก็คือคำว่า กี่โมงแล้ว นี่ออกจะเป็นภาษาพูดแต่ Google Assistant ก็สามารถเข้าใจและตอบออกมาได้อย่างถูกต้อง

ตัวเลขเมื่อปี 2016 ที่ Google ระบุไว้บอกว่า 20% ของการค้นหาเป็นการค้นหาด้วยเสียง ซึ่งก็มีการเติบโตมาเรื่อยๆ และคาดการณ์ตัวเลขจาก Comscore ระบุว่า Voice Search จะคิดเป็นสัดส่วน 50% ของการค้นหาทั้งหมดในปี 2020 แม้จะดูเป็นตัวเลขอาจจะสูงไปสักหน่อยสำหรับพฤติกรรมของ Users ไทย แต่สุดท้ายแล้วเทรนด์นี้ก็ต้องมาในไม่ช้าแหละครับ เพราะอย่างที่บอกว่า Google เข้าใจภาษาไทยได้ดีขึ้นมากจริงๆ

Voice Search มีความแตกต่างจาก Text Search อย่างไร

วิธีการค้นหาแบบ Voice นั้นมักจะเป็นรูปแบบของประโยคที่ยาวกว่า Text Search ที่เรามักจะทำกัน ยกตัวอย่างเช่น เรามักจะพิมพ์ “ที่เที่ยวเชียงใหม่” เวลาที่เราต้องการหาข้อมูลที่ท่องเที่ยวในเชียงใหม่ แต่ะถ้าเป็น Voice Search ธรรมชาติของเรามักจะพูดเป็นประโยคคำถามที่ยาว เช่น “ที่เที่ยวในเชียงใหม่มีที่ไหนที่น่าสนใจบ้าง” จริงไหมครับ ส่วนหนึ่งก็น่าจะเป็นเพราะการพูดยาวๆ ม้นง่ายกว่าการพิมพ์ยาวๆ ด้วยแหละครับ ข้อมูลจากต่างประเทศพบกว่า Voice Seach จะมีจำนวนคำเฉลี่ยที่ 6-10 คำ ขณะที่ Text Search จะเฉลี่ยที่ 1-3 คำ

Voice-search-word-length

คำแนะนำในการเริ่มต้นสำหรับ Voice Search

  • ควรเขียน Content ในรูปแบบของ Conversation ที่ตอบคำถามที่ลูกค้าหรือยูสเซอร์ของเราให้ความสนใจ  ยกตัวอย่างด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ผมเขียนบทความนี้ก็เช่น พวกหัวข้อ H3, H4 อย่างประโยคที่ว่า “Voice Search มีความแตกต่างจาก Text Search อย่างไร” หรือ “ไฟล์แบบ WebP ดีอย่างไร” ซึ่งเป็นเหมือนบทสนทนาที่เกิดขึ้นจากการตั้งคำถามของผู้อ่าน เป็นต้น ดั้งนั้นสิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ เมื่อเป็น Voice Search แล้ว มันจะไม่ใช่เรื่องของ Keywords อีกต่อไป แต่มันจะเป็นเรื่องของ Semantic Search นั่นเอง ไว้จะเขียนเรื่องนี้อีกที
  • เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับ Structured data หรือ Schema Mark-up ซึ่งเป็นวิธีการของการกำหนดโครงสร้างของเนื้อหาบนหน้าเว็บ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ Search Engine เข้าใจเนื้อหาได้อย่างถูกต้อง ในส่วนของ Voice ทาง Google ได้มีการกำหนด Schema Strutured Data ออกมาในชื่อที่เรียกว่า Speakable Structured Data โดยเฉพาะสำหรับเว็บไซต์ Content และเว็บข่าว ใครสนใจอ่านเพิ่มเติมได้จาก speakable structured data

4) AI Artificial Intelligence จากนี้และตลอดไป

เมื่อ Google ประกาศตัวว่าเป็น AI first company แล้ว ก็คงไม่ต้องสงสัยอะไรว่า AI (artificial intellingence) และ ML (machine learning) จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับทุกโปรดักส์และเซอร์วิสของ Google นั่นรวมไปถึงเรื่องของ SEO อย่างแน่นอน เอาจริงๆ ในเรื่อง SEO นั้น AI ก็เริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องบ้างแล้ว บางคนอาจจะเคยได้ยินคำว่า RankBrain มาบ้่าง RankBrain ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ AI ที่ Google นำมาใช้ในการช่วยจัดอันดับและวิเคราะห์ผลลัพธ์ว่าตรงกับความต้องการของการค้นหามากน้อยแค่ไหน และก็ทำการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ คำถามคือแล้วเราจะทำอย่างไร เมื่อ Google ใช้ AI ที่ฉลาดมากขึ้นทุกทีมาช่วยจัดการเรื่องของ SEO จะตอบคำถามแบบนี้ เราก็คงต้องมองไปที่วัตถุประสงค์ของการมี AI นั่นแหละครับ จะไปพูดถึงกระบวนการทำงานของ AI ก็คงจะลำบากและ Google ก็ไม่เคยให้รายละเอียดอะไรมากมายนัก สุดท้ายแล้วส่ิงที่ Google ต้องการให้เกิดขึ้นไม่ว่าจะใช้ คน หรือใช้ AI ก็ตามที ก็เพื่อให้ผลลัพธ์การค้นหาออกมาตรงกับความต้องการ (User Intent) และถูกต้องมากที่สุด คำถามคือ Google จะรู้ได้อย่างไรว่าผลลัพธ์ที่ไหนที่ดี เว็บไซต์ไหนที่ควรถูกนำมาแสดงผล คำตอบคำแบบง่ายๆ ก็คือ เนื้อหาที่ user ชอบนั่นแหละครับ และสิ่งที่จะบอกได้ว่า User ชอบหรือไม่ชอบ ก็คือส่ิงที่เราเรียกว่า User Signals เช่นค่า CTR, Dwell time หรือ Bounce Rate เป็นต้น ซึ่ง Google ก็จะนำข้อมูลนี้ไปวิเคราะห์ประมวลผลอีกที

