previous arrow
next arrow
Slider

5 ประเภทของ Keyword ที่ควรรู้จักก่อนทำ Search Marketing

ในการทำการตลาดบน Search Engine นั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ Keyword ถ้าเราเลือก Keyword ได้ดี โอกาสที่จะจูงใจลูกค้าให้ซื้อของหรือบริการก็จะมากขึ้นตามไปด้วย คนในวงการมักแบ่งประเภทของ Keyword ออกเป็นกลุ่มเพื่อให้สามารถทำงานได้ง่าย ซึ่งบทความวันนี้ผมจะขอหยิบเอา 5 ประเภทหลักๆของ Keyword ที่นิยมใช้กันนั่นก็คือ Generic Keyword, Brand Keyword, Long tail Keyword, Misspelling Keyword, Competitor Keyword

ทั้ง 5 เป็นการจำแนกตามจุดประสงค์ของ Keyword ออกเป็นกลุ่มๆ ซึ่งการจัดประเภทนี้เป็นคนละอันกับ Match types ของ Keyword (Broad, Phrase, Exact) อ่านบทความนี้ให้จบรับรองว่ามีประโยชน์แน่นอนสำหรับการทำ Search Marketing ไม่ว่าจะเป็นการทำ SEO หรือ Paid Search ก็ตาม

  1. Generic Keyword คือ Keyword ทั่วๆไปที่ผู้ค้นหาใช้โดยไม่ได้สื่อความหมายตรงๆไปยังแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง หรือ สินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง แต่มีจุดประสงค์กว้างๆในการค้นหาเช่น เที่ยวอเมริกาเหนือ, เสื้อยืด, กาแฟลาเต้, ลดน้ำหนัก จะเห็นว่า Keyword ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นคำกว้างที่คนส่วนใหญ่มักจะใช้ค้นหาเมื่อต้องการหาข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ
  2. Brand Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเจาะจงไปที่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง ซึ่งผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาเพื่อแสดงถึงความประสงค์ที่จะเข้าเว็บไซต์ของแบรนด์นั้นๆเช่น Lazada, Sanook, Microsoft จะเห็นว่ามันเป็นกลุ่ม Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงในการค้นหามากในระดับหนึ่ง คนที่ค้นหาด้วย Keyword คำว่า Lazada นั่นก็เพราะเขาต้องการที่จะเข้าสู่เว็บไซต์ Lazada
  3. Long tail Keyword คือ Keyword ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงมากๆ ผู้ค้นหาใช้ Keyword เหล่านี้ในการค้นหาโดยมีจุดประสงค์ที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ตัวอย่างเช่นผู้ค้นหาเข้าไป Search โดยใช้คำว่า “สมัคร บัตรเครดิต กรุงศรี First choice” เห็นมั้ยครับว่ามันเฉพาะเจาะจงสุดๆ คนที่ Search ด้วยคำนี้มีแนวโน้มที่จะสมัครเครดิตมากกว่าการ Search โดยใช้ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต” ในปัจจุบัน Long tail Keyword ได้รับความนิยมนำเอามาทำ Search Marketing เป็นอย่างมาก
  4. Competitor Keyword คล้ายๆกับ Brand Keyword แต่เป็น Keyword ที่สื่อถึง Brand ของคู่แข่ง โดยมากใช้เพื่อทำการแย่งลูกค้ามาจากคู่แข่ง ตัวอย่างเช่นธนาคาร XYZ อาจจะซื้อ Keyword คำว่า “บัตรเครดิต ธนาคาร ABC” เพื่อแย่งลูกค้ามาจากธนาคาร ABC ก็เป็นได้
  5. Misspelling Keyword ตามชื่อเลยครับ มันก็คือ Keyword ทั่วๆไปนี่แหละเพียงแต่ผู้ค้นหาอาจจะพิมพ์คำนั้นผิด อาจจะเป็นเพราะว่าสะกดผิดหรือลืมเปลี่ยนภาษาเช่นผู้ค้นหาต้องการจะค้นหาคำว่า “iphone” แต่ดันลืมเปลี่ยนภาษาจนกลายเป็นคำว่า “รย้นำ” อะไรทำนองนี้ ทำให้การซื้อ Keyword ที่เขียนผิดดักเอาไว้ได้รับความนิยมมากในอดีต แต่ในปัจจุบันกลายเป็น Keyword ที่ไม่ค่อยนิยมเท่าไหร่แล้ว เนื่องจาก Volume ในการค้นหามีน้อยและ Search engine ส่วนใหญ่ก็จะมีการเดาคำผิดให้แทนอยู่แล้ว

ประโยชน์ของการแบ่ง Keyword ออกมาเป็นกลุ่มๆทั้ง 5 จะช่วยให้คนทำการตลาดในเครือข่ายค้นหา (Search Marketing) สามารถบริหารจัดการ Keyword ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถ Focus ไปยัง Keyword ที่มีความเฉพาะเจาะจงต่างกันและเลือกหน้า landing page ที่เหมาะสมกับ Keyword แต่ละคำได้

นอกจากนี้การแบ่ง Keyword ออกเป็นกลุ่มๆตามประเภท ยังมีประโยชน์ในการวาง Campaign Structure เพื่อทำ Paid search ให้มีประสิทธิภาพอีกด้วย 

เรียนรู้ 5 เทคนิคง่ายๆ ทำด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ้างใคร

SEO เป็นเรื่องที่ทุกคนคิดว่าไกลตัว ทำยาก ทั้งที่จริงแล้วการทำ SEO จำเป็นต้องมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆในการทำให้ประสบความสำเร็จ ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 เทคนิคง่ายๆทำด้วยตัวเอง ไม่ต้องจ้างใคร