ทำ SEO อย่างไร เมื่อ AI ฉลาดขึ้นทุกวัน

ตอบแบบตรงไปตรงมาก็คือ ทำเนื้อหาให้เกิดประโยชน์กับ User จริงๆ ทำเว็บไซต์ให้สวยและใช้งานง่าย พูดแบบรวบรัดก็คือ ทำทุกอย่างนั้นนั่นแหละครับ ไม่ว่าจะเป็น On-page SEO, Mobile-Friendly หรือ Backlink ก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้ว Google ก็ใช้ทุก Signals ในการประมวลผลอยู่ดี ยิ่ง Signals เยอะ ความถูกต้องแม่นยำก็ยิ่งสูงขึ้น สิ่งที่อยากจะย้ำก็คือ แม้ AI จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับ SEO มากเท่าไร แต่การทำ SEO นั้น เราไม่ได้ทำเพื่อให้ AI รักเรานะครับ แท้จริงแล้วการทำ SEO เป็นการทำให้ User รักเรามากกว่า เพราะถ้า User รักเรา AI ก็รักเรานั่นแหละครับ User signals มันฟ้องครับ 🙂

Happy Opitmization 🙂

10 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับ SEO

กระบวนการทำ SEO หรือ search engine optimization มีผู้เข้าใจผิดอยู่มากมาย ถึงขั้นมองเห็นแบบตรงข้ามกับที่เหล่านักทำ seo ทำกันเลยทีเดียว เราลองมาดูกันบ้างว่าความเข้าใจผิดต่อการทำ seo ที่ผู้ที่ไม่รู้หรือแม้แต่ผู้ที่รู้ ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ตลอด

ผิดที่ 1 : เชื่อว่า SEO สำคัญที่ Backlink

SEO ไม่ใช่แค่การสร้าง Backlinks

ความเชื่อที่ผิดคือ seo คือการทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlink แม้ว่า แบคลิงค์จะมีคุณค่า แต่การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้แบคลิงค์ ไม่ว่าจะเป็นการสแปม หรือโพสในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ทำให้วงการ seo เป็นที่ติเตียนของนักท่องเว็บ หรือนักทำเว็บ ก็คือการสแปมไปทั่ว

ยกตัวอย่างเช่นการโพสในเว็บบอร์ดในเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้อง ปั๊มกระทู้ สแปมคอมเมนท์ หรือแม้กระทั่วเว็บ social network ก็ตกเป็นเป้าของนักสแปม จนกระทั่งมีคำกล่าวที่น่าตกใจจากนักทำเว็บโฮสติ้งว่า ‘seo คือการสแปม’ ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว แบคลิงค์ที่เราควรจะได้คือแบคลิงค์แบบธรรมชาติ ในเว็บที่เกี่ยวข้องต่างหาก

นอกจากการสแปมแล้ว สิ่งที่เป็น controversy หรือข้อโต้แย้งที่ใหญ่ที่สุดของกระบวนการการได้มาของลิงค์คือ การซื้อขายลิงค์ ทั้งทางตรง หรือทางอ้อม ซึ่งถ้ามองในแง่ความจริง การซื้อขายลิงค์ก็ถือเป็นกลไกธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในระบบทุนนิยม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งที่มากไปจนผิดธรรมชาติ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อการบิดเบือนธรรมชาติของการค้นหาโดย search engine เช่นกัน

อย่าลืมว่า search engine ถือว่าหน้าเว็บค้นหาของเขาคือหน้าบ้าน ถ้าหากมีการเบี่ยงเบนจากเว็บที่มีเงิน แต่ไม่มีคุณภาพ มาหน้าแรกมากๆ ย่อมส่งผลเสียต่อความนิยมของ search engine อย่างไม่ต้องสงสัย ดังที่ Matts Cutts วิศวกรของ google เคยเปรยเอาไว้ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องควบคุมการซื้อขายลิงค์ และเปิดรับแจ้งเรื่องไปยัง google อย่างเป็นระบบ

ผิดที่ 2 : เชื่อว่าเว็บที่ติดอันดับ TOP คือเว็บที่มีคุณภาพดีที่สุด

เว็บที่ติดอันดับ 1 บน Google ไม่ได้ความว่า มันดีที่สุดต่อผู้ค้นหา (เสมอไป)

ความเชื่อที่ว่าเว็บที่ติดอันดับดี จาก seo ย่อมจะดีมีคุณค่ากว่า อันนี้เห็นๆกันจากข้อแรกว่า เมื่อมีการปรับแต่งอย่างเต็มที่ เว็บที่ธรรมดา หรือคุณภาพด้อย ก็อาจเข้ามาอยู่ในหน้าแรกๆได้เช่นกัน ถ้ามีเงิน มีเครือข่าย อันนี้ถือเป็นโจทย์ที่ท้าทาย search engine อยู่ตลอดมาว่าจะทำอย่างไรจึงจะกรองเอาเนื้อหาที่คนใช้ต้องการ อย่างแท้จริง มาอยู่หน้าแรก จะเห็นได้ว่าทรัพยากรจำนวนมากของ search engine มากองอยู่ที่การปรับเปลี่ยน algorithm เพื่อกรองเอาเว็บคุณภาพด้อยเหล่านั้นออกไป

ผิดที่ 3 : เชื่อว่าแค่สร้างเว็บให้ดี เด้วอันดับดีๆก็มาเอง

การสร้างเว็บที่ดี ต้องทำควบคู่ไปกับการทำ SEO
การทำ SEO ให้ได้ผลที่ดี ต้องการเว็บที่มีพื้นฐานดี

การทำเว็บให้ดี สำคัญกว่าการปรับแต่ง seo แต่หากทำแต่เว็บโดยไม่คำนึงถึงเรื่องการปรับแต่ง SEO เลย ก็เปรียบเสมือนเพชรที่อยู่ในทะเลลึกยากจะมีคนเข้าหา การทำเว็บแบบสมัยใหม่ อาศัยปากต่อปาก การจะเกิดมาในโลกออนไลน์ค่อนข้างยาก ยกเว้นว่าจับกลุ่มได้ถูกต้อง นักทำเว็บไซต์รุ่นใหม่จึงหันมาสร้างความโดดเด่นทางด้าน seo  ซึ่งอาจใช้เงินจำนวนมาก

แต่ถึงกระนั่น ก็อย่าละเลยพื้นฐานของเว็บไซต์ที่ดี นั่นคือ เนื้อหา หน้าตาของเว็บ ความถูกต้อง ระบบนำทางที่ดี การดีไซน์ที่ดีหรือมีเอกลักษณ์ และเนื้อหาที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือการสร้าง seo ไม่สามารถสร้าง brand ได้ จะเห็นว่า brand ดังๆ ไม่ได้เกิดมาจาก seo หรือไม่ได้สนใจเรื่องของ seo เลยด้วยซ้ำ แต่ผู้คนจะกล่าวถึงความประทับใจในจุดอื่นๆของเว็บไซต์

ผิดที่ 4 : เชื่อว่าทำ SEO ห้ามพัก ห้ามหยุด (ถ้าหยุดอันดับร่วง)

ทำแค่ SEO (Search Engine Optimization) ก็พอ …
อย่าทำ SEOO (Search Engine Over-Optimization)

การปรับแต่ง seo ต้องทำอยู่ตลอดเวลาห้ามหยุด อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดเช่นกัน นักทำ seo ที่ดีจะรู้จุดและเวลา จะต้องประมาณตน และคิดเสมอว่า การใส่ปุ๋ยที่มากไป ก็จะมีโทษได้เหมือนกัน เช่น การเพิ่มแบคลิงค์อย่างรวดเร็ว , การทำ onpage อย่างขมักเขม้นทุกจุด , การปรับแต่งทุกวันสำหรับ keyword density หรืออื่นๆ

การทำ SEO ที่มากเกินไป (Over Optimizing) มันจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่รู้จักการประมาณเวลา หรือ timing ว่า search engine มี time cycle ในการ เข้าถึงเว็บเราถี่เพียงใด มีการปรับปรุงอัพเดทผลการค้นหาถี่บ่อยแค่ไหน มันจะยิ่งยุ่งยากถ้าเราคำนวนถึงจุดที่ว่า search engine มาเก็บหน้าแบคลิงค์ที่มีเว็บเราด้วยในอัตราเท่าไร

การทำ seo ที่ดี ต้องรู้เวลารู้จังหวะ เปรียบเหมือนการขับรถที่ต้องมีการเหยียบคันเร่ง ปล่อยคันเร่ง แตะเบรค ชลอ … SEO ก็เช่นกัน เราต้องสังเกตคอยดู สิ่งที่เราปรับที่เราเพิ่มนั้น ผลลัพธ์มันถึงจุดที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหรือยัง หรือว่าทำมากเกินไป

ผิดที่ 5 : เชื่อว่าการทำ SEO ต้องทำตามสูตร

การทำ SEO ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว เพราะ Google เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