5 เทคนิคการทำ SEO ง่ายๆ ที่สามารถเริ่มได้ทันที

  1. การตั้งชื่อบทความ หรือ Tilte เป็นเรื่องที่สำคัญมากชื่อของบทความควรต้องสามารถบอกเนื้อหาหลักของบทความได้ทันที ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะเป็นส่วนแรกที่ทั้ง Google และผู้อ่านเห็นและจะทำความเข้าใจว่าบทความนี้พูดถึงอะไร ซึ่งโดยปกติชื่อบทความจะถูกนำไปแสดงบนผลการค้นหาด้วย นั่นจึงเป็นส่ิงสำคัญมากที่ชื่อของบทความควรจะต้องมี Keyword หลักที่เราต้องการให้เว็บไซต์ของเราไปแสดงผลเวลามีคนค้นหาคำๆนั้น ยกตัวอย่างเช่นเวลามีคนค้นหาความว่า “ติดตั้ง Google tag manager” ในชื่อบทความก็ควรจะต้องมีคำนี้รวมอยู่ด้วย เทคนิคที่สำคัญอีกอย่างในการตั้งชื่อชื่อบทความคือ จะต้องสื่อสารให้ตรงกับความต้องการของผู้อ่านมากที่สุด คือเมื่ออ่านชื่อบทความแล้วต้องทำให้รู้สึกอยากคลิ้กเข้าไปอ่านต่อ จากตัวอย่างด้านล่างจะเห็นว่า ชื่อบทความที่แสดงผลอยู่จะมี keyword ที่ถูกค้นหารวมอยู่ด้วยชื่อบทความจะแสดงผลอยู่ในผลการค้นหา การตั้งชื่อบทความจึงควรจะต้องมีคึย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับคำค้นหารวมอยู่ด้วย
  2. ย่อหน้าแรกควรต้องมี Keyword หลักของเนื้อหา
    เช่นเดียวกันกับข้อหนึ่ง ส่วนนี้เป็นส่วนแรกๆ ที่ผู้อ่านและ Google จะเห็นและทำความเข้าใจเนื้อหาหลักได้ดีมากยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงควรเป็นเนื้อหาที่เจาะเข้าประเด็นหลักของบทความและมีความน่าสนใจที่จะชวนให้ติดตามอ่านต่อจนจบให้ได้ ส่วนนี้สำหรับคนที่สร้างเว็บไซต์จาก WordPress ถือว่ามึความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะโดยพื้นฐานแล้ว ย่อหน้าแรกมักจะถูกนำไปแสดงอยู่บนผลการค้นหาด้วย (ดูจากภาพด้านบนจะเห็นว่ามี Keyword รวมอยู่ในรายละเอียดใต้ชื่อบทความ) ดังนั้นแล้วทั้งข้อ 1 และ 2 นี้มีผลโดยตรงกับความน่าสนใจของบทความ ผู้ที่ค้นหาจะคลิ้กเข้าไปอ่านบทความหรือไม่นั้น สองส่วนนี้มีความสำคัญมากที่สุด
  3. ความยาวของเนื้อหาส่วนนี้ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ค่อนข้างสำคัญ เพราะเวลาที่ใช้อ่านบนเว็บไซต์นั้นมีผลต่ออันดับด้วย การมีเนื้อหาที่ดีนั้นโดยปกติก็ไม่มีทางจะเป็นไปได้ที่มีความยาวแค่ 10 หรือ 20 บรรทัดอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญสำหรับเนื้อหาที่มีความยาวนั่นก็คือ จะต้องยาวแบบมีคุณภาพด้วย ไม่ใช่ยาวแบบน้ำท่วมทุ่ง วกไปวนมา อ่านไม่รู้เรื่อง ในผลการวิจัยต่างประเทศนั้นมีตัวเลขที่ชัดเจนว่าส่วนใหญ่เว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรก มักจะมีเนื้อหาที่มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 1,890 คำช้อมูลจากเว็บไซต์ http://backlinko.com/ แสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์ที่อยู่ในผลการค้นหาหน้าแรกมีความยาวเฉลี่ยที่ 1,890 คำ
  4. การมี Link ไปยังบทความอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ การทำ SEO มักจะพูดกันแต่การทำ Backlink (inbound link) แต่จริงๆ แล้วการลิงค์ออกไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกันกับเนื้อหาในเนื้อนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรทำ เพราะนอกจากจะทำให้ User ได้รับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมแล้ว Google เองยังสามารถที่จะเข้าใจบริบทของเนื้อหาบนเว็บไซต์เราได้ดียิ่งขึ้นด้วย
  5. การตั้งชื่อไฟล์ภาพ และการเพิ่ม Caption หรือ Alt text ให้กับรูปภาพทุกรูปเนื่องจาก Google ยังไม่สามารถทำความเข้าใจความหมายของรูปภาพได้ ดังนั้นการตั้งชื่อไฟล์ภาพ การใส่ชื่อภาพ และคำขยายความของภาพจึงเป็นเรื่องทำสำคัญที่จะทำให้ Google เข้าใจว่าเรากำลังสื่อสารเรื่องอะไร เทคนิคที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ทำกันคือ การใส่ Keyword ของหน้าๆ นั้นเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคำขยายความภาพด้วยเพื่อเป็นการทำให้มีปริมาณ Keyword ในหน้านั้นหนาแน่นมากยิ่งขึ้น ข้อดีอีกอย่างของการใส่ Caption และ Alt text นั้นก็คือจะทำให้ภาพนั้นอยู่ในผลการค้นหาแบบ Image ได้ดีขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มจำนวนคนเข้าเว็บไซต์ จากตัวอย่าง ลองค้นหาคำว่า “ติดตั้ง google tag manager” ก็จะมีภาพจากเว็บไซต์ googleanalyticsthailand ไปแสดงผลอยู่ด้วยการใส่คีย์เวิร์ดใน caption ของรูปภาพจะมีส่วนช่วยให้ภาพนั้นมีโอกาสแสดงในผลการค้นหาแบบ Image มากขึ้น

โครสร้างเว็บไซต์ เนื้อหาบนเว็บไซต์ และลิงค์จากเว็บไซต์อื่นๆ ถือเป็นสามปัจจัยที่สำคัญมากในการทำ SEO ซึ่งแต่ละส่วนก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีก แต่ส่วนที่ผมให้ความสำคัญมากที่สุดและอยากจะเน้นย้ำทิ้งท้ายไว้ตรงนี้อีกครั้ง และมั่นใจว่า Google เองก็ให้ความสำคัญมากเช่นกัน นอกจากทั้งสามส่วนที่กล่าวมาแล้ว นั่นก็คือเรื่อง “User” ที่เข้ามาในเว็บของเรานั่นเอง สิ่งหนึ่งที่ผมเองเชื่อมาตลอดคือ ถ้า user เข้ามาในเว็บของเราแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดี เช่น เว็บไซต์โหลดเร็ว รองรับการแสดงผลบนมือถือ รวมถึงได้อ่านเนื้อหาที่มีประโยชน์ ชอบเนื้อหาและข้อมูลในเว็บไซต์ของเราแล้ว Google เองก็จะชอบด้วย เพราะโดยหลักการแล้ว Google ย่อมต้องการที่จะส่งมอบเนื้อหาที่ดีที่สุดให้กับคนที่ใช้โปรดักส์ Search ซึ่งเป็นจุดเด่นของโปรดักส์ตัวนี้ การส่งมอบเนื้อหาของเว็บไซต์ที่สร้างประสบการณ์แย่ๆ ให้กับผู้อ่านย่อมเป็นการ Discredit ตัวเอง ดังนั้นการทำ SEO ที่ดีเราจึงควรที่จะต้องให้ความสำคัญกับ User มากพอๆกับ Search Engine ด้วย

SEO VS PPC ต่างกันอย่างไร

seo-vs-ppc

คำถามที่หลายๆคนสงสัยว่าระหว่าง SEO กับ PPC เหมือนกันและต่างกันอย่างไร SEO หรือ PPC อันไหนดีกว่ากันน้า ควรเลือกและใช้อย่างไร วันนี้ทางเรามีคำตอบมาให้ทุกท่าน

แต่สำหรับคำถามจากข้างต้นนั้น ไม่มีคำตอบที่ถูกต้องเสมอ และถูกต้องกับทุกคน
แต่สามารถตอบได้แค่เพียงว่าอันไหนเหมาะกับคุณมากที่สุด

เพราะ SEO กับ PPC มีทั้งข้อที่เหมือนกัน และข้อที่แตกต่างกัน
แต่ละวิธีการโปรโมทเว็บไซต์มีทั้งจุดเด่น และจุดด้อยที่ต่างกัน

ซึ่งคุณต้องพิจารณาก่อนว่า
สินค้าและบริการของคุณ เป็นอย่างไร เหมาะกับอันไหน
โครงสร้าง และสภาพเว็บไซต์ เป็นอย่างไร เหมาะกับอันไหน
แคมเปญการโปรโมทสินค้าและบริการของคุณ เป็นอย่างไร เหมาะกับอันไหน

จริงๆ แล้ว SEO กับ PPC ไม่ใช่เป็นวิธีการโปรโมทเว็บไซต์ที่ขัดแย้งกัน
แต่เป็นวิธีการโปรโมทเว็บไซต์ที่ช่วยกัน (Complement) มากกว่า ซึ่งใช้ทั้งสองอย่างควบคู่กันไปจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับกรณีที่สินค้าและบริการของคุณเหมาะกับ SEO กับ PPC และมีงบประมาณที่เพียงพอ