ปรับแต่งเต็มที่แล้วมักจะได้ผลเสมอ อันนี้เป็นสิ่งที่นักทำ seo คิดผิด !! คนที่ผ่านการทำ SEO มามากๆ จะทราบดีว่า การปรับแต่งแม้แต่เหมือนกัน 100% ก็ไม่เสมอไปที่จะทำให้อันดับใกล้เคียงกัน 100% อันนี้เป็นสิ่งที่เรียกกันเล่นๆว่า แล้วแต่คนกด

ในบางขณะ search engine ก็มีการเข้ามา manipulate โดยคน (อันนี้อาจไม่ใช่จากคนกดปุ่ม แต่อาจหมายถึงปุ่มบุคมาร์คหรือปุ่มโหวตบนโปรแกรมฝังตัวที่ google เก็บข้อมูลจาก users ทุกคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์) สิ่งเหล่านี้สะท้อนกลับมาถึงข้อจำกัดในหลายๆอย่าง

การทำ SEO มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว … สูตรสำเร็จที่ว่าใช้ได้ผลวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะไม่ได้ผล เพราะ Google พัฒนาปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด เพื่อให้ระบบค้นหาแสดงผลที่ดีที่สุด

ผิดที่ 6 : เชื่อว่าถ้าทำตามตำรา SEO (หรือ Blog ที่อ่าน) อันดับจะดี

เรื่องของ SEO เมื่อคุณได้ลงมือทำ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
คุณจะพบคำถามมากมาย ที่บางที คัมภีร์ SEO ไม่ได้บอกไว้

อย่าเชื่อผู้อื่นมากเกินไป … การทำ seo นั้น ทักษะ เกิดจากการปฏิบัติด้วยตนเอง การเชื่อคำกล่าวอ้าง หรือแม้ตำราโดยไม่ลองทำเอง อาจไม่ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง บางครั้ง ปัจจัยต่างๆ ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบการทำ link wheel ที่อ้างกันว่าเป็นระบบที่ดี ในบางครั้งกลับกลายเป็นฆ่าตัวเองเพราะ link wheel เหล่านั้นมาจากโฮสต์ IP และผู้ทำเว็บชุดเดียวกัน กลับกลายเป็น wheel ซ้อน และเป็นลิงค์ย้อนกลับหรือ ลิงค์แบบสามเหลี่ยม ไร้ประโยชน์เลยก็ได้ หรือแม้กระทั่งข่าวที่ีการเปลี่ยน algo ทั้งหลายทั้งปวง อาจไม่มีผลต่อสิ่งที่เราทำมาเลยก็ได้

คู่มือ หรือ คัมภีร์ หรือ อาจารย์สอน SEO ที่ดีที่สุด ก็คือ “Google”

ผิดที่ 7 : เชื่อว่า SEO ยากเกิน ต้องจ้างคนที่รู้ SEO มาทำให้

SEO สามารถศึกษาเรียนรู้และทำด้วยตัวเองได้ (ถ้าเปิดใจ)

seo เป็นเรื่องที่ยาก ต้องจ้างคนทำ อันนี้ผิด ที่จริงแล้ว แค่เพียงเข้ามาอ่านหาความรู้ ไม่กี่สัปดาห์ ก็สามารถเข้าใจได้เกือบ 80% เนื่องจากตำราอ้างอิงเป็นจำนวนมาก (และล้วนเอามาจากที่เดียวกันด้วย) สิ่งที่เรารู้คือ know how เท่าๆกัน แตกต่างกันที่การลงมือทำเท่านั้นเอง

ผมเชื่อว่า ถ้าลงมือทำ เราทำกันได้ทุกคน จะมากหรือน้อยก็ว่ากันไป และสิ่งที่เราลงมือทำเรื่อยๆนั้น จะช่วยเพิ่มพูนทักษะให้เราเองอยู่ตลอด แต่เมื่อถึงเวลาหนึ่ง เราจะเริ่มคิดเองว่า การทำ SEO นั้น แท้จริงคือ การตกแต่งกล่องขนมให้น่ากินเท่านั้นเอง แต่รสชาติของขนมนั้นเป็นอีกเรื่อง ! (จะหวานหรือจะขม ต้องชิมเอง)

การเรียนรู้ SEO ที่ดีที่สุด ไม่ใช่อ่านจากตำรา แต่ต้องลองทำเอง

ผิดที่ 8 : เชื่อว่าอยากติดอันดับ TOP ต้องใช้เงินเยอะๆ !!