Search Engine Marketing(SEM)คืออะไร
ขออธิบาย SEM ก่อนเพื่อทำความเข้าใจความแตกต่างกันของ SEO กับ PPC
ทั้ง SEO และ PPC วิธีการโปรโมทเว็บไซต์บน Google และ รวมสองอย่างนี้แล้วเรียกว่า Search Engine Marketing (SEM)

Google มีสองส่วนในหน้าแสดงผลการค้นหา
ส่วนแรกเป็นพื้นที่แสดงผลค้นหาธรรมชาติ (Organic Search) และ SEO เป็นการโปรโมทเว็บไซต์บนพื้นที่แสดงผลค้นหาธรรมชาติ

อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพื้นที่แสดงโฆษณา (Paid Search) และ PPC เป็นการลงโฆษณาบนพื้นที่แสดงโฆษณา

นอกจากนี้ SEM ยังเป็นการโปรโมทเว็บไซต์บน Google ซึ่งไม่มีประโยชน์กับสินค้า และบริการที่ยังไม่ได้เป็นที่รู้จัก และไม่มีใครค้นหาใน Google
เรื่องนี้เป็นจุดอ่อนของ SEM ซึ่งเป็นจุดอ่อนของทั้ง SEO และ PPC
เช่น …
สมมติคุณทำธุรกิจขาย “แว่นตากันความร้อน” ซึ่งไม่เคยมีใครขายมาก่อน และไม่มีใครเคยรู้จักสินค้าชนิดนี้ และคุณต้องการโปรโมทเว็บไซต์บน Google ทั้ง SEO และ PPC ด้วยคำว่า “แว่นตากันความร้อน” ซึ่งมั่นใจได้ว่าจะไม่มีคนค้นหาคำนี้ใน Google แน่นอน เพราะสินค้ายังไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน ลูกค้ายังนึกไม่ถึงว่ามีสินค้าประเภทนี้อยู่ในโลก จึงไม่มีความต้องการที่จะค้นหา ดังนั้นคุณต้องทำการโปรโมทด้วยวิธีอื่นๆ เช่น Ad Network, TV, วิทยุ เป็นต้น เพื่อให้สินค้า “แว่นตากันความร้อน” ของคุณเป็นที่รู้จักเสียก่อน

10 วิธีการทำ SEO ที่ล้าสมัยแล้วในปี 2019

ทุก ๆ ธุรกิจนั้นต้องมีการแข่งขันกันอย่างมาก ด้วยการแข่งขันว่าใครจะนำหน้ากว่า ใครจะโตกว่าใคร ทำให้การทำธุรกิจในยุคนี้เต็มไปด้วยความยากลำบาก และทำให้มีอุปสรรคมากมาย นี่ยังไม่รวมการปรับเปลี่ยนของเทคโนโลยีต่าง ๆ จนถึงการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของผู้บริโภคในตอนนี้ ทำให้การทำงานในรูปแบบเดิม ๆ ที่ผ่านมาต้องมีการปรับเปลี่ยนเยอะมาก รวมทั้งความรู้ในด้านที่เกี่ยวข้องกับการทำ Digital Marketing นั้นก็ต้องเปลี่ยนไปตามยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลง

ด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้แม้ว่าสื่อที่ใช้งานจะยังคงมีรูปร่างเหมือนเดิม แต่ภายในนั้นปรับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อที่จะทำให้ใช้งานได้ผล ตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ ที่ผ่านยุคจากเว็บไซต์แบบเว็บ 1.0 มายัง 2.0 ที่ผ่านมา เทคนิคต่างๆ ในการทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพทางการตลาดนั้นก็ปรับเปลี่ยนไปด้วย กลยุทธ์ที่เคยใช้ในที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปรวมทั้งเทคนิคอย่างเช่น SEO ที่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำอย่างมาก และทำให้ในตอนนี้ การทำ SEO 10 แบบนี้ล่าสมัยไปแล้วในปี 2019 นี้

1. ทำ Content ซ้ำ : เมื่อก่อนนั้นเป็นวิธีที่นิยมอย่างมากในการทำ SEO ขึ้นมา เพราะสามารถสร้าง Traffic ได้เยอะมากเข้ามาสู่เว็บไซต์ แต่ในตอนนี้ Google ต้องการ Content ที่ม่ีคุณภาพสูงและมีความเป็น original ออกมา ยิ่งทำ Content ซ้ำยิ่งทำให้อันดับแย่ลงเพราะ Google จะบอกว่าคุณทำการลอกมานั้นเอง

duplicate-content-1
ที่มา Moz.com

2. ยัด Keyword: ในอดีตเป็นเทคนิคที่นิยมอย่างมากในการทำ SEO ด้วยการสร้าง content ที่ไม่สามารถอ่านได้รู้เรื่องแต่เต็มไปด้วย Keyword ที่ต้องการให้ติดอันดับ google ขึ้นมา ในตอนนี้ Google ไม่อนุญาติให้ทำอีกแล้ว เพราะ Content แบบนี้เป็น Content ที่ไม่มีคุณภาพ และจะทำให้อันดับ Google แย่ลง

ที่มา Neil Patel
ที่มา Neil Patel

3. บทความโฆษณา : บทความโฆษณาในที่นี้ คือบทความที่ทำมาเพื่อขายสินค้าและบริการ และมีการแทรก backlink ต่าง ๆ กลับไปสู่เว็บไซต์ที่คุณต้องการ ซึ่งในอดีตจะช่วยให้อันดับเว็บไซต์เป้าหมายนั้นดีขึ้น ปรากฏว่ามีคนปั้นอันดับด้วยวิธีการนี้เยอะอย่างมาก จนปัจจุบัน Google ไม่ได้ให้ความสำคัญในการทำแบบนี้อีกต่อไป

16jul18-article-marketing-for-small-businesses-1-638

4. Spamming Directories : นักการตลาดหลายๆ คนทำ directories เพื่อปรับปรุงอันดับ Google แต่ปัจจุบันการเอาลิงก์ไปอยู่ใน directory นั้นถือว่ากลายเป็นทำ Spam แล้ว เพราะ Google นั้นถือว่าการทำแบบนี้เป็นการขาดความน่าเชื่อถืออย่างมาก และมีผลลบต่ออันดับเว็บไซต์ของคุณทันที

ที่มา Moz.com
ที่มา Moz.com

5. เข้าไป Spam comment : เทคนิคนี้ในสมัยก่อนนนี้นิยมอย่างมาก ด้วยการที่นักการตลาดไปตาม comment ตามที่ต่างๆ โดยแทรกลิงก์ของเว็บไซต์ตัวเองเอาไว้ เพื่อให้เกิดผลกลับมายัง Traffic เว็บไซต์ตัวเอง ในปัจจุบันนี้เทคนิคนี้ทาง Google ถือว่ากลายเป็น Spam ไปแล้ว.

ที่มา Ezoic Blog
ที่มา Ezoic Blog

6. ไม่คิดจะทำ Metadata : สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมองข้ามในการทำ Google Rank ก็คือการทำ Metadata ของเว็บไซต์ต่างๆ ให้ Google เข้ามาจับแล้วเอาไปขึ้นอันดับนั้นเอง ด้วยการเขียน Metadata ที่ดีจะทำให้เว็บไซต์คุณนั้นได้ผลประโยชน์ในระยะยาวอีกด้วย

ที่มา WebSight Design
ที่มา WebSight Design

7.  ไม่ทำ Mobile Optimization : ด้วยยุคนี้เป็นยุคของการใช้มือถืออย่างมาก และผู้บริโภคเข้ามาใช้บริการผ่านมือถือ ทำกิจกรรมต่างๆ ผ่านมือถือกันกว่า 90% ทำให้ การทำ  Mobile Optimization นั้นกลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างที่ Google นั้นถือว่าสำคัญเพราะเป็นการให้ประสบการณ์ที่ดีกับผู้บริโภคที่เข้ามาใช้งาน ดังนั้นใครที่ไม่ทำ Mobile Optimization ของเว็บไซต์ตัวเอง ก็อาจจะพบว่าเว็บไซต์ตัวเองนั้นไม่ได้การจัดอันดับที่ดีจาก google

ที่มา https://developers.google.com/
ที่มา https://developers.google.com/

8. ทำแต่ปริมาณ : ในอดีตนั้นการทำ SEO คือการทำ Content ที่มี Keyword ที่ต้องการให้ติดเข้าไปใน Google Index นั้นออกมาในปริมาณที่มาก ยิ่งเยอะ ยิ่งดี เพราะจะทำให้เว็บไซต์คุณนั้นติดอันดับ google ต้น ๆ แต่ในปัจจุบันนี้ Google ให้ค่าด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ ด้วยการที่ทำมาเยอะแต่ไม่มีคุณภาพ google ก็ไม่ให้ค่าอะไร

ที่มา WP Initiate
ที่มา WP Initiate

9. Keyword Specific Pages : นี้เคยเป็นวิธีที่นิยมอย่างมากสำหรับนักการตลาดในอดีต ด้วยการสร้างหน้าแยกบนเว็บไซต์ที่ทำมาสำหรับแต่ละ Keyword ที่คุณต้องการให้ Google จับขึ้นไป ในปัจจุบันนี้เทคนิคดังกล่าวนั้นถือว่าตายไปอย่างสิ้นเชิงและไม่ได้ผลต่อไปอีกแล้ว

10. Short-tail Keyword : ในอดีต นิยมอย่างมากที่จะทำ Keyword สั้นๆ ให้ติดอันดับ google แต่ในตอนนี้กลายเป็นยุคของการทำ Keyword ยาวๆ เพราะด้วยการทำแบบนี้ทำให้คุณสามารถแข่งขันกับตลาดได้ และในตอนนี้กว่า 70% ของ Google ก็มาจาก long tail keyword ทั้งหลาย ถ้าคุณทำ short tail Keyword อยู่คุณจะอยู่ในตลาดที่เป็น Red ocean แต่ถ้าคุณทำ Long tail keyword คุณจะอยู่ใน Blue ocean ทันที.

ที่มา Ahrefs

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับดี

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการตลาดออนไลน์ที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะทุกเว็บไซต์จะมีการวิเคราะห์จากระบบคอมพิวเตอร์ในยาฮู กูเกิ้ล เพื่อการจัดอันดับเว็บไซต์ในหน้าต่างการสืบค้น ถ้าได้อันดับดี ก็จะมีความน่าเชื่อถือสูงและทำให้มีลูกค้ามากขึ้น

การทำบทความ SEO ที่ให้ข้อมูลถูกต้องและทันสมัย จะช่วยให้อันดับของเว็บไซต์ดียิ่งขึ้น ซึ่งควรมีหลักการในการเขียน ดังนี้

1. ไม่ควรคัดลอกเนื้อหา เพราะระบบมีการตรวจจับ Plagiarism และควรเลือก Keyword ที่เหมาะสม จากการหาใน Yahoo search และ Google Search และไม่ควรจะใส่ Keyword เกินกว่า 2-3 ครั้งในหนึ่งบทความ และต้องเขียนให้กระจายทั่วไป เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบ Algorithm วิเคราะห์ว่าเป็นบทความ Spam ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับต่ำลง

2. ความยาวเนื้อหาในบทความ ไม่ควรต่ำกว่า 300 คำขึ้นไป ถ้ามีความยาวถึง 1000 คำได้ ก็จะยิ่งดี เพราะสามารถใส่คีย์เวิร์ดและเขียนเนื้อหาที่น่าสนใจได้ดีขึ้น ทำให้ผู้ที่อ่านบทความได้ประโยชน์มากขึ้น

3. เพิ่มการใส่รูป 3-4 รูป ขึ้นไป จะช่วยให้ได้รับความสนใจมากขึ้น นอกจากนี้ ก็ควรทำวีดีโอที่ใช้ในการกระตุ้นการขาย โดยควรจะมีแนวทางในการนำเสนอเป็นธีมเดียวกันทั้งเว็บไซต์ จะทำให้ได้รับความสนใจมากขึ้น และเพิ่มอันดับให้ดีขึ้นจากการเก็บสถิติเวลาดูคลิปของระบบ AI

4. เลือกภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เช่น เว็บไซต์ที่ต้องการความน่าเชื่อถือ ควรใช้ภาษาเป็นทางการ เว็บไซต์ขายสินค้าแฟชั่น จะต้องเขียนบทความด้วยภาษาที่สนุกสนาน เป็นต้น

5. Meta-Description เป็นสิ่งที่ควรทำเพราะถ้าเขียนด้วย Yoast SEO ซึ่งเป็น Plugin ของโปรแกรม Word Press จะมีช่องให้ใส่ Meta Tag เพื่อนำไปแสดงในหน้าการสืบค้น เป็นการบอกให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรู้ว่าถ้าคลิกเข้ามาในลิงค์แล้วจะเจอกับเนื้อหาเกี่ยวกับอะไรบ้าง เป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้บทความมากขึ้น

การทำบทความ SEO พร้อมกับใส่รูปภาพ หรือคลิปวีดีโอ ผู้เป็นเจ้าของเว็บไซต์สามารถทำได้เอง หรืออาจจะเลือกจ้างบริษัททำ SEO ที่มีทีมงานผู้เชี่ยวชาญทำเว็บไซต์ SEO ก็ได้ โดยควรเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ มีตัวอย่างผลงานเขียนบทความ SEO ที่เข้ากับเว็บไซต์ของคุณ หรือเลือกนักเขียนบทความ SEO ที่มีประสบการณ์ในการเขียนเนื้อหาที่ใส่ Keyword แบบถูกต้องได้

ทั้งนี้ การทำ SEO ต้องใช้เวลาในการสะสมข้อมูลให้ระบบ AI วิเคราะห์ จึงต้องมีการอัพเดตสม่ำเสมอด้วย จึงจะทำให้อันดับเว็บไซต์ดีขึ้นได้ ขณะเดียวกัน ก็ต้องให้ความสำคัญกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น การทำเว็บไซต์ให้ใช้งานได้ทั้งมือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ การสร้างลิงค์เชื่อมโยงสู่เว็บไซต์อื่น ๆ จึงจะทำให้อันดับใน Search Engine ดีขึ้นอย่างยาวนาน

บทความ SEO แบบไหน ที่ทำให้เว็บไซต์อันดับ

7 Step-by-Step เขียนบทความ SEO ให้ติดหน้าแรกบน Google แบบไม่เสียเงิน

จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักการตลาดออนไลน์ และนักเขียนคอนเทนต์มากๆ ที่จะต้องคำนึงถึง SEO (Search Engine Optimization) หรือการทำให้บทความบนเว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกบน Search Engine ด้วย เพราะเมื่อใดก็ตามที่เว็บไซต์ของเราติดหน้าแรกบน Google จะส่งผลให้จำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆไม่มีหยุดตามมาด้วยค่ะ