ตั้งแต่ผมทำ SEO มา ผมไม่เคยเสียเงินแม้แต่บาทเดียว (เราเป็นสายฟรี อ่ะ 555+)

ทำ seoให้ดี ต้องมีเงินเท่านั้น อันนี้ผิดมหันต์ ทั้งผู้ทำและผู้จ้าง ขอเพียงเวลา จิตใจที่มุ่งมั่น หลักการที่ดี ไม่จำเป็นต้องใช้เงินมากมาย ถ้าปรับแต่งถูกจุด ตอบสนองคำถามที่ว่า – ทำอย่างไรเว็บจะเหมาะกับการเข้ามาอยู่ในหน้าแรกได้ – การปรับแต่งแบบที่ไม่ต้องใช้เงิน เป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่มีผู้ศึกษาและปฏิบัติ ขอเพียงค้นหา และเข้าถึง เราก็สามารถทำได้

ผิดที่ 9 : เชื่อว่า SEO เป็นเรื่องง่ายๆ ใครก็ทำได้

SEO มันไม่ยาก แต่มันก็ไม่ง่ายนะ มันเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งปนลึกลับ (ผมถึงชอบ SEO)

อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเช่นกัน โดยเฉพาะน้องใหม่ไฟแรง แต่โหมไฟแรงเกินไปย่อมได้รับประสบการณ์เจ็บปวดไปตามๆกัน มันจะมี timing อันหนึ่งที่ทดสอบมือใหม่ ซึ่งถ้าผ่านไปได้ก็จะสามารถทำ seo ให้ดีได้เฉกเช่นเดียวกับมือเก่า seo นั้นง่ายพอๆกับการเปิด windows และยากพอๆกับการหาจุดบกพร่องใน windows

การเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา หาจุดบกพร่อง และลงมือแก้ไข คือสิ่งที่คนทำ SEO (ไม่ว่าจะมือใหม่หรือมือเก่า) พึงควรจะกระทำ

ผิดที่ 10 : เชื่อว่า อาชีพทำ SEO รวย!!

T_T คนทำ SEO น่าจะเข้าใจดีนะครับ T_T

คนทั่วไปมักคิดว่า นักทำ seo มักจะร่ำรวยและมีความเต็มใจในการทำ seo ไม่ว่าโจทย์จะเป็นอย่างไร ถ้าคุณมีเงินจ่ายถึง … อยากให้ลองหาคำตอบจากตัวคุณเองและผู้อยู่รอบข้างดูครับว่ามันจริงกันทุกคนไหม

วลีอมตะอยู่อันหนึ่งคือ ถ้า big daddy ไม่รักจริงทำให้ตายก็ไม่ติด กับอีกอันหนึ่งคือ ถ้าคุณร่ำรวยจากการทำ seo ได้ จะไม่ง่ายกว่าหรือถ้าจะปรับแต่ง seo เพื่อหาความร่ำรวยจากเว็บของตัวเอง

ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง SEO เป็นส่วนหนึ่งของการทำตลาดออนไลน์ ที่ผลลัพธ์จากการทำ SEO อาจจะช่วยทำให้คุณรวยได้ (ถ้ารู้จักเอาไปต่อยอด)

ที่มี : http://cymiz.com/forum/index.php?topic=2121.0

ปัญหาที่พบบ่อยของการทำ SEO

เคยสงสัยกันหรือไม่ครับว่า สร้างเว็บไซต์ จ้างทำ SEO แต่ทำไมคนเข้าดูไม่ได้ตามเป้า เว็บเรายังมีอันดับใน Google ต่ำอยู่ ทั้งที่ผ่านไป 5-6 เดือนแล้ว แถมพอหยุดทำ คราวนี้เว็บกระเด็นหายไปเลยก็มี 

วันนี้ ตั้งหลักออนไลน์จึงรวม 5 ปัญหาที่คนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ SEO เพื่อที่เราจะได้ไม่ตกหลุมพรางแล้วจะได้ตั้งเป้าหมายกันใหม่ครับ

Image result for seo

SEO ไม่ได้ผลเสมอไป

การทำ SEO ไม่ได้ช่วยให้ติดอันดับบน Google Ranking ได้ทันที หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วแบบนี้จะยังทำไปทำไม  ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า โดยส่วนมากเราพบว่าการแข่งขันเพื่อทำ SEO มีความรุนแรงมาก โดยเฉพาะกับหลาย Keywords และในบางกลุ่มสินค้าและบริการ ดังนั้นกลยุทธ์ที่นำเข้ามาใช้จึงมีทั้งการยิงโฆษณา หรือการแชร์ไปตามเพจต่าง ๆ ผสมผสานไปด้วย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยแต่การจะปั้นเว็บไซต์หรือเพจให้ติดอันดับ Google Ranking ก็ยังจำเป็นต้องทำ SEO ซึ่งอาจจะต้องใช้ระยะเวลา กว่าจะดันจนติดอันดับ เช่น 3-6 เดือน เป็นต้น

Image result for search

การเข้าถึง วัดได้ยาก

แม้ว่าจะมีการตรวจสอบข้อมูล สถิติ การเข้าถึง Traffic ของเว็บ แต่ในความเป็นจริงแล้วก็พูดได้ลำบากและซับซ้อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าเว็บไซต์ที่มี Traffic มาก อาจจะไม่ได้แปลว่ามียอดขายสินค้าหรือบริการได้มากตามอย่างที่มุ่งหวังไว้ สาเหตุสำคัญคือ กลายเป็นว่ากลุ่มเป้าหมายหลักที่ต้องการให้เข้ามานั้น อาจจะไม่ใช่กลุ่มลูกค้าหลักของสินค้าและบริการที่เรามี แล้วการทำ SEO ก็ไม่ได้ช่วยการันตีในส่วนนี้ด้วย