ขั้นตอนการเขียนบทความให้เอื้อต่อ SEO

ขั้นที่ 1 : เลือกหัวข้อที่จะเขียน ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย โดยเลือกจาก ความสนใจของกลุ่มเป้าหมาย (Persona) สังเกตหัวข้อที่นิยมจากบล็อกคู่แข่ง (Competitor Blogs) สังเกตหัวข้อที่นิยมจากกลุ่มสนทนาในแวดวงธุรกิจของเรา (Group)

ขั้นที่ 2 : ค้นหาคีย์เวิร์ดที่คนใช้เสิร์ชเยอะและตรงกับเนื้อหาที่เรานำเสนอ ทำได้โดย พิมพ์บนช่องการค้นหาบน Google และดูคำยอดนิยมในแถบที่แสดงขึ้นมา ใช้ Google Keyword Planner เพื่อดูปริมาณการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้นๆ รวมถึงราคาคีย์เวิร์ด และคำใกล้เคียงเป็นไอเดียในการเลือกใช้ด้วย

ขั้นที่ 3 : เขียนเนื้อหาที่ครอบคลุม และมีความยาวบทความไม่สั้นจนเกินไป  เนื้อหาควรครอบคลุมหลายๆคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ความยาวบทความไม่สั้นจนเกินไป Google มักจะชอบบทความยาว เพราะสามารถทำความเข้าใจว่าบทความนั้นเกี่ยวกับอะไรได้ดีกว่าบทความสั้นๆ

ขั้นที่ 4 : เขียนคอนเทนต์คุณภาพให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้อ่าน  ไม่เขียนย่อหน้าแรก ยาวจนเกินไป จนไม่ดึงดูดใจให้อ่านต่อ ใส่มีเดียอื่นๆลงไปด้วย เช่น รูปภาพ วิดีโอ พอดแคสต์

ขั้นที่ 5 : นำคีย์เวิร์ดที่ค้นหา มาใช้กับคอนเทนต์ ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Headline ใส่คีย์เวิร์ดลงใน Meta Description  ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในลิงก์ URL ใส่คีย์เวิร์ดไว้ในรูปภาพ วางคีย์เวิร์ดไว้ใน 100 คำแรกของหน้าเว็บไซต์ ใส่ Internal link เพื่อลิงก์ไปบทความอื่นๆด้วย

ขั้นที่ 6 : แชร์บนโซเชียลมีเดีย เพิ่มช่องทางในการเข้าถึงบทความอื่นๆ เพื่อเพิ่มปริมาณการเข้าชม ยิ่งมีปริมาณการเข้าชมเยอะมากขึ้น อันดับการค้นหาก็จะยิ่งสูงขึ้น

ขั้นที่ 7 : วิเคราะห์ผลลัพธ์ วิเคราะห์ผลผ่าน Google analytics เพื่อดูพัฒนาการ สิ่งที่ดีขึ้น และสิ่งที่ต้องปรับปรุง เพื่อพัฒนาบทความต่อๆไป

SEM vs SEO เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร?

เอาล่ะค่ะ เราไปดูนิยามของการทำ โดยเทียบกับแบบช็อตต่อช็อตไปเลยดีกว่าว่า ข้อดีและข้อเสียของการทำการตลาดทั้ง 2 อย่างนี้มีอะไรบ้าง

 SEM

Search Engine Marketing

คือการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเครื่องมือค้นหาบนอินเทอร์เน็ตด้วย 2 วิธีหลัก คือ

Search Advertising หรือการทำการตลาดในรูปแบบของการโฆษณา โดยเสียค่าใช้จ่ายในลักษณะของ PPC (Pay Per Click) โดยจะจ่ายเงินก็ต่อเมื่อมีผู้คนคลิกเว็บไซต์ของเราที่ทำการโฆษณาเท่านั้น

และอีกแบบก็คือ Natural Search ซึ่งเป็นการทำการตลาดผ่าน SEO โดยเจ้าของกิจการอาจทำเอง หรือจ้างผู้เชี่ยวชาญก็ได้ อย่างไรก็ดี ทั้ง 2 วิธีนี้ต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับต้นๆ หรือหน้าแรกในเว็บ Search engine เมื่อลูกค้าได้ทำการค้นหาโดยใช้คีย์เวิร์ดที่เราได้กำหนดไว้นั่นเอง

ข้อดี

1.สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องใช้เวลาเตรียมการที่ยาวนาน
2.การปรับเพิ่ม Keyword สามารถทำได้ตลอดเวลา
3.แม้มีเว็บเพจเพียงหน้าเดียวก็สามารถทำได้
4.เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว
5.สามารถวัดผลออกมาเป็นข้อมูล เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อได้
6.เห็นผลลัพธ์ชัดเจนและรวดเร็ว

ข้อเสีย

1.ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการประมูล เว็บไซต์จึงจะติดอันดับ
2.ถ้ายอดเงินในการประมูลหมด อันดับก็หาย
3.เสียเงินทุกครั้งเมื่อมีคนคลิกเข้ามาดูในเว็บไซต์
4.ราคาของการโฆษณาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับกระแสการแข่งขัน
5.ไม่สามารถการันตีได้ว่าผู้ที่คลิกเข้าไปในเว็บไซต์จะซื้อสินค้า

 SEM

SEO (Search Engine Optimization)  

คือการทำการตลาดออนไลน์ ด้วยการใช้เทคนิคเพื่อให้เว็บไซต์ เว็บเพจ หรือร้านค้าออนไลน์ของคุณขึ้นไปอยู่บนหน้าแรกหรือในอันดับต้นๆ ของเว็บ Search engine ยอดนิยม เพื่อช่วยดึงผู้คนให้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น ทั้งนี้การทำให้เว็บไซต์ได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ต้องอาศัยการใช้คีย์เวิร์ดและเนื้อหาที่ดี ที่จะส่งผลให้ Bot ของ Search Engine วิ่งเข้ามาเก็บข้อมูลบ่อย และช่วยให้เว็บติดอันดับแรกๆ นั่นเอง

มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะพอเข้าใจการทำการตลาดทั้ง 2 แบบแล้วนะคะว่าเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร และถึงแม้ว่าการทำ SEO จะเป็นส่วนหนึ่งของการทำ โดยมีจุดประสงค์เดียวกันคือเพื่อให้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น แต่ทั้งสองแบบนี้ก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยเราได้ทำตารางเปรียบเทียบเพื่อให้คุณมองเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้นตามหัวข้อดังต่อไปนี้

ข้อดี

1.สามารถทำเองได้ จึงมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า
2.ช่วยสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
3.ช่วยสร้างลูกค้าใหม่ได้ตรงกับเป้าหมายที่วางไว้
4.ช่วยสร้างคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
5.เมื่อติดอันดับแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
6.ได้รับโอกาสในการแข่งขันที่สูงกว่าธุรกิจประเภทเดียวกัน
7.มีโอกาสที่จะติดอันดับได้นานกว่า หากมีคอนเทนต์ที่เจ๋งพอ

ข้อเสีย

1.ใช้เวลานานกว่าแบบแรกในการขึ้นไปติดอันดับต้นๆ
2.การทำ SEO ต้องอาศัยทักษะและความเชี่ยวชาญ
3.อันดับในการแสดงผลลัพธ์ไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับคอนเทนต์
4.ต้องติดตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ของ Search Engine อยู่เสมอ
5.คีย์เวิร์ดที่นำมาใช้ทำต่อ 1 หน้าเว็บเพจ จะจำกัดแค่ 2-5 คำ

 SEM

เมื่อทราบอย่างนี้ ต่อไปก็ถึงตาคุณแล้วล่ะค่ะ ว่าจะตัดสินใจทำการตลาดให้กับสินค้าและบริการของคุณแบบไหนกันแน่ เพราะทั้งสองแบบก็มีข้อดีที่โดดเด่นพอๆ กัน  แต่ถ้าให้เราแนะนำ ก็ขอบอกว่า ลองทำทั้งสองอย่างควบคู่กันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีคูณสองอย่างแน่นอนค่ะ

ลำดับความสำคัญการทำ Online Marketing ของ SEO

วันนี้ผมจะมาแนะนำการให้ความสำคัญ หรือลำดับความสำคัญของ SEO ดูนะครับว่า เราควรทำ SEO แบบไหนก่อน หรือว่าต้องใส่ใจกับ SEO ตรงไหนบ้างมาดูกันเลยครับผม

ลำดับความสำคัญการทำ Online Marketing ของ SEO ตามประเภทต่างๆ มีดังนี้

1. Content Marketing ความสำคัญของ Content ถือเป็นหัวใจสำคัญ ในการทำ SEO เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 51%

2. Paid Search Marketing ความสำคัญอันดับสองของการทำ SEO คือ การซื้อโฆษณาผ่านทาง google Adwords เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 31%

3. Social Media Marketing ความสำคัญอันดับสามของการทำ SEO คือ การทำคอนเทนท์บน Social Network เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 27%

4. Mobile Marketing ความสำคัญอันดับสี่ของการทำ SEO คือ การทำคอน เทนท์บน การทำคอนเทนท์ หรือการทำการตลาดบนมือถือเช่น Google Display Network เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 16%

5. Email Marketing ความสำคัญอันดับห้าของการทำ SEO คือ การส่งคอนเทนท์ไปยัง ระบบส่งอีเมล์ไปยังลูกค้าต่างๆ ด้วยระบบส่งอีเมล์ เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 13%

6. Digital Display Marketing ความสำคัญอันดับหกของการทำ SEO คือ การทำโฆษณาทำคอนเทนท์ ไปยังเครือข่ายต่างๆ หรือเว็บต่างๆ เช่น การซื้อแบน
เนอร์เว็บที่มี Traffic สูงๆ และค่า PR สูงๆ เปอร์เซ็นค่าเฉลี่ยความสำคัญของ SEO ประมาณ 10%

5 SEO ปลั๊กอินยอดนิยมแห่งปี 2019

ในยุคที่ใคร ๆ ก็สร้างคอนเทนท์ขึ้นมาจนเข้าสู่กระแส ‘สึนามิ คอนเทนท์’ (Content Tsunami) หรือคอนเทนท์ล้นตลาด จะทำอย่างไรให้คอนเทนท์ของเราโดดเด่นเหนือคู่แข่งและตรงใจผู้บริโภคมากที่สุด ถึงเวลาแล้วที่นักการตลาดต้องมีผู้ช่วยที่จะเปลี่ยนการสร้างคอนเทนท์ทั่วไปให้กลายเป็นคอนเทนท์การตลาด (Marketing Contents) ขั้นเทพ ด้วย 5 SEO ปลั๊กอินยอดนิยมแห่งปี 2019 เพื่อเปลี่ยนคนที่สนใจ (Consideration)ให้กลายเป็นลูกค้า(Purchase) หรือแฟนพันธ์แท้ของแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน

ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO Specialist และ Digital Marketing แห่งบริษัท SEO Heroes Bangkok แนะนำว่า ท่ามกลางคอนเทนท์มากมายในหลายช่องทางการทำSEO หรือ Search Engine Optimization ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อช่วยให้คอนเทนท์ของคุณติดการค้นหาหน้าแรกใน Google นั่นหมายถึงโอกาสในการที่ลูกค้าจะเข้าถึงสินค้าและบริการของคุณก็มากขึ้นเช่นกัน ว่าแต่ 5 เครื่องมือหรือปลั๊กอินในการทำ SEO ยอดนิยมใน WordPress มีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

Squirrly

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Squirrly และปลั๊กอิน SEO แบบ all-in-one อื่น ๆ คือมันช่วยให้คุณสามารถเขียนบทความหรือสร้างคอนเทนท์ที่เหมาะกับเครื่องมือค้นหา (Search Engine) และพฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรียกได้ว่ามันเป็นปลั๊กอินการตลาดแบบครบวงจรเลยทีเดียว และ Squirrly เป็นปลั๊กอินที่สามารถโหลดใช้งานฟรี! (แต่ถ้าคุณอยากอัพเกรดเวอร์ชั่นให้ใช้งานได้เต็มรูปแบบก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม) ทั้งยังมีฟังก์ชั่น SEO Live Assistant ที่ช่วยเพิ่มคุณภาพของบทความ ผ่านเครื่องมือการวิเคราะห์ Keywords จากสิ่งที่ผู้คนพูดถึงอย่างมากใน Twitter และโซเชียลมีเดียอื่น ๆ โดยวัดจากความนิยมของหัวข้อและอันดับในการแข่งขัน ที่เหลือคุณก็แค่ปรับแต่งหน้าตาเว็บไซต์ตามคำแนะนำของมันได้เลย ทั้งยังช่วยให้คุณทราบว่า การเขียนบทความของคุณสอดคล้องกับคำที่ผู้บริโภคใช้ค้นหาในโซเชียลฯ แล้วหรือไม่

นอกจากนี้ Squirrly ยังสามารถวิเคราะห์เนื้อหาเป็นรายสัปดาห์ เพื่อตรวจสอบการทำ SEO ในบทความนั้น ๆ และนำเสนอภาพรวมโดยละเอียดเกี่ยวกับแง่มุมต่าง ๆ จึงช่วยให้คุณปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการตลาดได้อย่างรวดเร็ว ความน่าทึ่งอีกอย่างของปลั๊กอินนี้คือมันง่ายต่อการใช้งานมาก ๆ คุณแค่ใส่ชื่อธุรกิจและโลโก้เท่านั้นล่ะ! จากนั้นปลั๊กอินจะวิเคราะห์โครงสร้างและข้อมูลในแต่ละหน้าของเว็บไซต์ บันทึกข้อมูลทุกครั้งที่ดาวน์โหลด ทำความเข้าใจธุรกิจผ่านบทความที่นำเสนอ เพื่อให้คุณเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และช่วยในการบูสท์ยอด CTR (Click Through Rate) หรืออัตราส่วนที่บ่งบอกว่า มีผู้คลิกเข้าชมโฆษณาของคุณบ่อยแค่ไหนใน GDN (Google Display Network) แน่นอนมันส่งผลต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ใน Google นั่นเอง

Redirection

เคยมั้ย? ตั้งชื่อเว็บไซต์หรือโดเมน (Domian)แล้วเกิดเปลี่ยนใจอยากใช้ชื่อใหม่ที่โดนใจกว่า แต่กลับต้องปวดใจเมื่อขั้นตอนการเปลี่ยนลิงก์ URL นั้นแสนจะยุ่งยากซับซ้อน บางครั้งธุรกิจของคุณอาจต้องการปรับปรุงเว็บไซต์หรือเปลี่ยนที่อยู่โดเมน ซึ่งคงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคคลิกเข้าไปเจอกับหน้าเพจ 301Redirects หรือ 404 Page Error ซึ่งมอบประสบการณ์ที่ไม่ดีให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภค และ Google ก็ลดคะแนนของเว็บไซต์ลงด้วย เพราะมันสะท้อนความไม่น่าเชื่อถือของเว็บไซต์หรือแม้แต่ธุรกิจของคุณอีกด้วย ไหนจะต้องกังวลเรื่องการตั้งค่าต่าง ๆ ใหม่ทั้งหมด (แค่คิดก็ปวดหัวแล้วใช่มั้ยล่ะ) จากนี้ชีวิตของคุณจะง่ายขึ้นทันทีเมื่อติดปลั๊กอินที่ชื่อ ‘Redirection’