Image result for backlink

ปัญหาเรื่อง Backlinks

เป็นอีกหนึ่งกรณีที่เข้าข่าย SPAM ถ้าใส่มากเกินไปก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สำคัญคือการมี Backlinks จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อเป็น Backlinks แบบธรรมชาติ แต่เรื่องที่พบบ่อยคือ หลายเว็บไซต์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ Backlinks ไปจนถึงสแปม หรืออาจจะนำไปแชร์ในกลุ่มและเว็บไซต์ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการเลย สุดท้ายแล้วอาจจะทำให้กลายเป็นกระแสด้านลบกลับมาแทน ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ ร้านค้าออนไลน์ของกลุ่ม เครื่องสำอาง สกินแคร์ เสื้อผ้า เป็นต้น

Image result for content

ข้อจำกัดเรื่อง Content

เนื่องจากหลายเว็บสร้าง Content ได้ยาก หากเป็นกลุ่มที่มีสินค้าและบริการจำกัด แต่อันที่จริง ก็ยังสามารถทำได้ หากหามุมมองที่หลากหลาย และโฟกัสที่ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น คุณอาจจะได้หัวข้อหรือ Topic ที่จะช่วยดันเว็บเพจให้ดีขึ้นด้วยการทำ SEO Content

Image result for web speed

เว็บโหลดช้า

หลายเว็บใช้การทำ Flash Site เพื่อเพิ่มความสวยงาม แต่ปรากฏว่า Google ไม่ให้คะแนนในส่วนนี้ ที่สำคัญคือ อาจจะทำให้เว็บโหลดช้าเกินไป และส่งผลต่ออันดับด้วย โดยสรุปแล้ว การทำ SEO ยังคงมีความจำเป็น แต่ก็ต้องมีการอัพเดทอยู่เสมอ รวมถึงผสมผสานไปกับการทำ Content ที่จะตอบโจทย์ผู้ค้นหามากกว่าครับ

ทำความรู้จักกับ SEO สำหรับการตลาดออนไลน์

SEO คืออะไร

SEO หรือ search engine optimization เป็นการใช้หน้าต่างสืบค้นบน search engine เช่น Yahoo และ Google ในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์แบบไม่ต้องใช้เงินโดยการสร้างบทความที่มีคุณภาพ ทำสื่อมัลติมิเดียที่ดึงดูดใจที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย และการเชื่อมโยงลิ้งค์จากเว็บไซต์ภายนอก หรือ Backlink

ข้อดีของ SEO ต่อการตลาดออนไลน์

การใช้เสิร์ชเอนจิน (Search engine) ของกลุ่มคนทั่วโลกนั้นมีอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง หากสามารถทำเว็บไซต์ SEO ได้จนมีอันดับในการสืบค้นที่ดี ก็จะทำให้มีโอกาสขายได้มากกว่าสินค้าแบรนด์คู่แข่ง และทำให้มีลูกค้าติดตามในระยะยาวมากขึ้นด้วย

องค์ประกอบของ SEO

องค์ประกอบที่สำคัญของเว็บไซต์ SEO คือ

1. keyword

keyword ที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะใช้ในการสืบค้นนั้น ผู้จะทำเว็บไซต์ SEO ควรศึกษาจาก Google search หรือระบบโปรแกรมวิเคราะห์อื่น ๆ เพื่อจะได้นำคีย์เวิร์ดเหล่านั้นมาสร้างบทความและสื่อมัลติมีเดียที่ตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกค้าคือผู้ซื้อโทรศัพท์มือถือ ก็มักจะใช้ keyword ว่า โทรศัพท์มือถือ รุ่นใหม่ ปี 2019 เป็นต้น ในบทความของเว็บไซต์ SEO ก็ควรจะมี keyword เหล่านี้อยู่

2. มีการอัพเดทข้อมูล

บทความและคลิปประกอบ ต้องมีความทันสมัยของเนื้อหา ให้สาระประโยชน์ที่ดีเพียงพอแก่ผู้อ่าน จึงจะทำให้ search engine ประเมินอันดับในการสืบค้นสูงขึ้น

ซึ่งระบบ algorithm ของ Yahoo และ Google เป็นระบบเฉพาะตัวที่มีความซับซ้อน และวัดคุณภาพบทความและองค์ประกอบของเว็บไซต์ด้วยการสะสมข้อมูลที่มากเพียงพอ

3. การทำ Backlink

นอกจากการพัฒนาบทความและเนื้อหาที่ทันสมัยแล้ว และยังมีในส่วนของการทำเทคนิค เช่น การเชื่อมโยงลิงค์จากภายนอกที่ต้องมีคุณภาพสูงด้วยเช่นกัน หากนิยมซื้อลิงค์ที่เน้นการโฆษณาเพียงอย่างเดียว จะส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่ออันดับ