Redirection เป็นปลั๊กอินฟรี! ที่น่าเชื่อถือและเก่าแก่ที่สุดของ WordPress จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในยามที่ธุรกิจต้องการเปลี่ยนโดเมน เพราะมันจะเชื่อมต่อลิงก์ URL ใหม่แบบอัตโนมัติ หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงลิงก์ของโพสต์หรือเว็บเพจ แม้แต่การเปลี่ยนแปลง Permalinks ก็สามารถตรวจสอบผ่านปลั๊กอินได้เช่นกัน ทั้งยังช่วยให้คุณตั้งค่าเฉพาะที่สามารถสร้างการลิงก์ URL แบบมีเงื่อนไขที่ซับซ้อนได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ซึ่งคุณสามารถใช้องค์ประกอบหลายอย่างเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ของคุณ เช่น Referrer, Browser, IP, Server, HTTP Header, Cookies, Login Status, Page Type เป็นต้น

ShortPixel Image Optimizer

คงไม่ดีแน่หากผู้บริโภคหรือลูกค้าคลิกลิงก์เข้าไปที่หน้าเว็บฯ ของคุณ แล้วต้องอดทนรอดาวน์โหลดนาน ๆ เพราะขนาดรูปภาพที่อัพโหลดลงในเว็บไซต์ใหญ่เกินไปนั่นล่ะ สุดท้ายผู้บริโภคก็ตัดสินใจปิดหน้าเว็บไซต์ของคุณแล้วไปค้นหาเจ้าอื่นใน Google แทน (นั่นเท่ากับคุณเสียลูกค้าไปแล้ว) แต่จะให้นั่งปรับไซส์รูปภาพที่ละอันคงจะปวดหัวและเสียเวลาไม่น้อย เรามีปลั๊กอินฟรี! ที่ช่วยในการบีบอัดรูปภาพที่ดีที่สุดสำหรับWordPress ที่ผู้เชี่ยวชาญด้าน SEO และบล็อกเกอร์ทั่วโลกนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เพราะมันเป็นปลั๊กอินที่ช่วยให้ปรับขนาดของรูปโดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเว็บฯ นั่นเอง

วิธีง่าย ๆ แค่ติดตั้งปลั๊กอิน ShortPixel ลงในเว็บฯ จากนั้นระบบจะทำการปรับขนาดของรูปภาพอัตโนมัติ เท่านี้คุณก็ไม่ต้องปวดหัวและเสียเวลากับการปรับขนาดรูปภาพก่อนลงเว็บฯ อีกต่อไป ทั้งยังช่วยให้การโหลดเข้าเว็บฯ เป็นไปอย่างรวดเร็วทันใจ ประหยัดเวลาและพื้นที่ในการจัดเก็บ แบ็คอัพ หรือโยกย้ายข้อมูล เรียกว่า ประทับใจผู้บริโภคที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลแบบฉับไวและ Google ก็ปลื้มด้วยเช่นกัน

WP Rocket

การรวมร่างขั้นสุดยอดของ 2 ปลั๊กอินที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณรวดเร็วขึ้นอีกเยอะ นั่นคือคุณสมบัติในการปรับขนาดรูปภาพของShort PixelImage Optimizer เข้ากับ WP Rocket ซึ่งเป็นปลั๊กอินแบบเสียเงิน (Paid) ที่คุ้มค่าและดีที่สุดในการจัดการกับแคช (Caching)การพรีโหลด(PreLoad) การบีบอัด (Compression)การเพิ่มประสิทธิภาพ​(Optimization)เป็นต้น แม้จะเป็นปลั๊กอินที่ต้องเสียเงินแต่ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เพราะมันช่วยติดสปีดให้เว็บไซต์ของคุณจัดการกับระบบต่างๆ ที่ซับซ้อนได้อย่างสะดวกสบาย

ปัจจุบันมีปลั๊กอินมากมายใน WordPress ที่ช่วยให้คุณจัดการกับแคชสำคัญต่าง ๆ ในเว็บไซต์ แต่ด้วยระบบการทำงานที่มีความซับซ้อนมากเกินจำเป็นของปลั๊กอินอื่น ๆ หรือแม้แต่ Google Analytics ก็ตาม ส่งผลให้ WP Rocket กลายเป็นสุดยอดปลั๊กอินที่โดดเด่นเหนือคู่แข่งในท้องตลาดเวลานี้ พร้อมคุณสมบัติเด่นอีกเพียบ

ไม่ว่าจะเป็น​ ดาวน์โหลดรูปภาพได้ตามต้องการเพิ่มประสิทธิภาพหรือปรับขนาดไฟล์ HTML, CSS และ JSบันทึกข้อมูลของคอนเทนท์ที่มีคนกลับเข้ามาอ่านซ้ำบ่อย ๆ เพื่อให้การแสดงผลหน้าเว็บฯ เร็วขึ้น​,ช่วยให้การกำหนดค่าต่าง ๆ เป็นไปอย่างง่ายดาย ทั้งยังช่วยให้ developers ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าหรือโปรเจกต์พิเศษอีกด้วย

นอกจากนี้ WP Rocket จะค้นหาช่องทางในการเข้าถึงบทความ อุปกรณ์ เพศ อายุ ความสนใจ ฯลฯ เพื่อเชื่อมต่อผู้คนให้เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณได้มากขึ้น ทั้งยังตรวจสอบประสิทธิภาพและรายละเอียดที่สมบูรณ์เกี่ยวกับเว็บไซต์ผ่านการเข้าชม เปอร์เซ็นต์การเข้าชมเว็บไซต์ (แค่หน้าใดหน้าหนึ่ง) แล้วก็ไม่ไปที่หน้าอื่นต่อ (Bounce Rate) ระยะเวลาเฉลี่ยในการเข้าชมเว็บไซต์ (Average visit duration) อัตราการโต้ตอบหรือแสดงความคิดเห็น (Conversion Rate) รวมถึงตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ เช่น รายได้ การทำธุรกรรม เป็นต้น


Smartlook

อีกหนึ่งปลั๊กอินขั้นเทพที่จะช่วยให้คุณเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น นั่นคือ Smartlook เครื่องมือวิเคราะห์เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นมือถือ ที่จะนำเสนอข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้งานของผู้บริโภคไว้อย่างละเอียด ตั้งแต่บันทึกการเข้าชมเว็บไซต์ การตรวจวัดอุณหภูมิหรือตำแหน่งที่คนให้ความสนใจมากที่สุด (Heatmaps) , Conversion Funnel และระบบการติดตามอัตโนมัติ (Automatic Tracking) เพื่อช่วยระบุปัญหาในการใช้งานได้อย่างชัดเจนและช่วยในการปรับปรุงแก้ไขได้ตรงจุด ทั้งยังช่วยให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ง่ายดายและมีประสิทธิภาพมากขึ้น คู่ควรอย่างยิ่งสำหรับร้านค้าออนไลน์หรือแบรนด์ที่ต้องการมอบประสบการณ์การช้อปที่สะดวกสบายแค่ปลายนิ้ว

Smartlook เป็นปลั๊กอินที่อนุญาตให้คุณทดลองใช้ในแบบ Free Trial ซึ่งคว้าใจนักการตลาดทั่วโลกที่ให้ความสนใจปลั๊กอินนี้เป็นอย่างมาก เพราะมันช่วยในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้คนที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ใด้อย่างเจาะลึก เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ ปรับแต่ง หรือตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ บนเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าถึงสินค้าและบริการ การค้นหา และการกลับเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยครั้ง (จนกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ในที่สุด) เมื่อพวกเขามั่นใจในแบรนด์ก็จะกลับมาใช้บริการซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังบอกต่อให้กับคนอื่นๆ นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้คน แน่นอนที่สุดมันช่วยให้เราเข้าใจการทำงานของ Google อีกด้วย

SEO คืออะไร ?

SEO

SEO หรือ Search Engine Optimization คือการทำให้คนเห็น เยี่ยมชมและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากเว็บไซต์หรือใช้แอปพลิเคชั่นมากขึ้นบน Google ที่ครองตลาดใหญ่ที่สุดของ Search Engine โดยไม่พึ่งเงินทำโฆษณาออนไลน์ให้คนคลิกเข้าเว็บฯหรือแอปฯตรงๆ (Pay per click) เป็นหลัก

SEO จะทำหน้าที่ให้คนรับรู้ว่าเว็บไซต์ของเราอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่สงสัยและลองเข้าไปเยี่ยมชมและสนใจ และหากสนใจจนอยากซื้อสินค้าหรือใช้บริการ ก็สามารถค้นหาแบรนด์ของเราและเจอเว็บฯของเราที่ทำ Google Adwords รอไว้อยู่แล้วซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEM (Search Engine Marketing) นั่นเอง (แต่ในที่นี้จะขออธิบายแค่ SEO เท่านั้น)

SEO จึงไม่ใช่แค่การทำให้เว็บไซต์และแอปฯที่เป็น Digital Asset ติดอันดับหน้าหนึ่งบน Google เพียงอย่างเดียว

กลยุทธ์ในการทำ SEO
ถ้าแบรนด์ของเราไม่ได้ติดตลาดจริงๆ ก็ไม่ควรหวังให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาชื่อแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเราตรงๆ เพราะว่าก่อนที่กลุ่มเป้าหมายจะหาชื่อแบรนด์ของเราเจอ จะต้องมาการ “เดินทาง” มาก่อน

ฉะนั้นกลยุทธ์หลักๆในการทำ SEO (จริงๆคือกลยุทธ์หลักๆในการทำ Digital Marketing) จะต้องทำให้เว็บไซต์ไม่กระโดดไปขายของเลย แต่ต้องทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักก่อน แล้วค่อยกระตุ้นความสนใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการที่เราขาย ก่อนที่จะมาเป็นลูกค้า และบอกต่อแบรนด์ต่อไป

SEO
  1. ทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเว็บไซต์ของเราก่อน
    กลุ่มเป้าหมายในขั้นนี้ไม่ได้ตั้งใจค้นหาชื่อแบรนด์ของเราแต่แรก แต่จะเริ่มจากค้นหาสิ่งที่สงสัยและต้องการก่อน เช่นกลุ่มเป้าหมายอยากกินอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม อาจจะค้นหาคำว่า “ร้านอาหารญี่ปุ่นแถวสีลม” แล้วเจอเว็บไซต์ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่บนหน้าแรกของ Google และรวมถึงเว็บไซต์แนะนำร้านอาหารที่ว่า ซึ่งพอคลิกเข้าไปดูแล้วก็อาจจะเจอร้านอาหารของเราก็ได้ส่วนเว็บไซต์จะเป็นของเราหรือของคนอื่นก็ได้
  2. ทำเนื้อหาและออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
    ขั้นตอนนี้ไม่ใช่การโฆษณาขายแบรนด์ สินค้าหรือบริการของเรา แต่ให้รายละเอียดลักษณะสินค้าบริการของเรากับกลุ่มเป้าหมาย เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่กลุ่มเป้าหมายหาข้อมูลเพิ่มเติม อยากรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้น รวมไปถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจ
  3. ให้ความรู้เกี่ยวกับประเภทสินค้าหรือบริการที่เราขาย
    ขั้นตอนนี้ท้าทายสำหรับแบรนด์ที่ขายสินค้าราคาแพง มีความใหม่ ซับซ้อน คู่แข่งเยอะ แบรนด์เราก็ไม่ใช่แบรนด์เดียวที่เป็นตัวเลือกของกลุ่มเป้าหมาย ฉะนั้นเว็บไซต์ควรทำเนื้อหาที่เปรียบเทียบสินค้าและบริการระหว่างแบรนด์ของเรากับคู่แข่งในแง่ต่างๆรวมถึงสินค้าหรือบริการที่ใช้ทดแทนกันได้ แล้วชูจุดขายหรือ Unique Value Proposition ของสินค้าขึ้นมา
  4. ขายของ
    ขั้นตอนนี้การทำ Google Adwords จะมีประสิทธิภาพมากกว่าทำ SEO เฉยๆ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายตัดสินใจที่จะซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการของเราแล้ว จึงค้นหาชื่อแบรนด์ของเราโดยตรง ฉะนั้นควรทำให้เว็บเพจที่ขายของไปอยู่อันดับต้นๆบนหน้าแรกของ Google โดยใช้โฆษณา Google Adwords ดีกว่าปล่อยให้กลุ่มเป้าหมายไปเจอเว็บฯของคู่แข่งแทน
  5. กระตุ้นให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าและบอกต่อ
    ขั้นตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้มากนอกจากเปิดพื้นที่ออนไลน์ให้ลูกค้าได้เขียนรีวิวสินค้าหรือบริการที่ใช้ไปแล้ว หรือเราสามารถขอให้ลูกค้าเขียน Testimonial ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งจริงๆแล้วลูกค้าจะไปรีวิวหรือบอกต่อที่ไหนก็ได้เช่น Pantip

ขั้นตอนนี้จึงกลายเป็นเรื่องของการสร้างชื่อเสียงของแบรนด์ซึ่งจะส่งผลต่อการทำ SEO ในอนาคต เช่นชื่อแบรนด์ของเราติดตลาดแล้ว เราเลยสามารถใช้ชื่อแบรนด์เป็นคีย์เวิร์ดได้ ยิ่งคนพูดถึงเยอะเรายิ่งได้ traffic เยอะจากชื่อแบรนด์ของเราเป็นต้น

จะสังเกตว่า SEO จะมีบทบาทมากในสามขั้นตอนแรกสำหรับลูกค้าที่ไม่รู้ว่าแบรนด์ไหนตอบโจทย์ได้ดีที่สุด ส่วนอีกสองขั้นตอนหลัง SEO จะเป็นกิจกรรมที่คอยสนับสนุนมากกว่า และการทำ SEO ไม่ใช่จะต้องไม่เสียเงินเสมอไป เช่นการทำ Advertorial จ้างเว็บไซต์ดังๆมารีวิวแนะนำประเภทของสินค้าที่เราขาย และเอาแบรนด์ของเราเข้าไปด้วย หรือการทำ Google Adwords กับเว็บเพจที่ไม่ได้เน้นขายของเพื่อเพิ่ม traffic และความน่าเชื่อถือ (แต่ไม่ได้ทำให้ Organic Reach เพิ่มขึ้น) เป็นต้น