4. ต้องใช้ได้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ

เว็บไซต์ SEO ควรใช้งานง่ายทั้งทางโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เพราะคนส่วนใหญ่พกมือถือสืบค้นข้อมูลตลอดเวลา จะทำให้มียอดการขายที่สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอได้ การปรับที่โครงสร้างและระบบเทคนิคเชื่อมโยงข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

การจ้างบริษัททำเว็บไซต์ SEO

การจ้างบริษัททำ SEO จึงเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน รวมถึงการจ้างนักเขียนในการเขียน Content ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์มีเวลาไปทำงานด้านบริหารหรือส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นและถนัดกว่า ซึ่งสามารถขอดูข้อมูลและแพคเก็จจากบริษัทเหล่านี้เพื่อเปรียบเทียบความสามารถและราคาได้โดยตรง

การทำ SEO จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ของธุรกิจนั้นง่ายยิ่งขึ้น และสามารถประสบความสำเร็จ บรรลุเป้าหมายทั้งการขายและยอดลูกค้าที่ดีที่มากขึ้นในระยะยาวได้ นักธุรกิจออนไลน์ทุกคนจึงไม่ควรมองข้ามการทำ SEO ให้เว็บไซต์โดยเด็ดขาด

ชวนทำความรู้จักกับ SEO สำหรับการตลาดออนไลน์

ทำ SEO ใช้เวลานานไหม? และขั้นตอน

แน่นอนว่าเราเข้าใจลูกค้าทุกๆ ท่านเป็นอย่างดีว่าทุกวินาทีมีค่า ทุกคนที่ทำธุรกิจ สินค้าหรือบริการขึ้นมา ต่างก็อยากให้แบรนด์ของตัวเองเป็นที่รู้จัก เข้าถึงได้ง่ายด้วยกันทั้งนั้น แต่การทำ SEO นั้นเป็นกระบวนการทางการตลาดออนไลน์แบบที่เราไม่ต้องเสียเงินให้กับ Google สักบาท ซึ่งแน่นอนว่าผลลัพธ์จะต่างจากการซื้อโฆษณาแบบ Google Ads ที่จะเห็นโฆษณา เว็บไซต์ของคุณได้ทันนี้ บทความนี้เราจึงจะมาพูดคุยถึงระยะเวลาในการทำ SEO พร้อมอธิบายขั้นตอนต่างๆ เพื่อไขความกระจ่างให้คุณเข้าใจระบบเหล่านี้

ก่อนทำ SEO ต้องรู้จัก SEP เสียก่อนว่าคืออะไร

SEP หรือ Search Engine Procedure เป็นกระบวนการทำงานของ Google โดยมีองค์ประกอบหลัก 5 อย่างดังต่อไปนี้

1. Google (แพลตฟอร์มค้นหา)

2. Google Bot (ระบบอัจฉริยะ ที่จะเข้ามาทำการตรวจสอบ ให้คะแนนเว็บไซต์ต่างๆ​)

3. เว็บไซต์ (หน้าเว็บไซต์ www. แบรนด์ ธุรกิจ ที่ต้องการทำ SEO)

4. ผู้ใช้งาน Google 

5. Link

โดยองค์ประกอบทั้ง 5 นี้จะเป็นตัวช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกได้ แต่ต้องเข้าใจกระบวนการและทำอย่างถูกต้องเพราะ Google จะมีเกณฑ์ในการเลือกเอาเว็บไซต์ต่างๆ มาแสดงบนหน้าแรก ถ้าหากวิธีทำให้ติด Google หน้าแรกของคุณตรงตามเกณฑ์ที่ Google ตั้งเอาไว้ เว็บไซต์ของคุณก็จะมีโอกาสขึ้นมาอยู่บนหน้าแรกได้ 

เว็บไซต์แบบไหนที่ Google มองว่าดี

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาเว็บไซต์ของ Google คือ

1. Usability: เว็บไซต์ธุรกิจของคุณจะต้องเป็นเว็บไซต์ที่อ่านง่าย ค้นหาข้อมูลสะดวก เช่นฟ้อนต์บนเว็บไซต์จะต้องไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินไป การจัดหมวดหมู่ของสินค้า การเชื่อมโยงระหว่างหน้าต่างๆ ภายในเว็บไซต์นั้นๆ รวมถึงการออกแบบหน้าตาของแต่ละส่วนก็ต้องเอื้อต่อการอ่านให้มากที่สุด ดังนั้นพวกเว็บไซต์ที่สวยงามแต่อ่านยากก็อาจจะไม่ผ่านข้อนี้

2. Relevance: ข้อมูลที่ให้บนเว็บไซต์จะต้องตรงกับสิ่งที่ผู้ค้นหาต้องการซึ่งจะต้องเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ตอบปัญหาของผู้ค้นหาได้ เช่นถ้าเป็นเว็บไซต์ขายสินค้า สินค้าของคุณก็ต้องตรงกับคำค้นหาหลัก “Keyword” ที่คุณเลือกใช้และข้อมูลก็ต้องละเอียด เข้าใจได้ให้ผู้ใช้อ่านบนเว็บไซต์ของคุณที่เดียวจบ (เพราะถ้ายิ่งคนเข้ามาอยู่บนเว็บไซต์ของเราเป็นเวลานานๆ ก็ส่งผลดีต่อคะแนนเราด้วยเช่นกัน)

3. Authority: ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ คุณจะต้องคอยทำการตรวจสอบเว็บไซต์ของคุณอยู่เสมอว่าไม่ได้เป็นที่รวมตัวกันของไวรัสต่างๆ ที่พอผู้ใช้เข้ามาปุ๊ป เจ้าไวรัสพวกนั้นก็กระโดดเข้าคอมพิวเตอร์ของผู้ค้นหาเลย อาจจะใช้วิธีการเบื้องต้นเช่น การเปลี่ยนจาก HTTP เป็น HTTPS ก็ช่วยได้

SEO ใช้เวลานานไหมและนานเท่าไร

อย่างที่เรากล่าวไปตอนต้นว่า SEO ต่างจากการทำโฆษณาแบบ Google Ads เพราะ SEO นั้นจะต้องใช้การปรับแต่งเว็บไซต์และระยะเวลาที่ทำสม่ำเสมอถึงจะส่งผลแบบออร์แกนิค (ขึ้นอย่างธรรมชาติ) โดยปกติแล้วหากเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เคยผ่านการทำ SEO มาเลยหรือเว็บไซต์ใหม่จะใช้เวลา “อย่างน้อย 6 เดือน” เว็บไซต์จึงจะเริ่มขึ้นมาติดที่หน้าแรก คุณอาจเคยได้ยินมาว่าดิจิทัลเอเจนซี่บางแห่งสามารถทำเว็บไซต์ของคุณให้ติดหน้าแรกได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาที่สั้นมากๆ ให้คุณพึงไตร่ตรองเอาไว้ถึงผลเสียที่อาจจะตามมาได้

ถ้าถามว่าสามารถทำให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรกในระยะเวลาอันสั้นได้ไหมคำตอบคือ “ได้” แต่คนในวงการ SEO จะเรียกกลุ่มเหล่านี้ว่า “สายดำ” คือใช้เทคนิคต่างๆ ในการทำให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกได้อย่างรวดเร็วแต่ท้ายที่สุดแล้วหากโดน Google ตรวจสอบได้บทลงโทษที่คุณจะได้รับอาจไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่คุณต้องเสียไปก็ได้ ดังนั้นการหาวิธีทำให้ติด Google หน้าแรกแบบถูกต้องจึงเป็นหนทางที่เราแนะนำมากที่สุด

แต่ผลสำรวจจาก thewebsitegroup.co.uk พบว่ามีเพียง 22% เท่านั้นที่เว็บไซต์เกิดใหม่จะสามารถขึ้นมาติดอันดับ TOP 10 บน Google หน้าแรกได้และมักจะไม่คงทนถาวร เพราะเว็บไซต์ที่จะติดอยู่บนหน้าแรกของ Google แบบยาวนานนั้นส่วนมากจะมีอายุอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไป ดังนั้นการทำ SEO แบบสม่ำเสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เว็บไซต์ทั้งใหม่-เก่าจะต้องไม่ละเลย

เลือกเอเจนซี่มาทำ SEO อย่างไรไม่ให้พลาด

สำหรับปัจจุบันนั้นต้องบอกเลยว่ามีบริษัทดิจิทัลเอเจนซี่เกิดขึ้นเยอะมาก ก็จะมีทั้งเจ้าใหญ่ เจ้าเล็กโดยบริการของแต่ละแห่งก็จะแตกต่างกันออกไปและที่สำคัญความถนัดของแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันด้วยดังนั้นหากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่อาจจะไม่ได้คุ้นเคยกับตลาดออนไลน์สักเท่าไหร่นัก การมองหาเอเจนซี่ที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google (Google Partner) มีผลงานให้เห็นเด่นชัด ได้รับรางวัลการันตีต่างๆ มากมายทั้งทางด้าน SEO และการตลาดดิจิทัลอื่นๆ ก็จะดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นเพราะบริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์กับ Google ยิ่งถ้าเป็นระดับ Premier ด้วยแล้วพวกเขาจะไม่มีทางใช้วิธีทำให้ติด Google หน้าแรก แบบผิดกฎของ Google อย่างแน่นอน

เรื่องการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการตลาดแบบออฟไลน์หรือออนไลน์ ก็ล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยระยะเวลาในการแสดงผลลัพธ์ด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นการทำอย่างสม่ำเสมอต่างหากคือกุญแจแห่งความสำเร็จ หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจที่กำลังมองหาวิธีทำให้ติด Google หน้าแรก หรือสงสัยว่าทำ SEO ใช้เวลานานไหม บทความนี้ก็ได้ให้ตอบคำถามของคุณไว้หมดแล้ว ทีนี้ก็เหลือแค่นำไปปรับใช้และทำให้มีประสิทธิภาพเว็บไซต์ธุรกิจของคุณให้มากขึ้นเท่านั้น